Masukความมืดค่อย ๆ เลือนหาย
สิ่งแรกที่หลินเสี่ยวอวี่สัมผัสได้คือกลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง ตามมาด้วยความเจ็บแปลบจากหัวไหล่ซ้าย
"อื้อ..."
หญิงสาวขมวดคิ้ว ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เพดานไม้สีเข้มปรากฏอยู่เหนือศีรษะ แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสลัวไปทั่วห้อง เธอกะพริบตาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะจำเหตุการณ์ทั้งหมดได้ในทันที
"ธนู..."
หลินเสี่ยวอวี่รีบยกมือแตะหัวไหล่ตัวเอง บาดแผลถูกพันไว้ด้วยผ้าสะอาดหลายชั้น แม้จะยังเจ็บอยู่ แต่ลูกธนูถูกถอนออกไปแล้ว
"คุณหนู!" เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยความดีใจ
ชิงเอ๋อร์รีบวิ่งเข้ามาข้างเตียงทันที ดวงตาของสาวใช้แดงก่ำเหมือนร้องไห้มาทั้งคืน
"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"
หลินเสี่ยวอวี่ยิ้มบาง ๆ
"ข้ายังไม่ตายสินะ"
"คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นเจ้าค่ะ"
ชิงเอ๋อร์น้ำตาคลอ
"หมอหลวงบอกว่าหากลูกธนูปักลึกกว่านี้เพียงครึ่งชุ่น..."
นางพูดไม่จบ แต่หลินเสี่ยวอวี่ก็เข้าใจ เธอคงไม่มีโอกาสลืมตาขึ้นมาอีก
หญิงสาวค่อย ๆ มองไปรอบห้อง ทุกอย่างดูแปลกตา เฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายกว่าจวนสกุลหลินมาก ไม่มีของตกแต่งหรูหรา บนผนังแขวนเพียงกระบี่เล่มหนึ่งและแผนที่ขนาดใหญ่ โต๊ะไม้ด้านมุมห้องเต็มไปด้วยม้วนเอกสารและแบบจำลองภูเขา เหมือนห้องทำงานของแม่ทัพมากกว่าห้องรับรองแขก
"ที่นี่..." เธอเอ่ยถาม
"จวนแม่ทัพเจ้าค่ะ" ชิงเอ๋อร์ตอบ
"ท่านแม่ทัพพาท่านมาที่นี่เมื่อคืน"
หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก
"...เขาพาข้ามา?"
"เจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ทัพอุ้มคุณหนูขึ้นรถม้าด้วยตนเอง แล้วก็รีบให้คนไปเชิญหมอหลวง"
ชิงเอ๋อร์ลดเสียงลงอย่างตื่นเต้น
"คนทั้งจวนตกใจมาก"
"เพราะไม่เคยมีสตรีคนใดได้เข้ามาในจวนแห่งนี้"
หลินเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปาก ใบหน้าร้อนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
'อุ้มจริง ๆ ด้วย...'
เมื่อคืนเธอจำได้ลาง ๆ แต่คิดว่าคงเป็นเพราะพิษทำให้สับสน กลับกลายเป็นว่า...มันเกิดขึ้นจริงทั้งหมด
"แล้ว..." หญิงสาวถามต่อ
"ท่านแม่ทัพเล่า"
ชิงเอ๋อร์หันไปมองประตู ก่อนตอบเสียงเบา
"ยังอยู่เจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่กะพริบตา
"ยังอยู่?"
"ตั้งแต่เมื่อคืน"
"ท่านไม่ยอมกลับเรือน"
"เอาแต่นั่งอยู่ที่ห้องหนังสือข้าง ๆ"
"หมอหลวงออกมากี่ครั้งก็ถามอาการของคุณหนูทุกครั้ง"
หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่เต้นผิดจังหวะ คนที่เธอเคยเห็นแค่ในตัวอักษร...เมื่อคืนกลับนั่งเฝ้าอาการเธอทั้งคืน
จังหวะนั้นเอง...เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง
ก๊อก...ก๊อก...
