تسجيل الدخولเรื่องราวของ ซูเหยียนหรู คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ตกอับเพราะครอบครัวถูกใส่ร้าย ต้องหนีตายไปซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านชนบทภายใต้ชื่อใหม่ว่า ชุนเซียง นางกัดฟันสู้ชีวิตโดยใช้พรสวรรค์ด้านการทอผ้าและย้อมสีเพื่อเอาตัวรอด แต่โชคชะตากลับเล่นตลก เมื่อ หลินหวินจื่อ แม่ทัพใหญ่ผู้เป็นสวามีที่ทิ้งนางไปตั้งแต่วันเข้าหอ ถูกส่งมารักษาอาการบาดเจ็บและพักฟื้นที่บ้านหลังติดกัน จากคู่กัดข้างรั้วที่ปะทะคารมกันไม่เว้นวัน ชายหนุ่มกลับเริ่มหลงเสน่ห์และคอยออกหน้าปกป้องแม่หญิงชาวบ้านปากร้ายคนนี้จากศัตรูทางการค้า โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่านางคือฮูหยินที่เขาได้รับคำสั่งให้ตามหา กลายเป็นเรื่องราวความรักที่ค่อยๆ ถักทอขึ้นใหม่ท่ามกลางความลับ การชิงไหวชิงพริบ และการร่วมกันต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
عرض المزيدกลิ่นหอมสะอาดของใบหม่อนสดผสมกับกลิ่นดินจางๆ จากสีย้อมธรรมชาติลอยอวลไปทั่ว "หอสุ่ยเซียน" เรือนทำงานริมสระบัวอันเป็นหัวใจของจวนตระกูลซู เสียงกี่กระตุกไม้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับเสียงดนตรีขับกล่อม บรรยากาศทั้งหมดอบอวลไปด้วยความสงบสุขและความภาคภูมิใจ
ซูเหยียนหรูในวัยสิบหกปีบริบูรณ์กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์ขัดมัน นางไม่ได้จับพู่กันเขียนบทกวีเช่นคุณหนูตระกูลอื่น แต่ในมือนางคือพู่กันถ่านที่กำลังตวัดวาดลวดลาย "ผีเสื้อหยอกโบตั๋น" ลงบนกระดาษซวนจื่อเนื้อดีอย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วเรียวงามของนางเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงทว่าอ่อนช้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายสดใสจดจ่ออยู่กับผลงานเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น
“ลวดลายเส้นสายของเจ้าเฉียบคมขึ้นมากนะ เหยียนหรู”
เสียงอ่อนโยนของผู้เป็นมารดาดังขึ้นจากด้านหลัง คุณนายซูนั่งลงข้างบุตรสาวอย่างแช่มช้อย แม้นางจะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงนักจนใบหน้าดูซีดเซียวอยู่เสมอ แต่รอยยิ้มและแววตาที่มองบุตรสาวนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“ท่านแม่ ท่านดูสิเจ้าคะ ข้าลองเปลี่ยนองศาของปีกผีเสื้อให้ดูราวกับกำลังต้องลมจริงๆ”
เหยียนหรูอธิบายอย่างกระตือรือร้น
คุณนายซูพยักหน้ารับช้าๆ
“งดงามมากลูก...แต่จำที่แม่เคยสอนได้หรือไม่ หัวใจของผ้า ไม่ได้อยู่ที่ลวดลายที่วิจิตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความใส่ใจของผู้ทอมานี่สิ วันนี้แม่จะสอนเคล็ดวิชาที่ยากที่สุดของตระกูลเราให้ ‘การปักด้ายซ่อนเงา’”
สองแม่ลูกใช้เวลาช่วงบ่ายร่วมกันอย่างมีความสุข เหยียนหรูเรียนรู้เคล็ดวิชาใหม่ด้วยความตั้งใจ ส่วนคุณนายซูก็ถ่ายทอดทุกสิ่งที่นางรู้ให้แก่บุตรสาวเพียงคนเดียวอย่างไม่ปิดบัง
ตกเย็น ขณะที่ทั้งสองกำลังพักจิบชาอยู่นั้น ซูไท่เหวินผู้เป็นเจ้าของตระกูลก็เดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น เขาคือบุรุษวัยกลางคนที่ดูซื่อสัตย์และใจดี สายตาที่มองภรรยาและบุตรสาวนั้นเปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง
“โอ้โฮ...วันนี้หอสุ่ยเซียนของเรามีผลงานชิ้นเอกชิ้นใหม่แล้วรึ” เขาเอ่ยแซวเมื่อเห็นภาพร่างบนโต๊ะ
“ท่านพ่อ!”
