INICIAR SESIÓNบทที่ 4 กลับบ้านเกิด
เสียงเครื่องยนต์ของรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี ครางหึ่มอย่างอ่อนแรงก่อนจะ ค่อย ๆ ชะลอจอดลงที่ป้ายรถเมล์เล็ก ๆ หน้าอำเภอบางปลาม้า แสงแดดในยามบ่ายคล้อยเริ่มอ่อนแสงลง ทอประกายสีทองพาดผ่านท้องทุ่ง ลมตะวันตกหอบเอากลิ่นฟางข้าวแห้ง ๆ จากนาไกล ๆ เข้ามาแตะปลายจมูกของคนที่เพิ่งก้าวลงจากรถเป็นสัมผัสแรกที่ต้อนรับเขากลับสู่มาตุภูมิ ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาดตากับกระเป๋าเป้ใบโตยืนถอนลมหายใจเบา ๆ พยายามปรับตัวกับไอความร้อนที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นถนน ดวงตากลมโตที่มีประกายความอบอุ่นกวาดมองไปรอบข้างอย่างสำรวจ ความคุ้นเคยในอดีตค่อย ๆ ไหลย้อนกลับมาในความทรงจำ ทัตธารา หรือ หมอทัต ทันตแพทย์หนุ่มเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดัง ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่กับกองสัมภาระเพียงลำพัง “ไหนแม่บอกจะมารับไงนะ... ป่านนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา” เขาพึมพำกับตัวเองพลางขยับแว่นสายตา ไม่นานนัก โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นครืดคราด เมื่อกดรับ เสียงร้อนรนของ ทองใบ ผู้เป็นแม่ก็ดังแทรกเข้ามาทันที “ลูกแม่! แม่กำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ แต่เจ้ากรรม... รถแม่มันดันมาเสียอยู่กลางทางเสียนี่!” “อ้าวแม่!” ทัตอุทานด้วยความตกใจ “แล้วจะให้ทัตทำยังไงล่ะครับ ยืนเคว้งอยู่ตรงนี้คนเดียวเนี่ยนะ” “ใจเย็น ๆ นะลูก แม่โทรหาทางฝั่งบ้านเจ้าสัวแล้ว เห็นว่าคุณไกรสรเขาอยู่ใกล้ ๆ ที่ว่าการอำเภอพอดี เดี๋ยวเขาจะขับรถไปรับลูกเอง รออยู่ตรงป้ายนั่นแหละ อย่าเดินไปไหนเชียวนา!” ทัตถอนหายใจยาวเหยียด มองไปยังป้ายรถเมล์ที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา ลมร้อนพัดมาปะทะใบหน้าจนเหงื่อเริ่มซึมตามไรผม “ไม่กลับมาตั้งสิบห้าปี... ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิด” อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้านที่เงียบสงบ... รถกระบะสีดำสนิท ขัดจนเงาวับสะท้อนแสงแดดยามบ่าย เลี้ยวโค้งเข้ามาตามถนนลาดยางด้วยจังหวะที่มั่นคงและดุดัน ชายร่างสูงใหญ่ในชุดข้าราชการสีกากีเต็มยศ นั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจของคนที่ปกครองคนทั้งตำบล ผู้ช่วยกำนันที่นั่งมาด้วยข้างๆ เอ่ยรายงานขึ้นทำลายความเงียบ “กำนันครับ ป้าทองใบแกโทรมาแจ้งว่ารถเสีย รบกวนให้กำนันช่วยไปรับลูกชายแกที่เพิ่งกลับจากกรุงเทพฯ ตรงป้ายหน้าอำเภอหน่อยครับ พอดีแกเป็นห่วงลูกชายเพราะเห็นว่าของเยอะ” กำนันไกรสร พยักหน้าช้า ๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่เส้นทางข้างหน้า