로그인ชั่ววินาทีแรก เขาเตรียมรับความรู้สึกขม เฝื่อน หรือกลิ่นคาวที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความสะอาด โปร่งเบา ไร้กลิ่นคาวและไร้ความเลี่ยนที่เคยทำให้เขารังเกียจ
จากนั้น ความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันก็ค่อย ๆ แผ่กระจายอยู่บนปลายลิ้น ผสานกับกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ไม่กลบรสหลัก แต่ช่วยขับให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น
ความอบอุ่นจากน้ำซุปไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามานานหลายปี
ไม่มีอาการคลื่นไส้ ไม่มีรสขม ไม่มีความรู้สึกอยากอาเจียนแม้แต่น้อย ดวงตาคมของหลี่หยางเหอไหววูบเป็นครั้งแรก
นี่คือรสชาติของอาหารอย่างนั้นหรือ รสชาติที่เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเช่นไร
เขาหลุบตามองน้ำซุปในชามอีกครั้ง ก่อนตักขึ้นเสวยคำที่สอง แล้วคำที่สาม
ทุกคนในห้องต่างเบิกตากว้าง จิ้งซินถึงกับเผลออ้าปากค้าง หลายปีมานี้ ท่านอ๋องไม่เคยเสวยอาหารคำที่สอง แต่วันนี้กลับเสวยต่อเนื่องถึงสามคำ
สิ่นเอ๋อร์เองก็แทบไม่เชื่อสายตา
สำเร็จ... เทคนิคการเคลียร์ซุปใช้ได้ผลจริง การดักจับไขมันและสิ่งเจือปนทั้งหมดออกจากน้ำซุป ทำให้เหลือเพียงรสชาติบริสุทธิ์ที่สุด ดูเหมือนลิ้นของท่านอ๋องจะยังตอบสนองต่อรสธรรมชาติที่สะอาดอยู่
ถ้าค่อย ๆ ปรับอาหารให้เหมาะกับอาการ บางทีนางอาจรักษาโรคประหลาดของเขาได้จริงก็เป็นได้
"ท่านอ๋อง" จิ้งซินเอ่ยเรียกเสียงเบา สีหน้าทั้งลุ้นทั้งกังวล "ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพะยะค่ะ"
มือของเขาแตะด้ามดาบโดยไม่รู้ตัว หากท่านอ๋องอาเจียนขึ้นมาเมื่อใด ศีรษะของแม่ครัวคนใหม่คงหลุดจากบ่าในทันที
หลี่หยางเหอไม่ได้ตอบในทันที เขาวางช้อนเงินลงบนขอบชาม
แกร๊ก...
เสียงโลหะกระทบเครื่องเคลือบดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่กลับทำให้คนทั้งห้องสะดุ้งเฮือก
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ แม้แต่พ่อครัวใหญ่ที่แอบยืนลุ้นอยู่หน้าประตูยังหลับตาปี๋ เตรียมทำใจรับชะตากรรม
หลี่หยางเหอเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสวี่สิ่นเอ๋อร์ตรง ๆ
"รสชาติ..." เขาเว้นจังหวะเสียจนหัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้น ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับต้องการมองให้ทะลุถึงตัวตนที่แท้จริง
"พอกินได้" เพียงสี่คำสั้น ๆ กลับทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
ก่อนที่ทุกคนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พอกินได้... คำธรรมดาที่ออกจากปากของชินอ๋องผู้ขึ้นชื่อว่าเรื่องมากที่สุดในแผ่นดิน ผู้ซึ่งเคยสั่งประหารแม่ครัวมาแล้วถึงแปดคน
นั่นหมายความว่า แม่ครัวคนใหม่รอดชีวิตแล้ว
