Mag-log inหนุ่มๆ ได้แยกย้ายกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง ดวงตาคู่สวย ได้มองตามแผ่นหลังกว้าง ของพวกเขาที่กำลังเดินออกไปจากนอกห้อง จนลับสายตา และถึงกับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อไม่ต้องมีคนมาคอยควบคุมตลอดเวลาในการทำงาน จะหยิบจะจับอะไรก็ไม่สะดวกเอาเสียเลย
“เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น คนอะไรหลงตัวเองชะมัดมีคนแบบนี้ด้วย” ข้าวปั้นพึมพำกับตนเองแต่พลอยใสดันได้ยินอย่างชัดเจน
“พึ่งเคยเจอเหมือนกัน แต่ติดตรงที่เขาหล่อให้อภัยก็ได้ ว่าแต่ข้าวปั้นสนใจคนไหน แต่พลอยว่าพี่หมากก็น่าสนใจดีนะพลอยชอบ” พลอยเอ่ยไปด้วยสายที่ตาหวานหยาดเยิ้ม
“ไม่ชอบสักคนหรอก ในใจข้าวปั้นมีแต่พี่อาร์มคนเดียวเท่านั้นจ้ะ”
“จ้าแม่คนนี้นี่มีความสุขจริงๆ นะเพื่อนรัก ชิ คนโสดแบบเราเหม็นกลิ่นความรักซะจริงๆ เลย” พลอยใสส่งยิ้มแบบกวนๆ พร้อมพูดแกล้งเพื่อนสาวไป เมื่อเห็นว่าเธอเอาแต่ยิ้มกว้างไม่หุบ
ยังไม่ทันไร เสียงข้อความแจ้งเตือนของคนที่กำลังกล่าวถึงได้ดังขึ้นมาอย่างรัวๆ จนทำให้เธอต้องละสายตาจากพลอยใสแล้วหันไปสนใจหน้าจอโทรศัพท์แทน
แฟนหนุ่ม ที่ใครๆ หลายคนต่างพากันอิจฉา และมองว่าเธอนั้นโชคดีเหลือเกินที่ได้ผู้ชายหล่อ รวย สุดเพอร์เฟกต์ ขนาดนี้มาครอบครอง
ข้อความอะไรบางอย่างได้ส่งมา ทำเอาหญิงสาวที่ยิ้มไม่หุบกลับยิ้มกว้างเข้าไปอีก
(ทำอะไรอยู่ครับ คิดถึงจังเลย)
“กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าให้แขกอยู่ค่ะ คิดถึงพี่อาร์มเหมือนกันค่ะ แล้วพี่อาร์มละคะทำอะไรอยู่”
“พี่กำลังเตรียมตัวเข้าประชุมนะครับ เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวว่างๆ พี่จะทักไปใหม่”
บางครั้งก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาเหมือนกัน ที่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้กับเธอเลย ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะเจอหน้ากัน แต่ถ้าคิดอีกมุมแล้วเธอกลับเข้าใจเขาเสียมากกว่า
เพราะทุกวันนี้อาร์มเป็นหนุ่มนักธุรกิจไฟแรง ที่งานยุ่งตลอด ยิ่งช่วงนี้ต้องขึ้นรับตำแหน่งเป็นประธานบริหารโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งข้าวปั้นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นโรงแรมที่ไหน เพราะเธอเองไม่อยากจะถามเซ้าซี้เขาให้มากเกินไป
“พี่อาร์มไม่ค่อยว่างเลยเนอะ ข้าวปั้น” พลอยใสเห็นสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงเอ่ยถามขึ้นมา เผื่อจะอยากระบายอะไรออกมาให้เพื่อนคนนี้ฟังบ้าง จะได้รู้สึกสบายใจขึ้น
