LOGIN“เดี๋ยวสิ!”
เท้าฉันเหมือนติดจรวด จู่ๆ ก็พุ่งพรวดเข้าไปคว้าแขนแฮคเอาไว้ ขนาดยะหยาเพื่อนที่มาด้วยกันยังทำหน้าเหวอ ถึงจะรู้สึกอายแต่จิตใต้สำนึกไม่ยอมให้ปล่อยเขาไป
“คุยกันก่อน”
หัวใจฉันเต้นตึกตัก ทั้งที่ตอนอยู่ในงานปาร์ตี้ยังไม่รู้สึกกดดันเวลาคุยเลยสักนิด แต่พอเจอกันข้างนอกกลับประหม่าไม่มีความมั่นใจในตัวเอง หรือเพราะมีอะไรกันแล้วก็เลยอึดอัด เกี่ยวมั้ย?
“เธอเป็นใคร” ดวงตาคมสะกดจิตสะกดใจทุกครั้งที่เผลอจดจ้องหรี่ลงเล็กน้อย …ราวกับว่าไม่เคยเจอกันมาก่อน
“หา? เอ่อ...”
ฉันชะงัก ตอนแรกนึกว่ามุกตลก แต่แววตาแฮคไม่ได้โกหก เขาจำฉันไม่ได้จริงๆ
บ้าน่า… ถึงฉันจะมั่นใจว่าคืนนั้นคนที่ฉันกอดคือแฮค แต่โดนอีกฝ่ายลืมใส่ซึ่งๆ หน้าแบบนี้มันช่าง…
“แฮค?”
เห็นเขาแสดงออกว่าไม่รู้จักกันแบบนี้ ฉันก็แอบหวังว่าอาจจะทักคนผิด อาจจะเป็นแค่คนหน้าเหมือน ทว่าความคาดหวังก็พังครืนลงในพริบตา
“รู้จักฉันเหรอ เธอชื่ออะไร” เขาทำหน้าหลงตัวเองขึ้นมาทันที
“…!!!”
หมอนี่คือแฮคจริงๆ ใบหน้าฉันชาวาบ
“เธอ…”
เขายิ้มมุมปาก ดวงตาคมฉายแววแพรวพราว ขยับเข้าใกล้มากขึ้นเหมือนต้องการจะมองหน้าฉันใกล้ๆ
สายตาที่สาดมายังใบหน้าฉันคือสายตาของคนที่กำลังประเมินรูปลักษณ์ของผู้หญิง… ไม่ใช่สายตาของคนที่มองเพราะรู้สึกคุ้นเคย ตอกย้ำว่าเขาไม่ได้ใส่ใจจดจำหน้าผู้หญิงที่เคยนอนด้วยเลย
จากข้อมูลที่ฉันสืบหามาเกี่ยวกับแฮค เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมเรดซัน ทีมแข่งรถชั้นนำทีมหนึ่ง ตอนที่รู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในแกนนำของทีมฉันก็ตกใจเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่เจอดันเข้าใจว่าเขาเป็นแค่ลูกกระจ๊อกต๊อกต๋อยน่ะสิ จะว่าฉันมีตาหามีแววก็ไม่ได้เพราะคืนนั้นเขาเล่นแต่งตัวติดดินแถมยังมีคราบกับกลิ่นน้ำมันเครื่องติดตัว สภาพแบบนั้นใครเห็นก็ต้องเข้าใจว่าเป็นลูกน้องปลายแถวทั้งนั้นแหละ
...แต่ช่างเรื่องความประทับใจแรกที่ฉันมีต่อเขาก่อนเถอะ
จากข้อมูลที่หามา ประเด็นสำคัญก็คือ แฮคขึ้นชื่อเรื่องผู้หญิงมาก ฟาดเรียบไม่เกี่ยงเวลาหรือสถานที่ หลังจากคืนนั้นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่แน่เขาก็คงไปมีอะไรกับคนอื่นอีก คงไม่คิดจะจำเรื่องของผู้หญิงที่ตัวเองนอนด้วยให้รกสมองหรอกมั้ง
ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่พอเจอกับตัวแม่งก็เจ็บว่ะ...
“…ว่าไง?”
แฮคเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นจนรู้สึกถึงลมหายใจที่ราดรดข้างแก้ม ระยะแค่นี้เล่นเอาหัวใจจะวายจริงๆ ไม่ใช่แค่ฉันแต่ว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือแม้แต่ยะหยาเพื่อนฉันเองยังทำหน้าแตกตื่นที่เห็นคนทำตัวสนิทสนมกันกลางห้างฯ
“เอ๊ะ? เอ่อ… โทษที เรื่อง ...เรื่องป้ายทำความสะอาด ไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษด้วย” ฉันกะพริบตาเรียกสติ พูดจบก็ปล่อยมือจากแขนแฮค ถอยห่างออกมาครึ่งก้าว
แฮคเลิกคิ้ว ท่าทางเหมือนนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากได้ยินจากปากฉัน
“ไม่ได้ยินเหรอ ฉันถามชื่อเธอน่ะ”
“เอ๊ะ!?”
เขาถามชื่อฉันตอนไหนเหรอ ฉันกะพริบตาปริบๆ ไม่เห็นจะรู้เลย
“ชื่อเหรอ”
“ไม่อยากบอกไม่เป็นไร”
แฮคตัดบท เหมือนไม่อยากบอกก็ไม่ง้อ อะไรกัน ท่าทางหลงตัวเองนั่น ยิ่งเห็นยิ่งรู้สึกจี๊ดที่ใจ
“เรื่องป้ายช่างเถอะ เธอไม่ได้ตั้งใจไม่ใช่เหรอ”
เขาบอกก่อนจะผละออกไปอย่างไม่ติดใจกับอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ
“เดี๋ยว!”
ฉันรีบดึงเสื้อด้านหลังแฮคเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินหายไป
“หืม?”
แฮคหันกลับมา สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย บรรยากาศเป็นมิตรเลือนหายพร้อมกับความรำคาญปรากฏเข้ามาแทนที่ ฉายออกมาผ่านแววตาคมปลาบ
บรรยากาศรอบตัวแฮคตึงเครียดขึ้นมาราวกับดีดนิ้ว
นี่ฉันมัวทำบ้าอะไรอยู่นะ มัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ เล่นบทขี้อายไปได้ น่าหงุดหงิดจริงๆ นั่นแหละ
ฉันสบตาแฮคด้วยสายตาที่แน่วแน่ บอกตัวเองให้หน้าด้านหน้าทนเข้าไว้
“ฉันมีเรื่องจะคุย เกี่ยวกับคืนนั้น...”
“คืนนั้น?” นัยน์ตาคมสะท้อนไหว ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกสนใจฉันมากเป็นพิเศษแต่ก็สงสัยในคำพูดฉันเหมือนกัน
“ยาวน่ะ หาที่นั่งคุยกันก่อนเถอะ” ฉันเสนอ
“ฉันมีนัด ...แต่ไม่สำคัญหรอก ตอนนี้ฉันสนใจเรื่องของเธอมากกว่า ไม่สิ ต้องพูดว่าเรื่องของเราถูกหรือเปล่า?”
“....”
ยังจะมากรุ้มกริ่มใส่ฉันอีก แต่เขาก็ดูดีจนไม่น่าเชื่อจริงๆ นั่นแหละ ถ้าเราไม่เคยมีประเด็นกันมาก่อนฉันต้องเคลิ้มไปด้วยแน่ๆ
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