เหยียนหรูกุลีกุจอเข้าไปรินชาให้บิดา
ซูไท่เหวินลูบศีรษะบุตรสาวอย่างเอ็นดู
“ดีแล้วๆ เรียนรู้ไว้ให้มากเถิดลูกพ่อ”
เขามองหน้าบุตรสาวอย่างจริงจัง
“สักวันหนึ่ง...ป้ายหอผ้าซูฟางนี้จะเป็นของเจ้า พ่อฝันเสมอว่าจะได้เห็นเจ้าสืบทอดกิจการของเรา ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลซูขจรไกลไปทั่วหล้าด้วยความซื่อสัตย์และคุณภาพที่เรายึดมั่นเสมอมา”
ค่ำคืนนั้น…จวนตระกูลซูอบอวลด้วยไออุ่นแห่งความสุข ใต้ศาลาริมสระบัว แสงจันทร์ทอดเงาลงบนผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับ ซูเหยียนหรูนั่งประสานขาเล็กเรียว เล่นหมากล้อมกับบิดา เสียงหัวเราะใสสดดังขึ้นทุกครั้งที่หมากสีดำของนางปิดล้อมฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ คุณนายซูผู้เป็นมารดานั่งปักผ้าอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนที่ทอดมองสามีและบุตรสาวเต็มไปด้วยความรัก
“ท่านพ่อแพ้ข้าอีกแล้วนะเจ้าคะ”
เหยียนหรูยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย
ซูไท่เหวินหัวเราะ ลูบเคราตัวเองอย่างเอ็นดู
“ลูกพ่อช่างเก่งกาจนัก เอาเถิด พรุ่งนี้พ่อจะหาพู่กันขนหางสุนัขจิ้งจอกชั้นเลิศมาเป็นรางวัล”
บรรยากาศครอบครัวอบอุ่นงดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดเป็นภาพสุดท้ายของความสุขที่พวกเขามิอาจรู้เลยว่าจะไม่มีวันหวนกลับคืนมาอีก
จนกระทั่งเสียงกลองและเสียงประกาศของขันทีหลวงดังแหลมก้องหน้าจวน กองทหารราชองครักษ์เรียงแถวสง่า แสงตะเกียงสะท้อนเกราะเหล็กวับวาว ความสุขพลันแปรเป็นความกดดันอันหนักอึ้ง
ซูไท่เหวินรีบพาภรรยาและบุตรสาวออกมาคุกเข่ารับราชโองการ เหยียนหรูประสานมือเล็กแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก
“…ด้วยพระเมตตาแห่งองค์จักรพรรดิ ตระกูลซูทำการค้าผ้าไหมสร้างคุณูปการต่อแผ่นดิน บัดนี้มีราชโองการพระราชทานสมรสแก่คุณหนูซูเหยียนหรู บุตรีซูไท่เหวิน กับแม่ทัพใหญ่หลินหวินจื่อ ผู้พิทักษ์ชายแดนเหนือ กำหนดพิธีมงคลในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า… จบราชโองการ!”
สายฟ้าฟาดลงกลางใจนาง
“หลินหวินจื่อ”
แม่ทัพปีศาจผู้ไร้พ่าย ตำนานแห่งสนามรบ บุรุษที่ห่างไกลราวฟ้ากับดิน ไม่ใช่คู่ในฝันของคุณหนูหอผ้า
เหยียนหรูเหลือบมองบิดามารดา ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความกังวล น้ำเสียงขันทีสิ้นสุดไปแล้ว แต่ก้องสะท้อนอยู่ในใจไม่หยุด นี่มิใช่พระเมตตา หากคือโซ่ตรวนการเมืองที่พันธนาการตระกูลซูไว้กับฝ่ายทหาร
ความฝันเรื่องคู่ครองผู้เข้าใจศิลปะและการสืบทอดหอผ้าซูฟางแตกสลายสิ้น
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับความโกลาหล หมู่บ้านชิงเหอค่อยๆ ฟื้นคืนจากฝันร้ายในค่ำคืนที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างออกมาช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายและดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เสียงร้องไห้ยังคงดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งใจที่รอดชีวิตมาได้ภายในเรือนพักของหลินหวินจื่อ บรรยากาศกลับเงียบสงบอย่างน่าประหลาด อาเหมยคอยดูแลเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชุนเซียงอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวชุนเซียงนั้น แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนเพลีย แต่จิตใจกลับสงบลงมากอย่างน่าประหลาด คำสัญญาที่หนักแน่นดุจขุนเขาของบุรุษผู้หนึ่งได้กลายเป็นเกราะป้องกันความหวาดกลัวในใจของนางนางนั่งพิงหัวเตียงเงียบๆ สายตาทอดมองออกไปยังโถงด้านนอก ที่ซึ่งหลินหวินจื่อกำลังยืนสั่งการเว่ยฉีและกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านให้จัดเวรยามและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างแข็งขัน ทุกท่วงท่าของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความน่าเกรงขาม“พี่ชุนเซียง” อาเหมยกระซิบเบาๆ “ดูแขนของคุณชายหลินสิเจ้าคะ!”ชุนเซียงมองตามสายตาของเพื่อนรักไป ก็เห็นรอยดาบยาวบนแขนเสื้อข้างหนึ่งของหลินหวินจื่อซึ่งบัดนี้มีเลือดสีเข้ม











