Mag-log inกลิ่นดิน กลิ่นใบหม่อน และกลิ่นควันจางๆ จากเตาไฟลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นของชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขอย่างที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ชุนเซียงเดินผ่านชาวบ้านที่กำลังทำงานในไร่นา พวกเขามองมายังนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนระแวงในคนแปลกหน้า ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกันเสียงเบา
นางเดินมาจนถึงใจกลางหมู่บ้าน ที่ซึ่งมีโรงน้ำชาเล็กๆ ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับเป็นผู้พิทักษ์ของหมู่บ้าน
บนโต๊ะไม้เก่าๆ สองสามตัว มีชายชรากำลังนั่งล้อมวงเล่นหมากรุกกันอย่างคร่ำเคร่ง สตรีวัยกลางคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งเลือกผักพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระเสียงดังฟังชัด ชุนเซียงหยุดยืนอยู่หน้าร้านด้วยความลังเล ท้องของนางร้องประท้วงด้วยความหิวโหย แต่เงินอีแปะที่เหลือติดตัวอยู่เพียงน้อยนิดทำให้นางไม่กล้าที่จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
ขณะนั้นเอง ประตูไม้ของโรงน้ำชาก็ถูกเปิดออก สตรีชราผมสีดอกเลาผู้หนึ่งเดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา ริ้วรอยบนใบหน้าของนางบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไป แต่ดวงตากลับยังคงแจ่มใสและอบอุ่น นางคือ คุณย่าโจว เจ้าของโรงน้ำชาแห่งนี้ “แม่หนู…เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยน่าดู เข้ามานั่งพักดื่มน้ำชาก่อนสิ” คุณย่าโจวเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่แฝงความห่วงใย
ชุนเซียงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อมตามความเคยชินจนแผ่นหลังตั้งตรงงดงาม “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านย่า แต่ข้าเกรงว่าจะรบกวน…”
“ไม่มีแต่หรอกน่า น้ำชาถ้วยเดียวไม่ทำให้โรงน้ำชาของข้าล่มจมได้หรอก” คุณย่าโจวกล่าวอย่างอารมณ์ดีพลางจูงมือนางเข้าไปนั่งที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่
“คนเดินทาง ผ่านมาพึ่งใบบุญกันเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา”
น้ำชาร้อนๆ ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นและหมั่นโถวหนึ่งลูกที่ยังอุ่นๆ ถูกนำมาวางตรงหน้า ชุนเซียง กล่าวขอบคุณเสียงแผ่วก่อนจะลงมือกินอย่างช้าๆ แม้จะหิวเพียงใด แต่มารยาทที่ถูกอบรมมาตั้งแต่เด็กก็ยังคงติดตัวนางอยู่ นางฉีกหมั่นโถวเป็นคำเล็กๆ แล้วค่อยๆ เคี้ยวอย่างสำรวม
คุณย่าโจวมองดูนางด้วยแววตาที่เอ็นดูระคนพินิจพิเคราะห์
“ดูท่าทางของเจ้าแล้ว ไม่น่าจะใช่คนจากหมู่บ้านแถบนี้สินะ มาหาญาติรึ?”
“ข้าไม่มีญาติที่ไหนหรอกเจ้าค่ะ”
ชุนเซียงตอบเสียงเบา สายตาหลุบต่ำลงมองถ้วยชา “ข้า…ข้าเพียงแค่เดินทางผ่านมา และกำลังมองหางานทำและที่ซุกหัวนอนเล็กๆ เท่านั้น”
“งานรึ?” คุณย่าโจวทวนคำพลางรินน้ำชาเพิ่มให้
“งานในหมู่บ้านเรามีแต่เพียงงานหนักในไร่นา ไม่ก็งานเลี้ยงไหมที่ต้องอดทน เจ้าดูท่าทางบอบบางเช่นนี้จะทำไหวรึ?”
“ข้าทำได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ”
ชุนเซียงเงยหน้าขึ้นสบตาอย่างแน่วแน่
“ขอเพียงแค่มีที่พักและมีอาหารให้กินก็พอ ข้าไม่เกี่ยงงานหนัก”
คุณย่าโจวมองลึกลงไปในดวงตาของนาง แววตาที่แม้จะเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงฉายประกายของความเด็ดเดี่ยวและไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาซ่อนอยู่ นางถอนใจเบาๆ “ถ้าเช่นนั้น…ที่ท้ายหมู่บ้านมีกระท่อมร้างอยู่หลังหนึ่ง มันเก่าและโทรมมาก เป็นของชายชราผู้หนึ่งที่สิ้นใจไปเมื่อปีก่อน ลูกหลานเขาก็ย้ายเข้าเมืองไปหมด ไม่มีใครต้องการมันอีกแล้ว หากเจ้าไม่รังเกียจ ก็ไปพักที่นั่นก่อนได้ ส่วนเรื่องงาน…ก็ค่อยๆ มองหาไปแล้วกัน”
ข้อเสนอนั้นราวกับแสงสว่างที่ส่องลงมาในความืดมิด!