พ่อครัวใหญ่ถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้น ยกมือทาบอกด้วยความโล่งใจ
"สวรรค์คุ้มครอง ในที่สุดก็มีคนรอดเสียที"
จิ้งซินเองก็แอบถอนหายใจยาว ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากด้ามดาบ
สิ่นเอ๋อร์ย่อกายคำนับอย่างนอบน้อม แม้ใบหน้าจะยังสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเป็นประกายด้วยความยินดี
"หม่อมฉันขอบพระทัยท่านอ๋องเพคะ" ทว่าสิ่งที่นางพูดออกมา กับสิ่งที่กำลังตะโกนอยู่ในใจ กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
รอดแล้วโว้ย! หัวฉันยังอยู่ มิชลินสามดาวไม่เคยทรยศกันจริง ๆ มุมปากของหลี่หยางเหอขยับขึ้นเพียงน้อยนิด แม้สีหน้าจะยังเรียบนิ่ง แต่แววตากลับฉายความสนใจที่ไม่เคยมีต่อผู้ใดมาก่อน
สตรีตรงหน้าผู้นี้ ไม่เพียงทำซุปที่เขาเสวยได้
นางยังทำให้เขารู้สึก อยากลิ้มลองอาหารจานต่อไป
"แต่..." เพียงคำเดียว รอยยิ้มของสิ่นเอ๋อร์ก็แข็งค้าง
หลี่หยางเหอเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างสง่างาม ใช้นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ
"แค่น้ำซุปเพียงถ้วยเดียว ยังพิสูจน์สิ่งใดไม่ได้"
เขามองนางด้วยสายตานิ่งลึก
"มื้อเย็นวันนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงอำนาจจนคนฟังเผลอกลั้นหายใจ
"หากอาหารของเจ้าด้อยกว่าซุปถ้วยนี้แม้เพียงนิด..."
เขาเหลือบมองจิ้งซินที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"ดาบของจิ้งซิน ก็ยังคงรอคอของเจ้าอยู่เช่นเดิม"
จิ้งซินก้มหน้ารับคำอย่างเคร่งขรึม
"รับบัญชาพะยะค่ะ"
สิ่นเอ๋อร์ยิ้มค้างอยู่เช่นนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อย เมื่อครู่นางยังซาบซึ้งกับการรอดชีวิตอยู่แท้ ๆ
ไหงกลับกลายเป็นต้องสอบรอบสองเสียแล้ว
นางก้มหน้ารับคำอย่างนอบน้อม
"หม่อมฉันจะไม่ทำให้ท่านอ๋องผิดหวังเพคะ" แต่ทันทีที่ก้มหน้าลง รอยยิ้มหวานก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ในพริบตา
หน็อย... ไอ้อ๋องหน้าตาย ทำเป็นขรึม ทำเป็นเรื่องมาก คิดว่าข้าจะกลัวหรือ
ได้... ในเมื่ออยากทดสอบเชฟมิชลินนัก มื้อเย็นนี้ ข้าจะจัดเมนูที่ทำให้ทั้งวังต้องตะลึง
แล้วท่านอ๋องจะได้รู้ว่า... คำว่า "พอกินได้" น่ะ ยังห่างไกลจากอาหารของข้าอีกมาก
หลังจากรอดตายจากมื้อเที่ยงมาได้อย่างฉิวเฉียด สวี่สิ่นเอ๋อร์ก็กลับมายังห้องครัวใหญ่ของวังอ๋องอีกครั้ง
ทว่าบรรยากาศภายในครัวตอนนี้กลับแตกต่างจากเมื่อเช้าราวกับเป็นคนละสถานที่
ก่อนหน้านี้ทุกคนยังมองนางด้วยสายตาเวทนาปนหวาดกลัว ราวกับกำลังมองคนตายที่ยังหายใจได้ แต่ยามนี้ไม่ว่าจะเป็นพ่อครัวใหญ่ ลูกมือ หรือบรรดาบ่าวรับใช้ ต่างพากันจ้องนางด้วยสายตาเลื่อมใสเสียจนสิ่นเอ๋อร์เริ่มทำตัวไม่ถูก