เธอเคยเห็นอาร์มเพียงครั้งเดียว ในตอนที่เขามารับข้าวปั้นที่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ไม่ค่อยได้ยิน เพื่อนของเธอพูดถึงเขาอีกเลย
“นั่นสิ...เขาคงทำงานหนักแล้วก็คงจะเหนื่อยด้วยแหละช่วงนี้”
“ข้าวปั้นโอเคนะ”
“ข้าวปั้นไม่เป็นไรจริงๆ พลอย ไม่ต้องห่วงนะ”
“ได้...ถ้าข้าวปั้นพูดแบบนี้ พลอยก็สบายใจ”
เมื่อถึงเวลาเลิกงานแล้ว ทั้งสองได้เดินกลับไปยังหอพักของตนเอง ระยะทางอาจจะดูไกลหน่อยแต่ก็ถือว่าเป็นออกกำลังกาย เพราะกว่ารถรับส่งพนักงานจะมาถึงก็รอนานพอสมควร
“เย็นนี้เรากินอะไรดีนะ ไปหาซื้ออะไรกินข้างนอกไหม”
“ไปสิ กินปิ้งย่างไหม” ข้าวปั้นพูดพรางเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกง
“ดีเหมือนกันนะ พลอยก็ไม่ได้กินนานแล้ว”
“ไปแต่งตัวกันดีกว่าจ้ะ...คุณหนูพลอย”
“มัวรออะไรล่ะจัดเต็มไปเลยข้าวปั้นเพื่อนรัก แต่งตัวสวยๆ ไปกินปิ้งย่างกัน”
พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ทั้งสองได้มายืนรอรถโดยสาร ที่อยู่ห่างจากที่พักไม่ไกลนัก
“ทำไมรถยังไม่มาอีกนะ ยืนรอเป็นชั่วโมงแล้ว” พลอยใสยืนบ่นกับเพื่อนสาว
“ใจเย็นๆ สิพลอยเดี๋ยวก็มาแล้ว”
“นี่ถ้ารถเราไม่เสียนะ ป่านนี้คงไปถึงร้านกันแล้ว ดันเข้าอู่อีกช่วงนี้ไปไหนมาไหนลำบากเลย”
“พลอยหิวแล้วทำไงได้อ่า”
“งอแงเป็นเด็กๆ ไปได้นะพลอย”
แต่แล้วไม่นานหูของเธอก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ สี่จังหวะที่ดังสนั่นหวั่นไหวมาแต่ไกล พอมองดูชัดๆ แล้วกลับเห็นว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ สองคันได้ขับตามหลังกันมา จนกระทั่งมาจอดตรงไหล่ทางที่เธอนั้นยืนอยู่ ในเมื่อมีรถใครที่ไหนก็ไม่รู้มาจอดรถอยู่ตรงหน้า ดังนั้นแล้วเธอควรจะทำอย่างไรดี
“รถใครน่ะ...ข้าวปั้น” พลอยใสที่นั่งรออยู่ในศาลาริมทางได้ลุกขึ้นมาดู
“ไม่รู้เหมือนกัน โจรหรือเปล่าก็ไม่รู้ ข้าวปั้นว่าเรารีบไปจากตรงนี้เถอะ” พร้อมกับกระซิบกระซาบเพราะกลัวว่าอีกคนที่อยู่บนรถจะได้ยิน
หมับ! ระหว่างที่เธอกำลังจะเดินหนี จู่ ๆ มือบางก็โดนรั้งไว้เสียก่อน
“นี่ปล่อยเลยนะ ช่วยด้วยค่ะ ไอ้โจรโรคจิต”
“ปล่อยเพื่อนฉันเลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะแจ้งตำรวจ” พลอยใสพยายามยื้อยุดฉุดดึงร่างของเพื่อนแต่ก็มิอาจสู้แรงเขาได้
“เดี๋ยวๆ ฟังกันบ้าง พี่ไม่ใช่โรคจิตนะ”
“ถ้าไม่ใช่โรคจิต แล้วจะเป็นใคร”
