LOGIN“อย่างน้อยระหว่างทางที่พบเจอเรื่องร้ายก็ยังมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่ อย่างน้อยในช่วงชีวิตที่อ่อนแอสิ้นหวังหมดกำลังใจก็ยังมีรอยยิ้มสดใสของใครบางคนทำให้รู้สึกดีขึ้น และก็เป็นรอยยิ้มเดียวที่ทำให้หัวใจที่ด้านชากลับมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่า"รัก"
View Moreเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
ชายหนุ่มสวมเสื้อสเวตเตอร์สีเทาเข้มกางเกงยีนนั่งยิ้มอยู่ที่ม้านั่งลานหน้าบ้านกำลังจดจ่อกับภาพจากกล้องถ่ายรูปที่ถืออยู่ในมือ ก่อนจะละสายตาเผยยิ้มเมื่อเห็นหญิงสาวที่คุ้นเคยเดินตรงมาที่เขา
“รอเฌอนานมั้ย” หญิงสาวใบหน้าสวยคมเอ่ยถามเพื่อนชายที่กำลังนั่งยิ้มหวานให้กับเธอ
“ไม่นาน… จิณก็พึ่งกลับมาถึงบ้านนี่แหละ เฌอมาดูสิรูปสวยๆ ทั้งนั้นเลย” จิรณัฐยื่นกล้องถ่ายรูปที่อยู่ในมือให้กับเพื่อนสาวคนสนิทได้ดู ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นภาพของเด็กๆ ในถิ่นทุรกันดารที่ทั้งสองได้ออกค่ายอาสาในนามมูลนิธิเอลล่าเมื่อช่วงเดือนก่อน
จิณหรือจิรณัฐ ชายหนุ่มวัย26ปีถูกรับเลี้ยงโดยจอห์นและเอลล่าสองสามีภรรยาชาวอเมริกันมาตั้งแต่เด็ก จอห์นกับเอลล่าเป็นคนจิตใจมีเมตตาจึงก่อตั้งมูลนิธิเอลล่าขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากไร้ทั่วทุกข์มุมโลก เท่าที่สามารถช่วยได้
จอห์นและเอลล่าแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยามานานแต่ก็ไม่สามารถมีบุตรได้ ช่วงที่มาไทยได้เห็นจิรณัฐครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตาด้วยความเอ็นดูจึงรับอุปการะจนจิรณัฐอายุครบ15ปี จากนั้นทั้งสองก็เดินเรื่องรับจิรณัฐเป็นลูกบุญธรรมเพื่อให้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกาด้วยกัน
จิรณัฐหลังจบไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกาก็ขอจอห์นกับเอลล่าย้ายกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไทย ชายหนุ่มอยากสืบสานเจตนารมณ์มูลนิธิเอลล่าของพ่อแม่บุญธรรมในการช่วยเหลือเด็กยากไร้ที่ไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดตัวเอง โดยให้สัญญาว่าหลังจบมหาวิทยาลัยจะกลับไปช่วยงานพ่อกับแม่ที่มูลนิธิเอลล่าในเพนซิลเวเนียต่อ ข้อเสนอของจิรณัฐทำให้จอห์นกับเอลล่าพอใจเป็นอย่างมากเลยอนุญาตให้ชายหนุ่มได้ทำตามเจตนารมณ์ของตัวเอง