ชิงเอ๋อร์รีบลุกไปเปิด ทันทีที่ประตูแง้มออก หลินเสี่ยวอวี่ก็เห็นร่างสูงในชุดสีดำยืนอยู่ด้านนอก เซียวจิ่นอัน วันนี้เขาไม่ได้สวมชุดเกราะแต่เป็นอาภรณ์สีดำเรียบง่าย เส้นผมยาวถูกรวบไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้ใบหน้าคมคายดูอ่อนโยนกว่าวันงานเลี้ยงเล็กน้อย แต่แววตา...ยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม
"ท่านแม่ทัพ" ชิงเอ๋อร์รีบค้อมศีรษะ
เซียวจิ่นอันพยักหน้าเบา ๆ ก่อนก้าวเข้ามาในห้อง หลินเสี่ยวอวี่รีบจะลุกขึ้นนั่งแต่ยังไม่ทันขยับ
เขาก็เอ่ยขึ้น
"อย่าฝืน" น้ำเสียงเรียบเฉยแต่กลับทำให้เธอหยุดเคลื่อนไหวทันที
แม่ทัพหนุ่มเดินมาหยุดข้างเตียง สายตาคมก้มมองผ้าพันแผลบนหัวไหล่ของนาง
"เจ็บหรือไม่"
หลินเสี่ยวอวี่รีบส่ายหน้า
"...ไม่มากเจ้าค่ะ"
ทันทีที่ตอบจบ ความเจ็บก็แล่นจี๊ดขึ้นมาพอดี เธอเผลอขมวดคิ้ว เซียวจิ่นอันมองเห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงดึงเก้าอี้มานั่งตรงข้ามเตียง บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ชิงเอ๋อร์รู้หน้าที่ดี นางค่อย ๆ ถอยออกจากห้อง พร้อมปิดประตูเบา ๆ เหลือเพียงคนสองคน
หลินเสี่ยวอวี่เริ่มนั่งเกร็ง อยู่ ๆ ก็เหลือกันตามลำพังเสียอย่างนั้น หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ส่วนเซียวจิ่นอันยังคงมองนางนิ่ง ๆ ราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง
ผ่านไปครู่ใหญ่...เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
"คุณหนูหลิน เจ้ารู้ได้อย่างไร" คำถามสั้น ๆ แต่ทำให้หลินเสี่ยวอวี่ตัวแข็ง
"รู้...เรื่องใดหรือเจ้าคะ"
ดวงตาคมไม่ละจากใบหน้าของนาง
"เจ้ารู้ได้อย่างไร..."
"...ว่าจะมีคนลอบสังหารข้า"
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท หลินเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปากแน่น เธอเตรียมใจไว้แล้วว่าสักวันต้องถูกถาม แต่ไม่คิดว่า...เขาจะถามตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอฟื้น
เซียวจิ่นอันยังคงมองนาง สีหน้าไม่ได้ดุดันแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนเป็นสายตาของแม่ทัพผู้กำลังรอฟังความจริง
หลินเสี่ยวอวี่หลุบตาลง ก่อนนึกถึงข้ออ้างที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
"ถ้าข้าบอกว่า..."
"...ข้าฝัน"
เซียวจิ่นอันเลิกคิ้วเพียงนิดเดียว
"ฝัน?"
หญิงสาวพยักหน้า
"เจ้าค่ะ"
"ตั้งแต่ตกน้ำ ข้ามักฝันเห็นเหตุการณ์ประหลาด"
"ในฝัน...ข้าเห็นท่านถูกธนูยิง"
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น สบตาเขาอย่างจริงจัง
"ข้าจึงรีบตามไป เพราะกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง"
เซียวจิ่นอันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ
"แล้วเหตุใด...เจ้าจึงยอมเอาชีวิตตนเองเข้าแลก"
คำถามนั้น...ทำให้หลินเสี่ยวอวี่นิ่งไป เธอจะตอบอย่างไรดี จะบอกว่า...เพราะฉันอ่านนิยายของท่านมาสิบสองรอบ และร้องไห้ให้ท่านทุกครั้งอย่างนั้นหรือ
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบด้วยความจริงเพียงครึ่งเดียว
"...เพราะข้าไม่อยากเห็นคนดีต้องตาย"
เซียวจิ่นอันมองนางอยู่นาน แววตายังคงอ่านไม่ออก สุดท้ายเขาจึงลุกขึ้นยืน
"พักผ่อนเถิด"
"หมอหลวงบอกว่าเจ้าต้องพักอีกหลายวัน"
เขาหันหลังจะเดินออกจากห้อง แต่ก่อนเปิดประตู เสียงทุ้มกลับดังขึ้นอีกครั้ง
"เรื่องความฝัน...ข้ายังไม่เชื่อ" พูดจบ เขาก็เดินออกไป ทิ้งให้หลินเสี่ยวอวี่ถอนหายใจยาว
"ก็รู้อยู่แล้ว..." เธอพึมพำกับตัวเอง
"ถ้าเชื่อง่าย ๆ..."
