เข้าสู่ระบบนางยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบราคาถูกมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านและพอดีตัวกว่าเดิม แม้จะยังดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้นางดูไม่ซอมซ่อเหมือนตอนที่มาถึงวันแรก
“นี่แน่ะ! ค่าแรงของเจ้า”
ป้าหยางอวี้โยนถุงเงินเล็กๆ ลงตรงหน้านางหลังจากที่นางเพิ่งจะปักลายดอกไม้เล็กๆ ลงบนชายผ้าเช็ดหน้าให้เสร็จ
“ฝีมือก็ดีอยู่หรอก แต่ราคาก็ยังแพงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ!”
“ฝีมือของข้าย่อมคู่ควรกับราคาที่ท่านจ่ายนะเจ้าคะคุณป้า”
ชุนเซียงตอบกลับอย่างนอบน้อมแต่ไม่ยอมลดราวาศอก นางเรียนรู้ที่จะรับมือกับลูกค้าขาประจำจอมขี้เหนียวแต่ก็อดที่จะมาใช้บริการไม่ได้อย่างป้าหยางอวี้ได้แล้ว
ชีวิตของนางเริ่มดีขึ้น…แต่ในใจของชุนเซียงกลับรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น การรับจ้างปะชุนเสื้อผ้าอาจทำให้นางมีชีวิตรอดไปได้วันๆ แต่มันไม่ใช่หนทางที่จะทำให้นางสามารถ ‘สร้างชีวิต’ ขึ้นมาใหม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้
ทุกครั้งที่นางจรดปลายเข็มลงบนผ้าของผู้อื่น หัวใจของนางกลับโหยหาการได้สัมผัสเส้นไหม การได้สร้างสรรค์สีสัน และการได้ทอผ้าที่เป็นของตนเองอย่างจับใจ
ดังนั้น เมื่อมีเวลาว่างจากงานปะชุน ชุนเซียงมิได้พักผ่อนเหมือนสตรีทั่วไป หากกลับใช้เวลานั้นไปกับการเดินสำรวจหมู่บ้านชิงเหออย่างละเอียด
นางเดินไปตามคันนา แวะทักทายชาวบ้านที่กำลังถอนหญ้า เก็บผัก หรือหาบน้ำ บางครั้งก็ช่วยหิ้วตะกร้าใบเล็กแทนคุณป้าแก่ ๆ บางครั้งก็ช่วยเก็บผักที่หล่นกระจายตรงแปลงให้เด็ก ๆ ที่วิ่งซุกซนจนทำหกไป
รอยยิ้มละมุนของนางและถ้อยคำอ่อนโยนทำให้คนที่เคยระแวงเริ่มหัวเราะตอบ เด็กเล็กในหมู่บ้านยังพากันวิ่งตามนาง พร้อมร้องเรียก
“พี่สาวชุนเซียง ๆ” อย่างคุ้นเคย
ความมีน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ทำให้หมู่บ้านที่เคยปิดกั้น กลับเริ่มเปิดประตูใจต้อนรับนาง
“แม่นางชุนเซียง จะไปไหนรึ?”
ลุงสือ ชายชราผู้ปลูกผักอยู่ท้ายหมู่บ้านเอ่ยทัก “
ข้าแค่เดินเล่นชมทิวทัศน์น่ะเจ้าค่ะท่านลุง”
นางตอบพร้อมรอยยิ้ม
“อากาศวันนี้ดีเหลือเกิน”
“ดีสิ…ดีสำหรับต้นหม่อนของพวกเราน่ะ”
ลุงสือหัวเราะจนเห็นฟันที่หลอไปหลายซี่
“แดดดีๆ เช่นนี้ใบหม่อนจะงามนัก ตัวไหมของพวกเราจะได้กินกันจนอ้วนท้วน”
คำพูดของลุงสือทำให้นางสนใจ นางจึงตัดสินใจเดินไปตามเส้นทางที่ลุงสือชี้…เส้นทางที่นำไปยังท้ายหมู่บ้านอีกฝั่งหนึ่ง ที่ซึ่งนางได้พบกับภาพที่ทำให้หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน
เบื้องหน้าของนางคือไร่หม่อนที่เขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ใบหม่อนอวบอิ่มสีเขียวเข้มส่องประกายรับแสงแดดอย่างงดงาม
ไกลออกไปมีเรือนไม้หลังเล็กๆ หลายหลังตั้งอยู่เรียงราย ภายในนั้นคือที่เลี้ยงตัวไหมของชาวบ้าน นางเห็นสตรีหลายคนกำลังง่วนอยู่กับการเก็บใบหม่อนและสาวเส้นไหมออกจากรังด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ
ชุนเซียงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ อย่างสนใจ ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้มีท่าทีเป็นศัตรูกับนางเหมือนในตอนแรกอีกต่อไปแล้ว พวกเขายิ้มทักทายและอนุญาตให้นางเดินดูได้ตามสบาย
“สนใจรึแม่หนู?”