ร่างสูงโปร่งได้ปล่อยมือของเธอให้เป็นอิสระ แล้วจึงถอดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะของเขาอย่างช้าๆ พร้อมกับสะบัดเรือนผมไปมาเล็กน้อย ใบหน้าที่เรียบเฉยบวกกับแววตาที่ดูนิ่งๆ ราวกับว่าเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ภายในใจ
อาจจะเป็นจริงตามที่เขาว่า นี่ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล แต่เป็นหนุ่มหน้าคุ้นทั้งสองนั่นเอง
“จะไปไหนกัน ให้พี่ไปส่งไหม ยังไงพวกพี่ก็ต้องดูแลน้อง ๆ อยู่แล้ว”
“ไม่เป็นไรค่ะ พวกหนูไปกันเองดีกว่า เกรงใจพวกพี่ๆ อีกเดี๋ยวรถก็คงมาแล้ว” ไม่รู้ทำไมเวลาเจอหน้าเขาทีไร ต้องกลัวกลับแววตาคู่นี้อย่างบอกไม่ถูก
ในใจได้แต่คิดว่าพี่จะจ้องหน้าหนูอีกนานไหมหนูกลัวแล้วนะ
“น้องเค้าไม่ไปแล้วเราไปกันเถอะ เซียน”
“ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ ลองปล่อยให้รอรถสักสามชั่วโมง คงจะยืนรอจนขาแข็งกันเลยทีเดียว รถเก่าๆ อย่างพวกเรา น้องคงนั่งไม่เป็นหรอก ไปเว้ย หมาก”
“เพื่อนเซียนว่ายังไง หมากก็ว่าตามนั้นเลยครับ”
ทั้งสองหนุ่มใส่หมวกกันน็อกเรียบร้อยแล้ว และกำลังเตรียมตัวที่จะสตาร์ทรออกไป พลอยใสพยักหน้าเพื่อเป็นการบ่งบอกเพื่อนสาวว่าไหน ๆ ก็ไหนแล้ว ติดรถไปกับพวกเขาคงไม่เป็นอะไรหรอก ยังไงพวกเธอกับพวกเขาก็ยังต้องร่วมงานกัน หญิงสาวคิดในใจต่างๆ นานาก่อนจะตัดสินใจอะไรออกไป
“ก็ได้ค่ะ ไปก็ไป นี่เห็นว่ารอรถนานหรอกนะ”
“อานี่...” เขาได้ยื่นหมวกกันน็อกให้กับเธอ
“อะไรเหรอคะ...”
“ก็หมวกกันน็อกไง ไม่รู้จัก นี่โตป่านนี้แล้วนะ” ยังๆ ยังจะพูดจากวนประสาทเธออีก ชักจะเริ่มหงุดๆ ขึ้นมาแล้วล่ะสิ
“รู้จักค่ะ แต่จะเอามาให้หนูทำไม พี่เป็นคนขับพี่ใส่เถอะค่ะ” ไม่เคยเจอใครที่ปากร้ายขนาดนี้มาก่อนเลย นับว่าเขานั้นเก่งมากที่ทำให้คนอย่างข้าวปั้นผู้ที่ไม่เคยโกรธใคร ได้โกรธเขาเป็นคนแรก
“แล้วทำไมพวกพี่ต้องมาจอดรถตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ความบังเอิญใช่ไหมคะ”
“เก่งนิ มันไม่ใช่ความบังเอิญ”
“แล้ว...” คงไม่ใช่แบบที่เราคิดหรอกนะ
“มันคือความตั้งใจ” ในเมื่อเอ่ยออกมาขนาดนี้แล้ว ใครจะกล้าถามต่อล่ะ เอาอย่างไรดีเรา ถึงกับไปไม่ถูกเลย
“คงไม่ได้คิดจะ...”
“ถ้าใช่ล่ะ น้องจะว่าไง” ข้าวปั้นและพลอยใสหันไปมองหน้ากันโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
“แล้วถ้าพี่บอกว่าพี่ชอบน้อง และพี่ก็จะจีบน้องด้วย จะให้พี่จีบรึเปล่าพี่แค่บอกน้องยังไม่อยากได้คำตอบตอนนี้ เดี๋ยวสักวันน้องก็จะเป็นฝ่ายมาตอบพี่เอง”
“หะ...หาเดี๋ยวๆ ก่อน ใจเย็นสิพี่ๆ คือว่าหนู...”
