Mag-log inบทที่ 1 ช่วยชีวิต
แสงแดดยามเย็นเหนือท้องทุ่งกว้าง เสียงลำโพงจากงานวัดดังสะท้อนก้องกังวาน แข่งกับเสียงเรไรที่เริ่มระงม แสงอาทิตย์สีส้มจัดอาบชโลมยอดตาลสูงลิบจนดูคล้ายเงาดำทะมึนตัดกับแผ่นฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นม่วงอมแดง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งกลิ่นข้าวโพดต้มรสหวานหอม กลิ่นน้ำอบไทยที่ลอยมาตามลม และกลิ่นฝุ่นดินแห้ง ๆ ที่ฟุ้งกระจายยามฝูงเด็กน้อยวิ่งเล่นกันสนุกสนานตามซุ้มเกม เสียงกลองยาวสลับกับเสียงแตรวงที่บรรเลงเพลงลูกทุ่งจังหวะคุ้นหู สร้างรอยยิ้มให้แก่ชาวบ้านที่มารวมตัวกัน งานวัดปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ ท่ามกลางแสงไฟนีออนหลากสีที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณ ข่าวการปรากฏตัวของแขกผู้มีอิทธิพลแพร่กระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว “เจ้าสัวเกริกชัยมาว่ะ!” เสียงกระซิบกระซาบดังมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ข้างโรงลิเก “จริงหรือพี่? ปกติเห็นแต่ในข่าว ไม่คิดว่าตัวจริงจะยอมมาเดินงานวัดบ้านนอกแบบนี้” “ก็นั่นแหละ แกขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านรั้วบ้านเขาอยู่ทุกวัน ยังจะมาทำตื่นเต้นอะไรตอนนี้” ทม ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ผิวกร้านแดดจากการตรากตรำทำไร่ไถนามาทั้งชีวิต ยืนกอดอกอยู่หน้าซุ้มยิงปืนจุกน้ำปลา เขาเป็นคนเรียบง่าย รักสันโดษ และไม่เคยสนใจลาภยศสรรเสริญ ทมมองดูภาพเจ้าสัวเกริกชัยที่ถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยผู้ติดตามและชาวบ้านที่หวังประจบประแจงด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเตรียมเดินเลี่ยงออกไปหาที่เงียบ ๆ พักสายตา ทว่า... ความสงบสุขกลับถูกฉีกขาดด้วยเสียงกรีดร้องแหลมสูงที่ดังทะลุเสียงดนตรี “ช่วยด้วย! มีคนโดนแทง!” ความโกลาหลเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ฝูงชนแตกฮือหนีตายไปคนละทิศละทาง ภาพที่ทมเห็นคือเจ้าสัวเกริกชัยถูกชายฉกรรจ์สองคนเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งล็อกคอจากด้านหลัง ส่วนอีกคนชักมีดปลายแหลมวาววับแทงเข้าใต้อกอย่างอำมหิต ร่างของมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งทรุดฮวบลงกับพื้นดิน ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ติดตามที่ตั้งตัวไม่ทัน ทมไม่ได้หยุดคิดถึงอันตราย สัญชาตญาณความถูกต้องในใจสั่งให้เขาพุ่งตัวเข้าใส่ทันที เขากระโจนเข้าล็อกแขนข้างที่ถือมีดของคนร้ายไว้แน่น พร้อมกับใช้หัวไหล่กระแทกชายอีกคนจนเสียหลักหลุดออกจากร่างของเจ้าสัว ทมคว้าไม้ท่อนหนาจากซุ้มเกมที่พังลงมา ฟาดเข้าที่กลางหลังของคนร้ายอย่างสุดแรงจนไม้หักเป็นสองท่อน “พวกไอ้ชาติชั่ว! กล้ามาลงมือทำร้ายคนในเขตวัดเขตวาเชียวหรือ!” คมมีดกรีดผ่านแขนของทมจนเลือดสีแดงสดไหลอาบ แต่เขากลับไม่ถอยหนี ทมยืนหยัดตระหง่านขวางหน้าเจ้าสัวไว้ราวกับปราการเหล็ก สายตาที่จ้องมองคนร้ายเต็มไปด้วยความดุดันและเด็ดเดี่ยว จนพวกมันเริ่มลังเล เมื่อชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเริ่มตั้งสติได้และกรูเข้ามาช่วยรวบตัวคนร้ายไว้ได้ในที่สุด