LOGINหลังเหตุการณ์ลอบวางเพลิงคลังเสบียงผ่านไปได้เพียงสามวัน ทั่วทั้งเมืองหลวงกลับดูสงบกว่าที่เคย อย่างน้อย...ก็ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเซียวจิ่นอัน ความสงบนั้นกลับเหมือนม่านหมอกที่ปกปิดพายุลูกใหญ่เอาไว้
ภายในห้องหนังสือของจวนแม่ทัพ
ม้วนเอกสารจำนวนมากถูกคลี่ออกบนโต๊ะไม้ เป็นรายงานจากหน่วยสืบราชการลับ รายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร รายชื่อขุนนางกรมคลังรวมถึงคำให้การของคนร้ายที่จับได้เมื่อคืนก่อน
เซียวจิ่นอันนั่งอ่านทุกบรรทัดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่สิ่งที่เขาครุ่นคิดมากที่สุด...ไม่ใช่คนร้าย หากเป็นหญิงสาวอีกคน หลินเสี่ยวอวี่ นางรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร เหตุการณ์ลอบสังหาร...ตรง เหตุการณ์วางเพลิง...ก็ตรง ต่อให้เขาไม่เชื่อเรื่องความฝัน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า
"ท่านแม่ทัพ" เฉินเฟิงเดินเข้ามาพร้อมค้อมศีรษะ
"รถม้าเตรียมพร้อมแล้วขอรับ"
เซียวจิ่นอันปิดม้วนเอกสาร
"เรียกคุณหนูหลิน วันนี้นางจะไปกับข้า"
"ขอรับ"
...
อีกด้านหนึ่ง
หลินเสี่ยวอวี่กำลังยืนอยู่หน้ากระจก ชิงเอ๋อร์กำลังช่วยจัดชายแขนเสื้อให้
"คุณหนู"
สาวใช้ยิ้มกว้าง
"ดูเหมือนท่านแม่ทัพจะรักษาคำพูดจริง ๆ"
หลินเสี่ยวอวี่หัวเราะเบา ๆ
"ข้ายังรู้สึกเหมือนฝันอยู่เลย"
เมื่อสามวันก่อน...เธอยังเป็นเพียงนักอ่านธรรมดา แต่ตอนนี้...กลับกำลังจะออกไปพร้อมแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นต้าเซิ่ง หากเป็นเมื่อก่อน เธอคงกรี๊ดจนสลบไปแล้ว
แต่ตอนนี้...ความรู้สึกตื่นเต้นกลับถูกแทนที่ด้วยความกังวล เพราะตั้งแต่ช่วยเซียวจิ่นอัน เนื้อเรื่องหลายอย่างเริ่มผิดไปจากที่เธอจำได้ หญิงสาวสูดลมหายใจลึก
'ไม่เป็นไร...อย่างน้อยเรื่องหลักยังเหมือนเดิม'
เธอยังจำเหตุการณ์วันนี้ได้
ตามนิยาย...ระหว่างเดินทางไปตรวจค่ายทหาร จะมีทหารหนุ่มคนหนึ่งชื่อ "อู๋เฉิง" ถูกม้าตกใจจนลากร่างกระแทกโขดหินเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้พระเอกเสียใจอยู่หลายวันเพราะอู๋เฉิงเป็นทหารฝีมือดี หากวันนี้เธอช่วยเขาได้ ก็จะช่วยได้อีกหนึ่งชีวิต
ไม่นานนัก...ชิงเอ๋อร์ก็เปิดประตู
"คุณหนู"
"ท่านแม่ทัพรออยู่ด้านนอกแล้วเจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า ก่อนเดินออกจากเรือน
...
รถม้าสีดำของจวนแม่ทัพจอดอยู่หน้าลาน เซียวจิ่นอันยืนอยู่ข้างรถ เมื่อเห็นนางเดินมา เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
"แผลเป็นอย่างไร"
"ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
"หากเจ็บ ให้บอกทันที" คำพูดสั้น ๆ ของเขา ทำให้หลินเสี่ยวอวี่เผลอยิ้ม ถึงจะยังพูดน้อยเหมือนเดิม แต่เธอรู้...เขาเริ่มเป็นห่วงเธอแล้ว
ทั้งสองขึ้นรถม้าคันเดียวกัน บรรยากาศด้านในเงียบสงบ เซียวจิ่นอันกำลังอ่านรายงาน
ส่วนหลินเสี่ยวอวี่...กำลังแอบมองเขาเป็นระยะ
'หล่อจริง...'