ป้าหลิว สตรีร่างท้วมที่กำลังสาวไหมอยู่เอ่ยทัก
“ไหมของหมู่บ้านเราน่ะขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในแถบนี้เลยนะ ตัวไหมอ้วนท้วน เส้นใยก็เหนียวขาดยาก”
นางมองดูเส้นไหมสีขาวนวลที่ถูกสาวออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความรู้สึกคิดถึง ความภาคภูมิใจและความเสียดายระคนกันไป
เส้นไหมของที่นี่มีคุณภาพดีเยี่ยมเพราะได้กินใบหม่อนที่อุดมสมบูรณ์ แต่กรรมวิธีในการจัดการหลังการสาวไหมของชาวบ้านกลับยังคงหยาบและขาดความประณีต
นางเดินต่อไปจนถึงโรงทอผ้าขนาดเล็กของหมู่บ้าน ที่นั่นมีกี่ทอผ้าแบบเรียบง่ายตั้งอยู่เพียงไม่กี่หลัง เสียงกระแทกของกระสวยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ผ้าที่ทอออกมาส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้ายและผ้าไหมสีพื้นๆ อย่างสีขาวนวล สีครามเข้ม และสีน้ำตาลตุ่นที่ได้จากการย้อมด้วยเปลือกไม้แบบธรรมดา มันเป็นผ้าที่ใช้งานได้ดี ทนทาน แต่กลับขาดซึ่งความงดงามและศิลปะ
ในวินาทีนั้นเองประกายตาที่เคยหม่นหมองของชุนเซียงก็พลันสว่างวาบขึ้นมา นางมองเห็นแล้ว…นางมองเห็นเส้นทางของตนเองแล้ว
ชาวบ้านชิงเหอมีวัตถุดิบชั้นเลิศอยู่ในมือ แต่พวกเขากลับขาดความรู้ความสามารถในการที่จะดึงเอาคุณค่าที่แท้จริงของมันออกมาใช้ แต่นาง…ทายาทแห่งหอผ้าซูฟาง…นางมีความรู้นั้นอยู่เต็มเปี่ยม
ความทรงจำเกี่ยวกับเคล็ดวิชาการย้อมสีผ้าด้วยเทคนิคชั้นสูงของตระกูลที่มารดาเคยพร่ำสอนไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำ นางนึกถึงตำราลับที่เต็มไปด้วยสูตรการผสมสีจากดอกไม้ใบหญ้าให้เกิดเป็นเฉดสีนับร้อยนับพันที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
หัวใจของซูเหยียนหรูเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นอย่างสุดขีด นี่ต่างหาก…นี่คือหนทางของนาง
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับความโกลาหล หมู่บ้านชิงเหอค่อยๆ ฟื้นคืนจากฝันร้ายในค่ำคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างออกมาช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายและดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงร้องไห้ยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้ภายในเรือนพักของหลินหวินจื่อ บรรยากาศกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด อาเหมยคอยดูแลเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชุนเซียงอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวชุนเซียงนั้น แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนเพลีย แต่จิตใจกลับสงบลงมากอย่างน่าประหลาด คำสัญญาที่หนักแน่นดุจขุนเขาของบุรุษผู้หนึ่งได้กลายเป็นเกราะป้องกันความหวาดกลัวในใจของนางนางนั่งพิงหัวเตียงเงียบๆ สายตาทอดมองออกไปยังโถงด้านนอก ที่ซึ่งหลินหวินจื่อกำลังยืนสั่งการเว่ยฉีและกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านให้จัดเวรยามและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแข็งขัน ทุกท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความน่าเกรงขาม“พี่ชุนเซียง” อาเหมยกระซิบเบาๆ “ดูแขนของคุณชายหลินสิเจ้าคะ!”ชุนเซียงมองตามสายตาของเพื่อนรักไป ก็เห็นรอยดาบยาวบนแขนเสื้อข้างหนึ่งของหลินหวินจื่อซึ่งบัดนี้มีเลือดสีเข้ม
อ้อมแขนที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กของหลินหวินจื่อประคองร่างอันไร้สติของชุนเซียงไว้แน่น ความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ใจของเขาราวกับคลื่นพายุ เขากวาดสายตามองสภาพกระท่อมที่พังยับเยิน ก่อนจะตัดสินใจในเสี้ยววินาทีเขาช้อนร่างของนางขึ้นในท่าอุ้มแล้วก้าวเดินอย่างมั่นคง มุ่งตรงไปยังเรือนพักของตนเองโดยไม่ลังเล เขาไม่สามารถทิ้งนางไว้ในสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้อีกต่อไปเมื่อมาถึงเรือน เว่ยฉีซึ่งจัดการโจรในบริเวณนั้นเสร็จแล้วก็รีบตามเข้ามา “นายท่าน!”