ANMELDENบทที่ 2
ความจำเสื่อม?
ภายในห้องนอนเงียบสงัดยามนี้คลุ้งไปด้วยกลิ่นกำยานรักษาที่ถูกจุดไว้บนโต๊ะไม้ บนเตียงไม้เนื้อแข็งที่ปูด้วยผ้าห่มเนื้อดีมีร่างของนายหญิงเจ้าของจวนอ๋องที่สลบไปเพราะความตกใจและตื่นกลัวนอนพักอยู่
ทว่ายามที่หญิงสาวฟื้นคืนสติขึ้นมาคำแรกที่นางเอ่ยออกมากลับทำให้ทุกคนตกตะลึง....
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย พวกเจ้าเหตุใดจึงเรียกข้าว่าพระชายาเล่า?”
สิ้นคำพูดนั้นภายในจวนอ๋องก็เกิดความวุ่นวายขึ้น ท่านหมอที่พึ่งเดินถึงโรงหมอเมื่อครู่ถูกเรียกตัวกลับมาอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจอาการของพระชายาอีกครั้ง เพราะยามนี้นายหญิงของจวนอ๋องกลายเป็นคนไร้ความทรงจำไปแล้ว
เว่ยหว่านหนิงนอนมองชายชราที่กำลังตรวจจับชีพจรของนางด้วยสีหน้าเคร่งเครียดพลางกล่าวขอโทษในใจที่ตนแกล้งเป็นคนป่วยที่สูญเสียความทรงจำ ส่วนเหตุผลที่ต้องโกหกเช่นนั้นก็เพราะแม้นางจะรู้เรื่องราวทั้งหมดในนิยายแต่กลับไร้ซึ่งความทรงจำของร่างเดิม ทำให้หว่านหนิงจำหน้าผู้ใดในจวนไม่ได้เลย
การแสร้งสูญเสียความทรงจำคือหนทางรอดเดียวสำหรับสถานการณ์ของนางในตอนนี้....
“พระชายาท่านจำสิ่งใดไม่ได้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อเห็นหญิงสาวส่ายหน้าช้า ๆ อย่างหมดหนทางพร้อมสีหน้าแสดงออกถึงความว่างเปล่าไร้ความทรงจำใด ๆ ท่านหมอก็ถอนหายใจยาวอย่างรู้ชะตา สายตากวาดมองบาดแผลที่ศีรษะซึ่งพันด้วยผ้าขาวอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงแฝงความกังวลลึก
“เกรงว่าครั้งนี้…พระชายาจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมดเพราะอุบัติเหตพ่ะย่ะค่ะ”
“สูญเสียความทรงจำ....ถ้าเช่นนั้นท่านหมอสามารถรักษาข้าได้หรือไม่”
“กระหม่อมจะรักษาพระชายาอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านหมอเอ่ยออกมาน้ำสียงเรียบทว่าสีหน้ากลับแฝงไปด้วยความกังวล เขาโค้งคำนับเล็กน้อยจากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบงันทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานสมุนไพรที่ยังคงลอยคลุ้งอยู่ภายในห้อง
“เจ้าชื่ออะไร”
เว่ยหว่านหนิงยันกายขึ้นนั่งพลางเอ่ยน้ำเสียงแหบพร่าแต่กลับแฝงแรงกดดันจนผู้ฟังสะท้าน ร่างบางเอนพิงหัวเตียงดวงตาคู่สวยทอดมองหญิงรับใช้ที่ยืนตัวแข็งอยู่ไม่ห่าง
“บ่าวมีนามว่าลั่วชิงเพคะ” หญิงสาวที่ยืนเฝ้าอยู่รีบโค้งกายตอบ
เว่ยหว่านหนิงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อน้ำเสียงนิ่งเรียบหากแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
“อย่างที่เจ้าได้ยิน ตอนนี้ข้าจำอะไรไม่ได้เลย”
เมื่อได้ฟังคำพูดของคนเบื้องหน้าหัวใจของลั่วชิงก็เต้นโครมคราม แววตาหวาดหวั่นฉายชัดขึ้นในดวงตาของนางอย่างชัดเจน หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่นความคิดพรั่งพรูในหัวว่าตนได้ล่วงรู้ความลับสำคัญของผู้เป็นนายและนี่อาจหมายถึงชีวิต ร่างเล็กของนางทรุดฮวบลงทันทีก่อนจะคุกเข่าแนบหน้าลงกับพื้นทั้งตัวสั่นระริก
“พระชายาโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย บ่าวสัญญาว่าจะไม่นำความลับนี้ไปบอกผู้ใดเพคะ”
เสียงร้องขอชีวิตดังสะท้อนอยู่ในห้องเงียบ วินาทีนั้นเว่ยหว่านหนิงชะงักเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่น ดวงตาหญิงสาวมองลั่วชิงที่กำลังสั่นกลัวจนแทบสิ้นสติในใจพลันนึกขึ้นมาอย่างขื่นขม
เว่ยหว่านหนิงต้องร้ายกาจเพียงใดกัน ถึงทำให้ลั่วชิงแสดงท่าทีหวาดกลัวถึงเพียงนี้
“วางใจเถอะข้ามิได้ตั้งใจจะปิดบังผู้ใดเรื่องที่ข้าสูญเสียความทรงจำ เจ้าอย่าได้หวั่นเกรงว่าจะถูกกำจัดเพื่อเก็บความลับ ข้าเพียงมีบางอย่างอยากถามเจ้า ตัวข้าแต่งงานกับท่านอ๋องมานานเท่าใดแล้ว”
ลั่วชิงที่ได้ยินคำถามก็ชะงักงันหยุดหายใจไปชั่วครู่ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาจนดูน่าสงสาร ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยตอบน้ำเสียงสั่น
“พระชายาแต่งงานมาอยู่ที่เป่ยหลิงได้สองเดือนแล้วเพคะ”
คำตอบนั้นทำให้เว่ยหว่านหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาของนางหม่นหมองลงเล็กน้อยก่อนยกมือโบกเบา ๆ
“เจ้าออกไปเถิด ข้าอยากอยู่ลำพัง”
“เพคะ” ลั่วชิงเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอยากลวก ๆ รีบลุกขึ้นก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวังก่อนจะเปิดประตูออกไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อประตูปิดลงความเงียบก็กลับเข้าปกคลุมอีกครั้ง ร่างบางเอนลงนอนบนเตียงดวงตาเหม่อมองเพดานไม้แกะสลักอย่างว่างเปล่า ความอ้างว้างและสิ้นหวังเกาะกินหัวใจ ในหัวของเว่ยหว่านหนิงกำลังทบทวนทุกสิ่งที่ได้ยินจากปากหญิงรับใช้พร้อมเรียบเรียงกับเรื่องราวที่ตนเคยอ่านจากนิยาย
จนสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปทั้งหมด...
ตอนนี้คือช่วงกลางเรื่องของนิยาย เว่ยหว่านหนิงแต่งงานกับเจิ้นเป่ยอ๋องเพียงเพื่ออาศัยอำนาจของเขาแก้แค้นอดีตคนรักที่หลอกใช้นางและสตรีที่เป็นสาเหตุทำให้ตระกูลเว่ยของนางล่มสลาย แต่อีกเพียงไม่นานแผนการที่เว่ยหว่านหนิงวางไว้จะพังลงอย่างไม่เป็นท่าเพราะเจิ้นเป่ยอ๋องผู้เป็นสามีและที่พึ่งเดียวของนางเสียชีวิตกะทันหัน…
เมื่อไร้คนปกป้องชีวิตของเว่ยหว่านหนิงก็เผชิญความพินาศเพราะกรรมที่นางก่อไว้กับผู้คนมากมายและสุดท้ายก็พบจุดจบที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน
“เหตุใดต้องเกิดเรื่องเช่นนี้กับข้าด้วย”
เพราะรู้ดีว่าก่อนที่นางจะมาอยู่ในร่างนี้เจ้าของร่างเดิมได้กระทำเรื่องเลวร้ายกับผู้คนไว้มากมาย ตอนนี้ที่นางยังมีชีวิตรอดนั่นก็เป็นเพราะการปกป้องจากเจิ้นเป่ยอ๋องผู้เป็นสามีเท่านั้น และหากเขาตายเรื่องทุกอย่างคงเป็นไปตามนิยาย ผู้คนมากมายจะเดินทางมาพบเว่ยหว่านหนิงเพราะต้องการแก้แค้น
และแน่นอนว่าคนที่ต้องถูกทรมานนั่นคือนางที่อยู่ในร่างเว่ยหว่านหนิงในยามนี้!