"แม่นางสวี่ ไม่สิ... ท่านอาจารย์สวี่" พ่อครัวใหญ่กุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าที่เคยดำคร่ำเครียดบัดนี้แย้มยิ้มจนตาหยี
"ท่านทำได้อย่างไร ท่านอ๋องเสวยซุปไปถึงสามคำ สามคำเชียวนะ นี่มันปาฏิหาริย์ชัด ๆ"
"แค่น้ำซุปถ้วยเดียวเองเจ้าค่ะ ท่านลุงอย่าเพิ่งยกข้าขึ้นหิ้งเลย" สิ่นเอ๋อร์ถอนหายใจพลางถกแขนเสื้อขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เตรียมลงมือทำงานต่อ
"มื้อเย็นนี้ท่านอ๋องรับสั่งไว้แล้ว หากรสชาติด้อยกว่าซุปเมื่อเที่ยงแม้แต่น้อย คอของข้าก็ยังต้องหลุดจากบ่าอยู่ดี" พ่อครัวใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันหน้าซีด
"ถ้าเช่นนั้นมื้อเย็นนี้เราจะทำอะไรกันดี" เขารีบเดินไปเปิดตู้เก็บวัตถุดิบ
"ข้าเตรียมเป็ดอย่างดี หมูหัน แล้วก็กระเพาะปลาชั้นเลิศเอาไว้ให้เจ้าแล้ว ของพวกนี้ล้วนเป็นวัตถุดิบราคาแพงที่สุดในครัว"
สิ่นเอ๋อร์เดินตามไปมอง ก่อนส่ายหน้าช้า ๆ เป็ดเนื้อแน่น หมูหันติดมัน กระเพาะปลาชั้นดี
หากเป็นคนทั่วไป ของพวกนี้ย่อมเรียกได้ว่าเป็นอาหารเลิศรส แต่สำหรับชินอ๋องที่มีภาวะลิ้นรับรสผิดเพี้ยน อีกทั้งกระเพาะยังไวต่ออาหารมันและกลิ่นแรง วัตถุดิบเหล่านี้กลับไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเลยสักนิด
ขืนยกของมัน ๆ เลี่ยน ๆ ไปถวาย มีหวังยังไม่ทันเดินพ้นประตูตำหนัก นางคงต้องเตรียมหลุมฝังศพของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า
"เมนูเดิม ๆ คือเส้นทางสู่อเวจีเจ้าค่ะ" สิ่นเอ๋อร์เอ่ยเรียบ ๆ "ข้าไม่ใช้ของพวกนี้"
"หา!" พ่อครัวใหญ่เบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
"วัตถุดิบชั้นเลิศถึงเพียงนี้เจ้าไม่ใช้ แล้วเจ้าจะเอาอะไรทำอาหารมื้อเย็นถวายท่านอ๋องกันเล่า"
"เป็นชื่อวิธีปรุงอาหารที่หม่อมฉันคิดขึ้นเองเพคะ หมายถึงการใช้ความร้อนอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ""แล้วมันต่างจากการนึ่งอย่างไร" คำถามนั้นทำให้สิ่นเอ๋อร์แอบชื่นชมอยู่ในใจ ไอ้อ๋องหน้าตายนี่ก็ฉลาดเหมือนกันแฮะ"ต่างกันตรงการควบคุมความร้อนเพคะ" นางอธิบาย"เนื้อปลาบอบบาง หากถูกความร้อนสูงเกินไป เนื้อจะหดตัวจนสูญเสียความชุ่มฉ่ำและเกิดกลิ่นคาวได้ง่าย หม่อมฉันจึงใช้ไฟอ่อนคงที่ ให้เนื้อปลาค่อย ๆ สุกอย่างช้า ๆ เพื่อรักษาความหวานและความนุ่มไว้ให้มากที่สุด" นางผายมือไปทางซอส"ส่วนซอสขิงหอม หม่อมฉันใช้กลิ่นจากขิงและต้นหอมเป็นหลัก รสไม่หนักจนเกินไป น่าจะช่วยให้พระองค์เสวยได้ง่ายขึ้นเพคะ"หลี่หยางเหอมองนางครู่หนึ่ง"น่าจะ"สิ่นเอ๋อร์ยิ้มแห้ง"หม่อมฉันมั่นใจเก้าส่วนเพคะ""แล้วอีกหนึ่งส่วน""เผื่อพระองค์เรื่องมากเกินกว่าที่หม่อมฉันคาดไว้เพคะ"จิ้งซินถึงกับสำลักลมหายใจกล้าพูด! นางกล้าพูดว่าท่านอ๋องเรื่องมากต่อหน้าพระพักตร์จริง ๆหลี่หยางเหอหรี่ตามองนาง สิ่นเอ๋อร์เพิ่งรู้ตัวว่าปากไวเกินไป จึงรีบก้มหน้า"หม่อมฉันหมายถึง พระองค์มีพระชิวหาที่ละเอียดอ่อนกว่าคนทั่วไปเพคะ"มุมปากของหลี่หยางเหอกระตุกเล็กน้อย"ปาก
