LOGINนางจะไม่ใช่แค่ช่างปะชุนเสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความงดงาม จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนเส้นไหมสีขาวธรรมดาๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผืนผ้าหลากสีสันที่ล้ำค่าดุจงานศิลปะ
นางจะปลุกวิญญาณของหอผ้าซูฟางให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง…ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้
เย็นวันนั้น ชุนเซียงกลับมาถึงกระท่อมพร้อมกับเงินอีแปะทั้งหมดที่นางหามาได้จากการทำงานตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางกำถุงเงินเล็กๆ ไว้ในมือแน่น สัมผัสเย็นๆ ของเหรียญทองแดงที่เสียดสีกันอยู่ภายในให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด มันคือทุนรอนทั้งหมดที่นางมี คือความหวังเดียวที่จะใช้พลิกชะตาชีวิตของตนเอง คือน้ำพักน้ำแรงที่แลกมาด้วยฝีเข็มและความอดทน
วันรุ่งขึ้น นางนำเงินทั้งหมดที่มีไปแลกซื้อเส้นไหมจากชาวบ้านคนหนึ่ง มันไม่ใช่เส้นไหมคุณภาพดีที่สุด แต่เป็นเส้นไหมเกรดรองที่ชาวบ้านมักจะเก็บไว้ทอใช้เองในครัวเรือน
นางค่อยๆ คลี่มันออกอย่างทะนุถนอมเมื่อกลับมาถึงกระท่อม เส้นไหมนั้นหยาบกระด้างและมีสีขาวอมเหลืองไม่สม่ำเสมอ เป็นของคุณภาพต่ำที่โรงทอผ้าใหญ่ๆ ในเมืองหลวงคงโยนทิ้งไปแล้ว แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือสมบัติล้ำค่า คือวัตถุดิบแห่งความฝัน
นางหลับตาลงชั่วครู่ ภาพความทรงจำในอดีตก็ไหลบ่าเข้ามา…ภาพของมารดาผู้มีรอยยิ้มอ่อนโยนเสมอขณะนั่งอยู่หน้ากี่ทอผ้าในหอซูฟาง นางจำได้ถึงกลิ่นหอมของสีย้อมธรรมชาติที่อบอวลไปทั่วห้องโถงขนาดใหญ่ จำได้ถึงสัมผัสของตำราปกไหมเล่มหนาที่มารดามอบให้ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน
‘เหยียนหรู…นี่คือหัวใจของตระกูลเรา เคล็ดวิชาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ จงเก็บรักษามันไว้ให้ดี’
น้ำเสียงอันอบอุุ่นของมารดายังคงก้องอยู่ในความทรงจำ
‘จำไว้นะลูก…ความงดงามที่แท้จริงไม่ได้มาจากวัตถุดิบที่ล้ำค่าที่สุดเสมอไป แต่มาจากหัวใจของผู้สร้างสรรค์ต่างหาก แม้แต่ดอกไม้ใบหญ้าที่ไร้ค่าในสายตาผู้อื่น ก็สามารถมอบสีสันที่งดงามที่สุดให้แก่ผืนผ้าได้ หากเรารู้จักคุณค่าของมัน’
ชุนเซียงลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความเศร้าจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า นางไม่ได้มีตำราเล่มนั้นติดตัวมาด้วย แต่ทุกตัวอักษร ทุกภาพวาด ทุกขั้นตอนที่มารดาเคยพร่ำสอน…มันถูกจารึกไว้ในสมองและหัวใจของนางอย่างไม่มีวันลืมเลือน
นางก่อไฟขึ้นในเตาดินเก่าๆ นำหม้อดินที่ได้มาจากคุณย่าโจวมาตั้งแล้วต้มน้ำจนเดือด จากนั้นจึงเดินออกไปรอบกระท่อม
กวาดสายตามองพืชพรรณต่างๆ ที่คนอื่นอาจมองข้ามไป สองมือเล็กๆ ของนางเด็ดยอดอ่อนของหญ้าชนิดหนึ่งที่มารดาเคยบอกว่าสามารถช่วยให้สีติดทนนาน เก็บดอกไม้ป่าสีม่วงเข้มที่ไม่รู้จักชื่อ และขุดรากของไม้พุ่มเล็กๆ ขึ้นมาส่วนหนึ่ง
นางนำวัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านั้นกลับมาล้างจนสะอาดแล้วทุบให้พอแหลกด้วยก้อนหิน ก่อนจะโยนลงไปในหม้อดินทีละอย่างตามลำดับขั้นตอนที่จำได้ขึ้นใจ กลิ่นหอมสดชื่นของดอกไม้ใบไม้ค่อยๆ ระเหยขึ้นมาพร้อมกับไอน้ำร้อน ชั่วครู่ใหญ่ น้ำในหม้อก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อคล้ายสีของลูกท้อสุก
หัวใจของชุนเซียงเต้นระรัว นางจุ่มกลุ่มเส้นไหมสีขาวหม่นลงไปในหม้อย้อมอย่างช้าๆ เฝ้ามองมันดูดซับเอาสีสันเข้าไปอย่างใจจดใจจ่อ
นี่คือการทดลองครั้งแรกนับตั้งแต่นางจากเมืองหลวงมา หากสำเร็จมันคือหนทางรอด แต่หากล้มเหลว…นางก็ไม่เหลือเงินพอที่จะเริ่มต้นใหม่อีกแล้ว