“หึ ชอบล่ะสิ หมายถึงพี่น่ะชอบน้องล่ะสิ”
“เป็นยังไงล่ะครับน้องข้าวปั้น เจอคนอย่างเซียนเข้าไปถึงกับไปไม่เป็น”
“เพื่อนพี่นี่ชัดเจนมากเลยนะคะ” พลอยใสถึงกับกลืนน้ำลายลงคอเพราะไม่เคยเจอใครที่รุกแรงขนาดนี้มาก่อน
“ใช่ครับ พี่คิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องสนใจน้องข้าวปั้น” ข้าวปั้นได้แต่ฟังทุกคนสนทนาอย่างเงียบๆ
“ไปกันเถอะเดี๋ยวจะค่ำก่อน เอ็งขับนำไปก่อนเลยหมาก”
“เออๆ รีบตามมานะ อย่าพาน้องเค้าแวะกลางทางที่ไหนล่ะ”
“เอ็งไปได้แล้ว ไม่ต้องพูดมาก”
ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มให้กันอย่างรู้ทันแตกต่างจากหญิงสาวทั้งสอง ที่ตามไม่ทันความคิดของพวกเขา เธอก็แค่พูดเล่นๆ เท่านั้นเองไม่คิดว่าคำพูดของเธอนั้นจะกลับเข้ามาหาตัวเธอเองจนได้
เขาใช้เท้าเพื่อสตาร์ทรถของตนเองอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งติดขึ้นมา เมื่อเครื่องยนต์เริ่มทำงานแล้ว จังหวะที่กำลังจะเรียกเธอขึ้นรถ แต่กลับเห็นว่าคนตรงหน้าเอาแต่เหม่อลอย
“ขึ้นมาได้แล้วหรือจะรอให้พี่อุ้มก่อน” เซียนเดินลงมาจากรถและเหมือนกับว่าจะอุ้มเธอขึ้นมาจริงๆ
“ไม่เป็นไรค่ะหนูขึ้นเองได้” ร่างบางขึ้นไปนั่งบนรถจักยานยนต์อย่างกล้าๆ กลัวๆ ซึ่งแตกต่างจากเขาที่กำลังยกยิ้มที่มุมปากอย่างชอบใจ
“กอดเอวพี่ไว้ด้วยล่ะถ้าตกรถขึ้นมา พี่ไม่รู้ด้วยนะ”
เธอจับไปที่ปลายเสื้อแจ็คเก็ตยีนเดนิมสีดำของเขาเล็กน้อย ก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปจับมือเรียวเล็กทั้งสองข้าง มากุมไว้ที่หน้าท้อง พร้อมกับชำเรืองมองคนที่นั่งซ้อนท้ายด้านหลังผ่านกระจก
เมื่อรู้ตัวว่าถูกแอบมองทำให้เธอถึงกับสะดุ้งตกใจ จนต้องหลบสายตาแล้วแกล้งมองไปทางอื่น การกระทำที่ไร้เดียงสาของหญิงสาวทำให้เขา ผู้ไม่เคยพบเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน ได้แต่แอบอมยิ้ม แล้วก็ขับรถคันเก่าคู่ใจออกไป
ทั้งสองได้ไปงานวัดอีกครั้งในฐานะสามีและภรรยา โดยให้แม่อิ่มคอยดูแลลูกน้อยอยู่ที่โรงแรม“พี่เซียน วันนี้เตรียมความพร้อมจังเลยนะคะ”“ต้องพร้อมไว้ก่อนครับ คราวก่อนเราไม่ได้นำมันไปด้วย คราวนี้พี่ไม่พลาดแน่นอน”ข้าวปั้นมองดูเสื่อกกทอมือ พร้อมกับหมอนอิงขนาดเล็กหนึ่งใบ และที่ขาดไม่ได้เลยคือผ้าห่มผืนหนา เพราะสภาพอากาศในคืนนี้นั้นหนาวมาก เขาก็เลยนำติดรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปด้วย“ขึ้นรถเลยครับ”“อย่าขับเร็วมากนะคะ ข้าวปั้นกลัว”เซียนมองหน้าข้าวปั้นแล้วยิ้ม“นี่แกล้งแซวพี่เล่น หรือเปล่าเนี่ย”“ไปเถอะค่ะ กว่าจะไปถึงอีก หรือว่าให้ข้าวปั้นเดินไปก็ได้นะคะ น่าจะถึงเร็วกว่า”“พี่ไม่ปล่อยให้น้องเดินไปคนเดียวหรอก มาขึ้นรถสิครับ หรือจะให้พี่อุ้มให้เลือก”“ข้าวปั้นขึ้นเองได้ค่ะ” คนตัวเล็กก้าวขาขึ้นไปนั่งบนรถ พร้อมกับกอดเอวของเขาไว้แน่น“ไปเจ้าดำ ไปกันเลย”เซียนขับรถมุ่งหน้าไปงานวัด ซึ่งพวกเขามากันทุก ๆ ปี เพียงแต่หมากและพลอยใสไม่ได้มาด้วย เพราะตรงกับวันไปเยี่ยมพี่ชายและพี่สะใภ้ที่อยู่ต่างประเทศ“พี่เซียน เราไปปาโป่งกันอีกนะ เผื่อจะได้ตุ๊กตา แล้วจะได้เอาไปให้น้องไออุ่นเล่นอีกสักตัว”“น้อง ที่บ้านเราก็ไม่มีที่เ