"ของตรงนั้นไงเจ้าคะ" สิ่นเอ๋อร์ยกมือชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้อง ตรงนั้นมีผักที่เริ่มเหี่ยว ขิงแก่ ต้นหอม และปลากะพงตัวไม่ใหญ่นักวางอยู่ในตะกร้า เป็นวัตถุดิบธรรมดาที่เตรียมไว้สำหรับทำอาหารให้ลูกมือในครัว"นั่นมันของที่พวกลูกมือเอาไว้กินกันนะ" พ่อครัวใหญ่แทบยกมือทาบอก"เจ้าจะเอาของแบบนั้นไปถวายชินอ๋องหรือ อยากถูกตัดหัวจริง ๆ หรืออย่างไร"สิ่นเอ๋อร์กลับยกยิ้มบาง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายมั่นใจ"วัตถุดิบชั้นเลิศไม่ได้วัดกันที่ราคาหรอกเจ้าค่ะ แต่อยู่ที่ว่าเราจะดึงรสชาติของมันออกมาได้มากเพียงใด และมันเหมาะกับลิ้นของคนกินหรือไม่ต่างหาก""แต่...""ท่านลุงคอยดูเถอะเจ้าค่ะ" นางหันกลับไปมองปลากะพง"บางครั้งเมนูธรรมดาที่ใช้วิธีไม่ธรรมดา นี่แหละที่จะสะกดลิ้นท่านอ๋องให้อยู่หมัด"กล่าวจบ สิ่นเอ๋อร์ก็เริ่มลงมือทันทีนางหยิบปลากะพงขึ้นมาตรวจดู แม้ตัวจะไม่ใหญ่ แต่ตายังใส เหงือกแดง เนื้อแน่น แสดงว่ายังสดดีมีดทำครัวถูกหยิบขึ้นมาอย่างคล่องแคล่วฉับ! ฉับ!เพียงไม่กี่ครั้ง เนื้อปลาก็ถูกแล่ออกจากก้างอย่างสวยงามพ่อครัวใหญ่กับลูกมือที่ยืนล้อมดูต่างพากันตาค้าง"มือของนางเร็วเกินไปแล้ว""เนื้อปลาแทบไม่ติดก้างเลย"สิ่น
ชั่ววินาทีแรก เขาเตรียมรับความรู้สึกขม เฝื่อน หรือกลิ่นคาวที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความสะอาด โปร่งเบา ไร้กลิ่นคาวและไร้ความเลี่ยนที่เคยทำให้เขารังเกียจจากนั้น ความหวานตามธรรมชาติของเนื้อไก่ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันก็ค่อย ๆ แผ่กระจายอยู่บนปลายลิ้น ผสานกับกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ไม่กลบรสหลัก แต่ช่วยขับให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้นความอบอุ่นจากน้ำซุปไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามานานหลายปีไม่มีอาการคลื่นไส้ ไม่มีรสขม ไม่มีความรู้สึกอยากอาเจียนแม้แต่น้อย ดวงตาคมของหลี่หยางเหอไหววูบเป็นครั้งแรกนี่คือรสชาติของอาหารอย่างนั้นหรือ รสชาติที่เขาเกือบลืมไปแล้วว่ามันเป็นเช่นไรเขาหลุบตามองน้ำซุปในชามอีกครั้ง ก่อนตักขึ้นเสวยคำที่สอง แล้วคำที่สามทุกคนในห้องต่างเบิกตากว้าง จิ้งซินถึงกับเผลออ้าปากค้าง หลายปีมานี้ ท่านอ๋องไม่เคยเสวยอาหารคำที่สอง แต่วันนี้กลับเสวยต่อเนื่องถึงสามคำสิ่นเอ๋อร์เองก็แทบไม่เชื่อสายตาสำเร็จ... เทคนิคการเคลียร์ซุปใช้ได้ผลจริง การดักจับไขมันและสิ่งเจือปนทั้งหมดออกจากน้ำซุป ทำให้เหลือเพียงรสชาติบริสุทธิ์ที่สุด ดูเหมือนลิ้นของท่านอ๋องจะย
