LOGINตอนที่ 3: ความอัศจรรย์ของพลังยุทธ์
สองพันสิบปีผ่านไป หลังวันโลกาวินาศ ภูมิทัศน์บนโลกเปลี่ยนไปอย่างมากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเล
บนเรือเหาะที่กำลังแล่นด้วยความเร็ว
อาจารย์เกาพาฤทธาเดินเข้ามาในห้องพักบนเรือเหาะ โดยฤทธายังถือสัมภาระของตนอยู่
"เอาของวางไว้ แล้วมานั่งตรงนี้"อาจารย์เกาบอกพร้อมชี้ไปที่เบาะที่พื้นห้อง
“ก่อนเข้ามาข้ารู้สึกว่าเรือแล่นเร็วมาก แต่เรือนิ่งมาก และห้องนี้ดูจากด้านนอกก็ไม่ได้กว้างขนาดนี้”
ฤทธาสังเกตรอบๆ ตัว
ฤทธาวางของเรียบร้อยก่อนจะเดินมานั่งตรงหน้าอาจารย์เกา เขาสังเกตภายในห้อง มันกว้างกว่าที่เห็นจากข้างนอกมาก แถมยังมีประตูอีกหลายห้อง
อาจารย์เกาจับข้อมือของเขาแล้วเริ่มตรวจสอบชีพจรด้วยสัมผัสปราณ
"ข้าชื่อเกาสง ทุกคนเรียกข้าว่าอาจารย์เกา เจ้าชื่อฤทธาสินะ อืม...ร่างกายแข็งแรงดี เตรียมตัวมาดีทีเดียว"
อาจารย์เกาเผยรอยยิ้มขณะตรวจดูพลังในร่างกายของเด็กหนุ่ม ก่อนจะถามอย่างใคร่รู้
"ไหนเล่าให้ข้าฟังซิ เจ้าเตรียมตัวมายังไงบ้าง?"ฤทธาตอบด้วยความภาคภูมิใจ แววตาเป็นประกาย
"ครับอาจารย์ ข้าอ่านตำราสมุนไพรพื้นฐาน หนังสือความรู้ทั่วไปเรื่องพลังปราณ หนังสือแนะนำสัตว์อสูรเบื้องต้น รวมถึงนิยายจอมยุทธ์อีกยี่สิบกว่าเล่ม แล้วก็ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงครับ"เด็กหนุ่มทำท่าเบ่งกล้ามโชว์เล่นๆ จนอาจารย์เกาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
"โฮ่!...เจ้าเป็นนักอ่านตัวจริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า บนตัวเจ้ามีกลิ่นสมุนไพร คงผ่านการแช่สมุนไพรมาด้วย ดีมากๆ"ฤทธายิ้มบาง ๆ ก่อนจะเล่าเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความเสียดาย
"ในหมู่บ้านไม่มีหนังสือมากนัก รอเรือสินค้ามาทีหนึ่งก็สามเดือน และส่วนใหญ่ไม่ได้มีหนังสือที่ข้าต้องการอ่านด้วยซ้ำ..."อาจารย์เกาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"ไม่ต้องห่วง ที่สำนักเย่วจีมีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง เจ้าอ่านจนตาแฉะได้เลย เอาล่ะ มาเข้าเรื่องดีกว่า หลังจากที่เจ้าปลุกพลังแล้ว จุดตันเถียนของเจ้าจะเริ่มดูดซับพลังได้โดยธรรมชาติ"อาจารย์เกาจับไหล่ของฤทธาเบาๆ แล้วจับให้เด็กน้อยหมุนตัวหันหลังให้เขา
"เจ้าเป็นผู้มีปราณคู่ คือมีทั้งปราณยุทธ์และปราณวิญญาณ ซึ่งหาได้ยากมาก การฝึกก็จะยากขึ้น แต่ผลลัพธ์ก็ยิ่งใหญ่นัก หลับตาลง ข้าจะช่วยส่งพลังให้เจ้าได้สัมผัสพลังปราณเป็นครั้งแรก"ฤทธาหลับตาลง
อาจารย์เกาวางฝ่ามือขวาบนหลังของเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มทีละน้อย จนสัมผัสได้ถึงพลังงานอ่อนๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง
"เจ้ารู้สึกได้หรือยัง?"
