ログインคราวนี้หลี่หยางเหอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบปรายมองชามดินเผาที่บ่าวรับใช้กำลังวางลงบนโต๊ะ ก่อนริมฝีปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
"สูตรพิเศษ" เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ
"แม่ครัวคนที่แปดก็เคยพูดเช่นนี้ ก่อนที่หัวของนางจะหลุดจากบ่า"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บ่าวรับใช้ทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
หลี่หยางเหอทอดสายตามองชามซุปตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้
แต่เพียงชั่วอึดใจ คิ้วเข้มของเขากลับขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ
ซุปถ้วยนี้ แตกต่างจากทุกถ้วยที่เขาเคยเห็น
น้ำซุปใสกระจ่างราวกับผลึกแก้ว ไม่มีคราบไขมันลอยแม้เพียงหยดเดียว ไม่มีเศษเนื้อหรือฟองขุ่นให้รำคาญสายตา
หากมองผ่าน ๆ คงนึกว่าเป็นเพียงน้ำร้อนธรรมดา
ทว่าเมื่อไอร้อนค่อย ๆ ลอยขึ้น กลับพากลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรโบราณแทรกซึมเข้ามาอย่างแผ่วเบา
ไม่ฉุน...
ไม่เลี่ยน...
ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย
กลิ่นนั้นกลับสะอาด สดชื่น และชวนให้ลำคอที่แห้งผากรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
ดวงตาของหลี่หยางเหอฉายแววครุ่นคิด
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เพียงแค่ได้กลิ่นอาหาร เขากลับไม่รู้สึกคลื่นไส้
"ผู้ใดเป็นคนทำ" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำกว่าปกติ
จิ้งซินรีบก้มศีรษะตอบ
"เรียนท่านอ๋อง สวี่สิ่นเอ๋อร์พะยะค่ะ"
"สวี่สิ่นเอ๋อร์"
"นางคือหญิงจากหอจันทราที่พ่อครัวใหญ่เพิ่งซื้อตัวมา เป็นแม่ครัวคนใหม่พะยะค่ะ"
หลี่หยางเหอเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ คล้ายกำลังใช้ความคิด
หญิงจากหอคณิกา กลับทำซุปได้ประณีตถึงเพียงนี้ หรือเป็นเพียงการเล่นกลหลอกตาอีกครั้ง
"เรียกนางเข้ามา"
"รับบัญชาพะยะค่ะ"
ไม่นานนัก สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็ถูกนำตัวเข้ามาภายในห้องทรงงาน
นางก้าวเข้ามาอย่างสำรวม ก่อนหยุดอยู่กลางห้องแล้วโค้งคำนับตามธรรมเนียม แม้ภายนอกจะก้มหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับอดแอบชำเลืองมองบุรุษตรงหน้าไม่ได้
โอ้โห... หล่อกว่าที่คิดอีก คิ้วคม จมูกโด่ง สันกรามได้รูป ผิวพรรณราวหยกขาว รูปร่างสูงสง่า สมกับเป็นชินอ๋องผู้เลื่องชื่อไปทั่วแผ่นดิน
แต่... หน้านิ่วคิ้วขมวดเสียจนเหมือนคนท้องผูกมาสามปีไม่มีผิด
สมแล้วที่คนทั้งวังลือกันว่าอารมณ์ร้าย
หล่อก็หล่ออยู่หรอก แต่ประสาทกินไม่เบาเลยนะพ่อคุณ
ขณะที่สิ่นเอ๋อร์กำลังลอบบ่นอยู่ในใจ หลี่หยางเหอก็กำลังพินิจนางไม่ต่างกัน
หญิงตรงหน้าผอมบางราวกับสายลมพัดก็ปลิวได้ ใบหน้าซีดเซียวราวคนป่วย เสื้อผ้าธรรมดาจนแทบไม่น่าสนใจ
หากไม่นับดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่สงบนิ่ง มั่นใจ และไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย แตกต่างจากแม่ครัวทั้งแปดคนก่อนโดยสิ้นเชิง
"เจ้าคือสวี่สิ่นเอ๋อร์" น้ำเสียงทุ้มดังขึ้นอย่างเย็นชา
"เพคะ"
"น้ำซุปใสเหมือนน้ำล้างมือเช่นนี้" เขาใช้นิ้วเรียวยาวเคาะขอบชามเบา ๆ
"เจ้ากล้าเอามาถวายข้าหรือ"
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบราวกับจะมองทะลุถึงความคิดของนาง
"รู้หรือไม่ว่า ความผิดฐานลบหลู่ข้ามีโทษเช่นไร"