“เหตุใดข้าต้องมารับผลกรรมที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้กระทำด้วยเล่า...”
หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังความคิดนั้นทำให้หัวใจของเว่ยหว่านหนิงหนาวเยือกราวถูกน้ำแข็งกัดกร่อนจากภายใน หากนางไม่คิดหาวิธีเปลี่ยนจุดจบของตนเองเกรงว่าอนาคตที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้าคงมีแต่ความทุกข์ทรมาน
ตอนพิเศษ เมื่อพยัคฆ์ต้องยกน้ำชาให้สุนัข?ภายในห้องนอนอันหรูหราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกำยานสมุนไพร เซียวอวี้หานนั่งขมวดคิ้วจ้องมองถ้วยน้ำชาในมือสลับกับมองที่ว่างกลางอากาศเบื้องหน้าตนเองด้วยแววตาสับสน“หว่านหนิง เจ้าแน่ใจนะว่าต้องทำถึงเพียงนี้?” ท่านอ๋องผู้ปลิดชีพศัตรูนับพันในสนามรบ เอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเป็นครั้งแรกในชีวิตเว่ยหว่านหนิงพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น นางพยายามกลั้นยิ้มจนแก้มตุ่ย “เพคะท่านอ๋อง ท่านเทพผู้คุ้มครองหม่อมฉันเขาช่วยเราไว้มาก หากไม่มีเขา หม่อมฉันคงปรุงยารักษาท่านไม่สำเร็จแน่ ท่านเพียงแค่ยกถ้วยขึ้นแล้วกล่าวคำขอบคุณเบา ๆ ก็พอเพคะ”ในหน้าต่างระบบยามนี้เจ้ามอลทีสขนฟูกำลังสวมหมวกขุนนางใบเล็ก นั่งไขว่ห้างลอยตัวอยู่บนอากาศด้วยท่าทางพองขนอย่างภาคภูมิใจ[หึ ๆ ดูท่าทางเจ้ามนุษย์ตัวโตนี่สิ! ยามอยู่ข้างนอกทำวางอำนาจ พอกลับมาหาเมียก็กลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เสียได้ เอ้า! รีบยกน้ำชามาขารวะข้าเสียดีๆ]เซียวอวี้หานถอนหายใจยาว แม้เขาจะมองไม่เห็นตัวตนของท่านเทพที่นางว่า แต่เขาก็ยอมทำตามใจนางทุกอย่าง เขาประคองถ้วยชาด้วยสองมืออย่างสง่างามและนอบน้อม
บทที่ 27เจ้ารักข้าหรือไม่ ENDภายในมิติสมุนไพรเว่ยหว่านหนิงกำลังจดจ่ออยู่เบื้องหน้าเตาต้มยาโบราณ แสงไฟจากฟืนไม้จันทน์ทอแสงวูบไหวสะท้อนในดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มือบางค่อย ๆ บรรจงวางหญ้าน้ำค้างสวรรค์ที่มีเกล็ดน้ำแข็งใสระยิบระยับลงในหม้อดินเผาทันทีที่สมุนไพรนั้นสัมผัสกับน้ำเดือดพล่าน กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นที่ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งก็ขจรขจายไปทั่วบริเวณ กลบกลิ่นขมปร่าของสมุนไพรชนิดอื่นจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงไอยาที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างน่าประหลาด[นั่นแหละมนุษย์ต่ำต้อย! ค่อยๆ เร่งไฟขึ้นอีกนิด]เจ้าหมามอลทีสขนฟูในหน้าต่างระบบตะโกนสั่งการ พลางทำท่าเดินตรวจตรากลางอากาศด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินเหตุ“ข้ารู้แล้วน่ะ เจ้าเลิกกระโดดไปมาเสียที ข้าเสียสมาธิหมด” หว่านหนิงปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากเนียน ขณะที่ใช้ทัพพีไม้เคี่ยวยาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ[หึ ๆ เจ้ากลัวเสียสมาธิ หรือกลัวว่ายาจะไม่ได้ผลจนช่วยสามีสุดที่รักของเจ้าไม่ทันกันแน่?]เจ้าลูกหมาตัวแสบแสยะยิ้มกวนประสาท แววตาเจ้าเล่ห์จ้องมองปฏิกิริยาของนาง[ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อสายตาจริง ๆ ตอนแรกยังทำท่าจะฆ่าจะแกงกันอยู่เลย ไฉนยามนี้ถึงได้
บทที่ 26หมดสิ้นบุญคุณภายในห้องลับชั้นบนสุดของโรงน้ำชาที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนอันเงียบเหงา กลิ่นควันธูปไม้จันทน์หอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง เผยอวี้เฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้แกะสลัก ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความละโมบเขากำลังกางแผนผังของลานพิธีรับชัยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยมีลูกน้องคนสนิทสองคนนั่งร่วมวางแผนด้วยท่าทีเคร่งขรึม“ครั้งที่แล้วมือสังหารทำงานพลาดปล่อยให้มันรอดกลับมาได้!” เผยอวี้เฉิงตบโต๊ะเสียงดังปังจนถ้วยน้ำชาสั่นสะเทือน “แต่คราวนี้ข้าจะไม่ยอมให้เกิดคำว่าผิดพลาดเป็นอันขาด”“แต่ท่านแม่ทัพขอรับ ยามนี้เจิ้นเป่ยอ๋องดูเหมือนจะระแวดระวังตัวมากขึ้น ทหารองครักษ์ก็เฝ้าอยู่รอบตัวแน่นหนา การเข้าถึงตัวคงมิใช่เรื่องง่ายเลย” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยท้วงด้วยน้ำเสียงกังวลเผยอวี้เฉิงยกยิ้มเย็นชาแววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “ใครบอกว่าข้าจะส่งคนไปฟันดาบใส่มันตรง ๆ ในงานพิธีรับชัย ทหารและชาวเมืองเป่ยหลิงนับหมื่นจะมารวมตัวกัน ความวุ่นวายคืออาวุธที่ดีที่สุด”เขาใช้นิ้วชี้ไปที่จุดหนึ่งในแผนผังซึ่งเป็นปะรำพิธีสูงชันที่เซียวอวี้
บทที่ 25ข้าจะปกป้องเจ้าเองท่ามกลางตลาดที่เคยพลุกพล่านด้วยการจับจ่ายบัดนี้กลับคละคลุมไปด้วยบรรยากาศอันอึมครึม หัวข้อสนทนาที่ถูกส่งต่อกันตามร้านน้ำชาและหัวมุมถนนมิใช่เรื่องพืชพรรณธัญญาหารอีกต่อไป ทว่ากลับเป็นเรื่องอื้อฉาวของสตรีสูงศักดิ์ที่กล้าเหยียบย่ำกฎเหล็กของแผ่นดิน“เจ้าได้ยินหรือไม่? ที่แท้ข่าวที่ว่าพระชายาแอบติดตามท่านอ๋องไปในสนามรบนั้นเป็นเรื่องจริง!” สตรีวัยกลางคนนางหนึ่งขยับตะกร้าผักในมือพลางลดเสียงต่ำแต่แฝงความตื่นตระหนก “นางเป็นสตรี แต่กลับกล้าเข้าไปปะปนในค่ายทหารที่มีแต่บุรุษ ช่างไร้ยางอายเสียจริง!”