Share

ตอนที่2.วัปลุกพลัง

last update publish date: 2026-03-26 10:10:12

ตอนที่ 2: วันปลุกพลัง

ณ.หมู่บ้านไถ้กั๋ว บรรยากาศช่วงเย็น เห็นบางบ้านกำลังรดน้ำแปลงผัก นายพรานบางคนกำลังแบกสัตว์ที่ล่ามาได้ ชาวประมงได้ปลากลับมาบ้าน บรรยากาศหมู่บ้านเล็กๆ ที่สงบสุข

สีหน้าตกใจของเจ้าหนูฤทธา

“ท่ะ…ท่านคือ?…”

ในโพรงเห็นภูตตนหนึ่งลอยอยู่ ภูตนั้นมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ร่างกายโปร่งใสสีแดง มีขนาดเท่านกพิราบและมีปีก4ปีกคล้ายแมลงปอ

“ข้าคือภูตไพร” ภูตตนนั้นกล่าวกับเด็กน้อย

“ภูตไพร…ข้าไม่เคยเห็นในหนังสือเลย สิ่งมีชีวิตประเภทภูตหรือขอรับ ข้ารู้จักแค่ มนุษย์ สัตว์ ปีศาจ สัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณ สงสัยข้ายังอ่านไม่มากพอ”

เขาบ่นพึมพำพร้อมทั้งท่าทางหงุดหงิดในความรู้อันน้อยนิดของตัวเอง

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าหนูเจ้าเพิ่งอายุแค่นี้เอง เจ้ารู้เยอะไม่เบานี่”

ภูตไค่หยงหัวเราะชอบใจในความไร้เดียงสาของฤทธา

ฤทธาสังเกต ไม่เห็นท่าทีมุ่งร้ายหรือคุกคาม

“ไม่ได้มาร้ายสินะ” เขานึกในใจ จึงถามต่อไป

“ท่านมีเวทมนตร์ มีพลังยุทธ์หรือพลังวิญญาณมั้ยขอรับ แล้วท่านดุร้ายหรือไม่ คงไม่สิเมื่อกี้ท่านหัวเราะแบบอารมณ์ดี แล้วข้าควรเรียกท่านอย่างไรดีขอรับ”

ฤทธาถามอย่างสงสัย เขามีคำถามอีกมากมายในหัว แต่ห้ามตัวเองไว้ก่อน

“เจ้านี่ช่างซักจริงๆนะ ข้าชื่อไค่หยง ตามศักดิ์แบบมนุษย์ เจ้าเรียกข้าท่านปู่ไค่ก็ได้”

ไค่หยงตอบเด็กน้อยด้วยรู้สึกถูกชะตา

“ครับท่านปู่ไค่ ข้าไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่ แต่ข้าคงห้ามใจไม่ถามไม่ได้ ทำไมท่านถึงมาหลบอยู่ที่นี่หรือขอรับท่านปู่”

คำเรียกท่านปู่แต่ไม่ตามด้วยชื่อ ทำให้ภูตตนนั้นรู้สึกผูกพันขึ้นมาอีกระดับ

“ข้าบาดเจ็บ ต้องหาที่พักรักษาตัว และหลบซ่อนจากศัตรูที่ตามล่า จึงได้มาหลบอยู่ที่นี่”

ภูตกล่าวพลางบินต่ำลงมานั่งบนรากไม้ในโพรง

“ใกล้ค่ำแล้ว เจ้าไม่ต้องกลับบ้านของเจ้าหรือเด็กน้อย?” เขาถามฤทธา

“โอ้..!แย่แล้วข้าจะทำยังไงดี”

ฤทธานึกขึ้นได้กับปัญหาของตัวเองในตอนนี้

“ข้าช่วยเจ้าได้ เจ้าจะช่วยข้า เป็นการตอบแทนหรือไม่?” ภูตตนนั้นถามฤทธา

“ข้าช่วยท่านได้ด้วยหรือขอรับ เอ้ยท่านช่วยข้าได้หรือขอรับ อืม..ก็ทั้งสองอย่างนั้นแหละนะ”

เขาทวนคำถามและเริ่มงงกับตัวเอง

“ฮ่า ฮ่า ได้สิ ข้าช่วยเจ้าขึ้นไปได้เจ้าแค่เก็บเรื่องเจอข้าเป็นความลับห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่ว่าพ่อหรือแม่ แล้วข้าจะถือว่าเราได้เป็นคนรู้จักกันแล้ว เจ้าคิดว่าไง?”

“ได้ขอรับท่านปู่ ไม่มีปัญหา ข้าสัญญาครับว่าจะไม่บอกใครเด็ดขาด แต่ข้ามีข้อแม้ว่า ข้าจะขอมาหาท่านอีกได้หรือไม่ขอรับ?”