ทว่าหัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับกระตุกไหวเมื่อได้ยินชื่อนั้น “ทองใบ... ลูกชายใช่ไหม? เจ้าหมูตัวน้อยคนนั้นน่ะเหรอ” ผู้ช่วยกำนันยิ้มเจื่อน ๆ พลางนึกถึงภาพเด็กอ้วนกลมในอดีต “คงไม่ใช่หมูน้อยแล้วมั้งครับ เห็นป้าแกว่าโตเป็นหนุ่ม แถมเรียนเก่งจนจบคุณหมอมาเลยนะครับนั่น” ไกรสรไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออกไปยังเบอร์ที่ได้รับมาทันที สายตาคมกริบมองหาใครบางคนที่ควรจะกลมเหมือนในความทรงจำ สัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นในมือของ ทัตธารา ที่กำลังยืนปาดเหงื่ออยู่ใต้ศาลาหน้าอำเภอ ท่ามกลางกระเป๋าเดินทางหลายใบ “เบอร์แปลก...” เขาขมวดคิ้วสไตล์คุณหมอขี้สงสัย ก่อนจะตัดสินใจกดรับ “สวัสดีครับ?” “หมอทัตใช่ไหม” เสียงทุ้มต่ำที่ทรงพลังและหนักแน่นกว่าที่เคยจำได้ดังผ่านสาย ทำเอาทัตชะงักไปครู่ใหญ่ ความคุ้นเคยบางอย่างที่ฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาทแล่นพล่านไปทั่วร่าง “ฉันกำนันไกรสร... ป้าทองใบรถเสีย ฉันมารับแทน” “...พี่ไกรสรเหรอครับ?” “ใช่ พี่เอง ยืนอยู่ตรงไหนล่ะ” ทัตหันซ้ายหันขวาอย่างลุกลน ก่อนจะเหลือบไปเห็นชายร่างกำยำในชุดข้าราชการที่ดูภูมิฐานอย่างเหลือเชื่อ มีผ้าขาวม้าลายสก๊อตผูกอยู่ที่เอวตามแบบฉบับชายหนุ่มบ้านทุ่ง ยืนพิงรถกระบะคันงามอยู่ไม่ไกลนัก “พี่ไกร...หันมาทางนี้หน่อยสิครับ” กำนันหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันตามคำบอกของคนในสาย วินาทีนั้นเองที่เวลาเหมือนหยุดหมุน ไกรสรนิ่งค้างไปเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าหวาน ผิวขาวละเอียดสู้แสงแดด ยืนอยู่ตรงนั้น... ไม่มีรอยยิ้มซื่อๆ ของเด็กอ้วนอีกต่อไป มีเพียงชายหนุ่มที่ดูสง่างาม สะอาดสะอ้าน ทว่าดวงตากลับยังคงมีความนุ่มนิ่มประหม่าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน “...เฮ้อ นึกว่าหมูที่ไหนมาหลงทางอยู่ตรงนี้” ไกรสรแกล้งพึมพำเสียงเรียบเพื่อปกปิดความประหม่าที่เกิดขึ้นในอก ทัตธาราย่นจมูกใส่ทันทีที่ได้ยินคำค่อนแคะ “พี่ไกรก็ยังเหมือนเดิมเลยนะครับ... ดุเหมือนสุนัขไม่มีผิด” “ปากดีนักนะเรา” เพี้ยะ! ฝ่ามือหนาฟาดลงบนศีรษะของหมอหนุ่มเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู “เจ็บนะ! นี่ผมเป็นหมอแล้วนะครับไม่ใช่เด็กสิบขวบเหมือนเมื่อก่อน” ทัตเบะปาก ทำหน้างอเหมือนเด็กที่เตรียมจะวิ่งไปฟ้องแม่ทองใบเหมือนวันวาน “หมอเหรอ?” กำนันไกรสรพูดยิ้มๆ ที่มุมปาก สายตาคมกวาดมองใบหน้าขาวใสที่ตอนนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะความโกรธหรือความเขิน อย่างละเอียด “หน้าเหมือนขนมไทยมากกว่าล่ะมั้ง... ขาว ๆ นวล ๆ น่าจะนิ่มน่าดู” คำพูดก้ำกึ่งระหว่างล้อเลียนกับหยอดเย้าทำเอาทัตธาราหน้าร้อนผ่าวเหมือนโดนแดดเผา