เฌอหรือเฌอริน หญิงสาววัย26ปีเดิมทีบ้านเกิดอยู่ทางใต้ของไทยแต่ย้ายมาอยู่เพนซิลเวเนียตั้งแต่เด็กหลังจากที่ผู้เป็นแม่ของเธอแต่งงานใหม่ ระหว่างเรียนอยู่มหาวิทยาลัยที่เพนซิลเวเนียก็มักจะตั้งกลุ่มอาสากับเพื่อนๆ เพื่อออกช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสตามสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ วันหนึ่งได้มีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิเอลล่าที่มีอุดมการณ์เดียวกันเลยไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก หลังจากจบมหาวิทยาลัยเธอก็เข้าทำงานเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิเอลล่าอย่างเป็นทางการ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จักกับจิรณัฐ ทั้งสองเริ่มต้นความสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมงานจนกลายเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจมาจนถึงทุกวันนี้
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่นั้นก็มีสายจากไทยโทรเข้ามาหาจิรณัฐ พอชายหนุ่มรู้ว่าเป็นใครโทรเข้ามาก็เผยยิ้มกว้างในทันที
“จิณนายจะมาถึงเมื่อไหร่รีบๆ หน่อยสิเพื่อน”
“ภูมิ นี่อเมริกานะไม่ใช่ปากซอย งานแต่งนายอีกตั้งอาทิตย์หนึ่งยังไงฉันก็ไปทันอยู่แล้วจะตื่นเต้นไปทำไม”
“ฉันจะแต่งงานนะเว้ยก็ต้องตื่นเต้นสิ ฉันอยากให้นายรีบมาจะได้เจอเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนวาแต่ละคนสวยๆ ทั้งนั้นต้องตรงสเปคนายสักคนแหละ เผื่อตอนกลับอเมริกานายอาจได้เจ้าสาวสักคนติดมือไปด้วยไง”
“เพ้อเจ้อ! เจ้าสาวนะไม่ใช่ของชำร่วยที่ไปร่วมงานแล้วจะได้ติดมือมา นายเลิกชงเรื่องผู้หญิงให้ฉันได้แล้ว นายก็รู้ว่าฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้”
“พอเห็นสาวๆ แล้วนายอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ เอ๊ะ!หรือที่ปฏิเสธเพราะมีสาวสวยข้างกายแล้ว ถ้าให้เดาตอนนี้เธอก็อยู่กับนายด้วยใช่มั้ย"
“รู้ดีจังเลยนะ” จิรณัฐเหลือบมองไปที่เฌอรินเล็กน้อยเมื่อเพื่อนชายคนสนิทเอ่ยหยอกถึงเพื่อนสาวของเขา
“ก็พวกนายตัวติดกันตลอดนี่ ฉันไม่เชื่อหรอกนะว่าแค่เพื่อนกันน่ะ”ภูภูมิยังคงรบเร้า เขาเองก็พอรู้เรื่องของเฌอรินมาบ้างจากที่จิรณัฐเล่าให้ฟัง
“พูดมากอีกแล้ว เอาเป็นว่ายังไงก็ยินดีด้วยนะภูมิที่ได้แต่งงาน ในที่สุดนายกับวาก็สมหวังกันสักที”
“ไม่ต้องรีบยินดีเพื่อน รอมายินดีที่งานแต่งฉันเลยดีกว่า แค่นี้นะว่าที่เมียเรียกแล้ว”
“ไอ้คนติดเมียเอ๊ย!” จิรณัฐเบะปากหยอกเย้าเพื่อนชายก่อนจะวางสายไป เห็นเพื่อนรักมีความสุขชายหนุ่มเองก็พลอยมีความสุขไปด้วย
จิรณัฐกับภูภูมิ เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีแรก ทั้งสองช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันแทบจะตัวติดกันเลยก็ว่าได้ ส่วนวารีนั้นเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ภูภูมิตกหลุมรักตอนอยู่ปี3 จิรณัฐเองเห็นว่าเพื่อนชายมีใจให้วารีก็สนับสนุนเต็มที่จนทั้งสองตกลงคบหาดูใจกันตอนเรียนอยู่ปี4มาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจะแต่งงานกันในอาทิตย์หน้านี้