และแล้วก็มาถึงวันสุดท้าย ที่ต้องทำอาหารให้แขกกรุ๊ปใหญ่จนได้ วันนี้ทุกคนคนในครัวอาหารไทย จะกลับมาจากสัมมนา และพรุ่งนี้ก็คงจะมาทำงานตามปกติเหมือนเดิม ทำให้เขารู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูกชายหนุ่มยังคงรักอาชีพในการทำอาหาร ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะอยู่ในฐานะผู้บริหารอย่างเต็มตัวไปแล้วก็ตาม“ขอบคุณมากนะครับเชฟเซียน อาหารอร่อยมากเลยครับ” พวกเขาได้เดินมาส่งแขกที่ลานจอดรถ“ขอบคุณมากนะครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ”“ขอบคุณมากค่ะ” จากนั้นแขกชาวต่างชาติได้ทยอยขึ้นรถไปจนเกือบหมด พิพัฒน์จึงยิ้มให้กับทุกคนแล้วจึงเดินขึ้นรถบัสไปทุกคนในรถจึงโบกมือลาพวกเขา ก่อนที่รถบัสทั้งสิบคันจะขับออกไปจนสุดสายตา“ใจหายเหมือนกันนะ หมดสนุกแล้วสิ” หมากเอ่ยออกมาทำให้ทุกคนหัวเราะให้กับเขา“หรือเอ็งอยากกลับไปทำเหมือนเดิมไหมล่ะ เดี๋ยวข้าจัดให้เลย”“ไม่เอาๆ เป็นผู้ช่วยเอ็งน่ะดีแล้ว ข้ามีลูกต้องดูแล แถมเมียก็ยังกินเก่งอีก”“เดี๋ยวเถอะพี่หมากมาว่าพลอย พี่เซียนจัดการเลยค่ะ”“ปล่อยมันไปเถอะครับ” เซียนหันมายิ้มให้กับข้าวปั้น“มานี่เลยพี่หมาก” พร้อมกับดึงแขนแกร่งของเขาเพื่อให้เดินตามเธอไป“แล้วเราจะไปไหนดี” ใบหน้าคมผุดยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่
ชายหนุ่มพาเธอเดินผ่านมาทางห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ แต่กลับต้องแปลกใจที่เห็นผู้คนเดินเข้าออกเป็นว่าเล่น ราวกับกำลังจะถูกจัดงานอะไรบางอย่างขึ้นในอีกไม่ช้าแต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือหมากและพลอยใส ได้ช่วยกันจัดซุ้มดอกไม้ พร้อมด้วยลูกโป่งสีใสที่อยู่ในมือของหมาก“ทำอะไรกันวะ”“ใช่ค่ะ มีงานอะไรหรือเปล่า ทำไมข้าวปั้นกับพี่เซียน ไม่เห็นรู้เรื่องเลย”“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ลูกค้าเขาแค่อยากให้พวกเรา จัดปาร์ตี้ให้ ก่อนจะกลับไปพรุ่งนี้เท่านั้นเอง”“ทำไมไม่เห็นมีใครบอกข้าเลยวะ”“ก็เอ็งไม่สำคัญไงเซียน” หมากพูดจายียวนเขาอีกจนได้“น้องพลอย พี่ขอเตะมันสักทีได้ไหมครับ”“เอาเลยคะ พลอยอยู่ทีมพี่เซียนอยู่แล้ว”“พอแล้วพี่เซียน เล่นกันเป็นเด็กๆ ไปได้”“ก็ได้ครับ”“ฮ่า ๆ ๆ เป็นไงล่ะ น้องข้าวปั้นพูดแค่คำเดียว ทีนี้หงอยเลยนะเพื่อน”“ฝากไว้ก่อนนะ” หมากก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกกวนประสาทเขาเอาง่ายๆ“ใกล้จะเสร็จแล้ว ข้าวปั้นกับพี่เซียนไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ สองทุ่มเดี๋ยวเรามาเจอกันที่นี่นะ”“ก็ได้จ้ะ”“ออ พลอยเอาชุดไปไว้ที่ห้องให้แล้วนะ อย่าลืมใส่ล่ะ”“ขอบคุณมากนะพลอย”ทั้งสองได้มาถึงห้องพัก พร้อมกับอาบน้ำแต่งตัว เพื่อรอเวลาน