สิ่นเอ๋อร์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบทะลุอก แต่นางก็ไม่ยอมหลบสายตา
เชฟมิชลินสามดาว ไม่เคยแพ้เพราะความกดดัน
"เรียนท่านอ๋อง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคง
"บางครั้ง สิ่งที่ตามองเห็น ก็หาใช่ความจริงทั้งหมดไม่" ประโยคนั้นทำเอาจิ้งซินและบ่าวรับใช้พากันหน้าซีด
กล้าเถียงท่านอ๋องต่อหน้าต่อตา ช่างไม่รักชีวิตจริง ๆ แต่หลี่หยางเหอกลับยกมือขึ้นห้ามทุกคนไว้
"ปล่อยให้นางพูด" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่ง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเพียงเล็กน้อย ราวกับเริ่มสนใจหญิงตรงหน้ามากกว่าซุปในชามเสียแล้ว
สิ่นเอ๋อร์จึงกล่าวต่ออย่างไม่รีรอ
"ซุปถ้วยนี้ แม้จะใสจนมองเห็นก้นชาม แต่รสชาติของมันกลับเข้มข้นกว่าซุปที่เคี่ยวต่อเนื่องสามวันเสียอีกเจ้าค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ" หลี่หยางเหอเลิกคิ้ว
"แล้วเหตุใดจึงใสเช่นนี้ หรือจะเป็นยาพิษ" น้ำเสียงประชดประชันทำเอาบ่าวหลายคนตัวสั่น แต่สิ่นเอ๋อร์กลับยิ้มบาง ๆ อย่างมั่นใจ
"หาใช่ยาพิษเจ้าค่ะ" นางก้าวเข้าไปอีกเพียงครึ่งก้าว ก่อนอธิบายอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"หม่อมฉันเพียงใช้ไข่ขาวช่วยดักจับคราบไขมัน สิ่งสกปรก และตะกอนทั้งหมดออกจากน้ำซุป จึงเหลือไว้เพียงแก่นแท้ของรสชาติเนื้อไก่และสมุนไพรที่บริสุทธิ์ที่สุด"
ทุกคนในห้องต่างมองหน้ากันอย่างงุนงง
ใช้... ไข่ขาวล้างน้ำซุป พวกเขาไม่เคยได้ยินวิธีเช่นนี้มาก่อน
สิ่นเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"หากท่านอ๋องทรงเสวยแล้ว ยังทรงรู้สึกอยากอาเจียนเหมือนเดิม" นางคุกเข่าลงอย่างสงบ
"หม่อมฉันยินดีถวายศีรษะ เป็นแม่ครัวคนที่เก้าด้วยตนเองเจ้าค่ะ"
สิ้นคำ... ห้องทรงงานทั้งห้องก็เงียบงันราวกับเวลาหยุดเดิน แม้แต่พ่อครัวใหญ่ที่แอบชะโงกฟังอยู่ด้านนอก ยังรู้สึกว่าหัวเข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบจนแทบทรุดลงกับพื้น
หญิงผู้นี้... เอาศีรษะของตัวเองมาเดิมพันจริง ๆ
บรรยากาศภายในห้องทรงงานเงียบงันราวกับเวลาได้หยุดเดิน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะอย่างไม่กะพริบ
หลี่หยางเหอมองสตรีร่างเล็กที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ดวงตาคู่นั้นไม่หลบเลี่ยง ไม่สั่นไหว แม้จะเพิ่งใช้ชีวิตของตนเองเป็นเดิมพัน
น่าสนใจ...
หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดกับเขาเช่นนี้
เขาค่อย ๆ เอื้อมมือหยิบช้อนเงินขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนตักน้ำซุปใสบริสุทธิ์ขึ้นมาพินิจ
ของเหลวสีอำพันอ่อนใสกระจ่างจนสะท้อนเงาของช้อนเงินได้อย่างชัดเจน ไม่มีคราบไขมันแม้เพียงหยดเดียว กลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรค่อย ๆ ลอยแตะปลายจมูก
แปลก... เพียงได้กลิ่น เขากลับไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนเหมือนทุกครั้ง
หลี่หยางเหอหยุดชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ ยกช้อนขึ้นแตะริมฝีปาก
สิ่นเอ๋อร์ลอบกลืนน้ำลาย หัวใจของนางเต้นรัวเสียยิ่งกว่าตอนรอฟังผลประกาศดาวมิชลินในชาติที่แล้วเสียอีก
เชฟทุกคนล้วนรู้ดี... ลูกค้าจะตัดสินอาหารตั้งแต่คำแรก
และลูกค้าตรงหน้าคนนี้ มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตของนางด้วยเช่นกัน น้ำซุปร้อนกำลังพอดีไหลผ่านริมฝีปากของชินอ๋อง ก่อนสัมผัสปลายลิ้นอย่างแผ่วเบา
