Masukภายในห้องที่แสนเงียบเชียบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจเต้น ฉันตื่นขึ้นมาเพื่อพบกับความว่างเปล่า นอกจากฉันกับรอยยับย่นบนเตียงก็ไม่มีเงาของคนอื่นอยู่เลย
นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน
ฉันเสยผมที่ปิดหน้าออกเพื่อจัดการกับความคิดและจิตใจที่กำลังสับสน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เหมือนเมาค้าง มีอาการปวดหนึบตั้งแต่ขมับร้าวไปถึงต้นคอด้านหลัง จำได้ว่าเมื่อคืนดื่มแค่ค็อกเทล...
...ทั้งที่ดื่มแค่ค็อกเทล
แล้วสภาพฉันตอนนี้คือ? โอ๊ยยย ปวดหัว... พอสติค่อยๆ คืนกลับมาก็รู้สึกถึงร่องรอยที่หลงเหลือตามร่างกาย ถึงความทรงจำเมื่อคืนจะเลือนรางเหมือนภาพตัดไปดื้อๆ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันจำได้ขึ้นใจคือผู้ชายผมสีฟ้าอมเทาคนนั้น แฮค...
กระทั่งตอนนี้รอยยิ้มแสยะที่ดูเจ้าเล่ห์ของเขายังแจ่มชัดราวกับมายืนยิ้มอยู่ตรงหน้า
หว่างขาร้อนวูบเกิดอารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาทันควัน ร่างกายมีความทรงจำจากสัมผัสของเขาเหลืออยู่ พอนึกถึงก็เลยมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา
เราทำกันยังไงบ้างนะ
ภาพในหัวขาดเป็นท่อนๆ ไม่ต่อเนื่อง ...แต่เหมือนแฮคจะช่ำชองมากด้วย คงจะผ่านผู้หญิงมาเยอะน่าดู แค่คิดว่าฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ว่าแต่ใช้ถุงยางหรือเปล่านะ โอ๊ยให้ตายสิ ทำไมจำไม่ได้เนี่ย ปกติฉันก็ไม่ใช่คนปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างนี้แต่ว่าเมื่อคืนรู้สึกเหมือนมีอะไรสักอย่างผิดปกติทำให้สติฉันไม่อยู่กับร่องกับรอย ฉันกวาดตามองไปทั่วห้องด้วยความรู้สึกกังวล คิดมาก อีกนิดเดียวก็จะกัดเล็บตัวเองแล้ว
เรื่องท้องไม่กังวลหรอก เพราะฉีดยาคุมทุกสามเดือน... แต่เฮ้อ ช่างเถอะปวดหัวชะมัด
ถึงจะขุ่นเคืองขนาดไหนแต่ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องปกติที่จะมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลูกค้า เพราะแบบนั้นถึงได้รู้สึกโมโหอยู่นี่ไงล่ะที่พลาดท่า โวยวายไปก็มีแต่จะโดนหัวเราะเยาะเท่านั้น ดีไม่ดีกระทบกับงานอีก สัญญาที่ให้เซ็นตอนนั้นก็ครอบคลุมเรื่องนี้ด้วยสิ
แต่ฉันไม่ได้เซ็น... พอจะทำอะไรได้ไหมนะ
ถ้ายกเรื่องสัญญามาพูดอาจจะถูกด่าว่างอแงก็ได้
ว่าแต่ว่า... รายละเอียดสัญญานั่นมันยังไงแล้วนะ โทรศัพท์...เหมือนจะถ่ายรูปเก็บไว้ ค่อยเช็กดูทีหลังแล้วกัน รีบออกจากที่นี่ก่อนดีกว่า ไม่รู้ว่าห้องพักนี่เปิดเอาไว้กี่วัน ขืนอยู่เกินเวลาจะโดนชาร์จราคาเอาได้
ไม่กี่วันต่อมา
ถึงจะบอกว่าความรู้สึกขุ่นเคืองที่เผลอนอนกับคนในงานเบาบางลงแล้ว แต่ก็ยังปล่อยวางไม่ได้ซะทีเดียวเพราะเงื่อนไขเรื่องสัญญาทำให้รู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ ที่บอกว่าคนเซ็นจะได้เงินสองเท่าน่ะ ก็เหมือนบอกใบ้กลายๆ ว่าคนที่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับลูกค้าจะได้เงินสองเท่านั่นแหละ ฉันไม่ได้เซ็นก็จริง แต่ฉันก็มีอะไรกับลูกค้า มองในมุมความเท่าเทียมแล้ว ฉันก็ควรได้ค่าจ้างสองเท่าเช่นกัน
โอ๊ยจะบ้า!