เธอรีบหันหน้าหนี
'หยุดมองได้แล้ว'
'เดี๋ยวเขารู้ตัว'
แต่ไม่ทันไร เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น
"มองพอหรือยัง"
หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งสุดตัว
"เอ๊ะ!"
เธอหน้าแดงจนถึงใบหู รีบก้มหน้ามองพื้นรถม้า
"ข้า...ข้าไม่ได้..."
เซียวจิ่นอันปิดม้วนเอกสารลง ก่อนมองนางนิ่ง ๆ
"หากอยากถามสิ่งใด"
"ถามตรง ๆ ไม่ต้องแอบมอง"
หญิงสาวอยากมุดลงใต้พื้นรถม้าทันที
'ขายหน้า...ถูกจับได้อีกแล้ว' แต่ความเขินอยู่ได้ไม่นาน
เมื่อรถม้าเริ่มเข้าใกล้ค่ายทหาร ภาพหนึ่งก็ทำให้หลินเสี่ยวอวี่เบิกตากว้าง ชายหนุ่มในชุดทหารกำลังจูงม้าสีน้ำตาลเดินออกมาจากลานฝึก ใบหน้าคมเข้ม อายุประมาณยี่สิบห้าปี รอยยิ้มสดใส
ใช่...เขาคือ อู๋เฉิง และอีกไม่เกินหนึ่งก้านธูปจากนี้...เขาควรจะตาย หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่เริ่มเต้นแรง เธอกำชายกระโปรงแน่น
'ครั้งนี้...ฉันจะช่วยเขาให้ได้'
รถม้าค่อย ๆ หยุดลงหน้าค่ายทหาร
ทันทีที่เซียวจิ่นอันก้าวลงจากรถ เหล่าทหารที่กำลังฝึกอยู่ก็หยุดทุกการเคลื่อนไหว ก่อนคุกเข่าลงพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ
"คารวะท่านแม่ทัพ!" เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วลานฝึก
เซียวจิ่นอันพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย
"ลุกขึ้น"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังนัก แต่ทุกคนกลับได้ยินอย่างชัดเจน
หลินเสี่ยวอวี่เดินตามลงจากรถม้า พลางมองบรรยากาศรอบตัวด้วยความตื่นตะลึง
ในนิยาย ผู้เขียนบรรยายค่ายทหารไว้เพียงไม่กี่ย่อหน้า
แต่เมื่อได้เห็นของจริง...มันใหญ่กว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก ลานฝึกกว้างสุดลูกหูลูกตา ชั้นวางอาวุธเรียงเป็นระเบียบ ทหารหลายร้อยนายกำลังฝึกดาบ ยิงธนู และขี่ม้า ไม่มีเสียงพูดคุยเล่น มีเพียงเสียงดาบปะทะกันและเสียงตะโกนสั่งการเป็นจังหวะ
"ท่านแม่ทัพ"
นายทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาคารวะ
"ทุกกองร้อยมาพร้อมแล้วขอรับ"
"เริ่มตรวจได้"
เซียวจิ่นอันเดินนำไปอย่างสงบนิ่ง
หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ด้านหลัง แต่สายตากลับมองหาเพียงคนเดียว อู๋เฉิง... ไม่นานนัก เธอก็เห็นชายหนุ่มคนนั้นกำลังหัวเราะกับเพื่อนทหารอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มของเขาสดใสกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก หญิงสาวเม้มริมฝีปาก
ในนิยาย...อีกไม่นานเขาจะเสียชีวิต และพระเอกจะยืนมองร่างไร้วิญญาณของลูกน้องด้วยความรู้สึกผิด เพราะเขาเป็นคนสั่งให้อู๋เฉิงไปนำม้าศึกออกจากคอก
'ครั้งนี้...ฉันจะเปลี่ยนมัน'
เธอหันมองท้องฟ้า เวลาใกล้แล้วในความทรงจำของเธอ อีกไม่นาน ม้าศึกตัวหนึ่งจะตกใจเสียงระเบิดจากคลังดินปืนเก่า มันจะสะบัดเชือกวิ่งชนอู๋เฉิงแล้วลากเขาไปกระแทกโขดหิน
หญิงสาวเริ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่...ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกแปลก ตำแหน่งของคอกม้า...เปลี่ยนไป เดิมควรอยู่ด้านทิศตะวันออก แต่ตอนนี้กลับย้ายไปอยู่ด้านเหนือ
เธอขมวดคิ้ว
"ทำไม..."
หรือเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้า ทำให้พระเอกสั่งปรับผังค่าย หลินเสี่ยวอวี่เริ่มไม่มั่นใจแต่ยังปลอบตัวเอง
'ไม่เป็นไร'
'ต่อให้คอกม้าย้าย เหตุการณ์หลักคงเหมือนเดิม'
ในจังหวะนั้นเอง เซียวจิ่นอันหันมาหาเธอ
"เจ้าเป็นอะไร เอาแต่มองซ้ายขวา"
หลินเสี่ยวอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจพูด
"ท่านแม่ทัพ..."
"วันนี้...อย่าเพิ่งให้อู๋เฉิงไปคอกม้าได้หรือไม่"
สิ้นเสียงนั้น เซียวจิ่นอันนิ่งไป
"เหตุใด"
หญิงสาวสูดหายใจลึก
"...เมื่อคืน"
"ข้าฝันอีกแล้ว"
แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ
"อีกแล้วหรือ"
"เจ้าค่ะ"
"ข้าฝันว่า...อู๋เฉิงจะตาย"
คำพูดนั้นทำให้ทหารที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ หันมามองทันที
อู๋เฉิงเองก็ชะงัก
"ข้า?"
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างเขิน ๆ
"คุณหนูคงฝันผิดแล้วกระมัง"
"ข้าแข็งแรงจะตาย"
หลินเสี่ยวอวี่รีบส่ายหน้า
"ไม่!...ท่านต้องเชื่อข้า"
นางหันไปหาเซียวจิ่นอัน
"ได้โปรด...วันนี้อย่าให้อู๋เฉิงไปคอกม้า"
เซียวจิ่นอันมองนางอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
"อู๋เฉิง...วันนี้เจ้าสลับหน้าที่กับจางลู่"
อู๋เฉิงแม้จะงุนงง แต่ก็รับคำทันที
"ขอรับ!"
หลินเสี่ยวอวี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
'สำเร็จแล้ว...ครั้งนี้เขาจะไม่ตาย'
หัวใจที่ตึงเครียดมาตลอดเริ่มผ่อนคลาย เธอยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกของวัน
แต่...รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องของเด็กก็ดังขึ้นจากนอกค่าย
"ช่วยด้วย!"
"ม้าหลุด!"
หลินเสี่ยวอวี่หันขวับไปตามเสียง ม้าศึกสีดำตัวใหญ่กำลังแตกตื่น วิ่งพุ่งออกจากคอกด้วยความเร็วเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งยื นร้องไห้อยู่กลางถนน ขาทั้งสองแข็งทื่อ ไม่ยอมขยับหนี ทุกอย่าง...ไม่เหมือนในนิยาย
"ไม่นะ..."
หลินเสี่ยวอวี่หน้าซีด เพราะคนที่อยู่ใกล้เด็กที่สุด...กลับเป็นอู๋เฉิง ไม่ใช่จางลู่ อู๋เฉิงหันไปเห็นเด็กหญิง โดยแทบไม่ลังเล เขาทิ้งหอกในมือ ก่อนวิ่งสุดกำลังไปหาเด็กคนนั้น
"หลบ!"
ชายหนุ่มผลักเด็กหญิงออกจากทางม้าได้สำเร็จ แต่ตัวเขาเอง...กลับไม่ทันหลบ หลินเสี่ยวอวี่เบิกตากว้าง
"อู๋เฉิง!"
"อู๋เฉิง!"