สองวันต่อมา ภายในเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ของตระกูลเกริกชัย บรรยากาศเงียบสงบและเย็นเยือกตัดกับความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง แสงแดดรำไรส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เข้ามากระทบละอองฝุ่นที่ปลิวคว้างในอากาศ กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรและยาหม่องลอยละล่องจาง ๆ อบอวลอยู่ในโถงกว้างที่ดูภูมิฐานทว่าเปล่าเปลี่ยว บนเตียงไม้สลักลายวิจิตร เจ้าสัวเกริกชัยนอนพักฟื้นด้วยร่างกายที่ยังคงบอบช้ำ ใบหน้าซูบเซียวและแววตาที่เคยกร้าวแกร่งในแวดวงธุรกิจ ตอนนี้กลับดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่สีข้าง ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างของชายผู้ช่วยชีวิตเดินก้าวเข้ามา ประกายบางอย่างที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งก็วาบขึ้นในดวงตาคู่นั้น “ขอบใจแกมากนะทม...” เจ้าสัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พยายามจะพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่าง ช้า ๆ แม้ความเจ็บปวดจะรั้งให้เขาต้องนิ่วหน้า “ชีวิตของข้าน่ะ... คงจะได้ไปเฝ้ายมบาลตั้งแต่วันนั้นแล้ว ถ้าไม่ได้แกช่วยเอาไว้” ถ้อยคำนั้นหนักแน่นและเต็มไปด้วยความตระหนักในคุณค่าของลมหายใจที่เหลืออยู่ ทมรีบยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม กิริยาท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเกรงใจอย่างที่สุด เขายิ้มรับอย่างซื่อ ๆ ด้วยรอยยิ้มที่ปราศจากการเสแสร้งตามประสาคนใจจริงที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใดตอบแทน “ผมไม่อยากได้คำขอบคุณหรืออะไรหรอกครับเจ้าสัว ผมเห็นคนลำบากอยู่ตรงหน้า จะให้ยืนดูอยู่เฉย ๆ ผมก็คงทำไม่ได้จริง ๆ” น้ำเสียงของทมเรียบง่ายทว่าหนักแน่น สะท้อนถึงจิตใจที่ยึดมั่นในความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าสัวมองชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันคือความเลื่อมใสในความซื่อสัตย์ที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน มือที่สั่นน้อย ๆ เอื้อมไปแกะซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ข้างเตียงแล้วยื่นส่งให้ด้วยความตั้งใจ “รับไปเถอะ... ถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ข้าอยากตอบแทนน้ำใจและความกล้าหาญของแก” ทมรับซองมาเปิดดูด้วยความงุนงง มือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักค่อย ๆ คลี่แผ่นกระดาษออกมา ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นข้อความที่เป็นมากกว่าแค่กระดาษเปล่า “นี่มัน... สัญญาอะไรกันครับ?” เขาถามด้วยความไม่เข้าใจในเจตนา “สัญญาลูกผู้ชาย” เจ้าสัวตอบด้วยน้ำเสียงที่ทวีความหนักแน่นขึ้น ราวกับต้องการตอกย้ำความตั้งใจของตน “ถ้าวันใดวันหนึ่งครอบครัวของแกต้องลำบาก ข้าขอรับรองด้วยเกียรติของข้า ว่าจะเลี้ยงดูพวกแกทุกคนให้สุขสบายเหมือนเป็นคนในตระกูลข้าเอง” แววตาของเจ้าสัววาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นเกราะคุ้มภัยให้แก่ผู้มีพระคุณ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิต ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ทมถึงกับนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก “และหากในวันหน้า... ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมา ข้าขอสัญญาไว้ตรงนี้เลยว่า จะให้พวกเขาได้แต่งงานกัน เพื่อผูกพันสองครอบครัวให้เป็นหนึ่งเดียว และเพื่อไม่ให้น้ำใจของแกในวันนี้ต้องสูญเปล่าไปตามกาลเวลา” “โธ่ เจ้าสัวครับ... อย่าถึงขนาดนั้นเลย” ทมรีบปฏิเสธทันควันด้วยความตกใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าการช่วยคนครั้งหนึ่งจะนำไปสู่ข้อผูกมัดที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ “แค่เห็นเจ้าสัวปลอดภัย ผมก็ดีใจมากแล้ว เรื่องแต่งงานลูกหลานมันเป็นเรื่องของอนาคต ปล่อยให้มันเป็นไปตามทางของมันเถอะครับ” เจ้าสัวยกยิ้มเพียงบางเบาที่มุมปาก ทว่าเป็นยิ้มที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แววตาของเขานิ่งสงบแต่แน่วแน่ไม่สั่นคลอนต่อคำปฏิเสธใด ๆ “คนอย่างแกอาจจะไม่คิดเรื่องบุญคุณความแค้น เพราะใจแกมันสูงเกินกว่าจะหวังผล...” เจ้าสัวทิ้งจังหวะคำพูดพร้อมสบตาคนตรงหน้าอย่างจริงจัง “แต่คนอย่างข้า... ถ้าไม่ได้ตอบแทนสิ่งที่ยิ่งใหญ่เท่าชีวิตครั้งนี้ ข้าคงนอนตายตาไม่หลับ” ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมห้องโถงนั้น คำสัญญาที่กลั่นออกมาจากใจของมหาเศรษฐีผู้รอดตาย ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของพันธะลึกลับที่จะผูกพันโชคชะตาของคนสองครอบครัวไปชั่วชีวิต โดยที่ทมเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า กระดาษแผ่นเดียวในมือนั้น จะเปลี่ยนอนาคตของลูกหลานเขาไปตลอดกาล กาลเวลาหมุนเวียนไปตามครรลองของมันอย่างไม่รีบร้อน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเลื่อนผ่านเป็นปี สายลมแห่งฤดูกาลพัดพาเอาความทรงจำในคืนงานวัดให้ค่อย ๆ จางไปจากใจชาวบ้าน ทว่าในเรือนไม้หลังเล็กของทม ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทองใบ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเริ่มตั้งครรภ์ลูกชายคนแรก เสียงหัวเราะและหยาดน้ำตาแห่งความยินดีอบอวลไปทั่วบ้านไม้หลังเก่า ทมเฝ้าทะนุถนอมภรรยาและชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ด้วยความรักทั้งหมดที่มี โดยหารู้ไม่ว่าเด็กน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกนั้น ได้ถูกตีตราจองไว้ด้วยหมึกและกระดาษตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นแสงตะวัน เด็กชายผู้เกิดมาท่ามกลางคำมั่นสัญญาที่ผู้ใหญ่ขีดเขียนไว้ด้วยแรงอารมณ์ของบุญคุณ ได้รับการขนานนามว่า “ทัตธารา” นามที่ประหนึ่งสายน้ำที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้ ในเวลานั้น... ทมและทองใบต่างมีเพียงความหวังอยากเห็นลูกเติบโตอย่างอิสระใต้เงาไม้อันร่มเย็น โดยไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า คำกล่าวฝากฝังที่ดูเหมือนเรื่องไกลตัวในวันวาน ตอนนี้ได้เริ่มหยั่งรากลึกลงในโชคชะตา มันกำลังถักทอตัวเองอย่างเงียบเชียบ กลายเป็นโซ่ตรวนล่องหนที่จะพันธนาการหัวใจของคนสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงบทที่ 