"...ท่านก็คงไม่ใช่เซียวจิ่นอัน"
หญิงสาวไม่รู้เลยว่าขณะเดินออกจากห้อง แม่ทัพหนุ่มกลับหยุดฝีเท้าอยู่หน้าประตู ก่อนเอ่ยกับตนเองเบา ๆ
"แต่...เหตุใดความฝันของนาง"
"...จึงตรงกับความจริงทุกประการ"
สามวันผ่านไป…
บาดแผลบนหัวไหล่ของหลินเสี่ยวอวี่เริ่มดีขึ้น แม้ยังยกแขนซ้ายได้ไม่เต็มที่ แต่ก็สามารถเดินเหินได้ตามปกติ สิ่งที่น่าอึดอัดที่สุดกลับไม่ใช่บาดแผล แต่เป็นสายตาของเซียวจิ่นอัน
ตั้งแต่วันที่เธอฟื้น...แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ถามเรื่อง "ความฝัน" อีกเลย ทว่า ทุกครั้งที่พบกัน เขาจะมองเธอราวกับกำลังพยายามอ่านบางสิ่งจากแววตาของเธอ ไม่กล่าวหา ไม่ซักไซ้ แต่ก็ไม่ละความสงสัยและนั่นยิ่งทำให้หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกผิด เพราะเธอไม่ได้ฝันจริง ๆ
สิ่งที่เธอรู้...คืออนาคตจากนิยายที่เคยอ่าน
"คุณหนู" ชิงเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้า
"ท่านแม่ทัพส่งคนมาบอกว่า หากท่านอาการดีขึ้นแล้ว วันนี้สามารถกลับจวนได้เจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า
"ดีเหมือนกัน"
หากอยู่จวนแม่ทัพต่อไป เธอคงเขินจนรักษาแผลไม่หายเสียก่อน แต่ในวินาทีที่เธอคิดจะเก็บของ...ความทรงจำหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามา โรงเก็บเสบียง! หญิงสาวเบิกตากว้าง
ใช่...หลังเหตุลอบสังหารเพียงไม่กี่วัน จะเกิดเพลิงไหม้คลังเสบียงของกองทัพ ตอนอ่านนิยาย เธอเคยคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ภายหลังผู้เขียนเฉลยว่า...มีคนลอบวางเพลิง เป้าหมายไม่ใช่เผาเสบียงแต่ต้องการทำลายบัญชีรายชื่อการส่งกำลังบำรุง หากเอกสารชุดนั้นหายไป คนร้ายในกรมคลังจะไม่มีวันถูกเปิดโปง หลินเสี่ยวอวี่รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้
"วันนี้วันที่เท่าไร"
ชิงเอ๋อร์มองอย่างงุนงง
"วันที่สิบเก้า เดือนสามเจ้าค่ะ"
หัวใจของเธอกระตุก
คืนนี้!
คืนนี้เอง!
หญิงสาวเริ่มเดินวนไปมา จะทำอย่างไรดีถ้าพูดตรง ๆ ว่าจะมีคนวางเพลิงเซียวจิ่นอันไม่มีทางเชื่อหรือ...จะใช้ข้ออ้างเดิม
"ความฝัน"
แม้จะฟังไม่น่าเชื่อ แต่ก็ยังดีกว่าไม่พูดอะไร
...
ช่วงสาย...เซียวจิ่นอันเดินเข้ามาในเรือนรับรองเพื่อถามอาการตามมารยาท เมื่อเห็นว่าหลินเสี่ยวอวี่สามารถเดินได้แล้ว เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย
"แผลดีขึ้น เจ้าคงกลับจวนได้"
"เจ้าค่ะ" หลินเสี่ยวอวี่ตอบรับ
แต่กลับไม่มีท่าทีจะลุกไปเก็บของ แม่ทัพหนุ่มมองนางครู่หนึ่ง
"มีเรื่องใด"
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก
'เอาเถอะ...ลองอีกครั้ง'
"ท่านแม่ทัพ" นางเรียกเขา น้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง
"เมื่อคืน...ข้าฝันอีกแล้ว"
ดวงตาคมของเซียวจิ่นอันนิ่งลง
"ฝัน?"