อาจารย์เกาถาม
ฤทธาลืมตาด้วยแววตาเป็นประกาย
"รู้สึกได้ครับ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างไหลเวียนในตัวข้า แล้วก็...สบายอย่างบอกไม่ถูก""ดีมาก" อาจารย์เกาพยักหน้าอย่างพอใจ
"ทีนี้ลองหลับตาใหม่ ตั้งสมาธิและรับรู้ถึงพลังรอบๆ ตัวเจ้า เพ่งจิตไปที่แกนกลางลำตัว ตรงนั้นเรียกว่าจุดตันเถียน แล้วพยายามดึงพลังรอบตัวเข้ามาเก็บไว้ในตันเถียนของเจ้า ในห้องนี้มีค่ายกลช่วยเสริมพลัง เจ้าจะรู้สึกถึงมันได้ไม่ยาก ลองทำดู ข้าจะดูอยู่ห่างๆ"ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ฤทธามีความรู้สึกถึงพลังที่อัดแน่นในร่างกายระเบิดออก พร้อมกับความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น ประสาทสัมผัสและการรับรู้ต่างๆ ก็เพิ่มตาม เขาลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ พร้อมละอองพลังปราณค่อยจางหายไป หลังจากบรรลุ
“ไม่เลวๆ ถือว่าเร็วมากในการบรรลุก่อเกิดปราณขั้นหนึ่ง” อาจารย์เกาที่นั่งทำสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นมา
“ตอนนี้ถ้าเปรียบให้เจ้าเข้าใจง่ายเรื่องพลังปราณ สมมติว่าก่อนนี้เจ้าเป็นถ้วยชา ที่เริ่มรู้จักดูดซับพลังปราณ จนมาอัดแน่นและระเบิดออกกลายเป็นถ้วยใส่ขนมหวาน คือหลังจากนี้ภาชนะที่คือตัวเจ้า จะสามารถดูดซับและกักเก็บพลังปราณได้มากกว่าเมื่อก่อน”
อาจารย์เกาพยายามอธิบายให้หนูน้อยฟัง
“อ๋อ…เข้าใจแล้ว ถ้าข้าบรรลุอีกขั้น ข้าก็จะมีพลังมากขึ้น กักเก็บพลังได้มากขึ้น ใช่มั้ยขอรับ” ฤทธาเริ่มเข้าใจการบรรลุแต่ละขั้น
“ใช่…แต่มันก็ยากขึ้นตามลำดับ และการบ่มเพาะนั้นจะต่างไปอีกแบบ ข้าจะเปรียบเจ้าเป็นดั่งต้นไม้ เมื่อก่อนเจ้าเป็นต้นผักชีที่มีรากลงดินราวข้อนิ้วก้อย มีต้นสูงราวหนึ่งฝ่ามือมั่นคงแข็งแรง แต่ตอนนี้เจ้าบรรลุหนึ่งขั้น ทำให้ลำต้นเจ้าสูงเป็นต้นพริก แต่รากเจ้ายังเท่าเดิม นั่นหมายความว่าอะไร?” เขาถามศิษย์ เพื่อทดสอบความเข้าใจ
“รากฐานผมไม่แข็งแรงใช่มั้ยครับ” ฤทธาตอบด้วยความมั่นใจ
“ถูกต้อง การบ่มเพาะคือการทำร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าเจ้าจะฝึกศาสตร์การต่อสู้ใด รากฐานก็คือร่างกาย ส่วนการจะให้จิตใจแข็งแกร่ง ก็ต้องผ่านการต่อสู้ ผ่านเรื่องราวต่างๆ จะให้จิตวิญญาณเติบโตรากฐานก็คือความรู้ ความเข้าใจในชีวิต เมื่อรากฐานทั้งหมดของเจ้าพร้อม เจ้าก็จะเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแรง”
“ศิษย์เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ คำสอนครั้งนี้สำคัญมาก ข้าจะจำให้ขึ้นใจครับ”
ฤทธารู้สึกว่าคำสอนของอาจารย์เกา ทำให้เขารู้ถึงแผนการฝึกปัจจุบันไปถึงอนาคตเลยทีเดียว
“เอาล่ะ เจ้าเอาของไปเก็บที่มุมนั้นแล้วออกมากินข้าวกัน” เขาชี้ไปที่มุมห้องที่มีที่นอนกับหมอนพับเตรียมไว้แล้ว
… ย้อนไปตอนฤทธาบรรลุขั้นแรก มีละอองเล็กๆ ลอยออกจากตัวเขาไปตามลม จนมาถึงรูปปั้นที่หัวเรือ
ในความมืด ดวงตาของวิญญาณที่ถูกปลุก ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เห็นดวงตาสีเหลือง ตาดำเป็นแนวตั้ง
“เจ้าหนู ที่มีกลิ่นเหมือนนายท่าน พลังของข้าเริ่มกลับมาเพราะเขาอย่างนั้นรึ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น...