หลินเสี่ยวอวี่ตะโกนสุดเสียง ร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้าหาเด็กหญิงอย่างไม่ลังเล
"หลบไป!"
อู๋เฉิงใช้แขนทั้งสองข้างคว้าตัวเด็กหญิงเอาไว้ ก่อนทิ้งตัวกลิ้งไปกับพื้น ม้าศึกสีดำวิ่งเฉียดร่างของทั้งคู่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หลินเสี่ยวอวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"รอดแล้ว..."
น้ำตาแทบไหลออกมาด้วยความโล่งใจ
เธอทำได้แล้ว อู๋เฉิงไม่ตาย ชะตากรรมถูกเปลี่ยนแล้วจริง ๆ แต่ในวินาทีเดียวกันนั้นเอง...เสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นจากอีกฟากของคอกม้า
"ระวัง!" ทุกคนหันไปพร้อมกัน
ม้าศึกอีกตัวซึ่งตกใจเสียงเอะอะพยายามกระชากเชือกจนหลักไม้หักโค่น ก่อนลากรั้วไม้ทั้งแถบพังครืนลงมา ทหารที่กำลังยืนอยู่บริเวณนั้นรีบกระโดดหลบกันอย่างอลหม่าน
มีเพียงชายคนหนึ่ง...ที่ยืนอยู่ตรงจุดนั้นพอดี จางลู่ ทหารหนุ่มที่เพิ่งถูกสลับหน้าที่กับอู๋เฉิงเมื่อครู่
"จางลู่!" เสียงเซียวจิ่นอันดังขึ้น
จางลู่เงยหน้าตามเสียงเรียก แต่ทุกอย่างสายเกินไป เสาไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกม้าลากมาด้วยแรงมหาศาลฟาดเข้ากลางลำตัวของเขาอย่างจัง
ปึก!
ร่างของชายหนุ่มกระเด็นก ระแทกก้อนหินข้างคอกม้าอย่างรุนแรงเลือดสีแดงสดไหลออกจากมุมปาก ทุกอย่างเงียบลงในชั่วอึดใจ
"หมอ!"
"รีบตามหมอ!"
ทหารหลายคนรีบวิ่งเข้าไป
เซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปถึงตัวจางลู่เป็นคนแรก เขาคุกเข่าลง ใช้มือประคองศีรษะลูกน้องขึ้น
"จางลู่"
ชายหนุ่มลืมตาอย่างยากลำบาก เลือดไหลออกจากริมฝีปากไม่หยุด
"ท่าน...แม่ทัพ..." เสียงของเขาแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
"ขออภัย..."
"ข้าคง..."
ยังพูดไม่ทันจบ ดวงตาของจางลู่ก็ค่อย ๆ เลื่อนลอย มือที่กำแขนเสื้อแม่ทัพไว้แน่น...ค่อย ๆ คลายออก นิ่งสนิท ทั่วทั้งลานฝึกตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใด
เซียวจิ่นอันหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนใช้มือปิดเปลือกตาของลูกน้องอย่างแผ่วเบา
"ส่งเขากลับบ้าน"
น้ำเสียงของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ทุกคนที่ติดตามมานานต่างรู้ดี แม่ทัพกำลังเสียใจ
หลินเสี่ยวอวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน
"ไม่..." เธอพึมพำเบา ๆ
"ไม่ใช่..."
"คนที่ควรตาย...ไม่ใช่เขา"
ในนิยาย...คนที่เสียชีวิตคืออู๋เฉิง
แต่ตอนนี้...อู๋เฉิงยังมีชีวิต
กลับเป็นจางลู่ที่ตายแทน หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนเลือดทั้งร่างเย็นเฉียบ เธอเปลี่ยนชะตาของอู๋เฉิงได้ แต่กลับผลักชะตานั้นไปให้คนอื่น อู๋เฉิงเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ
"ถ้า...ถ้าข้าไม่สลับเวร คนที่ตายก็คงเป็นข้า"
เขาทรุดตัวลงข้างร่างไร้วิญญาณของจางลู่ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลอาบใบหน้า
"พี่จาง..."
"ข้าขอโทษ..."