เขาอ้าปากค้างคล้ายจะเถียงแต่ก็หาคำพูดไม่เจอ ได้แต่ทำเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอแล้วรีบหันไปคว้ากระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพาย พลางก้าวฉับ ๆ ไปที่รถกระบะสีดำสนิทเพื่อซ่อนใบหน้าที่กำลังเสียอาการ “ขึ้นรถได้แล้ว ยืนบื้ออยู่ได้ เดี๋ยวแดดก็เผาจนขนมไหม้กันพอดี” ไกรสรเอ่ยสำทับเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับพราวระยับอย่างคนเหนือกว่า ระหว่างทางกลับบ้านบรรยากาศภายในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบที่มีเพียงเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง ไกรสรขับรถด้วยความชำนาญ ทัตธารานั่งอยู่เบาะข้าง ๆ ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่เคยแกล้งเขาตอนเด็ก ๆ ด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ “ไม่คิดเลยนะครับ ว่ากลับมาคราวนี้ พี่ไกรจะเป็นถึงกำนัน” “แล้วคิดว่าพี่จะเป็นอะไร?” “ก็นึกว่า... จะยังอยู่แต่ในสวนกุหลาบ คอยจ้องดุดอกไม้เล่นเหมือนเดิม” “ปากยังเก่งไม่เปลี่ยนจริง ๆ นะเรา” “ก็พี่ก็ยังชอบเขกหัวผมเหมือนเดิมนี่ครับ” ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วครู่ ทัตธาราก็เป็นฝ่ายที่ต้องเบือนหน้าหนีไปมองวิวด้านนอกทางหน้าต่าง ความรู้สึกร้อนผ่าวลามไปถึงใบหูอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยสักนิด เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าชานบ้าน ทองใบที่นั่งรออยู่รีบกุลีกุจอลงมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้าง “ลูกแม่! โตขึ้นจนหล่อเหลาเกินหน้าเกินตาแม่ไปแล้ว!” “แม่ก็พูดเกินไปครับ...” ทัตเข้าไปโอบกอดและหอมแก้มแม่ด้วยความโหยหา ก่อนจะขยับไปนั่งพักข้าง ๆ ไกรสรยืนกอดอกมองภาพความอบอุ่นนั้น เงียบ ๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยลาทองใบ “ผมขอตัวก่อนนะป้า ไว้เจอกันที่โรงพัก...” “อ้าว! โรงพักทำไมล่ะครับ?!” ทัตโพล่งขึ้นด้วยความตกใจ “ล้อเล่นน่ะ... พรุ่งนี้อย่าลืมแวะไปกินข้าวที่บ้านฉันด้วยก็แล้วกัน” ไกรสรทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยาก ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถ ทัตธาราได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างที่ดูองอาจนั้นไปจนสุดสายตา หัวใจดวงน้อยสั่นรัวอย่างไม่มีสาเหตุ คืนนั้นภายในห้องนอนเก่าที่ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ทัตธารานอนเอนกายลงบนเตียงไม้หลังเดิมที่ดูเล็กลงถนัดตาเมื่อเขาโตขึ้น สายตาของเขาเลื่อนลอยไปมองเพดานที่มีรอยขีดเขียนจาง ๆ ซึ่งเป็นร่องรอยของความซนจากฝีมือของเขาในวัยเยาว์ ลมหายใจแผ่วเบาสอดประสานไปกับเสียงร้องของจิ้งหรีดที่ดังระงมมาจากพุ่มไม้ข้างบ้าน “สิบห้าปี... พี่ไกรยังเหมือนเดิมทุกอย่างเลย” เขาพึมพำกับความเงียบ พลางหวนนึกถึงภาพชายหนุ่มในชุดสีกากีที่ยืนพิงรถกระบะคันนั้น ท่าทางขรึม ๆ คำพูดที่ดูเหมือนจะดุแต่แฝงไว้ด้วยความใส่ใจ และน้ำหนักของฝ่ามือที่ฟาดลงมาบนหัวเบา ๆ ทุกอย่างยังคงเป็น "พี่ไกร" คนเดิมที่เขาเคยแอบมองจากหลังผ้าถุงแม่ แต่แล้ว... ความร้อนผ่าวก็เริ่มซ่านขึ้นมาบนใบหน้าอย่างห้ามไม่ได้ เมื่อเขามุดหน้าลงกับหมอนใบโตพลางนึกถึงบทสนทนาบนรถที่เพิ่งผ่านมา “แต่ทำไม... เราถึงรู้สึกไม่เหมือนเดิมเลยสักนิดเดียว” หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับรัวเร็วขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ทัตจำได้ดีถึงสายตาคมกริบคู่นั้นที่กวาดมองเขาอย่างพินิจพิจารณา สายตาที่ไม่ได้มองเหมือนเขายังเป็น "เจ้าหมูตัวน้อย" แต่เป็นสายตาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกหน้าร้อนวูบวาบจนทำตัวไม่ถูก กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นแดดที่ติดมาจากตัวของกำนันไกรสรยังคงวนเวียนอยู่ในมโนภาพ... ความรู้สึกปลอดภัยที่เคยมีให้พี่ชายในวันวาน ตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความรู้สึก ประหม่าจนไม่กล้าสบตาตรง ๆ ทัตพลิกตัวไปมา ความคิดสับสนตีรวนอยู่ในหัว สมองพยายามจะบอกว่ามันคือความดีใจที่ได้เจอคนคุ้นเคย แต่ใจเจ้ากรรมกลับเถียงว่ามันมีอะไรที่มากกว่านั้นอบอวลอยู่ในบรรยากาศ เขายกมือขึ้นทาบอกซ้าย รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนข้างในที่รุนแรงกว่าปกติ... สิบห้าปีที่จากไปอาจจะยาวนานพอที่จะเปลี่ยนเด็กชายให้กลายเป็นหมอ แต่ดูเหมือนว่ามันจะยาวนานพอที่จะเปลี่ยนความชื่นชมในวัยเด็ก ให้กลายเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำนิยามได้บทที่ 20 ปรับความเข้าใจแสงแดดอ่อนละมุนยามเย็นทอดลำแสงสีทองพาดผ่านหน้าต่างบ้านเรือนไม้ในสวนกุหลาบ บรรยากาศรอบกายดูสงบเงียบทว่าอบอุ่น ทัตธารานั่งเคียงข้างกำนันหนุ่มบนระเบียงไม้ที่คุ้นเคย ศีรษะทุยสวยพิงซบลงบนไหล่แกร่งอย่างวางใจ เสียงนกกระจิบร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาจากยอดไม้ไกล ๆ แม้รอบข้างจะเงียบสงัดเพียงใด แต่เสียงหัวใจของคนสองคนที่เต้นเป็นจังหวะใกล้กันกลับดังก้องชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งไหน“พี่ไกรครับ...” ทัตธาราเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ครับ...” กำนันหนุ่มขานรับพลางเอียงใบหน้าลงมาหา“ตอนที่เราแต่งงานกัน... ตอนที่มันยังเป็นเพียงแค่การแต่งงานในนาม ตอนนั้นพี่รู้สึกยังไงบ้างครับ”ไกรสรนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาคมกริบทอดมองไปยังทุ่งกว้างเบื้องหน้า ปลายนิ้วหนาลูบไล้เส้นผมนุ่มของคนรักอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอม ราวกับจะปลอบประโลมความทรงจำที่เคยขื่นขม“ตอนนั้นหรือครับ... ก็เจ็บอยู่บ้างแหละ พี่รู้ดีว่าตอนนั้นทัตยังไม่พร้อม ใจทัตยังมีความกังวล พี่เลยไม่กล้าที่จะคาดหวังหรือบีบคั้นอะไร แต่ในใจของพี่... มันรักไปแล้ว รักตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม และรัก