คราวนี้หลี่หยางเหอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบปรายมองชามดินเผาที่บ่าวรับใช้กำลังวางลงบนโต๊ะ ก่อนริมฝีปากหยักจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา"สูตรพิเศษ" เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ"แม่ครัวคนที่แปดก็เคยพูดเช่นนี้ ก่อนที่หัวของนางจะหลุดจากบ่า"ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง บ่าวรับใช้ทุกคนต่างก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดังหลี่หยางเหอทอดสายตามองชามซุปตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้แต่เพียงชั่วอึดใจ คิ้วเข้มของเขากลับขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจซุปถ้วยนี้ แตกต่างจากทุกถ้วยที่เขาเคยเห็นน้ำซุปใสกระจ่างราวกับผลึกแก้ว ไม่มีคราบไขมันลอยแม้เพียงหยดเดียว ไม่มีเศษเนื้อหรือฟองขุ่นให้รำคาญสายตาหากมองผ่าน ๆ คงนึกว่าเป็นเพียงน้ำร้อนธรรมดาทว่าเมื่อไอร้อนค่อย ๆ ลอยขึ้น กลับพากลิ่นหอมละมุนของเนื้อไก่และสมุนไพรโบราณแทรกซึมเข้ามาอย่างแผ่วเบาไม่ฉุน...ไม่เลี่ยน...ไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อยกลิ่นนั้นกลับสะอาด สดชื่น และชวนให้ลำคอที่แห้งผากรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดดวงตาของหลี่หยางเหอฉายแววครุ่นคิดนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เพียงแค่ได้กลิ่นอาหาร เขากลับไม่รู้สึกคลื่นไส้"ผู้ใดเป็นคนทำ" น้ำเสียงของเ
"นี่ยังไม่ตื่นอีกหรือ หากยามอู่น้ำซุปยังตั้งโต๊ะไม่ทัน หัวของเจ้ากับหัวของข้าได้หลุดจากบ่าพร้อมกันแน่"เสียงตะโกนแสบแก้วหูดังสนั่น พร้อมแรงกระชากที่หัวไหล่อย่างแรง ทำให้สวี่สิ่นเอ๋อร์สะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงงกลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นเครื่องเทศฉุนจัดพุ่งเข้าปะทะจมูกจนแทบหายใจไม่ทันเดี๋ยวนะ นี่มันไม่ใช่ห้องครัวมิชลินสามดาวของฉันนี่ภาพตรงหน้าไม่ใช่ครัวสเตนเลสสะอาดสะอ้านที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำอาหารทันสมัย หากแต่เป็นครัวหลวงขนาดใหญ่ เตาถ่านหลายสิบเตาเรียงราย ควันสีเทาลอยอวลไปทั่วจนแทบมองไม่เห็นอะไรเบื้องหน้าของนางคือชายวัยกลางคนในชุดพ่อครัวโบราณ ใบหน้าดำคล้ำเปื้อนเขม่าควัน ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน กำลังจ้องนางไม่วางตา"มัวแต่มองหน้าข้าทำไม สวี่สิ่นเอ๋อร์ รีบไปยกหม้อซุปสิ ชินอ๋องมีรับสั่งไว้ หากวันนี้รสชาติอาหารยังทำให้พระองค์ทรงอาเจียนอีก เจ้า..." พ่อครัวยกนิ้วชี้มาทางนาง นิ้วที่สั่นระริกเผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด"หัวของเจ้าต้องหลุดจากบ่าแน่ เป็นคนที่เก้าพอดี""หา หัวหลุดคนที่เก้า" สิ่นเอ๋อร์รีบยกมือขึ้นคลำศีรษะของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะก้มสำรวจร่างกายด้วยสัญ