เช้าวันที่สอง ขณะเรือแล่นแบบเอื่อยๆ ไม่ได้เร่งความเร็ว เพื่อทยอยเปลี่ยนหินวิญญาณ เติมพลังงานใหม่เข้าไป อาจารย์เกาลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่ เขามองหาฤทธาแต่ไม่พบ จึงออกไปด้านนอกเรือ
"เจ้าฤทธาอยู่ไหนรึ?" เขาถามอาจ้านผู้ดูแลบนเรือผู้ดูแลตอบด้วยเสียงขำขันเล็กน้อย
"เขาอยู่ท้ายเรือครับท่านอาจารย์ แต่...อาจารย์ต้องไปดูเองถึงจะเข้าใจขอรับ"อาจารย์เกาเดินไปที่ท้ายเรือเหาะแล้วต้องตะลึง ฤทธาผูกเชือกไว้ที่เอวแล้วปล่อยตัวลอยตามแรงลม ขาแขนกางออกเหมือนกำลังบินอยู่ในอากาศ
"เจ้าทำอะไรอยู่?" อาจารย์เกาตะโกนถามด้วยความงุนงงปนขำ
ฤทธายิ้มกว้างแล้วตะโกนตอบว่า
“ข้าอยากรู้ว่าตอนบินเป็นยังไงน่ะครับ!"
อาจารย์เกาให้ฤทธาขึ้นมาแล้วให้เรือเตรียมเดินทางต่อตามกำหนดการ เขาให้ฤทธาอ่านและท่องกฎสำนักให้ขึ้นใจ
“รู้สึกว่าตั้งแต่ปลุกพลังมา การจดจำจากการอ่านของข้าดีขึ้นมาก อ่านแค่รอบเดียวก็จำได้หมดเลย” ฤทธาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลังเพิ่มระดับขั้น
“อาจารย์ครับ ที่สำนักน่าจะมีศิษย์เยอะ คงจะแบ่งเป็นห้องๆ ผมต้องเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ใช่มั้ยขอรับ” ฤทธาเริ่มอยากรู้
“ไม่หรอก…เด็กอย่างพวกเจ้า ถ้าจับมานั่งเรียนนั่งสอน พวกเจ้าคงไม่สนใจ แต่ถ้าพวกเจ้าสนใจเรื่องอะไรสักเรื่องพวกเจ้าจะค้นคว้า ขวนขวายเองจนได้รู้ และช่วงนั้นพวกเจ้าจะสนุก สำนักเลยให้พวกเจ้าหาความสนใจของตัวเองได้อย่างอิสระ พอพวกเจ้าเจอสิ่งที่สนใจ จะวิ่งไปถามรุ่นพี่ ถามอาจารย์ หาหนังสือ หาข้อมูลเองนั่นแหละ”
อาจารย์เกาอธิบาย
บ่ายวันเดียวกัน...