บทที่ 19 แฟนเก่าเช้าวันจันทร์เริ่มต้นด้วยความวุ่นวายตามปกติของสถานพยาบาล แสงแดดอ่อนยามเช้าทอดผ่านกระจกใสเข้ามาในห้องตรวจจนดูนวลตา หมอทัตธาราในชุดกราวนด์สีขาวสะอาดกำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ตรวจฟันอย่างตั้งใจ ทว่าความสงบเงียบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงกริ่งหน้าประตูที่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของแขกที่ไม่ได้รับเชิญหญิงสาวรูปร่างโปร่งระหงในชุดสูทตัวยาวสีเรียบหรู ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยความมั่นใจ ผมยาวสลวยถูกจัดแต่งมาอย่างประณีต เธอหยุดยืนมองป้ายชื่อหน้าห้องก่อนจะเบนสายตามาทางคุณหมอหนุ่ม“สวัสดีค่ะหมอทัต ดูจากชื่อบนป้าย... นี่คือห้องตรวจของคุณหมอจริง ๆ สินะคะ?”ทัตธาราชะงักมือที่กำลังจับเครื่องมือ ความรู้สึกบางอย่างที่เคยถูกทับถมไว้ลึกสุดใจแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องลอบถอนหายใจแผ่วเบา เขาพยายามรักษาความสุขุมพลางพยักหน้าตอบรับ“ใช่ครับ... สวัสดีครับคุณพัทธยา ไม่ทราบว่าคุณมานัดตรวจล่วงหน้าหรือเปล่า?”พัทธยาหัวเราะในลำคอเบา ๆ กิริยาท่าทางของเธอยังคงดูสง่างามเช่นวันวาน เธอเดินก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างถือวิสาสะ“
บทที่ 18 ดูแลหมอทั้งวัน🔥🔞แสงแดดอุ่นจัดยามเช้าทอแสงลอดผ่านผ้าม่านสีขาวบางตาเข้ามากระทบเปลือกตา ทัตธาราขยับกายเล็กน้อยท่ามกลางความนุ่มนวลของที่นอนและกลิ่นอายอุ่นของคนข้างกาย เขาซุกใบหน้าเข้าหาอ้อมอกกว้างของกำนันไกรสรโดยสัญชาตญาณ เสียงก้อนเนื้อในอกซ้ายของชายหนุ่มยังคงเต้นเป็นจังหวะหนักแน่นที่สอดประสานไปกับจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอ“พี่ไกรครับ...”เสียงกระซิบแผ่วเบาเรียกคนรักที่กำลังหลับใหล ก่อนจะได้รับการตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มละมุนที่ฟังดูแหบพร่าเล็กน้อยตามประสาคนเพิ่งตื่นนอน“ตื่นแล้วหรือครับ... ลูกหมูของพี่”“อื้อ... เมื่อคืนพี่ไม่เหนื่อยบ้างหรือครับ” ทัตธาราถามพลางเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาคู่สวยยังคงฉายแววอาวรณ์ในรสสัมผัสที่เพิ่งผ่านพ้นไป“ไม่เหนื่อยหรอกครับ... เพราะเมื่อคืนเสียงของทัตเพราะที่สุดแล้วรู้ไหม”คำพูดตรงไปตรงมานั้นทำเอาหมอหนุ่มหน้าร้อนวูบ เขาคว้าหมอนขึ้นมาปิดใบหน้าตัวเองด้วยความขัดเขิน “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเมื่อคืนเลยนะครับ! ทัตจะไม่มองหน้าพี่ไปอีกสามวันเลย!”ไกรสรหัวเราะในลำคอเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู มือหนาลูบไล้กล