“จริงหรือเจ้าคะ” ชุนเซียงดีใจจนเผลอลุกขึ้นยืน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ “ท่านย่า…ท่าน…” นางโค้งคำนับครั้งแล้วครั้งเล่าจนคุณย่าโจวต้องรีบห้ามไว้
“พอแล้วๆ แม่หนู ไม่ต้องมากมายขนาดนั้น” คุณย่าโจวหัวเราะเบาๆ “คนเราตกทุกข์ได้ยาก ช่วยเหลือกันได้ก็ต้องช่วยกัน ไปเถอะ เดินตรงไปตามทางนี้จนสุดหมู่บ้านก็จะเห็นเอง”
ขณะที่ย่าโจวบอกทาง ฟืนสองสามท่อนที่วางพะเนินตรงหน้าร้านพลันกลิ้งตกลงมากระแทกพื้นดิน ชุนเซียงรีบก้าวไปเก็บขึ้นมาเรียงให้เรียบร้อย ราวกับเป็นสัญชาตญาณที่มิอาจนิ่งเฉยได้
เด็กเล็กสองคนวิ่งกรูกันเข้ามาในโรงน้ำชา ส่งเสียงเจื้อยแจ้วว่าหิวโหย คุณย่าโจวจึงบอกให้รอ ชุนเซียงเห็นดังนั้นก็ก้าวไปช่วยยกกาน้ำร้อนจากเตา ตักน้ำชาส่งให้เด็ก ๆ ด้วยท่าทีอ่อนโยน เด็กน้อยทั้งสองยกมือไหว้แล้วหัวเราะคิกคัก ทำให้รอยยิ้มบางคลี่ขึ้นบนริมฝีปากของนาง รอยยิ้มที่อบอุ่นกว่าที่นางเคยมีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
คุณย่าโจวมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาที่เดิมเต็มไปด้วยความเมตตาก็ยิ่งทอประกายลึกซึ้ง
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับความโกลาหล หมู่บ้านชิงเหอค่อยๆ ฟื้นคืนจากฝันร้ายในค่ำคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างออกมาช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายและดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงร้องไห้ยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้ภายในเรือนพักของหลินหวินจื่อ บรรยากาศกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด อาเหมยคอยดูแลเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชุนเซียงอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวชุนเซียงนั้น แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนเพลีย แต่จิตใจกลับสงบลงมากอย่างน่าประหลาด คำสัญญาที่หนักแน่นดุจขุนเขาของบุรุษผู้หนึ่งได้กลายเป็นเกราะป้องกันความหวาดกลัวในใจของนางนางนั่งพิงหัวเตียงเงียบๆ สายตาทอดมองออกไปยังโถงด้านนอก ที่ซึ่งหลินหวินจื่อกำลังยืนสั่งการเว่ยฉีและกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านให้จัดเวรยามและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแข็งขัน ทุกท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความน่าเกรงขาม“พี่ชุนเซียง” อาเหมยกระซิบเบาๆ “ดูแขนของคุณชายหลินสิเจ้าคะ!”ชุนเซียงมองตามสายตาของเพื่อนรักไป ก็เห็นรอยดาบยาวบนแขนเสื้อข้างหนึ่งของหลินหวินจื่อซึ่งบัดนี้มีเลือดสีเข้ม
อ้อมแขนที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กของหลินหวินจื่อประคองร่างอันไร้สติของชุนเซียงไว้แน่น ความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ใจของเขาราวกับคลื่นพายุ เขากวาดสายตามองสภาพกระท่อมที่พังยับเยิน ก่อนจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเขาช้อนร่างของนางขึ้นในท่าอุ้มแล้วก้าวเดินอย่างมั่นคง มุ่งตรงไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ลังเล เขาไม่สามารถทิ้งนางไว้ในสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อีกต่อไปเมื่อมาถึงเรือน เว่ยฉีซึ่งจัดการโจรในบริเวณนั้นเสร็จแล้วก็รีบตามเข้ามา “นายท่าน!”หลินหวินจื่อวางร่างของชุนเซียงลงบนเตียงนอนของตนเองอย่างแผ่วเบาที่สุด แสงตะเกียงส่องให้เห็นรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วนบนผิวของนางชัดเจน ภาพนั้นบีบคั้นหัวใจของเขายิ่งกว่าการเห็นทหารนับร้อยล้มตายในสนามรบ“ไปตามท่านย่าฉิน หมอหญิงท้ายหมู่บ้านมา!” เขาสั่งเสียงกร้าว “และที่สำคัญที่สุด... ไปตามหาแม่นางอาเหมยให้พบ! พลิกแผ่นดินหาก็ต้องหาให้เจอ!”เว่ยฉีรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ทิ้งให้หลินหวินจื่ออยู่กับชุนเซียงตามลำพังในห้อง เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเก
เขานึกย้อนไปถึงผ้าไหมผืนนั้น…สีเขียวหยกที่งดงามราวกับมีชีวิต…ลวดลายคลื่นน้ำที่พลิ้วไหวราวกับของจริง…มันไม่ใช่แค่ผ้าธรรมดา แต่มันคืองานศิลปะ คือสิ่งที่นางสร้างขึ้นมาจากหัวใจและสองมือ‘ศักดิ์ศรีของข้าไม่ได้มีไว้ให้ท่านใช้เงินฟาดหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า!’คำพูดของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ในวินาทีนั้นเอง หลินหวินจื่อก็ได้ตระหนักรู้อย่างชัดเจน…ว่านางแตกต่างจากสตรีทุกคนที่เขาเคยพบเจอมาโดยสิ้นเชิง นางไม่ได้อ่อนหวานว่าง่าย ไม่ได้ทำตัวบอบบางน่าทะนุถนอม แต่กลับมีความแข็งแกร่ง ความทระนงองอาจ และความภาคภูมิใจในฝีมือของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีต่อ “สตรีชาวบ้านปากร้าย” ผู้นี้…บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกทึ่งและความสนใจอย่างลึกซึ้งโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเขาเดินไปที่หน้าต่าง มองลอดผ่านรั้วไม้ไผ่ไปยังกระท่อมข้างๆ เห็นนางกำลังนั่งทำงานอยู่หน้ากี่ทอผ้าด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและมุ่งมั่น ภาพของสตรีร่างเล็กที่กำลังต่อสู้กับโชคชะตาด้วยสองมือของตนเองอย่างไม่ยอมแพ้…มันช่างเป็นภาพที่สลักลึกลงไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มหลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ผ้าไหมล่มสลายครั้งที่สอง บรรยากาศระหว่างกระท่
ตลาดเช้าของหมู่บ้านชิงเหอไม่ได้ใหญ่โตหรือหรูหราเหมือนในเมืองหลวง มันเป็นเพียงลานดินกว้างๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชีวิตและเสียงจอแจชาวบ้านนำของมาวางขายกันอย่างเรียบง่ายใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ เสียงตะโกนเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา และเสียงพูดคุยทักทายดังผสมปนเปกันไปจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นหมั่นโถวร้อนๆ จาก
นางจะไม่ใช่แค่ช่างปะชุนเสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความงดงาม จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนเส้นไหมสีขาวธรรมดาๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผืนผ้าหลากสีสันที่ล้ำค่าดุจงานศิลปะนางจะปลุกวิญญาณของหอผ้าซูฟางให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง…ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้เย็นวันนั้น ชุนเซียงกลับมาถึงกระท่อมพร้อมกับเงิน
นางยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบราคาถูกมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านและพอดีตัวกว่าเดิม แม้จะยังดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้นางดูไม่ซอมซ่อเหมือนตอนที่มาถึงวันแรก“นี่แน่ะ! ค่าแรงของเจ้า” ป้าหยางอวี้โยนถุงเงินเล็กๆ ลงตรงหน้านางหลังจากที่นางเพิ่งจะปักลายดอกไม้เล็
มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและปลอบประโลมใจอย่างประหลาด ราวกับได้พบพานสหายเก่าที่พลัดพรากจากกันไปนานนางไม่ได้หลับเลยทั้งคืน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ในที่สุด เมื่องานชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง เสื้อตัวนั้นก็ถูกวางพาดไว้อย่างดี รอยขาดเป็นทางยาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่สังเกตอย่างละเอียดถี่