ฤทธาถามด้วยสีหน้ามีความหวัง

“ได้สิ แต่แค่สัปดาห์ละครั้งในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะข้ายังต้องประคองอาการบาดเจ็บของข้า”

ไค่หยงบอกกับฤทธาแล้วปล่อยละอองแสงสีแดงลอยออกไปนอกโพรง

ที่ริมหน้าผา เห็นมีลากไม้โผล่มาเป็นขั้นบันได ที่สามารถใช้ปีนขึ้นลงได้ แล้วต้นหญ้าเลือดเซียนก็ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าฤทธา

ฤทธาที่นั่งอยู่หน้าโพรงมองเห็นทุกอย่างด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาเอาผ้ามาห่อต้นหญ้าเลือดเซียนแล้วเอาเก็บไว้ในย่ามเล็กๆ ของเขา

“ขอบคุณครับท่านปู่”

ฤทธากล่าวขอบคุณด้วยสีหน้าดีใจ แม้อยากจะถามอีกมากมายแต่เวลาไม่อำนวยเขาแล้วตอนนี้

“รีบไปเถอะ” ไค่หยงบอกเด็กน้อย

“ข้าชื่อฤทธานะครับท่านปู่ แล้วข้าจะมาหาอีกนะครับ” ขณะฤทธากำลังจะลุกเขาก็สังเกตเห็นแสงสีแดงตรงข้อเท้าข้างที่เป็นแผลฟกช้ำ จากนั้นรอยฟกช้ำก็หายไป พร้อมกับอาการบาดเจ็บ

ฤทธามองไปที่ไค่หยง พร้อมประคองหมัดก้มหัวขอบคุณอีกครั้ง…

หลังจากนั้นทุกอาทิตย์ ฤทธาจะแวะมาหาและพูดคุยกับไค่หยงเรื่อยมา กระทั่งสามปีผ่านไป

จนมาถึงวันปลุกพลัง…

ที่หัวเรือของเรือลำหนึ่ง เห็นชายคนหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังมองไปยังท้องฟ้าข้างหน้า เรือแล่นได้นิ่งมากเหมือนจอดอยู่เฉยๆ ทั้งๆ ที่เห็นสิ่งต่างๆ รอบข้างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เรือลำนั้นไม่ได้แล่นบนผิวน้ำ แต่ลอยอยู่บนท้องฟ้า…

เรือเหาะขนาดใหญ่ลอยนิ่งเหนือฟากฟ้า โครงสร้างไม้แกะสลักละเอียดงดงาม ผสานพลังวิญญาณที่เคลือบไว้ทุกอณู อาจารย์เกายืนอยู่ที่หัวเรือ สายตาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าอย่างสงบนิ่ง

"ทำไมปีนี้ถึงต้องมาถึงที่นี่ด้วยครับ ท่านอาจารย์? ผ่านมาหลายหมู่บ้านแล้ว ไม่เห็นเจอเด็กที่ฝึกได้สักคน"

ผู้ดูแลเรือ ชายวัยกลางคนชื่อ อาจ้าน เอ่ยถาม

อาจารย์เกาพยักหน้าเบาๆ

"เป็นคำสั่งจากท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ ท่านเพียงบอกว่า...ลองไปดูที่สุดขอบทะเลใต้ นี่ก็หมู่บ้านสุดท้ายแล้ว ไม่เจอก็กลับ"

ณ.ลานกิจกรรมของหมู่บ้าน ช่วงเช้าของวันปลุกพลัง ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านสว่างไสวด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านกลุ่มเมฆสีขาวมากระทบยอดไม้ ทำให้เห็นเงาบนพื้น

ชาวบ้านต่างเตรียมตัวมารวมตัวกันที่ลานกลางหมู่บ้าน

ฤทธายืนอยู่หน้าเวทีแท่นปลุกพลัง โดยมีพ่อ แม่ และลุงหม่าอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจ

คำพูดของแม่ ที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรงขึ้น

"ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร เจ้าก็เป็นลูกชายที่พวกเราภูมิใจที่สุด" เมิ่งเหยาบอกลูกชาย

ที่หมู่บ้านเล็กๆ เด็กทั้งสิบแปดคนถูกเรียกมารวมตัวที่ลานกลางหมู่บ้าน

ทันใดนั้นมีเงาขนาดใหญ่ ค่อยๆ เคลื่อนมาช้าๆ จนมาถึงกลางลานที่เตรียมทำพิธีปลุกพลัง ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าอย่างพร้อมเพรียง

แล้วทุกคนก็ตะลึงกับสิ่งที่เห็น ใต้ท้องเรือขนาดใหญ่มีแสงสีฟ้าวูบวาบ มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเหาะลงมาที่กลางเวที

ผู้ใหญ่บ้านออกมาต้อนรับด้วยท่าทางอ่อนน้อม เสร็จแล้วก็หันมาประกาศ

“เอาล่ะเด็กๆ ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อม ปีนี้เป็นปีแรกของหมู่บ้านเรา ที่มีสำนักเย่วจีมาร่วมทำพิธี”