20 ปรับความเข้าใจแสงแดดอ่อนละมุนยามเย็นทอดลำแสงสีทองพาดผ่านหน้าต่างบ้านเรือนไม้ในสวนกุหลาบ บรรยากาศรอบกายดูสงบเงียบทว่าอบอุ่น ทัตธารานั่งเคียงข้างกำนันหนุ่มบนระเบียงไม้ที่คุ้นเคย ศีรษะทุยสวยพิงซบลงบนไหล่แกร่งอย่างวางใจ เสียงนกกระจิบร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาจากยอดไม้ไกล ๆ แม้รอบข้างจะเงียบสงัดเพียงใด แต่เสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นเป็นจังหวะใกล้กันกลับดังก้องชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งไหน“พี่ไกรครับ...” ทัตธาราเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ครับ...” กำนันหนุ่มขานรับพลางเอียงใบหน้าลงมาหา“ตอนที่เราแต่งงานกัน... ตอนที่มันยังเป็นเพียงแค่การแต่งงานในนาม ตอนนั้นพี่รู้สึกยังไงบ้างครับ”ไกรสรนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบทอดมองไปยังทุ่งกว้างเบื้องหน้า ปลายนิ้วหนาลูบไล้เส้นผมนุ่มของคนรักอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับจะปลอบประโลมความทรงจำที่เคยขื่นขม“ตอนนั้นหรือครับ... ก็เจ็บอยู่บ้างแหละ พี่รู้ดีว่าตอนนั้นทัตยังไม่พร้อม ใจทัตยังมีความกังวล พี่เลยไม่กล้าที่จะคาดหวังหรือบีบคั้นอะไร แต่ในใจของพี่... มันรักไปแล้ว รักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม และรัก
บทที่ 19 แฟนเก่าเช้าวันจันทร์เริ่มต้นด้วยความวุ่นวายตามปกติของสถานพยาบาล แสงแดดอ่อนยามเช้าทอดผ่านกระจกใสเข้ามาในห้องตรวจจนดูนวลตา หมอทัตธาราในชุดกราวนด์สีขาวสะอาดกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ตรวจฟันอย่างตั้งใจ ทว่าความสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงในชุดสูทตัวยาวสีเรียบหรู ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความมั่นใจ ผมยาวสลวยถูกจัดแต่งมาอย่างประณีต เธอหยุดยืนมองป้ายชื่อหน้าห้องก่อนจะเบนสายตามาทางคุณหมอหนุ่ม“สวัสดีค่ะหมอทัต ดูจากชื่อบนป้าย... นี่คือห้องตรวจของคุณหมอจริง ๆ สินะคะ?”ทัตธาราชะงักมือที่กำลังจับเครื่องมือ ความรู้สึกบางอย่างที่เคยถูกทับถมไว้ลึกสุดใจแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องลอบถอนหายใจแผ่วเบา เขาพยายามรักษาความสุขุมพลางพยักหน้าตอบรับ“ใช่ครับ... สวัสดีครับคุณพัทธยา ไม่ทราบว่าคุณมานัดตรวจล่วงหน้าหรือเปล่า?”พัทธยาหัวเราะในลำคอเบา ๆ กิริยาท่าทางของเธอยังคงดูสง่างามเช่นวันวาน เธอเดินก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างถือวิสาสะ“
บทที่ 18 ดูแลหมอทั้งวัน🔥🔞แสงแดดอุ่นจัดยามเช้าทอแสงลอดผ่านผ้าม่านสีขาวบางตาเข้ามากระทบเปลือกตา ทัตธาราขยับกายเล็กน้อยท่ามกลางความนุ่มนวลของที่นอนและกลิ่นอายอุ่นของคนข้างกาย เขาซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมอกกว้างของกำนันไกรสรโดยสัญชาตญาณ เสียงก้อนเนื้อในอกซ้ายของชายหนุ่มยังคงเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นที่สอดประสานไปกับจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอ“พี่ไกรครับ...”