นางกวนเส้นไหมในหม้ออย่างสม่ำเสมอ ควบคุมความร้อนของไฟไม่ให้แรงเกินไป เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นว่าสีเริ่มอิ่มตัวดีแล้ว จึงใช้คีมไม้คีบกลุ่มเส้นไหมขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
วินาทีที่เส้นไหมพ้นจากผิวน้ำกระทบกับแสงแดดยามบ่าย ชุนเซียงถึงกับกลั้นหายใจ
จากเส้นไหมสีขาวอมเหลืองหยาบๆ บัดนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนหวานราวกับกลีบดอกเหมยยามต้องน้ำค้างในฤดูใบไม้ผลิ มันเป็นสีที่นุ่มนวล อบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาอย่างน่าอัศจรรย์
เทคนิคการย้อมแบบโบราณได้ขับเอาความเงางามที่ซ่อนอยู่ในเส้นใยออกมา ทำให้ไหมที่เคยดูไร้ค่ากลับดูมีราคาขึ้นมาทันที
นางนำเส้นไหมไปล้างในน้ำเย็นของลำธารหลังกระท่อมเพื่อหยุดสี ก่อนจะนำไปผึ่งลมไว้บนกิ่งไม้ เมื่อเส้นไหมแห้งสนิทดีแล้ว นางจึงนำมันมาถักทอเป็นผ้าผืนเล็กๆ ด้วยกี่ทอขนาดจิ๋วที่ทำขึ้นเองอย่างง่ายๆ จากเศษไม้ที่เก็บได้ในป่า
และแล้วผลงานชิ้นแรกของนางก็เสร็จสมบูรณ์… มันคือผ้าเช็ดหน้าผืนบางเบาขนาดเท่าฝ่ามือ ย้อมด้วยสีชมพูอ่อนหวานที่ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านชิงเหอเคยเห็นมาก่อน
ชุนเซียงถือผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้ในมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกตื้นตันใจแล่นพล่านไปทั่วร่างจนหยาดน้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่แค่ผ้าเช็ดหน้าแต่มันคือบทพิสูจน์ว่านางยังไม่สิ้นหวัง มันคือวิญญาณของหอผ้าซูฟางที่นางจะปลุกให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง
แสงแดดยามเช้าของวันใหม่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาอาบไล้กระท่อมเล็กๆ ให้สว่างไสว ชุนเซียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางนอนลืมตาจ้องมองเพดานไม้เงียบๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับฝุ่นผงที่เต้นระยิบระยับอยู่ในลำแสงเมื่อคืนนี้นางนอนไม่หลับเลยทั้งคืน...บนโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าของนาง มีกล่องไม้จันทน์หอมฉลุลายเมฆาอันวิจิตรของคุณชายสวีวางอยู่ เมื่อเปิดออก ด้านในบุด้วยผ้าไหมเนื้อดี มีแท่นฝนหมึก จานสี และพู่กันขนกระต่ายชั้นเลิศเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ มันคือของขวัญที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ของขวัญชิ้นนี้เป็นตัวแทนของโลกที่นางเคยจากมา...โลกแห่งศิลปะ บทกวี การจิบชาชมจันทร์ และความเข้าใจอันลึกซึ้งในความงาม มันคือโลกของคุณหนูซูเหยียนหรูแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง กี่ทอผ้าที่แข็งแรงมั่นคงซึ่งเพิ่งได้รับการซ่อมแซมขาที่โยกคลอนไปเมื่อหลายวันก่อนตั้งตระหง่านอยู่ มันคือเครื่องมือทำมาหากิน คือเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มันคือตัวแทนของโลกปัจจุบันที่นางกำลังต่อสู้ดิ้นรน...โลกแห่งความเป็นจริง การลงมือทำ และความมั่นคงที่จับต้องได้ กี่ทอผ
สองวันต่อมา คุณชายสวีก็กลับมาที่หมู่บ้านชิงเหออีกครั้งตามสัญญา เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นอกจากจะนำเงินค่ามัดจำผ้าล็อตแรกมามอบให้แล้ว ในมือของเขายังมีกล่องไม้จันทน์ขนาดพอเหมาะกล่องหนึ่งถือมาด้วย “แม่นางชุนเซียง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ข้าน้อยเห็นว่าท่านมีพรสวรรค์ในการออกแบบลวดลายผ้า จึงนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ หวังว่าท่านจะชอบ” เมื่อชุนเซียงเปิดกล่องออกดูก็ต้องประหลาดใจ ภายในนั้นคือชุดเครื่องเขียนชั้นเลิศ…มีทั้งพู่กันขนกระต่ายอย่างดี แท่งหมึกชั้นเยี่ยม และกระดาษซวนจื่อเนื้อละเอียดซึ่งมีราคาแพงลิบลิ่ว