หัวหน้าหมู่บ้านพูดเสร็จเขาก็ผายมือเชิญอาจารย์เกา

อาจารย์เกาปล่อยผลึกคริสตัลเรืองแสงให้ลอยอยู่เหนือศีรษะเด็กๆ รัศมีแสงส่องลงมาเป็นเส้นบาง ๆ แสงสีทองทอดลงบนตัวเด็กๆ แต่มีเพียงฤทธาเท่านั้นที่เกิดแสงสว่างเล็กน้อยรอบตัว

"เจ้าขึ้นมาบนเวที"

อาจารย์เกาเรียก ฤทธา ฤทธาก้าวขึ้นไปบนเวทีด้วยอาการประหม่า

“วางมือลงบนลูกแก้ว” อาจารย์บอกเด็กน้อย

ลูกแก้วขนาดใหญ่ถูกวางไว้ตรงหน้า ฤทธาวางฝ่ามือลงบนผิวแก้ว แสงสว่างพลันพุ่งออกมาจากลูกแก้ว

รอบตัวฤทธาเริ่มมีแสงออกมา ดอกบัวเรืองแสงห้าสีผุดขึ้นกลางอากาศ หมุนรอบตัวเขาก่อนจะหายไป

เหลือไว้เพียงสัญลักษณ์ธาตุแสงสีทองเหนือศีรษะแล้วหายไป ทันใดนั้นเองก็มีวงแหวนอักขระสีทองปรากฏขึ้นใต้เท้า หมุนอยู่พักนึงก็หายไป

ทุกคนในหมู่บ้านตะลึงกับสิ่งที่เห็น อาจารย์เกามีสีหน้าตกใจเพียงชั่วครู่ ก็เปลี่ยนเป็นปรกติ

“ปราณยุทธ์คู่และอัตลักษณ์ดอกบัวงั้นรึ” เขาคิดในใจ แล้วเดินไปหาฤทธา

“ดีมาก เจ้าอยากเข้าสำนักเย่วจีหรือไม่เจ้าหนู”

อาจารย์เกาเดินมาแตะที่บ่าของฤทธา

“อยากขอรับ” ฤทธาตอบอย่างตื่นเต้น

“งั้นไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปรับ”

เขายิ้มให้เด็กน้อยพร้อมเอามือลูบเคราอย่างพอใจ

หลังจากนั้นเด็กที่เหลือก็ถูกเรียกมาปลุกพลัง บางคนก็มีปราณยุทธ์เป็นธาตุต่างๆ บางคนมีปราณวิญญาณ แต่ลูกแก้วปลุกพลังนั้นมีแสงขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ไม่มีใครผ่านเกณฑ์

ย้อนกลับไปขณะที่อัตลักษณ์วิญญาณยุทธ์ของฤทธาปรากฏขึ้นมา ก่อนที่มันจะหายไป ได้มีละอองสีทองฟุ้งกระจายออกมา มีละอองเล็กๆ สองอัน ลอยไปตามลม อันนึงไปกระทบกับรูปปั้นเทพีแห่งท้องทะเลบนหัวเรือเหาะที่จอดอยู่ใกล้ๆ จนทำให้วิญญาณตนหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมา

“กลิ่นอายของนายท่าน!! ไม่สิ แค่เหมือน”

เสียงของวิญญาณที่เพิ่งตื่นขึ้น

อีกละอองหนึ่งได้ลอยไปจนถึงถ้ำของไค่หยง

“เจ้าหนูนั่น มีอัตลักษณ์วิญญาณยุทธ์ คล้ายนายท่านหรือนี่ หรือว่าจะเป็นโชคชะตา” เขาหลับตานั่งสมาธิต่อ

พิธีในช่วงสายก็จบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน ไม่มีบ้านไหนไม่พูดถึงเรื่องในวันนี้

ในยุคนี้นั้นเด็กที่ถูกเลือกโดยสำนักใหญ่ ทุกคนรู้ว่าเด็กพวกนั้นคือความหวัง เด็กที่ไม่ถูกเลือก หากว่าอยากฝึกยุทธ์ก็ไปขอเข้าสำนักย่อยตามเมืองต่างๆ ได้เด็กที่ฉลาดชอบอ่านเขียน แต่มีพลังยุทธ์ไม่มาก สามารถไปเข้าสมาคมหอการค้าได้ หรือไปโรงเรียนเตรียมทหารก็มี

ช่วงบ่าย ฤทธาไปร่ำลาลุงหม่าและชาวบ้านคนอื่นๆ

ลุงหม่ายิ้มให้พลางลูบหัวเขา

"ข้าภูมิใจในตัวเจ้านัก ฤทธา จำไว้ว่าความพยายามไม่เคยทรยศใครอย่าใช้แต่พลังปราณจงฝึกร่างกายคู่กันไปด้วย"