บทที่ 17 รักหมอคนเดียว 🔥🔞 ช่วงเที่ยงวันนั้น พยาบาลและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลต่างพากันแปลกใจ เมื่อเห็นกำนันผู้เคร่งขรึมเดินดุ่ม ๆ เข้ามาพร้อมถุงอาหารเต็มสองมือ ทั้งข้าวมันไก่เจ้าประจำ น้ำผลไม้คั้นสด ขนมปังนมสด และยาคูลท์ที่ทัตธาราชอบดื่มเป็นชีวิตจิตใจ “จะเอาอะไรมาให้กินดีวะ... เอาไปหมดนี่แหละ ทัตชอบทุกอย่างเลยนี่นา” เขากระซิบปลอบใจตัวเองขณะก้าวตรงไปยังห้องทำงานของหมอหนุ่ม ไกรสรผลักประตูเข้าไปโดยไม่ได้เคาะ ทัตธาราที่กำลังจดบันทึกอาการคนไข้ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ผมไม่หิวครับ” กำนันหนุ่มยืนนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ เขาบรรจงวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะเงียบ ๆ แววตาที่เคยดุดันตอนนี้กลับฉายแววน้อยใจออกมาอย่างชัดเจน “ไม่หิวตอนนี้ก็เก็บไว้กินตอนเย็นเถอะ พี่ตั้งใจซื้อมาให้” “ไม่ต้องลำบากทำอะไรให้ผมก็ได้ครับพี่ไกร ผมอยู่ของผมได้” คำว่าอยู่ได้ที่หลุดออกมาจากปากคนที่เขาแคร์ที่สุดนั้นไม่ได้เจ็บปวดที่ความหมาย แต่มันบาดลึกตรงความห่างเหินที่หมอหนุ่มจงใจสร้างขึ้นม
บทที่ 16 หมองอนกำนันหลังจากอารมณ์เมื่อช่วงบ่ายพัดผ่านไป บ้านสวนกุหลาบที่เคยอบอุ่นกลับตกอยู่ในความเงียบงัน เป็นความเงียบที่เหน็บหนาวเสียจนเสียงลมพัดผ่านใบกุหลาบด้านนอกยังฟังดูดังรบกวนจิตใจเกินไป และคนที่รักษาความเงียบนั้นได้มั่นคงที่สุดไม่ใช่กำนันไกรสร ทว่ากลับเป็นหมอทัตธารา“ข้าวปลาไม่คิดจะกินเลยหรือ?”เสียงทุ้มของกำนันเอ่ยถามทำลายความเงียบ ขณะบรรจงวางจานข้าวลงตรงหน้าหมอหนุ่มที่นั่งเหม่อลอยอยู่ปลายโต๊ะ ทัตธาราเพียงแค่เหลือบสายตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าออกไปทางหน้าต่าง มองความมืดมิดของสวนกุหลาบที่เริ่มถูกความสลัวครอบงำ“ไม่หิวครับ”คำตอบนั้นสั้นเรียบและไร้เยื่อใย แต่มันมากพอจะทำให้คนฟังรับรู้ได้ทันทีว่ากำลังโดนงอนเข้าให้แล้ว กำนันไกรสรพรูลมหายใจออกมาช้า ๆ เขาพยายามระงับอารมณ์พลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม กินข้าวในจานของตัวเองไปเงียบ ๆ ทว่าบรรยากาศที่อึดอัดกลับทำให้รสชาติอาหารชืดสนิท จนสุดท้ายเขาก็เผลอวางช้อนลงกระทบจานเสียงดังเคร้ง เพราะคิดไม่ตกว่าจะง้อคนตรงหน้าอย่างไรดี“จะโกรธอะไรนักหนาทัต แค่เพื่อนเก่าแวะมาหา พี่ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อ