“เพื่อนจิณโทรมาเร่งอีกแล้วเหรอ” เฌอรินเอ่ยถามเพื่อนชายหลังจากที่วางสายไป
“อืม โทรเร่งทุกวันเลยสงสัยกลัวไม่ไปงานแต่งมั้ง”
“ก็คงจะตื่นเต้นแหละงานแต่งทั้งทีก็อยากให้เพื่อนสนิทไปร่วมยินดีด้วยไง จิณล่ะไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวบ้างเหรอ เพื่อนรุ่นเดียวกันทยอยแต่งกันไปจนจะหมดแล้วนะ”
“ก่อนจะถามจิณถามตัวเองก่อนมั้ยเฌอเองก็ยังไม่แต่งนี่ ไม่เอาไม่คุยเรื่องนี้แล้ว ยังไงที่นี่ก็ฝากเฌอด้วยนะจิณคงอยู่ที่ไทยสักอาทิตย์หนึ่ง นานๆ ได้กลับทีก็อยากจะอยู่ให้นานหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงจิณกลับมาทันก่อนเดินทางไปซูดานแน่นอน”
“อืม ที่นี่เฌอจัดการเองจิณไปเที่ยวให้สนุกเถอะ”
“จิณไว้ใจเฌอได้จริงๆ ไม่อยากคิดเลยถ้าวันหนึ่งเฌอไม่อยากทำงานกับจิณแล้วจะเป็นยังไง จะหาใครที่ทั้งเก่งและดีอย่างเฌอมาทำงานด้วยได้อีกมั้ยก็ไม่รู้”
“เฌอไม่ไปไหนหรอกเว้นซะว่าจิณไม่ต้องการเฌอแล้ว”
“ทำไมจิณจะไม่ต้องการเฌอล่ะ”
“จิณพูดแล้วนะ งั้นเราสองคนก็อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปนานๆ เลยดีมั้ย ถ้าจะขึ้นคานก็ขึ้นไปด้วยกันอยู่ดูแลกันไปแบบนี้แหละ” หญิงสาวเผยยิ้มมองไปที่ชายหนุ่มอย่างเป็นประกาย จิรณัฐเองได้แต่เผยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาสนใจกล้องถ่ายรูปที่ถืออยู่ในมือต่อ
สายตาที่เฌอรินมองจิรณัฐเต็มเปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้ง ความรู้สึกที่หญิงสาวมีให้เพื่อนชายคนสนิทนั้นพิเศษมากกว่าเพื่อนที่รู้ใจมานานแล้ว เพียงแต่เพื่อนชายของเธอไม่สังเกตเห็นก็เท่านั้นเพราะจิรณัฐเองไม่เคยสนใจเรื่องรักฉันหนุ่มสาวเลย ชีวิตนี้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อกับแม่บุญธรรมที่ต้องการช่วยเหลือผู้คนยากไร้ ในใจไม่เคยโหยหาหรือรู้สึกชอบพอผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้าถามว่าผู้หญิงที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับชายหนุ่มมากที่สุดก็คงเป็นเฌอริน จิรณัฐมักจะคอยซัปพอร์ต ห่วงใย ใส่ใจหญิงสาวเสมอ เพราะเฌอรินเป็นเพื่อนสาวคนสนิทที่ชายหนุ่มอยู่ด้วยแล้วสบายใจและไว้วางใจมากที่สุด
ช่วงดึกของวัน
จิรณัฐลืมตาขึ้นในช่วงดึกสงัดเมื่อรู้สึกได้ถึงผู้มาเยือนที่กำลังยืนอยู่นอกตัวบ้าน ชายหนุ่มดีดตัวลุกจากเตียงรีบออกจากห้องนอนเดินตรงไปยังประตูบ้านอย่างไม่รีรอ ทันทีที่ประตูเปิดออกก็เห็นเงาใครบางคนที่สวมชุดทักซิโด้ยืนหันหลังให้ แผ่นหลังนั้นดูคุ้นเคยยิ่งนัก