ฤทธาเข้ามากอดและขอบคุณลุงหม่า

ก่อนพระอาทิตย์ตก ฤทธาแวะไปหาไค่หยง

"เจ้าทำได้ดีมาก"

ไค่หยงส่งยิ้มอ่อนโยน

“มิน่าข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้าเด็กนี่ บัวแห่งการหยั่งรู้งั้นรึ” ไค่หยงกำลังคิดในใจเพลินๆ

“ท่านปู่ๆ ท่านเหม่ออะไรหรือ ข้าบอกว่าพรุ่งนี้เช้าต้องไปแล้ว คงไม่ได้เอาผลไม้มาฝากท่านอีกแล้ว”

ฤทธากล่าวเสียงอ่อย

” ฮ่า ฮ่า เด็กน้อย ข้าไม่ต้องกินอะไรเป็นร้อยปีก็ได้ เจ้าจะมาทำหน้าเสียดายอะไร ตั้งใจไปฝึกฝนเถอะ นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าอยากเป็น ข้าก็อยู่ที่นี่แหละไม่ได้ไปไหน”

ไค่หยงพยายามเก็บความรู้สึก ไม่อยากให้เด็กน้อยเป็นกังวล พลางยื่นใบไม้สีทองให้ฤทธา

"นี่เป็นของที่ข้าอยากให้เจ้า เก็บมันไว้ให้ดี คิดซะว่าเป็นของที่ระลึกแทนตัวข้า"

ฤทธารับมาด้วยความสงสัย

“มันคืออะไรรึท่านปู่ สวยดีนะ” เขาพิจารณาอย่างตั้งใจ

“ใบไม้แห่งภูตน่ะ สามารถช่วยสัตว์วิญญาณที่กำลังใกล้ตายได้ เจ้าต้องเก็บไว้ให้ดีๆ อย่าให้ใครเห็น ข้าได้ผนึกกลิ่นอายของมันไว้แล้ว” เขากำชับฤทธา

“ดูก็รู้ว่าคงมีค่ามากข้าจะเก็บซ่อนอย่างดีขอรับ”

คืนนั้น ที่โต๊ะกินข้าว ฤทธาร่ำลาพ่อแม่ท่ามกลางความเงียบสงัด พ่อส่งสร้อยที่มีแหวนห้อยอยู่ให้เขาโดยไม่อธิบายอะไรมากนัก

"พ่อ...นี่มันอะไรเหรอครับ?"

ฤทธารับแหวนมาแล้วสวมไว้ที่คอ

"มันคือแหวนมิติไว้เก็บของ รอเจ้าถึงก่อเกิดปราณขั้นสามก็ใช้ได้ แม่เจ้ากับพ่อเตรียมของจำเป็นไว้ให้ ก่อนหน้านั้นเจ้าก็เก็บรักษามันไว้ให้ดี..." เจิ้งเทียนกำชับลูกชาย

“แม่เก็บของใส่ย่ามไว้ให้เจ้าหมดแล้ว ไม่ต้องกังวลอะไร ไปทำสิ่งที่ลูกอยากทำให้เต็มที่ อย่าลืมสิ่งที่พ่อกับแม่สอนเจ้าก็พอ”

เมิ่งเหยาพยายามสะกดกั้นอารมณ์

“ผมรู้ครับว่าพ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงแน่นอน ผมจะเขียนจดหมายมาบ่อยๆ นะครับ”

ฤทธาพยายามให้กำลังใจพ่อและแม่…

ค่ำคืนนั้น หลังจากที่หนูน้อยฤทธาหลับไปแล้ว

เจิ้งเทียนกับเมิ่งเหยานั่งอยู่หน้าบ้าน ต่างคนต่างมองดาวบนฟ้าโดยไม่พูดอะไรกัน

“ถึงจะทำใจไว้บ้างแล้ว ข้าก็ยังรู้สึกไม่พร้อมให้เขาจากไปอยู่ดี” เมิ่งเหยากล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

“เจ้าก็เห็นแววตาคู่นั้นแล้วนี่ แววตาที่เต็มไปด้วยความสุข ความดีใจและตื่นเต้นที่จะได้ทำตามความฝันของเขา”

เจิ้งเทียนหันไปกล่าวกับภรรยา

เมิ่งเหยาที่กำลังมองบนท้องฟ้ากล่าวพร้อมเอนศีรษะไปอิงไหล่สามี

“ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ข้าก็อยากเห็นเขาได้ทำตามความฝันของเขา พอเห็นเขามีความสุขขนาดนั้น ใจข้าก็พลอยเป็นสุขไปด้วย”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า..ข้าก็เช่นกัน ข้ารู้สึกตั้งแต่อุ้มเขาครั้งแรกแล้วว่า ลูกเรามีอะไรพิเศษบางอย่าง แต่ที่ข้าไม่คาดฝัน คือเจ้าหนูของเราจะได้เข้าสำนักเย่วจีด้วยนี่แหละ ข้าก็วางใจไปเปลาะหนึ่ง” เจิ้งเทียนโอบไหล่ภรรยา พร้อมตบเบาๆ ให้กำลังใจ