"เป็นชื่อวิธีปรุงอาหารที่หม่อมฉันคิดขึ้นเองเพคะ หมายถึงการใช้ความร้อนอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ""แล้วมันต่างจากการนึ่งอย่างไร" คำถามนั้นทำให้สิ่นเอ๋อร์แอบชื่นชมอยู่ในใจ ไอ้อ๋องหน้าตายนี่ก็ฉลาดเหมือนกันแฮะ"ต่างกันตรงการควบคุมความร้อนเพคะ" นางอธิบาย"เนื้อปลาบอบบาง หากถูกความร้อนสูงเกินไป เนื้อจะหดตัวจนสูญเสียความชุ่มฉ่ำและเกิดกลิ่นคาวได้ง่าย หม่อมฉันจึงใช้ไฟอ่อนคงที่ ให้เนื้อปลาค่อย ๆ สุกอย่างช้า ๆ เพื่อรักษาความหวานและความนุ่มไว้ให้มากที่สุด" นางผายมือไปทางซอส"ส่วนซอสขิงหอม หม่อมฉันใช้กลิ่นจากขิงและต้นหอมเป็นหลัก รสไม่หนักจนเกินไป น่าจะช่วยให้พระองค์เสวยได้ง่ายขึ้นเพคะ"หลี่หยางเหอมองนางครู่หนึ่ง"น่าจะ"สิ่นเอ๋อร์ยิ้มแห้ง"หม่อมฉันมั่นใจเก้าส่วนเพคะ""แล้วอีกหนึ่งส่วน""เผื่อพระองค์เรื่องมากเกินกว่าที่หม่อมฉันคาดไว้เพคะ"จิ้งซินถึงกับสำลักลมหายใจกล้าพูด! นางกล้าพูดว่าท่านอ๋องเรื่องมากต่อหน้าพระพักตร์จริง ๆหลี่หยางเหอหรี่ตามองนาง สิ่นเอ๋อร์เพิ่งรู้ตัวว่าปากไวเกินไป จึงรีบก้มหน้า"หม่อมฉันหมายถึง พระองค์มีพระชิวหาที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไปเพคะ"มุมปากของหลี่หยางเหอกระตุกเล็กน้อย"ปาก
"ของตรงนั้นไงเจ้าคะ" สิ่นเอ๋อร์ยกมือชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้อง ตรงนั้นมีผักที่เริ่มเหี่ยว ขิงแก่ ต้นหอม และปลากะพงตัวไม่ใหญ่นักวางอยู่ในตะกร้า เป็นวัตถุดิบธรรมดาที่เตรียมไว้สำหรับทำอาหารให้ลูกมือในครัว"นั่นมันของที่พวกลูกมือเอาไว้กินกันนะ" พ่อครัวใหญ่แทบยกมือทาบอก"เจ้าจะเอาของแบบนั้นไปถวายชินอ๋องหรือ อยากถูกตัดหัวจริง ๆ หรืออย่างไร"สิ่นเอ๋อร์กลับยกยิ้มบาง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายมั่นใจ"วัตถุดิบชั้นเลิศไม่ได้วัดกันที่ราคาหรอกเจ้าค่ะ แต่อยู่ที่ว่าเราจะดึงรสชาติของมันออกมาได้มากเพียงใด และมันเหมาะกับลิ้นของคนกินหรือไม่ต่างหาก""แต่...""ท่านลุงคอยดูเถอะเจ้าค่ะ" นางหันกลับไปมองปลากะพง"บางครั้งเมนูธรรมดาที่ใช้วิธีไม่ธรรมดา นี่แหละที่จะสะกดลิ้นท่านอ๋องให้อยู่หมัด"กล่าวจบ สิ่นเอ๋อร์ก็เริ่มลงมือทันทีนางหยิบปลากะพงขึ้นมาตรวจดู แม้ตัวจะไม่ใหญ่ แต่ตายังใส เหงือกแดง เนื้อแน่น แสดงว่ายังสดดีมีดทำครัวถูกหยิบขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วฉับ! ฉับ!เพียงไม่กี่ครั้ง เนื้อปลาก็ถูกแล่ออกจากก้างอย่างสวยงามพ่อครัวใหญ่กับลูกมือที่ยืนล้อมดูต่างพากันตาค้าง"มือของนางเร็วเกินไปแล้ว""เนื้อปลาแทบไม่ติดก้างเลย"สิ่น
ชั่ววินาทีแรก เขาเตรียมรับความรู้สึกขม เฝื่อน หรือกลิ่นคาวที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความสะอาด โปร่งเบา ไร้กลิ่นคาวและไร้ความเลี่ยนที่เคยทำให้เขารังเกียจจากนั้น ความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันก็ค่อย ๆ แผ่กระจายอยู่บนปลายลิ้น ผสานกับกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ไม่กลบรสหลัก แต่ช่วยขับให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นความอบอุ่นจากน้ำซุปไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามานานหลายปีไม่มีอาการคลื่นไส้ ไม่มีรสขม ไม่มีความรู้สึกอยากอาเจียนแม้แต่น้อย ดวงตาคมของหลี่หยางเหอไหววูบเป็นครั้งแรกนี่คือรสชาติของอาหารอย่างนั้นหรือ รสชาติที่เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเช่นไรเขาหลุบตามองน้ำซุปในชามอีกครั้ง ก่อนตักขึ้นเสวยคำที่สอง แล้วคำที่สามทุกคนในห้องต่างเบิกตากว้าง จิ้งซินถึงกับเผลออ้าปากค้าง หลายปีมานี้ ท่านอ๋องไม่เคยเสวยอาหารคำที่สอง แต่วันนี้กลับเสวยต่อเนื่องถึงสามคำสิ่นเอ๋อร์เองก็แทบไม่เชื่อสายตาสำเร็จ... เทคนิคการเคลียร์ซุปใช้ได้ผลจริง การดักจับไขมันและสิ่งเจือปนทั้งหมดออกจากน้ำซุป ทำให้เหลือเพียงรสชาติบริสุทธิ์ที่สุด ดูเหมือนลิ้นของท่านอ๋องจะย