หลังอาหารกลางวัน ฤทธาได้เลือกตำราทักษะการต่อสู้เบื้องต้น และเริ่มฝึกวิชาหมัดมวยพื้นฐาน อาจารย์เกาจัดหาหุ่นฝึกให้ลองใช้พลังปราณควบคู่กับการโจมตีปกติ
"ลองใช้พลังปราณรวมไว้ที่มือ แล้วชกไปที่หุ่น" อาจารย์เกาสั่ง
ฤทธาตั้งสมาธิ ดึงพลังปราณมารวมไว้ที่หมัดขวา ก่อนจะปล่อยหมัดไปเต็มแรง หุ่นฝึกที่เดิมแทบไม่สะเทือนจากการชกปกติ กลับถูกแรงปราณผลักจนถอยไปครึ่งก้าว
"เจ้าเห็นความแตกต่างหรือไม่?" อาจารย์เกายิ้มอย่างพอใจ
"พลังปราณสามารถเสริมพละกำลังได้อย่างมาก หากฝึกควบคุมได้ดี จะสามารถต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองได้"ฤทธาตอบด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ พลังปราณมีสองแบบ จุดตันเถียนคือที่เก็บพลัง ที่เจ้าใช้เมื่อสักครู่คือปราณยุทธ์ อีกปราณคือปราณวิญญาณ ปราณวิญญาณคือการใช้ปราณร่วมกับพลังธรรมชาติ เรียกสั้นๆ ว่าพลังเวท”
อาจารย์จับมือฤทธามาหงาย แล้วใช้พลังทำให้เกิดรอยบาดเล็กๆ จนมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ฤทธาสะดุ้งนิดหน่อย
“ตั้งสมาธิ เพ่งสมาธิที่ธาตุแสงในตัวเจ้า แล้วรวมแสงไว้ที่แผล”
อาจารย์เกาแนะ
ฤทธาหลับตาแล้วทำตาม สักพักก็ลืมตามองไปที่แผล
มีแสงสีทองที่แผล แผลเริ่มสมานจนปิดสนิท
“ผมพอเข้าใจบ้างแล้วครับอาจารย์”
ฤทธามองเกาสงด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้ให้เจ้าเลือกฝึกต่อสู้พื้นฐานอย่างหนึ่งไปก่อน”
วันนั้นทั้งวันฤทธาก็ฝึกอยู่กับหุ่นซ้อม ช่วงพักเขาก็จะเดินสำรวจเรือ และสนใจการทำงานของมัน เขาพูดคุยซักถามกับคนบนเรือในสื่งที่สงสัย ตอนค่ำก็มานั่งรวมพลังปราณและเข้านอน
วันที่สาม...
เช้าวันที่สาม ด้วยร่างกายที่ฝึกฝนมาอย่างดี ฤทธานั่งบ่มเพาะพลังที่โถงฝึกจนบรรลุระดับก่อเกิดปราณขั้นสอง มีคลื่นละอองพลังระเบิดออกจากร่างกาย ฤทธารู้สึกประหลาดใจ เขาลืมตาขึ้นพบว่าอาจารย์เกายืนดูอยู่
“เจ้ารู้สึกเช่นไร ตอนทะลวงขั้น” อาจารย์เกาถามหนูน้อย
“ข้ารู้สึกเหมือน พละกำลังและประสาทสัมผัสของข้าเพิ่มขึ้นครับ” ฤทธาบรรยายความรู้สึก
“ดีมาก ตอนนี้ลองสำรวจร่างกายดูว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์เกาบอกกับฤทธา
ฤทธาลองรวมพลังลมปราณไว้ที่มือ แล้วตอบอาจารย์
“ข้ารู้สึกว่า ข้ามีพลังกายและพลังปราณมากกว่าเมื่อวานครับ”
อาจารย์เกาเดินไปที่หุ่นฝึกพร้อมกล่าวว่า
“อืม... หลังจากนี้เจ้าจงฝึกร่างกายและรวบรวมลมปราณเหมือนที่ทำมาไปก่อน เกี่ยวกับการฝึกปราณยุทธ์คู่ ยังไม่ต้องไปสนใจ ก่อนการสอบครั้งแรกอย่าเพิ่งฝึกอย่างอื่น แล้วข้าจะคอยแนะนำ” อาจารย์เกากำชับฤทธา
ขณะนั้นเองเรือเหาะมีการสั่นไหว
อาจ้านเดินเข้ามา
“มีฝูงแร้งปีกเขียว ที่ยอดเขาข้างหน้าครับอาจารย์”
อาจ้านรายงาน ทั้งสามเดินออกไปที่หัวเรือ
ฝูงแร้งสี่ตัวกำลังโจมตีเรือ ข้างหน้ามีฝูงแร้งอีกหลายสิบตัว