เสียงกระซิบแผ่วเบาเรียกคนรักที่กำลังหลับใหล ก่อนจะได้รับการตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มละมุนที่ฟังดูแหบพร่าเล็กน้อยตามประสาคนเพิ่งตื่นนอน“ตื่นแล้วหรือครับ... ลูกหมูของพี่”“อื้อ... เมื่อคืนพี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือครับ” ทัตธาราถามพลางเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาคู่สวยยังคงฉายแววอาวรณ์ในรสสัมผัสที่เพิ่งผ่านพ้นไป“ไม่เหนื่อยหรอกครับ... เพราะเมื่อคืนเสียงของทัตเพราะที่สุดแล้วรู้ไหม”คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำเอาหมอหนุ่มหน้าร้อนวูบ เขาคว้าหมอนขึ้นมาปิดใบหน้าตัวเองด้วยความขัดเขิน “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเมื่อคืนเลยนะครับ! ทัตจะไม่มองหน้าพี่ไปอีกสามวันเลย!”ไกรสรหัวเราะในลำคอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู มือหนาลูบไล้กล
บทที่ 17 รักหมอคนเดียว 🔥🔞 ช่วงเที่ยงวันนั้น พยาบาลและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต่างพากันแปลกใจ เมื่อเห็นกำนันผู้เคร่งขรึมเดินดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมถุงอาหารเต็มสองมือ ทั้งข้าวมันไก่เจ้าประจำ น้ำผลไม้คั้นสด ขนมปังนมสด และยาคูลท์ที่ทัตธาราชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ “จะเอาอะไรมาให้กินดีวะ... เอาไปหมดนี่แหละ ทัตชอบทุกอย่างเลยนี่นา” เขากระซิบปลอบใจตัวเองขณะก้าวตรงไปยังห้องทำงานของหมอหนุ่ม ไกรสรผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะ ทัตธาราที่กำลังจดบันทึกอาการคนไข้ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ผมไม่หิวครับ” กำนันหนุ่มยืนนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เขาบรรจงวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะเงียบ ๆ แววตาที่เคยดุดันตอนนี้กลับฉายแววน้อยใจออกมาอย่างชัดเจน “ไม่หิวตอนนี้ก็เก็บไว้กินตอนเย็นเถอะ พี่ตั้งใจซื้อมาให้” “ไม่ต้องลำบากทำอะไรให้ผมก็ได้ครับพี่ไกร ผมอยู่ของผมได้” คำว่าอยู่ได้ที่หลุดออกมาจากปากคนที่เขาแคร์ที่สุดนั้นไม่ได้เจ็บปวดที่ความหมาย แต่มันบาดลึกตรงความห่างเหินที่หมอหนุ่มจงใจสร้างขึ้นม
บทที่ 16 หมองอนกำนันหลังจากอารมณ์เมื่อช่วงบ่ายพัดผ่านไป บ้านสวนกุหลาบที่เคยอบอุ่นกลับตกอยู่ในความเงียบงัน เป็นความเงียบที่เหน็บหนาวเสียจนเสียงลมพัดผ่านใบกุหลาบด้านนอกยังฟังดูดังรบกวนจิตใจเกินไป และคนที่รักษาความเงียบนั้นได้มั่นคงที่สุดไม่ใช่กำนันไกรสร ทว่ากลับเป็นหมอทัตธารา“ข้าวปลาไม่คิดจะกินเลยหรือ?”เสียงทุ้มของกำนันเอ่ยถามทำลายความเงียบ ขณะบรรจงวางจานข้าวลงตรงหน้าหมอหนุ่มที่นั่งเหม่อลอยอยู่ปลายโต๊ะ ทัตธาราเพียงแค่เหลือบสายตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าออกไปทางหน้าต่าง มองความมืดมิดของสวนกุหลาบที่เริ่มถูกความสลัวครอบงำ“ไม่หิวครับ”คำตอบนั้นสั้นเรียบและไร้เยื่อใย แต่มันมากพอจะทำให้คนฟังรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังโดนงอนเข้าให้แล้ว กำนันไกรสรพรูลมหายใจออกมาช้า ๆ เขาพยายามระงับอารมณ์พลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม กินข้าวในจานของตัวเองไปเงียบ ๆ ทว่าบรรยากาศที่อึดอัดกลับทำให้รสชาติอาหารชืดสนิท จนสุดท้ายเขาก็เผลอวางช้อนลงกระทบจานเสียงดังเคร้ง เพราะคิดไม่ตกว่าจะง้อคนตรงหน้าอย่างไรดี“จะโกรธอะไรนักหนาทัต แค่เพื่อนเก่าแวะมาหา พี่ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อ