คราวนี้หลี่หยางเหอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบปรายมองชามดินเผาที่บ่าวรับใช้กำลังวางลงบนโต๊ะ ก่อนริมฝีปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา"สูตรพิเศษ" เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ"แม่ครัวคนที่แปดก็เคยพูดเช่นนี้ ก่อนที่หัวของนางจะหลุดจากบ่า"ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บ่าวรับใช้ทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังหลี่หยางเหอทอดสายตามองชามซุปตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้แต่เพียงชั่วอึดใจ คิ้วเข้มของเขากลับขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจซุปถ้วยนี้ แตกต่างจากทุกถ้วยที่เขาเคยเห็นน้ำซุปใสกระจ่างราวกับผลึกแก้ว ไม่มีคราบไขมันลอยแม้เพียงหยดเดียว ไม่มีเศษเนื้อหรือฟองขุ่นให้รำคาญสายตาหากมองผ่าน ๆ คงนึกว่าเป็นเพียงน้ำร้อนธรรมดาทว่าเมื่อไอร้อนค่อย ๆ ลอยขึ้น กลับพากลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรโบราณแทรกซึมเข้ามาอย่างแผ่วเบาไม่ฉุน...ไม่เลี่ยน...ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อยกลิ่นนั้นกลับสะอาด สดชื่น และชวนให้ลำคอที่แห้งผากรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดดวงตาของหลี่หยางเหอฉายแววครุ่นคิดนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เพียงแค่ได้กลิ่นอาหาร เขากลับไม่รู้สึกคลื่นไส้"ผู้ใดเป็นคนทำ" น้ำเสียงของเ
"นี่ยังไม่ตื่นอีกหรือ หากยามอู่น้ำซุปยังตั้งโต๊ะไม่ทัน หัวของเจ้ากับหัวของข้าได้หลุดจากบ่าพร้อมกันแน่"เสียงตะโกนแสบแก้วหูดังสนั่น พร้อมแรงกระชากที่หัวไหล่อย่างแรง ทำให้สวี่สิ่นเอ๋อร์สะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงงกลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นเครื่องเทศฉุนจัดพุ่งเข้าปะทะจมูกจนแทบหายใจไม่ทันเดี๋ยวนะ นี่มันไม่ใช่ห้องครัวมิชลินสามดาวของฉันนี่ภาพตรงหน้าไม่ใช่ครัวสเตนเลสสะอาดสะอ้านที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำอาหารทันสมัย หากแต่เป็นครัวหลวงขนาดใหญ่ เตาถ่านหลายสิบเตาเรียงราย ควันสีเทาลอยอวลไปทั่วจนแทบมองไม่เห็นอะไรเบื้องหน้าของนางคือชายวัยกลางคนในชุดพ่อครัวโบราณ ใบหน้าดำคล้ำเปื้อนเขม่าควัน ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน กำลังจ้องนางไม่วางตา"มัวแต่มองหน้าข้าทำไม สวี่สิ่นเอ๋อร์ รีบไปยกหม้อซุปสิ ชินอ๋องมีรับสั่งไว้ หากวันนี้รสชาติอาหารยังทำให้พระองค์ทรงอาเจียนอีก เจ้า..." พ่อครัวยกนิ้วชี้มาทางนาง นิ้วที่สั่นระริกเผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด"หัวของเจ้าต้องหลุดจากบ่าแน่ เป็นคนที่เก้าพอดี""หา หัวหลุดคนที่เก้า" สิ่นเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นคลำศีรษะของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะก้มสำรวจร่างกายด้วยสัญ