คิดจนอกจะแตกตายอยู่แล้ว สุดท้ายก็ทนเก็บเงียบไม่ไหว แชตไปถามค่าจ้างที่ควรจะได้จากพี่ช่อฟ้า โมเดลลิ่งที่รับงานในวันนั้น
ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ นอกจากพี่ช่อฟ้าจะไม่รับผิดชอบแล้วยังโทรมาโมโหใส่ฉันชุดใหญ่แบบน้ำไหลไฟดับ ฉันหูแทบไหม้ แย้งหรือเถียงอะไรไปก็ไม่มีน้ำหนักเพราะคำว่า “ไม่ได้เซ็นสัญญา”
“...ยังจะมีหน้ามาขอเงินเพิ่ม ตอนบอกให้เซ็นทำไมไม่เซ็น ทีนี้เป็นไงล่ะ แล้วมาโวยวาย พี่ให้ไม่ได้หรอกนะเพราะเราไม่ทำตามเงื่อนไขแต่แรก อีกอย่าง ถ้าพี่ให้จูน แล้วคนอื่นเอาไปทำตามบ้าง มันเสียการปกครองเข้าใจมั้ย!”
ฉันยังจำน้ำเสียงฉุนเฉียวขึ้นจมูกนั้นได้... สุดท้ายฉันก็ได้แต่กล้ำกลืนคำพูด
ขอโทษที่ทำตัวมีปัญหาเพราะพี่ช่อฟ้าเล่นบลัฟเรื่องงาน ขู่ว่า
“...ถ้าหนูยังทำตัวเรื่องมาก ต่อไปพี่คงต้องพิจารณาแล้วล่ะ”
ฟังแล้วถึงกับใจแป้ว อยากจะคลานเข่าเข้าไปกราบขอมาแทบเท้าแหนะ
เฮ้อ...
แค่คิดถึงตอนคุยโทรศัพท์กับพี่ช่อฟ้าก็เลือดขึ้นหน้าแล้ว
“เฮ้ยจูนระวัง!”
ปึ้ก!
“โอ๊ย...”
บ้าจริง! ฉันเดินเตะป้ายทำความสะอาดอย่างจัง เล็บหลุดหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก่อนจะสนใจตัวเอง สายตากลับมองตามป้ายทำความสะอาดสีเหลืองหม่นที่ลอยไปชนกับหน้าแข้งของคนที่บังเอิญเดินผ่านมาตรงนั้นพอดี
พลั่ก...
ป้ายกระแทกแล้วหยุดนิ่ง
ฉันตกใจอ้าปากเหวอ ไล่สายตาจากล่างขึ้นบนกำลังจะปรี่เข้าไปขอโทษ ทว่าหน้าตากับสีผมของคู่กรณีกลับทำฉันอึ้งยิ่งกว่าเดิม
ใบหน้าเรียวคมเข้ม กระดูกกรามชัดรับกับสันจมูกโด่ง นัยน์ตาเข้มดุดันที่มีประกายซุกซนเคลือบอยู่ แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าใครก็คือเส้นผมสีฟ้าอมเทา
แฮค...