“นึกถึงคำพูดของนักบวช ที่ตั้งชื่อให้ฤทธา ตอนที่เราเดินทางมาที่นี่ ท่านว่าชื่อนี้หมายถึงการประสบความสำเร็จ” เมิ่งเหยาที่ยังคงเหม่อมองท้องฟ้าพูดกับสามี

เจิ้งเทียนพยักหน้าพร้อมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเช่นกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น

หน้าบ้านฤทธาเต็มไปด้วยผู้คนที่มาส่งเขา เป็นครั้งแรกที่คนในหมู่บ้านนี้จะได้ไปสำนักใหญ่

ไม่นานเรือเหาะก็ลอยมาจอด อาจารย์เกาเหาะลงมาอย่างนุ่มนวล ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาต้อนรับ

อาจารย์เกาเดินมาหาฤทธากับครอบครัว

“ท่านทั้งสองไม่ต้องเป็นห่วง สำนักเรามีสวัสดิการและทรัพยากรณ์มากมายที่รอสนับสนุนเขา และเขาจะปลอดภัยที่นั่น” อาจารย์เกากล่าวกับผู้ปกครองทั้งสอง

“ฝากท่านอาจารย์ช่วยอบรมเขาด้วยแล้วกันค่ะ ข้ากลัวเขาจะทำอะไรไม่ถูกกาลเทศะ เมื่ออยู่ที่นั่น” ผู้เป็นแม่ฝากฝังอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ข้าต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว”

อาจารย์เกากล่าวพร้อมกับหันไปทางฤทธา

“ป่ะ พร้อมหรือยังเจ้า…” เขาพยายามนึกชื่อ “ริ…ริ อะไรสักอย่าง”

“ฤทธาครับเขาชื่อฤทธา” เจิ้งเทียนบอกอาจารย์เกา

หนูน้อยฤทธาก้าวออกมา

“พร้อมครับ”

เสียงฤทธากังวานสดใส พร้อมโผเข้ากอดแม่และพ่อ ที่ยืนน้ำตาซึมอยู่

“ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกไปก่อนนะ ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะส่งข่าวมาบ่อยๆ” ทั้งสามกอดกันสักพัก

จากบนเรือเหาะเหมือนมีสายตาจากรูปปั้นเทพีคู่หนึ่งมองดูอยู่

หลังจากนั้นอาจารย์เกา ก็พาฤทธาเหาะขึ้นเรือไป พร้อมเสียงโห่ร้องยินดีของคนในหมู่บ้าน

ฤทธายืนโบกมือจากบนเรือที่ค่อยๆ ลอยห่างออกไป

เสียงในรูปปั้นดังขึ้นมา “กลิ่นบัว” ……..

บนเรือหลังจากลอยห่างหมู่บ้านมาแล้ว ฤทธาก็หลั่งน้ำตาออกมา

“ท่านพ่อ ท่านแม่ และทุกคน ข้าจะเข้มแข็งและจะเติบโตอย่างดี ไม่ต้องเป็นห่วง” หนูน้อยคิดในใจขณะมองภาพหมู่บ้านที่กำลังลับตาไป

“เจ้าอดทนเก่งไม่เบานะ ไม่อยากให้พวกเขาเห็นน้ำตาล่ะสิ” เสียงอาจารย์เกาเดินเข้ามา ตบไหล่เจ้าหนูเบาๆ พร้อมพาไปยืนดูพระอาทิตย์กำลังตกดินที่หัวเรือ.