คำพูดนั้นเหมือนมีค้อนหนักฟาดลงกลางหัวใจของหลินเสี่ยวอวี่
ใช่...ถ้าเธอไม่พูด อู๋เฉิงจะตายแต่จางลู่จะรอด เพราะเธอพูด...อู๋เฉิงจึงรอด และจางลู่กลายเป็นผู้รับชะตากรรมนั้นแทน
"คุณหนู" ชิงเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง
แต่หลินเสี่ยวอวี่กลับถอยหลังช้า ๆ ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่น
"ข้า...ทำอะไรลงไป..."
เธอหันหลังเดินออกจากลานฝึก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินไปทางไหน กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็มาอยู่ใต้ต้นเหมยใหญ่ท้ายค่าย หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ก่อนปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
"ฉันช่วยเขา...แต่กลับมีคนอื่นต้องตาย"
เธอกอดเข่าตัวเองแน่น หัวไหล่สั่นไหว
"หรือโลกนี้...แค่เปลี่ยนว่าใครจะเป็นคนรับความตาย"
"หรือฉัน...กำลังทำผิดมาตลอด"
ลมเย็นพัดผ่านต้นเหมย กลีบดอกสีขาวปลิวร่วงลงบนตักของเธอ โดยที่หลินเสี่ยวอวี่ไม่รู้เลยว่า มีใครอีกคนยืนอยู่ไม่ไกล
เซียวจิ่นอันมองร่างเล็กที่กำลังร้องไห้เงียบ ๆ เขาไม่ได้เดินเข้าไปเพียงยืนมองอยู่ตรงนั้น คำพูดของนางเมื่อครู่ยังดังก้องอยู่ในหัว "คนที่ควรตาย...ไม่ใช่เขา..."
นางพูดราวกับ...รู้ชะตากรรมเดิมของทุกคน และกำลังเสียใจที่มันเปลี่ยนไป แม่ทัพหนุ่มกำมือแน่น แววตาที่เคยมีแต่ความสงสัย เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกังวล
'เสี่ยวอวี่...เจ้ากำลังแบกรับสิ่งใดไว้กันแน่'
คำถามนั้นไม่มีผู้ใดตอบ แต่เขารู้สึกได้ว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป เรื่องราวทั้งหมด...จะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว
หนึ่งปีต่อมาฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง สายลมอ่อนพัดผ่านต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาวสะพรั่งตลอดสองฟากถนนเมืองหลวงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิงกำแพงเมืองที่เคยเต็มไปด้วยประกาศจับกุม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกาศลดภาษีและการฟื้นฟูบ้านเมืองหอประวัติศาสตร์หลวงซึ่งเคยถูกไฟไหม้ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามพระราชโองการ พร้อมเปิดห้องเก็บต้นฉบับประวัติศาสตร์ให้ตรวจสอบได้โดยเหล่าขุนนางผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นความจริงของคนทั้งแผ่นดินอีกราชพงศาวดารฉบับใหม่ถูกเรียบเรียงขึ้น ในนั้นไม่มีชื่อของ "กบฏเซียวจิ่นอัน" มีเพียงชื่อของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิตหลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ นางทอดสายตามองทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังเป็นระยะภาพเช่นนี้หาได้ยากในอดีตครั้งหนึ่งจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดระแวง และเงาของการเมืองแต่บัดนี้...ที่นี่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา"ฮูหยิน" เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง"ได้เวลาแต่งตัวแล้วเจ้าค่ะ"หลินเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้
รุ่งอรุณวันถัดมาเหนือกำแพงเมืองหลวง กลุ่มควันสีดำค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่บนไหล่เขา มองไปยังปลายทางด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง"หอประวัติศาสตร์..." นางพึมพำเบา ๆแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายลี้ แต่ยังมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน พวกเขามาช้าไปหรือเซียวจิ่นอันยืนเคียงข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ"ไม่" เขาตอบสั้น ๆ"หากพวกมันเผาหลักฐาน...