ภาพเงาเลือนรางของคนที่ขยับอยู่บนตัวทอวาบเข้ามาในหัว อาการร้อนรุ่มไร้ที่มาเอ่อล้นไปทั้งตัว
ดันมานึกถึงเรื่องคืนนั้นตอนเจอหน้าเขาอีกครั้งเนี่ยนะ นี่ฉันเป็นคนยังไงเนี่ย
ฉันสบตาแฮค รีบสะบัดความรู้สึกว้าวุ่นในทรวงทิ้ง ดึงสติตัวเองกลับมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้า ทว่าคำขอโทษเรื่องเตะป้ายกระเด็นใส่เขาดันติดอยู่ที่ริมฝีปาก ไม่ได้พูดออกไป
อะไรจะบังเอิญขนาดนี้นะ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาฉันเอาแต่คิดมากว่าจะติดต่อเขาเพื่อทวงถามความรับผิดชอบหรือปล่อยเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นดี ความคิดในหัวฉันตีกันยุ่งไปหมด ฉันรับไม่ได้ที่พลาดท่าเสียทีแต่ขณะเดียวกันถ้าจะเรียกร้องหาความรับผิดชอบก็กลัวว่าจะส่งผลกระทบกับงาน ฉันไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด รายได้หลักก็มาจากงานสายบริการ ขืนบุ่มบ่ามไม่คิดหน้าคิดหลังจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีน่ะสิ
ฉันก็ไม่อยากจะยึดติดกับเซ็กส์หรอก แต่คิดทีไรมันก็ปรี๊ดขึ้นสมอง รู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบยังไงก็ไม่รู้ นี่แหละที่รับไม่ได้
เพราะยังคิดไม่ตก เลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจพบกับแฮค พอบังเอิญเจอกันกะทันหันมันก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี หรือควรเริ่มจากตรงไหน
ตอนนี้ฉันประหม่าจนลิ้นชาแล้ว
ชั่วขณะที่ฉันเหมือนลืมเสียงเอาไว้ที่บ้าน แฮคชำเลืองมองป้ายที่พื้น สีหน้าท่าทีไม่สะทกสะท้าน ไม่ตำหนิ หรือว่ากล่าวอะไรสักคำ เหมือนจะเดินผ่านไปเฉยๆ ด้วย
อะไรกัน อย่าบอกนะว่าจำฉันไม่ได้น่ะ
...เทียนเธอมองฉันแววตาตกใจเล็กน้อย ฉันเองก็ประหลาดใจไม่ต่างกัน เราทั้งคู่นิ่งเงียบเหมือนไม่รู้ว่าจะคุยอะไร แต่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ก็ถูกคนที่พุ่งตามมาด้านหลังทำลายลงอย่างรวดเร็ว“จูน! อย่าเพิ่ง...” เสียงของแฮคขาดไปกลางคันเมื่อมองตามสายตาฉันไปเจอกับเทียนที่กำลังยืนมองเราทั้งคู่อยู่“เอ่อ เทียนแค่มาเอาของที่รถ... แล้วก็กำลังจะไปแล้ว”เธอรีบเปิดประตู หยิบของ แล้วเดินกลับเข้าไปในลานซ่อมทันที“ถ้าจูนอยากกลับจริงๆ เดี๋ยวแฮคไปส่งนะครับ”เสียงแฮคอ่อนลงทันควัน ฉันขมวดคิ้ว ถามออกไปอย่างหงุดหงิด อารมณ์น้อยใจที่หายไปเนิ่นนานกลับมาทำงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย“แล้วเมื่อกี้เป็นอะไร พูดเหมือนไม่อยากให้กลับ แต่พอเจอเทียนก็เปลี่ยนใจขึ้นมาทันทีเลยนะ”“ไม่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ ที่เมื่อกี้ไม่อยากให้กลับก็เพราะไม่อยากให้เครียด การที่เรามีอะไรกันในห้องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดถึงขนาดต้องหลบหน้าใครขนาดนั้น นี่คือทั้งหมดที่แฮคคิด ส่วนที่เปลี่ยนใจหลังจากนั้นก็เพราะไม่อยากปล่อยให้จูนกลับไปคนเดียว เป็นห่วงน่ะ” แฮคทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ออกมา ราวกับจะบอกว่าถ้าฉันยังไม่เข้าใจอีกเขาจะลงไปคุกเข่าแล้วจริงๆฉันไม่เข้าใจจริงๆ นั