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่30.การแข่งขัน

    ตอนที่ 30: การแข่งขันเมืองซานหยินเปลี่ยนโฉมในพริบตา นครโบราณแหล่งนักโบราณคดี ที่ปรกติเต็มไปด้วยเสียงท่องจำอักษรรูนและการสำรวจซากปรักหักพัง บัดนี้กลับถูกแต่งแต้มด้วยสีสันจากธงของราชวงศ์ ป้ายสมาคมการค้า อักษรสีทองของภาคีโอสถ และสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของหอวิญญาณยุทธ์ตอนนี้เรือเหาะของแต่ละสำนักทยอยมาจอดที่นอกเมือง มีรถม้าหลายคันไปรอรับนักเรียน ส่วนเหล่าคณาจารย์บ้างเหาะไปที่จัตุรัส บ้างขี่สัตว์พาหนะบินไป ในเมือง ชาวเมืองก็คึกคัก ยี่สิบปีแล้วกว่าสำนักเย่วจีจะวนมาเป็นเจ้าภาพ ผู้คนต่างเริ่มหลั่งไหลไปที่จัตุรัสกลางเมืองณ. จัตุรัสกลางเมือง เจดีย์สมบัติเทพ ถูกย้ายมาตั้งตระหง่านที่กลางเมือง แผ่พลังอำนาจอันลี้ลับอย่างเงียบงัน มันคือสิ่งก่อสร้างจากแดนสวรรค์ สมบัติลับของหอคอยวิญญาณยุทธ์ ซึ่งจะถูกเปิดใช้งานทุกๆ ห้าปีเท่านั้น"ข้ารู้สึกได้...เจดีย์นั่นระดับสวรรค์"เสียงเรโซ่พูดเบา ๆ ขณะจ้องมองยอดเจดีย์ที่สูงทุกคนทยอยเข้าไปที่โถงชั้นล่างของเจดีย์ โถงนี้เป็นสนามรับชมแข่งขันขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้คนได้มากมายภายในสนามแข่งขันมีเด็กหนุ่มสาวจากสี่สำนักใหญ่ รวมทั้งหมดแปดทีม แยกเป็นทีมชาย ทีมหญิงจากแต่ละสำนั

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่29.ศึกฝ่ายใน

    ตอนที่ 29: ศึกฝ่ายในเปิดเทอมวันแรก ฤทธาวัยสิบห้าปีถูกสำนักประกาศ ว่าเป็นคนคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถ ที่ไม่มีใครสามารถเปิดได้ สร้างคุณูปการมากมายให้สำนัก ฤทธาเองก็ตกใจกับประกาศนี้อีกหกเดือน ก่อนการแข่งศึกสี่สำนักจะเริ่มขึ้น การแข่งขันที่จัดขึ้นทุกห้าปี โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพระหว่างสี่สำนักใหญ่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน และเปิดโอกาสให้ศิษย์ระดับหัวกะทิได้แสดงฝีมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในระดับทวีป ปีนี้สำนักเย่วจีเป็นเจ้าภาพ และมอบหมายให้หอคอยวิญญาณยุทธ์ดูแลแต่ก่อนถึงวันนั้น ทางสำนักเย่วจีก็จัดให้มีการคัดเลือกทีมตัวแทนขึ้นภายในก่อน โดยแบ่งเป็นสองทีมจากฝ่ายใน คือบ้านขาวและบ้านดำ ทำการแข่งขันกันในสนามประลองของสำนัก ทีมอันดับหนึ่งจะได้เป็นตัวแทนเข้าสู้ศึกสี่สำนักณ. เวลานี้อันดับของศิษย์ในสำนักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังจากเด็กปีสี่เดิมขึ้นปีห้าก็ถูกส่งไปฝึกงานที่เมืองซีไห่เมืองหน้าด่านของทวีปใต้ที่ตั้งอยู่ริมแนวป่าเขตอสูร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวบ่อยครั้ง และเป็นสนามรบสำคัญในการฝึกประสบการณ์จริงหลังการเปลี่ยนแปลง จิมมี่ปีสี่ขึ้นมาอยู่อันดับ

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่28.สร้างรากฐาน

    ตอนที่ 28: สร้างรากฐานลมพัดเอื่อยเฉื่อยผ่านยอดไม้ ในสวนสมุนไพรเล็กๆ ที่ฤทธาปลูกไว้ด้านหลังหอพักของศิษย์ฝ่ายใน กลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ป่ากับใบสมุนไพรชั้นดีลอยคลุ้งไปทั่วมีคลื่นพลังสีทองกระจายออกมาจากเรือนพักเล็กๆ หลังสวนนั้นในเรือนฤทธาลืมตาจากการนั่งบ่มเพาะ เขาเพิ่งเลื่อนระดับ เข้าสู่ระดับห้า ระดับหลอมวิญญาณสำเร็จแล้วฤทธาเดินมานั่งยองๆ พลิกดูใบของสมุนไพรแต่ละต้นอย่างตั้งใจจู่ๆ ฤทธาก็รู้สึกร้อนที่ข้อมือขวา มือข้างที่สวมกำไล กำไลก็เปล่งแสงแล้วหายไป“กำไลหายไป แต่ข้ารู้สึกว่ามันยังอยู่”ฤทธาถามชีต้าร์“ไม่ได้หายไปไหนหรอก ตอนนี้มันหลอมรวมกับเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าจะให้มันปรากฏ ก็แค่คิดเท่านั้น”ชีต้าร์อธิบายฤทธาลองทำตามคำแนะนำ กำไลก็ปรากฏขึ้นมา เขารู้สึกถูกใจมาก ฤทธารู้สึกแปลกๆ ที่ดวงตา“ฤทธา ดวงตาเจ้าวิวัฒนาการจากดวงตาประเมินสิ่งของ ตอนนี้สามารถพินิจและวินิจฉัยสิ่งมีชีวิตได้ด้วย ข้าตั้งชื่อมันว่าเนตรพินิจ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”ไค่หยงบอกความสามารถใหม่พร้อมชื่อ“ดีเลยครับท่านปู่”เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดภาคเรียน ฤทธารู้ดีว่าเขาต้องเตรียมวางรากฐานสำหรับอนาคต ทั้งสำหรับตัวเอง และโดยเฉ