แปลว่าหลักฐานนั้นมีอยู่จริง"หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ชายคนนี้ก็ยังมองเห็นโอกาสจากวิกฤตเสมอในเวลานั้นเองเสียงม้าควบก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เฉินเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งมาหยุดตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อคลุมธรรมดาเพื่ออำพรางตัว แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ"ท่านแม่ทัพ!" เฉินเฟิงรีบลงจากหลังม้า"คนของเรากลับมาแล้ว""เป็นอย่างไร"เฉินเฟิงสูดหายใจลึก"เมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในหอประวัติศาสตร์จริง""เกิดเพลิงไหม้หลายจุด""แต่..." เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้า"ก่อนไฟจะลาม""บรรณารักษ์ชราคนหนึ่งแอบส่งสิ่งนี้ให้คนของเรา"เซียวจิ่นอันรับกล่องไม้มาถือไว้ ตัวกล่องทำจากไม้จันทน์เก่า แกะสลักตราหอประวัต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงันหมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาเมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที"ตื่นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไปเซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่าเฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง"ท่านแม่ทัพ!""มีข่าวหรือ"เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ""ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนโปรยปรายลงเหนือเมืองหลวงไม่ขาดสาย ทั่วทั้งคุกหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงคบเพลิงที่สั่นไหวไปตามกำแพงหินเย็นเยียบหลินเสี่ยวอวี่ดึงผ้าคลุมสีดำให้ปิดใบหน้าแน่นขึ้น ข้างกายนางคือเฉินเฟิงและทหารคนสนิทอีกสามนาย ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดพูดแม้แต่คำเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า...หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนี มีโทษถึงประหารชีวิตเฉินเฟิงหยุดอยู่ใต้กำแพงด้านทิศตะวันตก"คุณหนู" เขาพูดเสียงเบาที่สุด"คนของเราซื้อเวรยามไว้เพียงครึ่งก้านธูป""หลังจากนั้น จะมีทหารผลัดใหม่เข้ามา""พวกเราต้องรีบ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย แต่เป็นเส้นทางที่นางเลือกเอง เฉินเฟิงเคาะกำแพงหินเบา ๆ สามครั้งครืด...อิฐก้อนหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับแคบ ๆ ที่ถูกซ่อนไว้"เมื่อครั้งสร้างคุกหลวง" เฉินเฟิงกล่าว"ท่านแม่ทัพเป็นผู้ค้นพบทางนี้""ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง...""...จะต้องใช้มันช่วยตัวเอง"ทุกคนเงียบลง ก่อนทยอยก้มตัวเดินเข้าไปในอุโมงค์...กลิ่นอับชื้นของดินและหินโชยเข้ามา หยดน้ำตกลงจากเพดานเป็นระยะ หลินเสี่ยวอ
ประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่าเซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วางหลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว"ถวายบังคมฝ่าบาท"เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง"เซียวจิ่นอัน""เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ"กระหม่อมไม่ทราบ"ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน
รุ่งเช้าหลังคืนอันเงียบสงบเมืองหลวงกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น เสียงกลองประกาศจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างตึง! ตึง! ตึง!ผู้คนต่างเปิดประตูบ้านออกมามองถนนด้วยความสงสัย ขุนนางหลายคนรีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง"ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก""กรมพระคลังถูกตรวจค้นตั้งแต่รุ่งเช้า""มีขุนนางถูกจับหลายสิบคน"ภายในจวนสกุลหลินหลินเสี่ยวอวี่กำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก นางก็รีบเดินออกไป"เกิดอะไรขึ้น"ชิงเอ๋อร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา"คุณหนู!...ในวังเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ""ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางกรมพระคลังหลายคน"หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก"ตอนนี้เลยหรือ""เจ้าค่ะ"หัวใจของนางเต้นแรง เป็นไปไม่ได้ในนิยาย...เหตุการณ์นี้ต้องเกิดอีกหลายเดือน ไม่ใช่ตอนนี้หญิงสาวรีบย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องทั้งหมด หลังจากรัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหว ควรมีงานล่าสัตว์หลวงก่อน จากนั้นจึงเกิดคดีโกงเสบียง แล้วถึงจะมีการกวาดล้างกรมพระคลังแต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับสลับลำดับกันหมด"หรือว่า..." นางพึมพำกับตัวเอง"...เพราะเรา"ทุก