ภายในออฟฟิศ“อื้อ เดี๋ยวแฮค นี่จะทำอะไรน่ะ อย่าสิ อ๊า...”ฉันโวยวาย ทันทีที่เข้ามาในออฟฟิศยังไม่ทันจะแตะต้องกล่องเค้กด้วยซ้ำ แฮคก็รั้งฉันเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงบนโซฟามือเขาเลื้อยคลำตามเนื้อตัว ดึงทึ้งชายเสื้อนักศึกษาฉันหลุดลุ่ยไปหมด มือหนาสอดเข้ามาล้วงในกระโปรง ขาอ่อนฉันร้อนวูบวาบ หนีบเข้าหากันอัตโนมัติ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ สมองเริ่มไตร่ตรองสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง“นี่ อย่าบอกนะว่าตั้งใจทำแบบนี้แต่แรก”“หอมจัง” เขาไม่ตอบ แต่ซุกจมูกเข้าที่ต้นคอ สูดกลิ่นกายเข้าไปเต็มแรง ฉันสะท้านไปทั้งตัว มือที่ดันแผ่นอกแกร่งออกอ่อนยวบลงทันควัน“แฮค... เดี๋ยวมีคนเห็น” ฉันปรามเสียงสั่นไหว เริ่มจะมีอารมณ์ขึ้นมาเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่สะดวกใจเท่าไหร่“ปริ๊นซ์มันดูต้นทางอยู่ไม่ต้องห่วง”“อื้อ~ แต่น่าอายออก ที่นี่มันห้องทำงานของทุกคนไม่ใช่เหรอ” ฉันเอ่ยอย่างรู้สึกผิดแฮคขยุ้มนิ้วกับเป้ากางเกงซับใน ฉันผวาเฮือก ร้องเสียงหวามออกมาคำหนึ่ง รีบรั้งข้อมือหนาเอาไว้ไม่ให้ขยับมากไปกว่านี้ แต่แฮคไม่ฟังเลย เขาไม่เพียงไม่หยุด มืออีกข้างขยำหน้าอกฉันไปด้วยพอฉันส่งเสียงห้ามมากๆ เข้าเขาก็กดฉันลงนอนราบกับโซฟาแล้วประก
วันต่อมาฉันคิดว่าตัวเองตื่นไวแล้ว แต่แฮคตื่นไวยิ่งกว่า ลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นแฮคบนเตียงแต่ประตูที่เชื่อมกับห้องทำงานเปิดอยู่ พอเดินมาส่องดูก็เห็นแฮคนั่งหลังแข็งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เมื่อคืนกว่าเราจะได้นอนก็เกือบตีสอง... แฮคนั่นแหละ คึกได้ทุกคืน ไม่รู้จักเบื่อเลย นี่ถ้าวันนี้ไม่มีเรียนนะ เขาต้องจัดฉันยันเช้าอีกแน่ๆฉันได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นแค่ช่วงแรกๆ เขาอาจจะกำลังเห่ออยู่ อีกสักพักเดี๋ยวก็เพลาๆ ลงเอง แต่สักพักนี่ไม่รู้ว่านานแค่ไหนเหมือนกัน“ตื่นแล้วเหรอคะ” แฮคหันมามอง เอื้อมมือมาดึงฉันลงไปนั่งทับบนตัก“แฮค!~” ฉันผวาเรียกชื่อเขาทันทีที่รู้สึกถึงความตื่นตัวใต้กางเกงนอนหมับ...ริมฝีปากก้มลงขบยอดอกผ่านชุดนอน ฉันไม่มีเวลาตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ ครางเสียงเล็กบางออกมา ผวาเกาะบ่าเขาแน่น “อย่าสิ เมื่อคืนทำไปเยอะแล้ว ไม่เหนื่อยหรือไง”“ไม่เลย กับจูนได้ตลอด”“บ้าแล้ว เกินไป”“เรื่องจริง จูนก็รู้นี่” แฮคไม่พูดเปล่า แต่ขยับของแข็งตรงตักถูไถไปมา เตือนให้ฉันรู้ว่าเขากำลังฮึกเหิมขนาดไหน“ใช้มือแทนได้มั้ย จูนจะรีบไปอาบน้ำ มีเรียนเช้า”“นิดเดียวไม่ได้เหรอคะ”แหนะ มีอ้อน“ไม่ได้ค่ะ” ฉันยิ้มเย็น ส่ายหน้าเบ