หลินหวินจื่อวางร่างของชุนเซียงลงบนเตียงนอนของตนเองอย่างแผ่วเบาที่สุด แสงตะเกียงส่องให้เห็นรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วนบนผิวของนางชัดเจน ภาพนั้นบีบคั้นหัวใจของเขายิ่งกว่าการเห็นทหารนับร้อยล้มตายในสนามรบ“ไปตามท่านย่าฉิน หมอหญิงท้ายหมู่บ้านมา!” เขาสั่งเสียงกร้าว “และที่สำคัญที่สุด... ไปตามหาแม่นางอาเหมยให้พบ! พลิกแผ่นดินหาก็ต้องหาให้เจอ!”เว่ยฉีรับคำสั่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที ทิ้งให้หลินหวินจื่ออยู่กับชุนเซียงตามลำพังในห้อง เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง ค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วเก
เขานึกย้อนไปถึงผ้าไหมผืนนั้น…สีเขียวหยกที่งดงามราวกับมีชีวิต…ลวดลายคลื่นน้ำที่พลิ้วไหวราวกับของจริง…มันไม่ใช่แค่ผ้าธรรมดา แต่มันคืองานศิลปะ คือสิ่งที่นางสร้างขึ้นมาจากหัวใจและสองมือ‘ศักดิ์ศรีของข้าไม่ได้มีไว้ให้ท่านใช้เงินฟาดหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า!’คำพูดของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ในวินาทีนั้นเอง หลินหวินจื่อก็ได้ตระหนักรู้อย่างชัดเจน…ว่านางแตกต่างจากสตรีทุกคนที่เขาเคยพบเจอมาโดยสิ้นเชิง นางไม่ได้อ่อนหวานว่าง่าย ไม่ได้ทำตัวบอบบางน่าทะนุถนอม แต่กลับมีความแข็งแกร่ง ความทระนงองอาจ และความภาคภูมิใจในฝีมือของตนเองอย่างเต็มเปี่ยมความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีต่อ “สตรีชาวบ้านปากร้าย” ผู้นี้…บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกทึ่งและความสนใจอย่างลึกซึ้งโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวเขาเดินไปที่หน้าต่าง มองลอดผ่านรั้วไม้ไผ่ไปยังกระท่อมข้างๆ เห็นนางกำลังนั่งทำงานอยู่หน้ากี่ทอผ้าด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและมุ่งมั่น ภาพของสตรีร่างเล็กที่กำลังต่อสู้กับโชคชะตาด้วยสองมือของตนเองอย่างไม่ยอมแพ้…มันช่างเป็นภาพที่สลักลึกลงไปในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มหลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์ผ้าไหมล่มสลายครั้งที่สอง บรรยากาศระหว่างกระท่
ตลาดเช้าของหมู่บ้านชิงเหอไม่ได้ใหญ่โตหรือหรูหราเหมือนในเมืองหลวง มันเป็นเพียงลานดินกว้างๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชีวิตและเสียงจอแจชาวบ้านนำของมาวางขายกันอย่างเรียบง่ายใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ เสียงตะโกนเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา และเสียงพูดคุยทักทายดังผสมปนเปกันไปจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นหมั่นโถวร้อนๆ จาก
นางจะไม่ใช่แค่ช่างปะชุนเสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความงดงาม จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนเส้นไหมสีขาวธรรมดาๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผืนผ้าหลากสีสันที่ล้ำค่าดุจงานศิลปะนางจะปลุกวิญญาณของหอผ้าซูฟางให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง…ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้เย็นวันนั้น ชุนเซียงกลับมาถึงกระท่อมพร้อมกับเงิน
มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและปลอบประโลมใจอย่างประหลาด ราวกับได้พบพานสหายเก่าที่พลัดพรากจากกันไปนานนางไม่ได้หลับเลยทั้งคืน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ในที่สุด เมื่องานชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง เสื้อตัวนั้นก็ถูกวางพาดไว้อย่างดี รอยขาดเป็นทางยาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่สังเกตอย่างละเอียดถี่
วันแรกผ่านไปอย่างเงียบเชียบ กระท่อมเล็กยังคงไร้เงาผู้คน ชุนเซียงนั่งอยู่ตรงธรณีประตู ละสายตาจากเข็มด้ายบ่อยครั้ง วิ่งออกไปชะโงกมองทางเดินดินที่ทอดผ่านหน้าบ้านอยู่เนือง ๆ หัวใจเต้นแรงทุกคราที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือเสียงเกวียนคลอนผ่าน แต่ท