"เจ้าค่ะ"
"ข้าฝันว่า..."
หลินเสี่ยวอวี่ตั้งใจเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
"...คืนนี้จะเกิดเพลิงไหม้"
"...ที่คลังเสบียงฝั่งตะวันตก"
"และจะมีคนพยายามขโมยเอกสารบางอย่าง"
สิ้นเสียงของนาง ทั้งห้องก็เงียบลง
เซียวจิ่นอันมองนางโดยไม่พูดอะไร สีหน้าเรียบเฉยจนเดาไม่ออกว่าเชื่อหรือไม่ ผ่านไปครู่ใหญ่
เขาจึงเอ่ยขึ้น
"เจ้าคิดว่า ข้าจะเชื่อความฝันงั้นหรือ"
หลินเสี่ยวอวี่เม้มริมฝีปาก
"ข้ารู้ว่ามันฟังดูเหลวไหล"
"แต่...ครั้งก่อนก็เกิดขึ้นจริง"
เซียวจิ่นอันก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว
"ครั้งก่อน...อาจเป็นเพียงความบังเอิญ"
"แต่ครั้งนี้"
"เจ้าระบุสถานที่...ระบุเวลา แม้แต่จุดประสงค์ของคนร้าย"
ดวงตาคมจับจ้องนางไม่วาง
"คุณหนูหลิน"
"เจ้าปิดบังสิ่งใดจากข้ากันแน่"
คำถามนั้นทำให้หลินเสี่ยวอวี่ใจหายวาบ เธออยากบอกความจริงเหลือเกิน แต่ต่อให้บอก...ใครจะเชื่อว่าเธอมาจากอีกโลกหนึ่ง หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้า
"ข้าบอกได้เพียง...ข้าไม่เคยคิดร้ายต่อท่าน"
เซียวจิ่นอันมองนางอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
"ข้าไม่เชื่อเรื่องความฝัน" เขาพูดช้า ๆ
"แต่...ข้าจะส่งคนไปตรวจ"
หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นทันที
"จริงหรือเจ้าคะ"
แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ตอบ เพียงหันไปเรียกองครักษ์ที่ยืนอยู่หน้าประตู
"เฉินเฟิง"
ชายหนุ่มรีบค้อมศีรษะ
"ขอรับ"
"พาคนไปตรวจคลังเสบียงฝั่งตะวันตก อย่าให้ผู้ใดรู้ตัว"
เฉินเฟิงชะงักไปนิดหนึ่ง แม้ไม่เข้าใจเหตุผลแต่ก็รับคำทันที
"ขอรับ!"
หลังองครักษ์เดินออกไป ภายในห้องก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
เซียวจิ่นอันหันมามองหลินเสี่ยวอวี่
"หากคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
"ต่อไป...อย่าเอาความฝันมาเป็นเหตุผลอีก"
หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ
"เจ้าค่ะ"
แม้ปากจะตอบเช่นนั้น แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงไม่หยุด เพราะเธอรู้ดี คืนนี้...เหตุการณ์จะต้องเกิดขึ้นและหากเป็นเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเซียวจิ่นอัน จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ยามไฮ่...
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงมืดสนิท
แสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวสาดลงบนกำแพงคลังเสบียงฝั่งตะวันตก เงาของต้นสนทอดยาวไปตามพื้นหิน บรรยากาศเงียบสงบเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น
เฉินเฟิงนำองครักษ์กว่าสิบคนซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของคลัง ทุกคนต่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังรอเหยื่อติดกับ
แต่เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม...กลับไม่มีสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อย องครักษ์คนหนึ่งกระซิบเบา ๆ
"รองแม่ทัพ..."
"ดูเหมือนคุณหนูหลินจะฝันผิดเสียแล้ว"
เฉินเฟิงไม่ตอบ เขาเองก็เริ่มลังเลหรือทั้งหมดจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญจริง ๆ
...