ระหว่างที่เพ่งเล็งอยู่สักครู่ร่างดังกล่าวก็ค่อยๆ หันมา ใบหน้าคุ้นเคยนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย ก่อนจะมีเสียงสะอื้นร่ำไห้ออกมาจนทำให้จิรณัฐตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก
“ภูมิ…ทำไมนายอยู่ที่นี่ แล้วนายร้องไห้ทำไม?” แต่ไม่ทันจะได้คำตอบจากเพื่อนชายคนสนิทก็สะดุ้งตื่นเสียก่อน จิรณัฐรีบปาดเหงื่อที่ไหลอาบเต็มใบหน้าด้วยความวิตกกังวล ฝันถึงภูภูมิแบบนี้ใจคอไม่ดีเอาซะเลย เพื่อความแน่ใจว่าเพื่อนชายสบายดีก็ไม่ลังเลที่จะหยิบมือถือเพื่อโทรหา
“นายเป็นอะไรมั้ย”
“ฉันจะเป็นอะไรได้นายก็ถามแปลก แล้วทำไมโทรหาฉันเวลานี้ล่ะที่อเมริกาดึกมากแล้วนี่”
“ฝันไม่ดีน่ะ แต่นายไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่มั้ย”
“นายฝันถึงฉันเหรอ ในฝันฉันทำอะไรนายถึงต้องโทรมาถามแบบนี้ ไม่ต้องคิดมากเพื่อนถ้าฝันร้ายเดี๋ยวมันก็กลายเป็นดีเองนั่นแหละ ฉันสบายดีไม่ต้องเป็นห่วง ไว้เจอกันนะ”
“อืม” แม้เพื่อนชายจะดูมีความสุขดีแต่ในความรู้สึกของจิรณัฐกลับเป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก ยังไงตอนนี้ก็ได้รับคำตอบยืนยันจากภูภูมิแล้วว่าสบายดีก็คงไม่น่าจะต้องห่วงอะไรแล้ว
1 อาทิตย์ต่อมา หมู่บ้านเวียงผา จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย
จิรณัฐเดินเข้ามายังบริเวณบ้านของภูภูมิที่ประดับไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิดและรูปภาพบ่าวสาวที่จัดตั้งตามทางเดิน บรรยากาศในตอนนี้ดูวังเวงเงียบเหงามากเลยทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจนัก
“หายไปไหนกันหมด พรุ่งนี้วันงานแล้วก็ไม่น่าจะเงียบขนาดนี้”
ในระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้นวารีก็ค่อยๆ เดินออกมาจากตัวบ้าน หญิงสาวตรงมาหาจิรณัฐที่ยืนอยู่ด้วยความสับสน ใบหน้าของเธอในตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาและดูเศร้าเป็นอย่างมาก จนทำให้จิรณัฐเริ่มใจคอไม่ดี
“วาร้องไห้ทำไม ภูมิล่ะอยู่ไหน”
“จิณ ภูมิไม่อยู่กับเราแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบ จิรณัฐก็ทิ้งเป้ที่สะพายไว้ที่ไหล่รีบวิ่งตรงเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นตระหนก ชายหนุ่มยืนนิ่งเบิกตาโตไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็น ไม่นานนักน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของเพื่อนชายคนสนิทที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