“อื้อ~ แฮคเดินดีๆ สิ จะจับทำไม”ฉันตีมือแฮคหลังเดินออกจากลิฟต์ อยู่ดีๆ เขาก็เลื้อยมือที่โอบอยู่ข้างเอวขึ้นมาบีบหน้าอก ซุกปากกับจมูกคมๆ ลงมาข้างลำคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่ ทำให้ฉันใจคอไม่ดี“ตรงนี้ไม่มีกล้อง ไม่ต้องห่วง” เขากระซิบบอกเสียงแหบพร่า แล้วลวนลามฉันหนักข้อกว่าเดิม“หยุดก่อน รอให้ถึงห้องก่อน อ๊ะ แฮค อื้อ อย่าล้วงแบบนี้คอเสื้อมันจะยืด”“นิดเดียวเอง ไม่เป็นไรน่า”“พี่แฮค...”ฉันกับแฮคนัวเนียกันมาถึงหน้าประตูคอนโด ไม่ทันสังเกตว่ามีคนอยู่ จนกระทั่งเสียงเศร้าสร้อยดังขึ้น“กรีนมาทำอะไรที่นี่”แฮคไม่ได้ปล่อยมือจากเรือนร่างฉัน เงยหน้ามองกรีน กลิ่นอายเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากแฮค ฉันยังรู้สึกได้ แล้วกรีนจะขนาดไหนแค่คำถามเฉยเมยประโยคเดียวกรีนก็ตัวสั่น น้ำตาคลอแล้ว ฉันนึกว่าเธอจะเข้มแข็งกว่านี้ซะอีก หรือว่ามันสุดแล้วจริงๆ ถึงได้แสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนที่ตัวเองชอบ“พี่แฮค กรีนเอามาคืน”เช็คสิบล้านยื่นออกมาพร้อมกับมือที่กำลังสั่น แฮคยังไม่พูดอะไรแต่ฉันสัมผัสได้ว่าเขากำลังอึดอัดลำบากใจ จะด้วยกลัวว่าฉันไม่สบายใจ หรือเขาใจอ่อนเพราะรู้สึกผูกพันกับกรีนก็ตาม แต่ฉันไม่คิดจะยืนให้สองคนนี้รำลึกควา
“ด... ดูว์”“หือ”ฉันกำลังนั่งเล่นสมาร์ตโฟนอยู่บนเก้าอี้ รอแฮคช่วยฮานปรับแต่งรถที่จะใช้แข่งในอีกไม่กี่วัน เด็กน้อยคนเดิมเดินเตาะแตะเข้ามากอดขาฉันแล้วเงยหน้ากลมๆ แก้มย้วยๆ ขึ้นเหมือนร้องขออะไรสักอย่าง“ดู?”ฉันมองสมาร์ตโฟนกับดวงตากลมแป๋วสลับกันไปมา เข้าใจว่าอยากได้...“เอ่อ...”ฉันลังเล จะให้ดูดีหรือเปล่า ลองลดแขนที่ถือสมาร์ตโฟนลงแล้วยื่นไปข้างหน้า เจ้าตัวเล็กเขย่งเท้าตอบสนองทันที“อยากดูเหรอ”“คับ...” เสียงเล็กๆ ขานตอบน่ารักมากจนฟังแล้วใจอ่อนย้วยไปหมด“ไปกวนพี่ทำไม” เพนนีวิ่งหน้าตื่นมาจากทางห้องน้ำ เธอกวาดตามองไปรอบๆ สีหน้าตึงเล็กน้อย “ริกกี้ไปไหนแล้ว บอกให้ช่วยดูภามไม่ใช่เหรอ”“เห็นเดินไปทางออฟฟิศน่ะ” ฉันชี้มือไปทางที่ริกกี้เดินหายไป จำได้ว่าหมอนั่นอุ้มน้องไปด้วย แต่ไหงเจ้าตัวเล็กถึงมาโผล่ที่ลานซ่อมได้อีกก็ไม่รู้“แล้วไม่เอาภามไปด้วย” เพนนีบ่นงึมงำฉันยิ้มแหย ฉันว่าฉันไม่พูดมากจะดีกว่า...“ภาม! เอ้ามาอยู่นี่เอง” ริกกี้เดินหน้าตื่นออกมาจากทางออฟฟิศนั่นไง... แสดงว่าเจ้าตัวเล็กแอบออกมาดีนะเดินมาทางนี้ ไม่เดินออกไปข้างนอก ไม่งั้นยุ่งแน่“หมายความว่ายังไง นี่นายใส่ใจหน่อยสิ ถ้าภามหายขึ้