ขณะเดียวกัน...ภายในจวนแม่ทัพ
เซียวจิ่นอันกำลังนั่งอ่านรายงานศึกอยู่ในห้องหนังสือ แม้สายตาจะจับอยู่บนตัวอักษร แต่ความคิดกลับลอยไปถึงหญิงสาวอีกคน "คืนนี้จะเกิดเพลิงไหม้..." "จะมีคนขโมยเอกสาร..." เขาไม่เชื่อเรื่องทำนายฝัน ไม่เคยเชื่อมาตลอดชีวิต
แต่เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อสามวันก่อน...กลับทำให้เขาไม่อาจละเลยคำพูดของนางได้
แม่ทัพหนุ่มวางพู่กันลง ก่อนลุกเดินไปยังหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปยังทิศตะวันตกของเมืองหลวง ทุกอย่างยังคงเงียบสงบ 'หรือข้าจะคิดมากเกินไป...'
ทันใดนั้นเอง...เสียงระฆังเตือนภัยก็ดังขึ้น
กัง! กัง! กัง!
เซียวจิ่นอันหันขวับไปทันที องครักษ์คนหนึ่งผลักประตูเข้ามาอย่างร้อนรน
"ท่านแม่ทัพ!"
"คลังเสบียงฝั่งตะวันตกเกิดเหตุ!"
ดวงตาคมหรี่ลง
"เกิดอะไรขึ้น"
"มีคนลอบวางเพลิงขอรับ!"
แม่ทัพหนุ่มไม่รอช้า คว้ากระบี่ประจำตัวแล้วเดินออกจากห้องทันที
...
เมื่อมาถึงคลังเสบียง เปลวไฟกำลังลุกไหม้โรงเก็บหลังหนึ่ง ทหารจำนวนมากช่วยกันขนน้ำมาดับไฟแต่ต้นเพลิงกลับไม่ได้อยู่ที่กองเสบียง หากเป็นห้องเก็บเอกสารด้านหลัง
เฉินเฟิงรีบเข้ามาคุกเข่า
"ท่านแม่ทัพ!"
"จับตัวคนร้ายได้หนึ่งคน! แต่มีอีกสองคนหลบหนีไป"
เซียวจิ่นอันเดินเข้าไปมองชายชุดดำที่ถูกมัดอยู่กับเสา ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยคราบเขม่า มือข้างหนึ่งกำลังพยายามซ่อนกระบอกไม้ไผ่เอาไว้ แม่ทัพหนุ่มรับกระบอกไม้ไผ่มาเปิดดู
ภายใน...คือรายชื่อการส่งเสบียงของกองทัพ ตรงตามที่หลินเสี่ยวอวี่พูดไว้ทุกประการเขากำกระบอกไม้ไผ่แน่น แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ไม่ใช่เพราะคนร้าย แต่เป็นเพราะ...หญิงสาวคนนั้น นางรู้ได้อย่างไร
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลินเสี่ยวอวี่กำลังนั่งดื่มยาอยู่ในเรือนรับรอง แม้จะพยายามทำใจให้สงบ แต่ก็อดลุ้นไม่ได้ เมื่อคืน...ทุกอย่างเป็นอย่างไรบ้าง
ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ
ก๊อก...
ก๊อก...
ชิงเอ๋อร์เดินไปเปิด ก่อนรีบค้อมศีรษะทันที
"ท่านแม่ทัพ"
หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้น
เซียวจิ่นอันก้าวเข้ามาในห้อง วันนี้เขายังคงแต่งกายด้วยชุดสีดำเช่นเดิม แต่สีหน้าต่างจากทุกครั้ง สงบนิ่งกว่าเดิม และจริงจังกว่าเดิม หญิงสาวลุกขึ้นยืนทันที
"ท่านแม่ทัพ"
เซียวจิ่นอันเดินมาหยุดตรงหน้า ก่อนจะวางกระบอกไม้ไผ่ลงบนโต๊ะ
"เมื่อคืน...มีคนลอบวางเพลิงจริง"
หลินเสี่ยวอวี่แอบถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อย...เขาก็เชื่อเธอมากขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไร
แม่ทัพหนุ่มก็ถามขึ้น
"เจ้าจะอธิบายหรือไม่"
"ว่าเหตุใด"
"ทุกสิ่งที่เจ้าฝัน...จึงเกิดขึ้นจริง"
หญิงสาวนิ่งเงียบ เธอคิดไว้แล้วว่าจะต้องเจอคำถามนี้ แต่คำตอบ...ยังคงเป็นคำตอบเดิม
"ข้าอธิบายไม่ได้"
"ข้ารู้เพียง...ทุกครั้งที่ข้าฝัน"
"มันไม่เคยผิด"
เซียวจิ่นอันจ้องมองนาง นานเสียจนหลินเสี่ยวอวี่เริ่มเกร็ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแผ่วเบา
"ข้าไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา...ไม่เชื่อเรื่องเทพเซียน...และไม่เชื่อเรื่องความฝัน"
เขาพูดช้า ๆ
"แต่...ข้าเชื่อสิ่งที่เห็นกับตา"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่เต้นแรง
"ตั้งแต่วันนี้"
"หากเจ้าฝันเห็นสิ่งใด จงมาบอกข้าก่อนผู้ใด"
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ
"ท่าน..."