จิรณัฐหลงใหลกับความหอมหวานที่ได้สัมผัสลูบไล้เรือนร่างของแฟนสาว ชายหนุ่มไม่เคยมีความปรารถนาเรื่องเช่นนี้จนได้ตกหลุมรักขวัญข้าว นับตั้งแต่นั้นก็โหยหาอยากจะครอบครองตัวหญิงสาวมาตลอดแต่ต้องหักใจไว้ ณ ช่วงเวลานั้นยังมีเรื่องราวมากมายที่ไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้เลยทำได้แค่อดทน แต่ ณ ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว“พอก่อนค่ะ” ขวัญข้าวผลักชายหนุ่มออกห่างเล็กน้อย“ทำไมกลัวพี่จะทำมากกว่าจูบเหรอ”“ไม่ได้กลัวค่ะแต่มีเรื่องจะถาม พี่จิณรู้ตัวตอนไหนคะว่าชอบข้าว"“ไม่แน่ใจคงจะเป็นความรู้สึกซึมลึกมั้ง แต่ถ้าชัดเจนที่สุดแบบว่ายอมรับใจตัวเองก็คงตอนงานโคมลอยนี่แหละ”“เอ๊ะ! ถ้าเป็นตอนนั้นมันก็ก่อนที่พี่เฌอจะสารภาพรักพี่นะสิ แล้วทำไมพี่ถึงไม่ปฏิเสธพี่เฌอล่ะ นี่พี่ชอบข้าวแต่ก็ชอบพี่เฌอไปด้วยเหรอหลายใจจริงๆ"“ก็พี่ปฏิเสธไง เราสองคนก็ตกลงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”“นี่พี่วาก็โกหกเหรอ”“วาอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้แต่ฟังไม่จบ บางคนก็เป็นแบบนั้น” จิรณัฐแสยะยิ้มนึกถึงภูภัค เพราะตอนนั้นชายหนุ่มก็แอบฟังเหมือนที่วารีทำแต่ฟังไม่จบเช่นกัน“อ๋อ ที่ทำตัวห่างจากพี่เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย จะเล่นบทนางเอกเสียสละว่างั้น”“ไม่ใช่สัก
ขวัญข้าวยิ้มกว้างไม่สามารถเก็บซ่อนความสุขไว้ได้ ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่ต้องอดทนรอ4ปี หญิงสาวเองก็อดทนรอเช่นกัน และก็ถึงเวลาแล้วที่ความอดทนตลอด4ปีที่ผ่านมาต้องถูกปลดปล่อยเสียที“ข้าวก็เหมือนกันค่ะ 4ปีที่ไม่มีพี่จิณเหมือนชีวิตข้าวขาดอะไรไป แต่ข้าวก็ใช้ชีวิตอย่างดีไม่ทำให้พี่จิณต้องเป็นห่วงแน่นอน ข้าวมีเพื่อน มีสังคม มีครอบครัวที่น่ารักเหมือนที่พี่จิณอยากให้เป็น ข้าวได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำเกือบครบแล้วขาดก็แค่เรื่องเดียว…คือข้าวไม่มีจิณคอยอยู่ข้างๆ”“แล้วตอนนี้ข้าวพร้อมจะให้พี่อยู่ข้างๆ มั้ย แล้วพี่สามารถบอกได้หรือยังว่าพี่รักข้าว” ชายหนุ่มนัยน์ตาสั่นเครือยิ้มหวานมองไปที่หญิงสาว“แล้วนี่ไม่เรียกว่าบอกเหรอคะ”“อ้าว! พี่บอกไปแล้วเหรอ งั้นถ้าบอกไปแล้วข้าวล่ะจะตอบรับมั้ย”“พี่จิณแน่ใจใช่มั้ยคะว่าความรู้สึกที่พี่จิณมีให้ข้าวไม่ได้เปลี่ยนไปแล้ว 4ปีมันนานมากเลยนะ”“พี่แน่ใจ แน่ใจตั้งแต่ให้คำมั่นกับพ่อข้าวตั้งแต่วันนั้นแล้ว ข้าว…เป็นแฟนกับพี่นะ” จิรณัฐหยอดคำหวานส่งสายตาหวานซึ้งไปที่หญิงสาวอย่างคาดหวัง“ค่ะ ข้าวตกลงเป็นแฟนพี่จิณ” หญิงสาวยิ้มเขินตอบรับอย่างไม่ลังเล ทั้งสองต่างสวมกอดกันและกันอีกครั้ง