ฤทธามองดูด้วยความตื่นเต้น ฝูงแร้งโจมตีแต่ติดเกาะป้องกัน แม้กระนั้นก็ทำให้เรือสั่นสะเทือนเล็กน้อย
ขณะฤทธากำลังมองอยู่นั้น เขารู้สึกใจหายวูบ เหมือนกำลังตกเหว หลังคอเขาขนลุกตั้ง เขารู้สึกถึงอันตราย มีลมวูบหนึ่งผ่านตัวเขาไป
คลื่นพลังนั้นแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ทำให้ฝูงแร้งร้องเสียงดัง แล้วบินแตกกระจายกันเป็นวงกว้าง ถอยห่างออกไปจากเรือ
“เจ้ารู้สึกเช่นไร”
เกาสงถามฤทธา
“ชั่วครู่หนึ่ง ผมรู้สึกถึงอันตรายอย่างมาก” ฤทธาอธิบาย
“ดีมาก ที่เจ้ารู้สึกนั่นเรียกว่าจิตสัมผัส สิ่งที่ข้าปล่อยออกไปคือจิตสังหาร ถือว่าเจ้ามีจิตสัมผัสที่ดีมากในขั้นยุทธ์แค่นี้ เจ้าดูลูกเรือบางคนยังไม่รู้สึกอะไรเลย”
อาจารย์เกาบอกพร้อมบ่ายหน้าให้ฤทธาดูลูกเรือ
ฤทธาสังเกต เป็นอย่างที่อาจารย์เกากล่าว ขณะที่ฝูงแร้งกลับรู้สึกกลัว แล้วบินหนีไป
เวลาผ่านไปไม่นาน
เรือเหาะถึงสำนักเย่วจีพอดี เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาเห็นภูเขาสูงตระหง่าน ท้องฟ้ากว้างใหญ่ และอาคารที่สร้างอยู่บนเขาเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ
"นี่แหละ สำนักเย่วจี เรามาทันเวลาพอดี" อาจารย์เกาพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
ฤทธามองออกไปด้วยดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและมุ่งมั่น
"ท่านพ่อท่านแม่ ข้ามาถึงแล้ว พวกท่านไม่ต้องห่วงข้านะ" ฤทธารำพึงในใจจบตอน.
ตอนที่ 30: การแข่งขันเมืองซานหยินเปลี่ยนโฉมในพริบตา นครโบราณแหล่งนักโบราณคดี ที่ปรกติเต็มไปด้วยเสียงท่องจำอักษรรูนและการสำรวจซากปรักหักพัง บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันจากธงของราชวงศ์ ป้ายสมาคมการค้า อักษรสีทองของภาคีโอสถ และสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของหอวิญญาณยุทธ์ตอนนี้เรือเหาะของแต่ละสำนักทยอยมาจอดที่นอกเมือง มีรถม้าหลายคันไปรอรับนักเรียน ส่วนเหล่าคณาจารย์บ้างเหาะไปที่จัตุรัส บ้างขี่สัตว์พาหนะบินไป ในเมือง ชาวเมืองก็คึกคัก ยี่สิบปีแล้วกว่าสำนักเย่วจีจะวนมาเป็นเจ้าภาพ ผู้คนต่างเริ่มหลั่งไหลไปที่จัตุรัสกลางเมืองณ. จัตุรัสกลางเมือง เจดีย์สมบัติเทพ ถูกย้ายมาตั้งตระหง่านที่กลางเมือง แผ่พลังอำนาจอันลี้ลับอย่างเงียบงัน มันคือสิ่งก่อสร้างจากแดนสวรรค์ สมบัติลับของหอคอยวิญญาณยุทธ์ ซึ่งจะถูกเปิดใช้งานทุกๆ ห้าปีเท่านั้น"ข้ารู้สึกได้...เจดีย์นั่นระดับสวรรค์"เสียงเรโซ่พูดเบา ๆ ขณะจ้องมองยอดเจดีย์ที่สูงทุกคนทยอยเข้าไปที่โถงชั้นล่างของเจดีย์ โถงนี้เป็นสนามรับชมแข่งขันขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้คนได้มากมายภายในสนามแข่งขันมีเด็กหนุ่มสาวจากสี่สำนักใหญ่ รวมทั้งหมดแปดทีม แยกเป็นทีมชาย ทีมหญิงจากแต่ละสำนั