ชายชราผู้หนึ่งที่กำลังนั่งจิบน้ำชาแค่นหัวเราะพลางส่ายหน้า “กฎอัยการศึกมีไว้เพื่อปกป้องบ้านเมือง ห้ามสตรีเข้าใกล้กองทัพมาแต่โบราณกาล แต่นางกลับใช้ความเป็นพระชายาข้ามหัวเหล่านายกอง นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นเกียรติภูมิของเหล่านักรบหรอกหรือ?”“ข้ามิได้ห่วงเรื่องกฎเพียงอย่างเดียวหรอกท่านลุง” ชายหนุ่มอีกคนแทรกขึ้นด้วยแววตาวิตกกังวล “โบราณว่าไว้สตรีคือหยินที่อ่อนช้อย หากเข้าไปปะปนในสถานที่ที่มีไอหยางคุกรุ่นอย่างค่ายทหาร ย่อมทำลายโชคลาภและวาสนาของกองทัพ ข้าล่ะเกรงนักว่าศึกครั้งหน้า ทหารข
บทที่ 24ยกน้ำชาเวลาผ่านไปเกือบสามวันแล้วนับตั้งแต่ที่เซียวอวี้หานไปรับเว่ยหว่านหนิงกลับมาจากอาราม ทว่าแม้ร่างกายจะยังไม่หายดีจากแผลถูกธนูยิงหัวไหล่หญิงสาวก็ไม่ได้ใช้เวลาไปกับการนอนนิ่งเฉยแต่อย่างใด ยามนี้ภายในห้องนอนส่วนตัวของนางที่เคยเป็นระเบียบกลับเต็มไปด้วยกองตำราหนังสือนับร้อยเล่มที่ถูกนำออกมาจากมิติสมุนไพรกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกระดาษเก่าลอยวนอยู่รอบตัวหญิงสาวที่ยามนี้สวมเพียงอาภรณ์ลำลองสีขาวสะอาดตา นางกำลังตั้งอกตั้งใจพลิกตำราที่บรรพบุรุษเป็นผู้เขียน ซึ่งด้านในเต็มไปรายละเอียดเกี่ยวกับยาพิษโลหิตคลั่ง“พิษโลหิตคลั่ง...เกิดจากการหลอมรวมของพิษเย็นสุดขั้วและพิษร้อนรุนแรง” นางพึมพำขณะใช้นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวอักษร “หากใช้ยาฤทธิ์เย็นแก้ พิษร้อนจะปะทุ แต่หากใช้ยาฤทธิ์ร้อนสู้พิษเย็นจะทำลายเส้นเอ็นและกระดูกจนแหลกทันที”[มนุษย์ต่ำต้อย เจ้าอ่านมันมาสามวันสามคืนแล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ]เจ้ามอลทีสในหน้าต่างระบบโผล่หน้าออกมาหาวหวอด พลางมองดูสภาพห้องที่เละเทะเต็มไปด้วยตำราเกี่ยวกับพิษโลหิตคลั่ง ถึงแม้พิษนี้จะหายสาบสูญไปนานแล้วแต่คนตระกูลไป๋ทุกรุ่นจะหมกมุ่นกับมันจนทิ้งบันทึกไว้มากมายนั่นทำให้เว่ยห