ขวัญข้าวนัยน์ตาสั่นไหวรู้สึกถึงบรรยากาศที่คุ้นเคย หญิงสาวค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้สวนในขวดแก้วที่ตั้งไว้ริมหน้าต่างและเห็นว่ามีแผ่นกระดาษที่เหมือนจะเขียนอะไรบางอย่างไว้ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ไม่นานนักน้ำตาของหญิงสาวก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย“ถ้าเจอกันอีกครั้ง พี่ไม่ยอมปล่อยข้าวไปไหนแล้วนะ” ขวัญข้าวเผยยิ้มกว้างทั้งน้ำตา หญิงสาวรีบวางโน้ตกลับไว้ที่เดิมวิ่งออกจากห้องนอนมาที่ลานระเบียงก็เห็นจิรณัฐยืนยิ้มให้อยู่จิรณัฐเมื่อเห็นหญิงสาวคนรักก็ยิ้มหวานนัยน์ตาสั่นไหวมองขวัญข้าวด้วยความคิดถึง มือทั้งสองข้างก็กางออกรอรับอ้อมกอดที่อบอุ่นที่จะเข้ามาเติมเต็ม หญิงสาวเองก็ไม่ทำให้ชายหนุ่มผิดหวังรีบเข้าไปสวมกอดไว้แน่น ทั้งสองรับรู้ได้ว่าต่างฝ่ายต่างโหยหาซึ่งกันและกัน เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งเรื่องทุกอย่างที่ต้องอดกลั้นไว้ก็ได้ปลดปล่อยออกมา“พี่จิณสบายดีนะคะ” หญิงสาวคลายอ้อมกอดออกมองไปที่จิรณัฐด้วยความอาวรณ์ แม้แต่ในตอนนี้เธอก็ยังคงยิ้มด้วยความสุขที่ได้กลับมาเจอชายหนุ่มอีกครั้ง“พี่สบายดี ข้าวสบายดีนะ ดูข้าวโตขึ้นเยอะเลย”“ข้าวสบายดีค่ะ ว่าแต่พี่จิณทำไมมาอยู่นี่คะ”“พี่เป็นคนงานที่ไร่ส้มแสงตะวันน่ะ ก่อนหน้านี้เคย
1 เดือนต่อมา ประเทศเซียร์ราลีโอนเฌอรินใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มนั่งมองดูเด็กๆ อย่างเพลิดเพลินที่กำลังเล่นสนุกกัน ก่อนรอยยิ้มนั้นค่อยๆ คลายลงเมื่อเห็นชายหนุ่มที่คุ้นเคยยืนอยู่อีกฟากกำลังยิ้มและมองมาที่เธอ หญิงสาวไม่คาดฝันว่าจะได้เจอจิรณัฐที่นี่ เมื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัวก็รีบเดินตรงไปหาอย่างไม่ลังเล“ขอโทษนะที่จิณมาช้าไป”“ไม่เป็นไรเลยแค่จิณมาเฌอก็ดีใจแล้ว ถ้าจิณมาที่นี่แล้วข้าวล่ะ ข้าวมาด้วยเหรอ?”“จิณอกหักน่ะ อย่าพูดถึงอีกเลยไปเล่นกับเด็กๆ ดีกว่า” ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างก่อนจะเดินนำไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่“อกหัก? นี่ข้าวปฏิเสธจิณเหรอ…เป็นไปได้ไง” เฌอรินไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ขวัญข้าวชอบจิรณัฐมากขนาดนั้นเป็นไปได้ไงที่จะปฏิเสธ ระหว่างสองคนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ช่วงดึกของวันเฌอรินเดินออกมาสมทบกับจิรณัฐซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดพักนัก หญิงสาวมาถึงเห็นชายหนุ่มเอาแต่เงยหน้าขึ้นมองไปยังบนท้องฟ้าด้วยใจที่สงบนิ่งก็ทำให้หวนนึกถึงจิรณัฐในอดีตขึ้นมา“ไม่เห็นจิณในมุมนี้มานานแล้วนะ ตอนอยู่ไทยการใช้ชีวิตของจิณดูวุ่นวายแต่ก็มีชีวิตชีวามาก มัวแต่ทำเพื่อคนอื่นจนขาดความเป็นตัวเองไป”“สรุปดีหรือ