ตอนที่ 29: ศึกฝ่ายในเปิดเทอมวันแรก ฤทธาวัยสิบห้าปีถูกสำนักประกาศ ว่าเป็นคนคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถ ที่ไม่มีใครสามารถเปิดได้ สร้างคุณูปการมากมายให้สำนัก ฤทธาเองก็ตกใจกับประกาศนี้อีกหกเดือน ก่อนการแข่งศึกสี่สำนักจะเริ่มขึ้น การแข่งขันที่จัดขึ้นทุกห้าปี โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพระหว่างสี่สำนักใหญ่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน และเปิดโอกาสให้ศิษย์ระดับหัวกะทิได้แสดงฝีมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในระดับทวีป ปีนี้สำนักเย่วจีเป็นเจ้าภาพ และมอบหมายให้หอคอยวิญญาณยุทธ์ดูแลแต่ก่อนถึงวันนั้น ทางสำนักเย่วจีก็จัดให้มีการคัดเลือกทีมตัวแทนขึ้นภายในก่อน โดยแบ่งเป็นสองทีมจากฝ่ายใน คือบ้านขาวและบ้านดำ ทำการแข่งขันกันในสนามประลองของสำนัก ทีมอันดับหนึ่งจะได้เป็นตัวแทนเข้าสู้ศึกสี่สำนักณ. เวลานี้อันดับของศิษย์ในสำนักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังจากเด็กปีสี่เดิมขึ้นปีห้าก็ถูกส่งไปฝึกงานที่เมืองซีไห่เมืองหน้าด่านของทวีปใต้ที่ตั้งอยู่ริมแนวป่าเขตอสูร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวบ่อยครั้ง และเป็นสนามรบสำคัญในการฝึกประสบการณ์จริงหลังการเปลี่ยนแปลง จิมมี่ปีสี่ขึ้นมาอยู่อันดับ
ตอนที่ 28: สร้างรากฐานลมพัดเอื่อยเฉื่อยผ่านยอดไม้ ในสวนสมุนไพรเล็กๆ ที่ฤทธาปลูกไว้ด้านหลังหอพักของศิษย์ฝ่ายใน กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ป่ากับใบสมุนไพรชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วมีคลื่นพลังสีทองกระจายออกมาจากเรือนพักเล็กๆ หลังสวนนั้นในเรือนฤทธาลืมตาจากการนั่งบ่มเพาะ เขาเพิ่งเลื่อนระดับ เข้าสู่ระดับห้า ระดับหลอมวิญญาณสำเร็จแล้วฤทธาเดินมานั่งยองๆ พลิกดูใบของสมุนไพรแต่ละต้นอย่างตั้งใจจู่ๆ ฤทธาก็รู้สึกร้อนที่ข้อมือขวา มือข้างที่สวมกำไล กำไลก็เปล่งแสงแล้วหายไป“กำไลหายไป แต่ข้ารู้สึกว่ามันยังอยู่”ฤทธาถามชีต้าร์“ไม่ได้หายไปไหนหรอก ตอนนี้มันหลอมรวมกับเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าจะให้มันปรากฏ ก็แค่คิดเท่านั้น”ชีต้าร์อธิบายฤทธาลองทำตามคำแนะนำ กำไลก็ปรากฏขึ้นมา เขารู้สึกถูกใจมาก ฤทธารู้สึกแปลกๆ ที่ดวงตา“ฤทธา ดวงตาเจ้าวิวัฒนาการจากดวงตาประเมินสิ่งของ ตอนนี้สามารถพินิจและวินิจฉัยสิ่งมีชีวิตได้ด้วย ข้าตั้งชื่อมันว่าเนตรพินิจ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”ไค่หยงบอกความสามารถใหม่พร้อมชื่อ“ดีเลยครับท่านปู่”เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน ฤทธารู้ดีว่าเขาต้องเตรียมวางรากฐานสำหรับอนาคต ทั้งสำหรับตัวเอง และโดยเฉ