หลายวันต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแฮคเริ่มเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น ถึงจะมีบางเรื่องที่ยังคลางแคลงใจและรู้สึกคาราคาซังไม่หาย แต่ฉันไม่รีบร้อน ค่อยๆ แก้และปรับตัวกันไป น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดสำหรับเราเรื่องที่พวกเรากลับมาคบกันไม่ได้ปิดบังหรือเก็บเป็นความลับแต่อย่างใด คนใกล้ตัวฉันรู้เรื่อง โดยเฉพาะยะหยาที่บึนปาก แล้วก็แกล้งเห่าบ๊อกๆ ใส่ฉันอีก ฉันก็ได้แต่ยิ้มแห้ง และบอกไปตรงๆ ว่าอยากลองเชื่อสัญชาตญาณตัวเองดูสักครั้ง“อืม ฉันไม่ว่าอะไรหรอก เห็นแกมีความสุขก็ยินดีด้วย แต่ว่ากุนนี่ยังไง วันก่อนบังเอิญเจอที่ร้านขายยา เห็นฉันเป็นเพื่อนแกมั้งโวยวายใส่ฉันใหญ่เลย คือนิสัยพาลมาก น่าจะโมโหที่โดนแกทิ้งนั่นแหละ”“หา? แกเจอกุนเหรอ” คำพูดของยะหยาทำฉันตกตะลึง ปกติมีอะไรเราจะแชตคุยกันตลอดแต่ว่าเรื่องนี้ยะหยากลับเพิ่งมาพูดก็เลยแปลกใจนิดหน่อย“อืม เมามาเลย มาซื้อยาแก้แฮงก์ที่ร้านยา”“เอ่อ วันไหน”“น่าจะวันนั้นแหละ วันที่หลังฝนตกน่ะ”ฉันเงียบไปสักพัก ก่อนถามต่อ “แล้วเกิดอะไรขึ้น”“ก็ไม่อะไรหรอก แค่โวยวายหาว่าฉันไม่ใช่เภสัชจะขายยาได้ยังไง วุ่นวายมาก ดีนะที่เพื่อนเขารีบลากตัวออกไปก่อน ไม่งั้นได้ต่อยกันไปแล้
“อยากไถ่โทษ?” “อื้ม ...แฮค?” เขากดไหล่ฉันลงคุกเข่ากับพื้น “จะให้ฉันกราบตีนเหรอ” “ถามซื่อๆ ไม่รู้จริงเหรอว่าจะให้ทำอะไร” พรึบ!แฮคดึงผ้าออก“....” ฉันกลั้นหายใจเฮือก นัยน์ตาแข็งค้าง มองสิ่งที่ตั้งชันอยู่ตรงหน้า ร่างกายร้อนวูบวาบฉันเหลือบตาขึ้นมองแฮคอย่างไม่แน่ใจ รูม่านตาเขาหรี่เล็ก จ้องฉันนิ่งรา
H.A.C.K – 1ตั้งแต่กลับจากเขาค้อ ผมเพิ่งขึ้นมาเหยียบคอนโดเนี่ยแหละ ผ่านมากี่วันแล้วไม่แน่ใจเหมือนกัน ขี้เกียจนับทว่าคอนโดกลับว่างเปล่า ไม่มีเงาของผู้หญิงที่ควรจะอยู่รอ คอยออดอ้อนเอาอกเอาใจอย่างที่หวังไว้จะว่าไปยัยนั่นก็ไม่เคยมีโมเมนต์แบบนั้นเลยนี่หว่า ชื่ออะไรแล้วนะ แล้วนี่หายไปไหน ทำไมห้องถึงเงี
เอี๊ยด!!!ฉันเบรกรถหน้าทางเข้าตึก ยังไม่ทันขยับเกียร์แฮคก็รีบเปิดประตูออกจากรถ ลงไปอ้วกที่พื้นอย่างหนัก“....” อะไรจะขนาดนั้น อ่อนไปหรือเปล่า เป็นนักซิ่งไม่ใช่เหรอ ถึงฉันจะขับรถไม่เก่ง แต่เทียบกับสนามแข่ง ฉันว่ารถที่วิ่งในสนามแข่งยังน่าหวาดเสียวกว่าอีกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรีบวิ่งมาดูโดยไม่ต้องรอให
“ครับเจ๊... ผมอยู่ตลาด เจ๊จะเอาอะไร เดี๋ยวซื้อเข้าไปให้” ระหว่างที่กำลังเดินดูของ ไอ้เด็กเปรตนั่นก็มีสายเข้า ฉันมือหนึ่งถือถุงลูกชิ้นกับแก้วน้ำ อีกมือจับไม้ลูกชิ้นใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างกับปอบหิวโซ ให้ตายสิ ปกติฉันก็ไม่ค่อยกินเยอะหรอกแต่วันนี้หิวมากเป็นพิเศษ คงเพราะเหนื่อยสะสมหรือไงไม่แน่ใจเหมือนก