แขกที่ได้จองโต๊ะเอาไว้ เดินมาเลือกที่นั่งของตนเอง พอดูจากสายตาของพวกเขาแล้ว น่าจะถูกอกถูกใจในหน้าตาที่สวยงามของอาหาร และการตบแต่งโต๊ะเป็นพิเศษและแล้วก็มาถึงการชิมอาหาร โดยที่ทุกคนต่างเฝ้ารอลุ้นว่าผลลัพธ์ จะออกมาเป็นเช่นไร แล้วจะถูกใจพวกเขาหรือไม่ทั้งสี่ได้เดินมารอที่เคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่ม ที่อยู่ไม่ไกลจากโต๊ะอาหารเพียงแต่มีไม้ระแนงเป็นฉากกั้น พอมองจากมุมนี้แล้วสามารถเห็นผู้คนในห้องอาหารได้ทั้งหมด“พวกเขาจะชอบอาหาร ที่เซียนทำหรือเปล่าว้า” หมากได้แต่บ่นคนเดียวและไม่คิดว่าพลอยใสจะได้ยิน“ต้องชอบสิ ก็พี่เซียนน่ะทำอาหารเก่งมากๆ เลย ใช่ไหมข้าวปั้น” พลอยใสพูดเพื่อเป็นการให้กำลังใจ เซียนและข้าวปั้น“ใช่ พี่เซียนของข้าวปั้นน่ะ เก่งไปหมดทุกอย่างเลย” เธอหันหน้าไปมองเขา ทำให้เขาอดที่จะยิ้มตามไม่ได้“อิจฉา เซียนจังเลยเว้ย น้องข้าวปั้นนี่น่ารักจริงๆ”“นี่พี่หมาก ว่าพลอยไม่น่ารักเหรอ นี่แน่ะๆ”“โอ๊ย! น้องพลอยพี่เจ็บนะ อายคนอื่นเขาบ้าง” พลอยใสหยิกไปที่ต้นแขนแกร่งของเขา“อยากมาว่าพลอยเองนี่น่า ช่วยไม่ได้”หมากขยับหนีพลอยใส มาชนไหล่ข้าวปั้น ทำให้เซียนรู้สึกไม่พอใจจริงๆ“แล้วเอ็งช่วยไปยืนไกลๆ เมียข
สองร่างเปลือยเปล่าได้นอนกอดกันอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม ภายใต้ผ้าห่มสีขาว โดยไม่มีทีท่าว่าคนใดคนหนึ่งจะตื่นขึ้นมาก่อน เนื่องจากทั้งคู่ได้ผล็อยหลับ ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยและเพลียจากกิจกรรมรัก ที่ติดต่อกันแสนยาวนานและจู่ ๆ ก็มีเสียงของโทรศัพท์ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มาจากโต๊ะข้างเตียงนอน ที่อยู่ภายในกระเป๋าสะพายของชายหนุ่ม ซึ่งดูแล้วจะเป็นการรบกวนการนอนของเธอเป็นอย่างมาก“พี่เซียน เสียงมือถือของพี่น่ะค่ะ” มือน้อยๆ เขย่าไปที่ต้นแขนแกร่ง เพื่อเป็นการปลุก“อืม ขอนอนต่ออีกห้านาทีนะครับ น้องรับสายแทนพี่ได้เลย” เขาตอบเธอในขณะที่ดวงตายังคงปิดสนิทอยู่ จนทำให้เธอต้องขึ้นมา แล้วกดรับสาย ด้วยอาการงัวเงียจากการง่วงนอน“เซียนเอ็งทำอะไรกันอยู่วะ ทำไมยังไม่มากันอีก เป็นคนนัดเอง แต่กลับมาสายเนี่ยนะ” เสียงบ่นชุดใหญ่ของคนปลายสาย ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนชายคนสนิทของเขานั่นเอง“แล้วยังจะมาเงียบอีกนะ”“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ นี่ข้าวปั้นเองค่ะ พี่หมาก”“อ้าว นี่น้องข้าวปั้นเองเหรอครับ โทษทีนะครับ พี่นึกว่าเซียน”“ไม่เป็นไรค่ะ”“ถ้าอย่างนั้น พี่ฝากบอกมันด้วยแล้วกัน ว่าพี่กับน้องพลอยเรารออยู่ที่ห้องเปลี่ยนชุดพน