ตอนที่ 27: วางเดิมพันช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม ฤทธาและเพื่อนๆ อย่างซูคิม จิมมี่ เรโซ่ และยอนมิน นัดกันซ้อมทีมเบาๆ เพื่อเตรียมรับภารกิจจากหอวิญญาณยุทธในอนาคต แม้จะเริ่มวางโครงสร้าทีมกันไว้บ้าง แต่ฤทธายังไม่เร่งรีบ เพราะในใจเขามุ่งเป้าไปที่สนามประลองกลาง ซึ่งกำลังจะเปิดศึกในไม่ช้าพวกเด็กๆ รวมตัวกันไปล่าสัตว์ เพื่อฝึกการต่อสู้ร่วมกัน แบ่งหน้าที่กันทำ เสร็จแล้วมาประชุมกัน เพื่อพูดคุยถึงการทำหน้าที่แต่ละคน“ข้าว่าตำแหน่งอย่างตอนนี้ก็ดีนะ ข้ากับซูอยู่หน้า ฤทธากับเรโซ่คุมปีกซ้ายและขวา ยอนมินอยู่กลางคอยสนับสนุน” จิมมี่บอกกับทุกคนทุกคนมองตากันพร้อมพยักหน้าเห็นด้วย“ว่าแต่เราจะใช้ชื่อทีมว่าอะไรดี” เรโซ่ถามคำถามนี้ทำให้ทุกคนหยุดคิดแล้วมองหน้ากัน แต่แล้วสายตาทุกคนก็มาหยุดอยู่ที่ฤทธา เหมือนจะขอความคิดเห็น“อ่า..ข้าชอบอะไรแบบที่เป็นสองอย่างแต่ขัดแย้งกันน่ะ อย่างเช่น กลางวันกลางคืน ขาวและดำ พิษกับยาถอนพิษอะไรแบบเนี้ย แต่ข้าตั้งชื่อไม่เก่งนะ แฮะๆ”ฤทธาตอบแบบไม่ให้ความหวัง“น่าสนใจ อะไรสองอย่างที่คู่กันแต่ต่างกัน”ซูคิมเกาคางใช้ความคิด“มืดกับสว่าง เป็นไง” ยอนมินลองเสนอสิ่งที่คิดออก“มืดกับสว่าง หน
ตอนที่ 26:ภารกิจใหม่สนามประลองใหญ่ของสำนักเย่วจี ในวันนี้เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ของศิษย์หลายร้อยชีวิต พื้นสนามกลมขนาดใหญ่ถูกห้อมล้อมด้วยเวทีหินและอักขระค่ายกลที่สลักไว้รอบด้าน เสียงประกาศของหอจัดการดังขึ้นเหนือเวที"วันนี้มีศึกใหญ่สามคู่ ได้แก่ อันดับที่สี่สิบสองเจียงซิว ปะทะ จิมมี่ ผู้ท้าชิงอันดับที่สี่สิบห้า อีกคู่คืออันดับที่ห้าสิบ หานเฉา ปะทะ ซูคิม ผู้ท้าชิงอันดับที่ห้าสิบสี่ และอันดับที่สามสิบเจ็ด เฟิ่งหยู ปะทะ จ้าวหมิน! อันดับที่สามสิบเก้า”สวัสดิการแต้มของสำนักที่ให้ต่อเดือน ทุกคนต่างจ้องตาเป็นมัน ถูกปิดประกาศชัดถ้อยชัดคำไว้ตามหอภารกิจและหอพัก อันดับหนึ่งถึงสิบ ห้าพันแต้มแต้มต่อเดือน อันดับสิบเอ็ดถึงห้าสิบสามพันแต้ม อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อยหนึ่งพันห้าร้อยแต้ม อันดับร้อยหนึ่งถึงสองร้อยแปดร้อยแต้มต่อเดือนและเมื่อใครติดหนึ่งในร้อยแล้ว จะสามารถประลองได้วันละสองครั้ง เดิมพันแต้มได้ตามอันดับสูงสุด อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อย เดิมพันได้ไม่เกินหนึ่งพันแต้ม อันดับหนึ่งถึงห้าสิบ เดิมพันได้ไม่เกินสามพันแต้มเหล่าศิษย์ต่างหลั่งไหลมาที่สนามประลองใหญ่ เพื่อรอดูศึกอันดุเดือดจิมมี่ยืนบนเวทีด้วยท่า