มันเป็นของที่นางไม่ได้จับต้องมานานแสนนานนับตั้งแต่จากเมืองหลวงมา “สิ่งนี้…มันล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” นางรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “สำหรับข้าน้อยแล้ว พรสวรรค์ของท่านล้ำค่ายิ่งกว่า” คุณชายสวีกล่าวอย่างจริงใจ “ข้าเพียงแค่อยากเห็นท่านได้สร้างสรรค์ผลงานที่งดงามยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น ได้โปรดรับมันไว้ด้วยเถิด” คำพูดที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจของเขาทำให้ชุนเซียงรู้สึกตื้นตัน
ราวกับพายุอารมณ์ลูกย่อมๆ ได้พัดกระหน่ำแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด เสียงกระทืบเท้าปิดประตูรั้วอย่างแรงของหลินหวินจื่อยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของชุนเซียง บรรยากาศที่เคยสดชื่นด้วยบทสนทนาอันราบรื่นพลันหนักอึ้งลงถนัดตาคุณชายสวีจื่อหยางมองตามร่างสูงสง่าที่เพิ่งจะหายลับเข้าเรือนไป ก่อนจะหันกลับมามองชุนเซียงด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเข้าใจและขบขันเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาอบอุ่นราวกับแสงตะวันในยามเช้า ช่วยขับไล่ความกระอักกระอ่วนใจของนางไปได้บ้าง“เหตุการณ์เมื่อครู่... ดูท่าเพื่อนบ้านของแม่นางจะเป็นบุรุษผู้มีอารมณ์ศิลปินอยู่ไม่น้อย” เขากล่าวอย่างสุภาพ เลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้นางต้องลำบากใจ “หากการมาของข้าน้อยในวันนี้สร้างความขุ่นเคืองใจให้ท่านและเขา ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”“ไม่เลยเจ้าค่ะ! ไม่เลย!” ชุนเซียงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แก้มร้อนผ่าวด้วยความอับอายแทนคนข้างบ้าน “ไม่ใช่ความผิดของคุณชายเลยแม้แต่น้อย เขา… เขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้เองเจ้าค่ะ อย่าได้ถือสาเลย”คุณชายสวียิ้มบางๆ ดวงตาของเขาฉายแววหยั่งรู้ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
เย็นวันนั้น ชุนเซียงก็ได้มายืนอยู่หน้ากระท่อมหลังเล็กที่อยู่ท้ายหมู่บ้านสมใจ มันเก่าและโทรมยิ่งกว่าที่คุณย่าโจวบอกไว้เสียอีก หลังคาที่มุงด้วยฟางมีรูโหว่ให้เห็นแสงตะวันรำไร ประตูไม้ผุพังจนบานพับหลุดไปข้างหนึ่ง ต้องใช้ไม้ค้ำยันไว้จึงจะปิดได้ ผนังดินมีรอยร้าวและคราบน้ำฝนอยู่ทั่วไปหมดนางสูดหายใจเข้าลึ
กลิ่นดิน กลิ่นใบหม่อน และกลิ่นควันจางๆ จากเตาไฟลอยมาปะทะจมูก มันเป็นกลิ่นของชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขอย่างที่นางไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนชุนเซียงเดินผ่านชาวบ้านที่กำลังทำงานในไร่นา พวกเขามองมายังนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนระแวงในคนแปลกหน้า ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกันเสียงเบานางเดินมาจนถึงใ
ณ ท้องพระโรงยามวิกาล...เปลวเทียนบนเชิงเทียนรูปมังกรสั่นไหวไปมา สร้างเงาตะคุ่มน่าเกรงขามไปทั่วทั้งห้องโถงอันโอ่อ่า องค์จักรพรรดิในชุดลำลองผ้าไหมสีดำสนิทประทับนิ่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระหัตถ์ข้างหนึ่งกำลังลูบไล้หยกเย็นเฉียบที่เท้าแขนอย่างเชื่องช้า พระเนตรที่เคยคมปลาบดุจพญาเหยี่ยว บัดนี้ทอประกายครุ่
หนึ่งเดือนผ่านไปจวนตระกูลซูถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีชาดและโคมไฟมงคลนับร้อย ชาวเมืองลือกันว่าพิธีสมรสครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบสิบปีเหยียนหรูนั่งสงบนิ่งอยู่ในห้องแต่งตัว ร่างงามสะคราญในชุดเจ้าสาวสีแดงสดปักลายหงส์คู่มังกรด้วยดิ้นทอง อาภรณ์หนักอึ้งกดทับบ่าเล็กจนแทบยกไม่ขึ้น ศีรษะคลุมด้วยผ้าปักไหม