บทที่ 23เผยอวี้เฉิงข่าวเรื่องตัวตนที่แท้จริงของท่านหมอเว่ยว่าคือพระชายาปลอมตัวเป็นบุรุษแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่ง เหล่าทหารกล้าที่เคยร่วมกินนอนและได้รับการรักษาจากนางต่างพากันตกตะลึงจนพูดยังแทบไม่ออก พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านหมอเว่ยจิตใจดีและเก่งกาจ จะเป็นคนเดียวกับพระชายาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องความร้ายกาจและโหดเหี้ยมทว่าภาพที่เห็นจนชินตาตลอดสี่วันที่หยุดพักรักษาตัวกลางป่า คือการที่เจิ้นเป่ยอ๋องผู้สูงศักดิ์แวะเวียนเข้าออกกระโจมของท่านหมอเว่ยแทบทุกชั่วยาม บางครั้งเขาก็ถือถ้วยยาเข้าไปเอง หรือบางครั้งก็นั่งเฝ้าจนดึกดื่น ภาพเหล่านั้นเป็นหลักฐานชั้นดีที่ทำให้ทหารทั้งกองทัพต้องจำใจยอมรับความจริงผ่านไปไม่นาน ข่าวที่ว่านิสัยของพระชายาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเพราะสูญเสียความทรงจำก็ถูกเล่าลือไปทั่วอีกครั้ง ครานี้ความเคลือบแคลงสงสัยที่มีก็มลายหายไป ทหารทุกคนเริ่มเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดสตรีที่เคยร้ายกาจถึงกลับกลายเป็นหมอผู้มีจิตใจเมตตาและกล้าหาญถึงขั้นเอาตัวรับธนูแทนท่านอ๋องได้และเมื่อถึงกำหนดวันเริ่มเคลื่อนทัพเดินทางกลับเมืองเป่ยหลิง สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงจนแทบ
บทที่ 6ระบบเทพโอสถ“สมุนไพรพวกนี้มันล้ำค่าและหายากมากเลยไม่ใช่หรือ...”หญิงสาวพึมพำกับตนเองมองสมุนไพรที่อยู่ในสวนตาเป็นประกาย ก่อนร่างบางจะก้าวเข้าไปในกระท่อมกลิ่นหอมของสมุนไพรพลันลอยโชยเข้ามากระทบจมูก หว่านหนิงเริ่มเดินสำรวจภายในกระท่อมพบโอสถถูกจัดเรียงเป็นระเบียบเต็มตู้ไม้และยังมีตำราแพทย์นับร้อ
บทที่ 5กำไลมิติสมุนไพรเวลาล่วงเลยผ่านไปสามวันลั่วชิงที่ทำตามคำสั่งสำเร็จได้นำสมุดเล่มหนามาวางลงตรงหน้าผู้เป็นนายหญิงของตน ด้านในเต็มไปด้วยรายชื่อของบ่าวรับใช้และทหารในจวน รวมทั้งคำบรรยายเรื่องราวบทลงโทษอันโหดร้ายที่พวกเขาได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างละเอียดเว่ยหว่านหนิงนั่งอ่านเนื้อหาด้านในอย่างตั้
บทที่ 4ข้าจะเปลี่ยนชะตานางร้ายค่ำคืนอันเงียบงันถูกปกคลุมด้วยหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วอากาศจวนอ๋องเจิ้นเป่ยเงียบสงัดราวกับทั้งโลกหยุดหายใจแต่ภายในห้องนอนของพระชายากลับไม่อาจสงบนิ่งได้ดั่งเช่นภายนอกบนเตียงกว้างเว่ยหว่านหนิงนอนพลิกกายไปมาอย่างกระสับกระส่า
บทที่ 3เจิ้นเป่ยอ๋องผู้เย็นชายามรุ่งอรุณหิมะโปรยปรายขาวโพลนปกคลุมทั่วทั้งจวน ความหนาวเย็นแทรกซึมผ่านประตูหน้าต่างเข้ามาจนทำให้ลมหายใจของผู้คนเป็นไอขาว นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ที่เว่ยหว่านหนิงก้าวออกจากห้องนอน ร่างบางสวมอาภรณ์หนาหนักสีอ่อนเดินอย่างเงียบงันตามโถงทางเดินยาวที่ทอดตรง