ตอนที่ 25: หอวิญญาณยุทธ์แสงจันทร์จางหาย... ท้องฟ้ากลายเป็นผืนผ้ามืดมิดไร้ขอบเขตฤทธาตื่นขึ้นอีกครั้งในทะเลจิตวิญญาณของตนเองแต่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ากลับทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะที่นี่...ไม่ใช่ทะเลจิตแบบเดิมคลื่นพลังลมปราณแผ่ซ่านรอบทิศ แต่ในความสงบกลับแฝงความยิ่งใหญ่ ดอกบัวห้าสีกลางสระที่เคยหมุนช้าๆ บัดนี้เบ่งบานเต็มที่ รัศมีสีสันสดใสดั่งอัญมณีเจิดจ้า...และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมที่ฐานดอกบัวมีโลหะสีทองห่อหุ้ม มีลวดลายสวยงามท้องฟ้าเหนือหัวกลับแปรปรวน มีรอยแยกมิติขนาดต่างๆ กระจายตัวไปทั่วและที่น่าตกใจที่สุดคืออักษรรูนลอยอยู่เหนือดอกบัว เป็นอักษรบนกำแพงหินในห้องลับ… มันค่อยๆ เปล่งแสง แล้วไหลเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา“เคล็ดมิติเจ็ดรอยแยก…”เสียงสะท้อนดังขึ้นในใจ"มันคือปราณธาตุอีกธาตุหนึ่งที่เจ้าได้มา ตอนนี้เจ้ามีไตรธาตุ"เสียงของไค่หยงดังขึ้นในใจ"กระดูกวิญญาณธาตุมิตินั้นมิใช่เพียงพลังของการควบคุมมิติ... มันยังขยายขอบเขตจิตวิญญาณของเจ้า ทำให้ที่แห่งนี้เติบโต และข้าก็พลอยแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย"ไค่หยงอธิบายให้ฤทธาฟังฤทธาพึมพำเบาๆ"ทะเลจิต... ขยายขึ้น แล้วนี่มัน..."เขาใช้เวลาอีกพักเพื่อทำ
ตอนที่ 13: ปิดเทอมเช้าวันแรกของการปิดเทอม ศิษย์บางคนกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน บางคนเตรียมตัวไปในช่วงเช้าขณะที่ฤทธากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ที่สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านพัก อาจารย์เกา ศิษย์พี่ซู ศิษย์พี่จิมมี่เดินมาพร้อมกัน“ไงฤทธาร่างกายฟื้นตัวเป็นปรกติหรือยัง ยินดีด้วยกับอันดับหนึ่งนะ”อาจาร
ตอนที่ 12: หอคอยทดสอบปี 1หลังจากได้ป้ายเขียนยันต์มาเป็นอาชีพที่สาม ฤทธาเริ่มฝึกเขียนยันต์สายฟ้าด้วยความมุ่งมั่น วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็สามารถเขียนยันต์สายฟ้าสำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปลดปล่อยพลังออกมา สายฟ้าก็ฟาดลงไปตรงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำในขณะเดียวกัน ฤทธาก็ฝึกหลอมโอสถบำรุงปราณขั้นสูง โดยใช้
ตอนที่ 11: ทำสัญญากับชีต้าร์ฤทธาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีต้าร์ หลังจากผ่านการศึกษาเรื่องสัตว์วิญญาณมาระยะหนึ่งชีต้าร์เริ่มออกมาคุยกับเขาในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น แต่ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งเพียงแค่เดินไปเดินมาก็แทบหมดแรงฤทธาจึงตัดสินใจไปค้นคว้าในหอสมุดของสำนัก จนพบข้อมูลสำคัญที่ท
ตอนที่10.นักเชิดหุ่นขั้นต้น.ในยุคแห่งสงครามเผ่าพันธุ์ มนุษย์ต้องรวมพลังต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากพวกทหารและจอมยุทธแล้ว การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็พัฒนาควบคู่กันไปสมาคมการค้าคือกลุ่มที่ประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อประโยชน์ในสงครามและชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ยุคนี้จึงเป็นยุคของก