เซียวจิ่นอันหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาก็หยุดฝีเท้าโดยไม่หันกลับมา
"อีกเรื่องหนึ่ง"
"แผลของเจ้ายังไม่หาย หากปล่อยให้กลับจวน"
"เจ้าคงหาเรื่องบาดเจ็บอีก"
หลินเสี่ยวอวี่กะพริบตาปริบ ๆ
นี่คือ...กำลังเป็นห่วงเธอหรือ ริมฝีปากของแม่ทัพหนุ่มยกขึ้นเพียงน้อยนิด แทบมองไม่ออกว่าเป็นรอยยิ้ม
"ต่อจากนี้...เจ้าตามข้าไปทุกที่"
สิ้นเสียงนั้น เซียวจิ่นอันก็เดินออกจากห้อง ทิ้งให้หลินเสี่ยวอวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเอง ร้อน...ร้อนมาก หัวใจเต้นแรงเสียจนเธอต้องยกมือกุมอก
ชิงเอ๋อร์แอบยิ้มอยู่ข้าง ๆ
"คุณหนู"
"ดูเหมือน...ท่านแม่ทัพจะไว้ใจท่านแล้วนะเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวอวี่มองประตูที่เพิ่งปิดลง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้น ใช่...เธอได้เดินเข้าใกล้เขาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้ดีว่า ยิ่งเธอเปลี่ยนเนื้อเรื่องมากเท่าไร อนาคตที่เธอเคยรู้...ก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเท่านั้น และนั่นอาจหมายความว่าสักวันหนึ่งความรู้จากนิยายที่เคยช่วยชีวิตเซียวจิ่นอันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป...
หนึ่งปีต่อมาฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง สายลมอ่อนพัดผ่านต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาวสะพรั่งตลอดสองฟากถนนเมืองหลวงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิงกำแพงเมืองที่เคยเต็มไปด้วยประกาศจับกุม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกาศลดภาษีและการฟื้นฟูบ้านเมืองหอประวัติศาสตร์หลวงซึ่งเคยถูกไฟไหม้ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามพระราชโองการ พร้อมเปิดห้องเก็บต้นฉบับประวัติศาสตร์ให้ตรวจสอบได้โดยเหล่าขุนนางผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นความจริงของคนทั้งแผ่นดินอีกราชพงศาวดารฉบับใหม่ถูกเรียบเรียงขึ้น ในนั้นไม่มีชื่อของ "กบฏเซียวจิ่นอัน" มีเพียงชื่อของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิตหลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ นางทอดสายตามองทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังเป็นระยะภาพเช่นนี้หาได้ยากในอดีตครั้งหนึ่งจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดระแวง และเงาของการเมืองแต่บัดนี้...ที่นี่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา"ฮูหยิน" เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง"ได้เวลาแต่งตัวแล้วเจ้าค่ะ"หลินเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้
รุ่งอรุณวันถัดมาเหนือกำแพงเมืองหลวง กลุ่มควันสีดำค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่บนไหล่เขา มองไปยังปลายทางด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง"หอประวัติศาสตร์..." นางพึมพำเบา ๆแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายลี้ แต่ยังมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน พวกเขามาช้าไปหรือเซียวจิ่นอันยืนเคียงข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ"ไม่" เขาตอบสั้น ๆ"หากพวกมันเผาหลักฐาน...แปลว่าหลักฐานนั้นมีอยู่จริง"หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ชายคนนี้ก็ยังมองเห็นโอกาสจากวิกฤตเสมอในเวลานั้นเองเสียงม้าควบก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เฉินเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งมาหยุดตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อคลุมธรรมดาเพื่ออำพรางตัว แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ"ท่านแม่ทัพ!" เฉินเฟิงรีบลงจากหลังม้า"คนของเรากลับมาแล้ว""เป็นอย่างไร"เฉินเฟิงสูดหายใจลึก"เมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในหอประวัติศาสตร์จริง""เกิดเพลิงไหม้หลายจุด""แต่..." เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้า"ก่อนไฟจะลาม""บรรณารักษ์ชราคนหนึ่งแอบส่งสิ่งนี้ให้คนของเรา"เซียวจิ่นอันรับกล่องไม้มาถือไว้ ตัวกล่องทำจากไม้จันทน์เก่า แกะสลักตราหอประวัต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงันหมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาเมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที"ตื่นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไปเซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่าเฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง"ท่านแม่ทัพ!""มีข่าวหรือ"เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ""ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนโปรยปรายลงเหนือเมืองหลวงไม่ขาดสาย ทั่วทั้งคุกหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงคบเพลิงที่สั่นไหวไปตามกำแพงหินเย็นเยียบหลินเสี่ยวอวี่ดึงผ้าคลุมสีดำให้ปิดใบหน้าแน่นขึ้น ข้างกายนางคือเฉินเฟิงและทหารคนสนิทอีกสามนาย ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดพูดแม้แต่คำเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า...หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนี มีโทษถึงประหารชีวิตเฉินเฟิงหยุดอยู่ใต้กำแพงด้านทิศตะวันตก"คุณหนู" เขาพูดเสียงเบาที่สุด"คนของเราซื้อเวรยามไว้เพียงครึ่งก้านธูป""หลังจากนั้น จะมีทหารผลัดใหม่เข้ามา""พวกเราต้องรีบ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย แต่เป็นเส้นทางที่นางเลือกเอง เฉินเฟิงเคาะกำแพงหินเบา ๆ สามครั้งครืด...อิฐก้อนหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับแคบ ๆ ที่ถูกซ่อนไว้"เมื่อครั้งสร้างคุกหลวง" เฉินเฟิงกล่าว"ท่านแม่ทัพเป็นผู้ค้นพบทางนี้""ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง...""...จะต้องใช้มันช่วยตัวเอง"ทุกคนเงียบลง ก่อนทยอยก้มตัวเดินเข้าไปในอุโมงค์...กลิ่นอับชื้นของดินและหินโชยเข้ามา หยดน้ำตกลงจากเพดานเป็นระยะ หลินเสี่ยวอ
ประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่าเซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วางหลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว"ถวายบังคมฝ่าบาท"เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง"เซียวจิ่นอัน""เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ"กระหม่อมไม่ทราบ"ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน
รุ่งเช้าหลังคืนอันเงียบสงบเมืองหลวงกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น เสียงกลองประกาศจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างตึง! ตึง! ตึง!ผู้คนต่างเปิดประตูบ้านออกมามองถนนด้วยความสงสัย ขุนนางหลายคนรีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง"ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก""กรมพระคลังถูกตรวจค้นตั้งแต่รุ่งเช้า""มีขุนนางถูกจับหลายสิบคน"ภายในจวนสกุลหลินหลินเสี่ยวอวี่กำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก นางก็รีบเดินออกไป"เกิดอะไรขึ้น"ชิงเอ๋อร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา"คุณหนู!...ในวังเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ""ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางกรมพระคลังหลายคน"หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก"ตอนนี้เลยหรือ""เจ้าค่ะ"หัวใจของนางเต้นแรง เป็นไปไม่ได้ในนิยาย...เหตุการณ์นี้ต้องเกิดอีกหลายเดือน ไม่ใช่ตอนนี้หญิงสาวรีบย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องทั้งหมด หลังจากรัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหว ควรมีงานล่าสัตว์หลวงก่อน จากนั้นจึงเกิดคดีโกงเสบียง แล้วถึงจะมีการกวาดล้างกรมพระคลังแต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับสลับลำดับกันหมด"หรือว่า..." นางพึมพำกับตัวเอง"...เพราะเรา"ทุก