บทที่ 15 แขกที่ไม่ได้รับเชิญของกำนันช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ควรจะเงียบสงบ บรรยากาศภายในบ้านสวนกุหลาบยังคงอบอวลด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ที่พัดมาตามลม หมอทัตธาราอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ อย่างเสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่า กำลังใช้กรรไกรเล็มกิ่งต้นไม้หน้าบ้านอย่างเพลิดเพลิน โดยมีกำนันไกรสรคอยเช็ดกระจกหน้าต่างอยู่ด้านในเรือนไม้ภาพกิจวัตรธรรมดาเหล่านั้นดูลงตัวราวกับงานเขียนชิ้นเอก ทว่าความสงบสุขกลับถูกพังทลายลงด้วยเสียงแหลมสูงของเครื่องยนต์ที่ดังใกล้เข้ามา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ขัดจังหวะทุกอย่าง“ปี๊น! ปี๊น!”ทัตธาราชะงักมือพลางชะเง้อมองไปยังประตูรั้ว เขาหรี่ตาลงเมื่อเห็นรถเก๋งยุโรปสีดำขลับเงาวับจอดสนิทอยู่ ก่อนที่หญิงสาวคนหนึ่งจะก้าวลงมาด้วยท่วงท่ามั่นใจ เธอสวมรองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นเสียงดังเป็นจังหวะ ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจัดจ้านชูให้เธอดูโดดเด่นทว่าแปลกแยกจากบรรยากาศชนบทแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง“พี่ไกรล่ะ?” เธอถามขึ้นทันทีที่สายตาปะทะกับหมอหนุ่ม โดยไม่มีแม้แต่คำทักทายตามมารยาท“อยู่ข้างในครับ” ทัตธาราตอบ
บทที่ 5 คุยเรื่องแต่งงานเสียงเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงคันเก่า แม้จะส่งเสียงกุกกักตามอายุการใช้งานแต่ยังคงขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคงไปตามถนนลูกรังในยามเช้า แสงอาทิตย์แรกอรุณทาบทับลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่มในชุดกาวน์สั้นสีขาวสะอาดตาที่ปลิวไสวตามแรงลมหมอทัตธารา บังคับรถมอเต
บทที่ 3 ไปเรียนต่อเสียงเรไรยามบ่ายแผ่วระงมกลบเสียงยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลมชายคาเรือนครัว ไอความร้อนระอุของแดดเมืองสุพรรณฯ แผ่ซ่านไปทั่วผืนดิน ทิ้งร่องรอยความระยิบระยับบนผิวน้ำในร่องสวน ทองใบยืนหอบผ้ากองโตอยู่ใต้ถุนบ้าน มือที่กำลังพับผ้าหยุดชะงักลงครู่หนึ่ง สายตาที่เต็มไปด้วยความอาทรทอดมองไปยังเด็กช
บทที่ 2 ลูกหมูสายลมเดือนหกพัดพลิ้วพาใบไม้ปลิวไหวแผ่วเบา หอบเอาไอความร้อนชื้นที่ลอยวนอยู่ทั่วเรือนสวนกุหลาบมาปะทะผิวหน้า เสียงจักจั่นระงมแทรกซึมไปกับความเงียบสงบ กลิ่นดินหลังฝนที่เพิ่งซาไปผสมผสานกับกลิ่นหอมอ่อนหวานของกุหลาบขาวที่บานสะพรั่งขจรขจายไปทั่วบริเวณ เงาของต้นไม้ใหญ่ทอดยาวทาบลงบนพื้นอิฐสีส้
บทที่ 1 ช่วยชีวิตแสงแดดยามเย็นเหนือท้องทุ่งกว้าง เสียงลำโพงจากงานวัดดังสะท้อนก้องกังวาน แข่งกับเสียงเรไรที่เริ่มระงม แสงอาทิตย์สีส้มจัดอาบชโลมยอดตาลสูงลิบจนดูคล้ายเงาดำทะมึนตัดกับแผ่นฟ้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นม่วงอมแดง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งกลิ่นข้าวโพดต้มรส





![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