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่27.วางเดิมพัน

    ตอนที่ 27: วางเดิมพันช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสาม ฤทธาและเพื่อนๆ อย่างซูคิม จิมมี่ เรโซ่ และยอนมิน นัดกันซ้อมทีมเบาๆ เพื่อเตรียมรับภารกิจจากหอวิญญาณยุทธในอนาคต แม้จะเริ่มวางโครงสร้าทีมกันไว้บ้าง แต่ฤทธายังไม่เร่งรีบ เพราะในใจเขามุ่งเป้าไปที่สนามประลองกลาง ซึ่งกำลังจะเปิดศึกในไม่ช้าพวกเด็กๆ รวมตัวกันไปล่าสัตว์ เพื่อฝึกการต่อสู้ร่วมกัน แบ่งหน้าที่กันทำ เสร็จแล้วมาประชุมกัน เพื่อพูดคุยถึงการทำหน้าที่แต่ละคน“ข้าว่าตำแหน่งอย่างตอนนี้ก็ดีนะ ข้ากับซูอยู่หน้า ฤทธากับเรโซ่คุมปีกซ้ายและขวา ยอนมินอยู่กลางคอยสนับสนุน” จิมมี่บอกกับทุกคนทุกคนมองตากันพร้อมพยักหน้าเห็นด้วย“ว่าแต่เราจะใช้ชื่อทีมว่าอะไรดี” เรโซ่ถามคำถามนี้ทำให้ทุกคนหยุดคิดแล้วมองหน้ากัน แต่แล้วสายตาทุกคนก็มาหยุดอยู่ที่ฤทธา เหมือนจะขอความคิดเห็น“อ่า..ข้าชอบอะไรแบบที่เป็นสองอย่างแต่ขัดแย้งกันน่ะ อย่างเช่น กลางวันกลางคืน ขาวและดำ พิษกับยาถอนพิษอะไรแบบเนี้ย แต่ข้าตั้งชื่อไม่เก่งนะ แฮะๆ”ฤทธาตอบแบบไม่ให้ความหวัง“น่าสนใจ อะไรสองอย่างที่คู่กันแต่ต่างกัน”ซูคิมเกาคางใช้ความคิด“มืดกับสว่าง เป็นไง” ยอนมินลองเสนอสิ่งที่คิดออก“มืดกับสว่าง หน

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่26.ภารกิจใหม่

    ตอนที่ 26:ภารกิจใหม่สนามประลองใหญ่ของสำนักเย่วจี ในวันนี้เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ของศิษย์หลายร้อยชีวิต พื้นสนามกลมขนาดใหญ่ถูกห้อมล้อมด้วยเวทีหินและอักขระค่ายกลที่สลักไว้รอบด้าน เสียงประกาศของหอจัดการดังขึ้นเหนือเวที"วันนี้มีศึกใหญ่สามคู่ ได้แก่ อันดับที่สี่สิบสองเจียงซิว ปะทะ จิมมี่ ผู้ท้าชิงอันดับที่สี่สิบห้า อีกคู่คืออันดับที่ห้าสิบ หานเฉา ปะทะ ซูคิม ผู้ท้าชิงอันดับที่ห้าสิบสี่ และอันดับที่สามสิบเจ็ด เฟิ่งหยู ปะทะ จ้าวหมิน! อันดับที่สามสิบเก้า”สวัสดิการแต้มของสำนักที่ให้ต่อเดือน ทุกคนต่างจ้องตาเป็นมัน ถูกปิดประกาศชัดถ้อยชัดคำไว้ตามหอภารกิจและหอพัก อันดับหนึ่งถึงสิบ ห้าพันแต้มแต้มต่อเดือน อันดับสิบเอ็ดถึงห้าสิบสามพันแต้ม อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อยหนึ่งพันห้าร้อยแต้ม อันดับร้อยหนึ่งถึงสองร้อยแปดร้อยแต้มต่อเดือนและเมื่อใครติดหนึ่งในร้อยแล้ว จะสามารถประลองได้วันละสองครั้ง เดิมพันแต้มได้ตามอันดับสูงสุด อันดับห้าสิบเอ็ดถึงร้อย เดิมพันได้ไม่เกินหนึ่งพันแต้ม อันดับหนึ่งถึงห้าสิบ เดิมพันได้ไม่เกินสามพันแต้มเหล่าศิษย์ต่างหลั่งไหลมาที่สนามประลองใหญ่ เพื่อรอดูศึกอันดุเดือดจิมมี่ยืนบนเวทีด้วยท่า