บทที่ 15 แขกที่ไม่ได้รับเชิญของกำนันช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ควรจะเงียบสงบ บรรยากาศภายในบ้านสวนกุหลาบยังคงอบอวลด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ที่พัดมาตามลม หมอทัตธาราอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ อย่างเสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังใช้กรรไกรเล็มกิ่งต้นไม้หน้าบ้านอย่างเพลิดเพลิน โดยมีกำนันไกรสรคอยเช็ดกระจกหน้าต่างอยู่ด้านในเรือนไม้ภาพกิจวัตรธรรมดาเหล่านั้นดูลงตัวราวกับงานเขียนชิ้นเอก ทว่าความสงบสุขกลับถูกพังทลายลงด้วยเสียงแหลมสูงของเครื่องยนต์ที่ดังใกล้เข้ามา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ขัดจังหวะทุกอย่าง“ปี๊น! ปี๊น!”ทัตธาราชะงักมือพลางชะเง้อมองไปยังประตูรั้ว เขาหรี่ตาลงเมื่อเห็นรถเก๋งยุโรปสีดำขลับเงาวับจอดสนิทอยู่ ก่อนที่หญิงสาวคนหนึ่งจะก้าวลงมาด้วยท่วงท่ามั่นใจ เธอสวมรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นเสียงดังเป็นจังหวะ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจัดจ้านชูให้เธอดูโดดเด่นทว่าแปลกแยกจากบรรยากาศชนบทแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง“พี่ไกรล่ะ?” เธอถามขึ้นทันทีที่สายตาปะทะกับหมอหนุ่ม โดยไม่มีแม้แต่คำทักทายตามมารยาท“อยู่ข้างในครับ” ทัตธาราตอบ
บทที่ 5 คุยเรื่องแต่งงานเสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงคันเก่า แม้จะส่งเสียงกุกกักตามอายุการใช้งานแต่ยังคงขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคงไปตามถนนลูกรังในยามเช้า แสงอาทิตย์แรกอรุณทาบทับลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่มในชุดกาวน์สั้นสีขาวสะอาดตาที่ปลิวไสวตามแรงลมหมอทัตธารา บังคับรถมอเต
บทที่ 4 กลับบ้านเกิดเสียงเครื่องยนต์ของรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ครางหึ่มอย่างอ่อนแรงก่อนจะค่อย ๆ ชะลอจอดลงที่ป้ายรถเมล์เล็ก ๆ หน้าอำเภอบางปลาม้า แสงแดดในยามบ่ายคล้อยเริ่มอ่อนแสงลง ทอประกายสีทองพาดผ่านท้องทุ่ง ลมตะวันตกหอบเอากลิ่นฟางข้าวแห้ง ๆ จากนาไกล ๆ เข้ามาแตะปลายจมูกของคนที่เพิ
บทที่ 3 ไปเรียนต่อเสียงเรไรยามบ่ายแผ่วระงมกลบเสียงยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมชายคาเรือนครัว ไอความร้อนระอุของแดดเมืองสุพรรณฯ แผ่ซ่านไปทั่วผืนดิน ทิ้งร่องรอยความระยิบระยับบนผิวน้ำในร่องสวน ทองใบยืนหอบผ้ากองโตอยู่ใต้ถุนบ้าน มือที่กำลังพับผ้าหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง สายตาที่เต็มไปด้วยความอาทรทอดมองไปยังเด็กช
บทที่ 2 ลูกหมูสายลมเดือนหกพัดพลิ้วพาใบไม้ปลิวไหวแผ่วเบา หอบเอาไอความร้อนชื้นที่ลอยวนอยู่ทั่วเรือนสวนกุหลาบมาปะทะผิวหน้า เสียงจักจั่นระงมแทรกซึมไปกับความเงียบสงบ กลิ่นดินหลังฝนที่เพิ่งซาไปผสมผสานกับกลิ่นหอมอ่อนหวานของกุหลาบขาวที่บานสะพรั่งขจรขจายไปทั่วบริเวณ เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวทาบลงบนพื้นอิฐสีส้