หมากที่ชอบสังเกตอะไรไปเรื่อยได้ละสายตาจากเซียนแล้วมองไปยังลานจอดรถกว้างของโรงแรม ก็พบว่ามีรถบัสทั้งสิบคัน ได้เข้ามาจอดเรียงกันเต็มลานจอดรถไปหมด ทำให้เขารู้สึกสงสัยขึ้นมา“เซียน...”“หะ...ว่าไง” เขาตอบรับ พลางตักอาหารเข้าปากไปด้วย“วันนี้คนในครัวอาหารไทยทั้งหมดไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดไหมใช่ไหม” หมากถามเพื่อความแน่ใจ เพราะวันนี้ทางโรงแรมได้ส่งคนในครัวอาหารไทยทั้งหมด ไปสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้กับทางโรงแรมสาขาใหญ่ที่อยู่ต่างจังหวัด และตอนนี้เท่ากับว่าไม่มีใครดูแลครัวอาหารไทยเลยนอกจากเชฟคิมหันต์เพียงคนเดียว“มีอะไรหรือเปล่า”“ดูนั่นสิ” หมากชี้ไปที่ลานจอดรถ ที่มีผู้คนทยอยเดินลงมา ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นชาวต่างชาติเสียส่วนใหญ่ ถ้าเดาไม่ผิดพวกเขาน่าจะมาพักที่นี่แบบกะทันหัน เพราะไม่มีใครได้แจ้งอะไรเอาไว้ก่อน และเขาเองก็พึ่งจะรู้เรื่องเหมือนกัน“พี่เซียน วันนี้เรามีแขกกรุ๊ปใหญ่ด้วยเหรอคะ”“ในตารางวันนี้ก็ไม่มีนะ” หมากดูคิวนัดหมาย ในโทรศัพท์มือถือ“ดูแล้วน่าจะมากันเยอะ เหมือนกันนะคะพี่เซียน” พลอยใสพูดในสิ่งที่เธอคิด แล้วหันไปมองหน้าหมาก“เอาไงดีวะเซียน ครัวอื่นยังพอได้นะ แต่ถ้าเขาต้องการอาหารไทยล่ะก็ เ
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าบรรยากาศในครัววันนี้ ช่างดูเงียบเหงาแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ขาดหายไป ทั้ง ๆ ที่มีผู้คนในครัวมากมายต่างพากันสนทนาไม่หยุด หรืออาจเป็นเพราะเธอไม่ได้ยินเสียงบ่นจากเขา“น้องข้าวปั้นเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมวันนี้ดูเงียบๆ จัง” เชฟผู้ช่วยได้เอ่ยถาม“ข้าวปั้นแค่รู้สึกว่าง่วงนิดหน่อยนะค
ไม่กี่นาทีที่แล้ว“ครับเดี๋ยวว่างๆ ผมจะเข้าไปนะครับ” เขาพูดคุยโทรศัพท์นานพอสมควร เมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตัวเล็กคงจะนั่งรอเขาอยู่นานแล้ว จึงรีบขับรถเพื่อไปรับเธอ แต่พอมาถึงก็ไม่เห็นใครนั่งแม้แต่คนเดียว“กลับแล้วเหรอ รถรับส่งพนักงานไม่มีแล้วนิ”เขาก็ลืมบอกเธอไปว่า ที่นี่ไม่มีรถรับส่งพนักงานวิ่งในรอบดึก
อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ทุกคนในครัวต่างช่วยกันเก็บล้างอุปกรณ์ทำอาหาร รวมไปจนถึงการทำความสะอาดในห้องครัว หญิงสาวมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเชฟเซียนหรือหยิบจับอะไรเล็กๆ น้อยตามที่คนในครัวต้องการหลังจากที่ทำความสะอาดครัวเสร็จแล้ว คงจะเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย คือการนำขยะและเศษอาหารต่างๆ
อีกไม่กี่วันก็ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลแล้ว ในครัวเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนมากมาย ต่างพากันเดินไปมาอย่างพลุกพล่าน สายตาของชายหนุ่มสอดส่องมองหา เด็กน้อยคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังไม่เห็นวี่แววเดินเข้ามาที่ครัวเลยแม้แต่น้อย“หมากเอ็งรู้ไหม ว่าพวกน้องฝึกงานหายไปไหนกันหมด วันนี้ยังไม่เห็นเข้ามาเลย”“อ๋อ วันนี้อา