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่25.หอวิญญาณยุทธ์

    ตอนที่ 25: หอวิญญาณยุทธ์แสงจันทร์จางหาย... ท้องฟ้ากลายเป็นผืนผ้ามืดมิดไร้ขอบเขตฤทธาตื่นขึ้นอีกครั้งในทะเลจิตวิญญาณของตนเองแต่สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ากลับทำให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะที่นี่...ไม่ใช่ทะเลจิตแบบเดิมคลื่นพลังลมปราณแผ่ซ่านรอบทิศ แต่ในความสงบกลับแฝงความยิ่งใหญ่ ดอกบัวห้าสีกลางสระที่เคยหมุนช้าๆ บัดนี้เบ่งบานเต็มที่ รัศมีสีสันสดใสดั่งอัญมณีเจิดจ้า...และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมที่ฐานดอกบัวมีโลหะสีทองห่อหุ้ม มีลวดลายสวยงามท้องฟ้าเหนือหัวกลับแปรปรวน มีรอยแยกมิติขนาดต่างๆ กระจายตัวไปทั่วและที่น่าตกใจที่สุดคืออักษรรูนลอยอยู่เหนือดอกบัว เป็นอักษรบนกำแพงหินในห้องลับ… มันค่อยๆ เปล่งแสง แล้วไหลเข้าสู่กลางหน้าผากของเขา“เคล็ดมิติเจ็ดรอยแยก…”เสียงสะท้อนดังขึ้นในใจ"มันคือปราณธาตุอีกธาตุหนึ่งที่เจ้าได้มา ตอนนี้เจ้ามีไตรธาตุ"เสียงของไค่หยงดังขึ้นในใจ"กระดูกวิญญาณธาตุมิตินั้นมิใช่เพียงพลังของการควบคุมมิติ... มันยังขยายขอบเขตจิตวิญญาณของเจ้า ทำให้ที่แห่งนี้เติบโต และข้าก็พลอยแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย"ไค่หยงอธิบายให้ฤทธาฟังฤทธาพึมพำเบาๆ"ทะเลจิต... ขยายขึ้น แล้วนี่มัน..."เขาใช้เวลาอีกพักเพื่อทำ

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่13.ปิดเทอม

    ตอนที่ 13: ปิดเทอมเช้าวันแรกของการปิดเทอม ศิษย์บางคนกลับบ้านไปตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวาน บางคนเตรียมตัวไปในช่วงเช้าขณะที่ฤทธากำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ที่สนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้านพัก อาจารย์เกา ศิษย์พี่ซู ศิษย์พี่จิมมี่เดินมาพร้อมกัน“ไงฤทธาร่างกายฟื้นตัวเป็นปรกติหรือยัง ยินดีด้วยกับอันดับหนึ่งนะ”อาจาร

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่12.หอคอยทดสอบปีหนึ่ง

    ตอนที่ 12: หอคอยทดสอบปี 1หลังจากได้ป้ายเขียนยันต์มาเป็นอาชีพที่สาม ฤทธาเริ่มฝึกเขียนยันต์สายฟ้าด้วยความมุ่งมั่น วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดก็สามารถเขียนยันต์สายฟ้าสำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อปลดปล่อยพลังออกมา สายฟ้าก็ฟาดลงไปตรงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำในขณะเดียวกัน ฤทธาก็ฝึกหลอมโอสถบำรุงปราณขั้นสูง โดยใช้

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่11.ทำสัญญากับชีต้าร์

    ตอนที่ 11: ทำสัญญากับชีต้าร์ฤทธาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของชีต้าร์ หลังจากผ่านการศึกษาเรื่องสัตว์วิญญาณมาระยะหนึ่งชีต้าร์เริ่มออกมาคุยกับเขาในตอนกลางคืนบ่อยขึ้น แต่ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งเพียงแค่เดินไปเดินมาก็แทบหมดแรงฤทธาจึงตัดสินใจไปค้นคว้าในหอสมุดของสำนัก จนพบข้อมูลสำคัญที่ท

  • แม่ครับ...ผมอยากเป็นจอมยุทธ์   ตอนที่10.นักเชิดหุ่นขั้นต้น

    ตอนที่10.นักเชิดหุ่นขั้นต้น.ในยุคแห่งสงครามเผ่าพันธุ์ มนุษย์ต้องรวมพลังต่อสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นๆ นอกจากพวกทหารและจอมยุทธแล้ว การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็พัฒนาควบคู่กันไปสมาคมการค้าคือกลุ่มที่ประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อประโยชน์ในสงครามและชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป ยุคนี้จึงเป็นยุคของก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status