เข้าสู่ระบบตอนที่สอง
ฝึกซ้อมร่ายรำ
ลิลลี่พยายามพูดตามน้ำเพื่อถามรายละเอียดให้ได้มากที่สุด
“โธ่ หลินหลิน ช่างน่าสงสารยิ่งนัก” เสี่ยวจูคร่ำครวญ
กว่าสองสาวจะพูดจาเล่าเรื่องราวจนเป็นอันเข้าใจก็ผ่านไปนานจนลิลลี่รู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก โชคดีที่เธอยังฟังและเข้าใจคำพูดเหล่านั้นไม่อย่างนั้นเธอคงต้องถูกกล่าวหาว่าความจำเลอะเลือนไปแล้วอย่างแน่นอน
ลิลลี่จับใจความได้ว่า ร่างหญิงสาวที่เธออยู่นางนี้มีนามว่า
’หลี่ลี่หลิน’ แต่เพื่อนๆและอาจารย์มักเรียกนางว่า’หลินหลิน’ สาวน้อยโดนซื้อตัวมาอยู่ในสำนักสังคีตหลวงตั้งแต่วัยยังไม่เต็มสิบขวบดี และอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด
ที่สำนักสังคีตหลวงได้แบ่งหน่วยงานออกไปอีกมากมายทั้ง หน่วยเครื่องดนตรี เครื่องสาย ร้องเพลง และการร่ายรำซึ่งหลี่ลี่หลินได้รับการจัดให้อยู่ในหน่วยหลังนี้
หญิงสาวได้รับการสั่งสอนและฝึกซ้อมการรำมาหลายปี นางมีเพื่อนรุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน แต่ที่สนิทที่สุดก็คือเสี่ยวจูซึ่งโดนซื้อตัวเข้ามาในเวลาไล่ๆกัน แม้การฝึกซ้อมจะเข้มงวดมาก แต่ด้วยนิสัยร่าเริงสดใสของเสี่ยวจูจึงทำให้พวกนางไม่เคร่งเครียดกับการซ้อมจนมากเกินไป
ยามที่ลิลลี่ฟื้นตื่นขึ้นมาหลี่ลี่หลินมีอายุ13ปีแล้ว นางมีฝีมือรุดหน้ามากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นในวัยใกล้เคียงกันจนเป็นที่คาดหวังของอาจารย์ผู้ฝึกสอน อีกทั้งสาวน้อยยังมีใบหน้าที่งดงาม และเรือนร่างซึ่งพอจะเห็นเค้าลางความสมบูรณ์แบบ จึงทำให้อาจารย์เคี่ยวเข็ญนางมากกว่าผู้อื่น
นั่นทำให้สาวน้อยนางนี้ต้องขยันฝึกซ้อมจนในที่สุดก็ล้มฟาดลงไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
ลิลลี่จำต้องอาศัยอยู่ในร่างของหลี่ลี่หลินอย่างไม่ให้มีพิรุธทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง แต่เมื่อไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เธอก็ต้องอยู่อย่างตามน้ำไปก่อน เผื่อสักวันจะมีหนทางกลับไปยังร่างจริงของเธอได้
โชคดีที่เธอเป็นครูสอนการบริหารร่างกายมาก่อน จึงพอจะใช้ทักษะที่มีมาผสมกับการร่ายรำของหลี่ลี่หลิน เพียงฟื้นขึ้นมาไม่นาน หญิงสาวจึงสามารถฝึกซ้อมจนกลายเป็นดาวเด่นของสำนักสังคีตหลวงได้ในที่สุด
ผ่านมากว่า2ปีแล้ว ลิลลี่ก็ยังคงอยู่ในร่างของหลี่ลี่หลินอย่างไม่มีวี่แววว่าจะกลับไปได้อย่างไร เธอไม่เคยฝันถึงชีวิตในร่างของลิลลี่เลย ไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง แม้แต่วิญญาณของเจ้าของร่างนี้ เธอก็ไม่เคยพบเห็น
หรือว่าเธอจะต้องอยู่ที่นี่ไปจนตาย
ลิลลี่ในร่างของหลี่ลี่หลินใช้ชีวิตในสำนักสังคีตหลวงอย่างกลมกลืนและสนุกสนานด้วยมีเพื่อนวัยเดียวกันหลายคน การฝึกซ้อมแม้จะเข้มงวดแต่หญิงสาวสามารถทำได้ดีด้วยความตั้งใจและพยายามเมื่อคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องใช้ชีวิตที่นี่อย่างดีที่สุด
ยามนี้อาจารย์กำลังสอนให้นางร่ายรำท่วงท่าใหม่เพื่อออกแสดงในงานเลี้ยงใหญ่ที่กำลังจะมาถึง หญิงสาวจึงต้องฝึกซ้อมอย่างขยันขันแข็ง
“หลินหลิน งานนี้จะเป็นงานแรกที่เจ้าจะได้ออกแสดงต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ เจ้าต้องตั้งใจให้มาก อย่าได้ผิดพลาดไปเชียว” อาจารย์ผู้ฝึกสอนชุ่ยเหยาตอกย้ำความสำคัญจนนางไม่กล้าเพิกเฉย
“อาจารย์ งานนี้พวกเราจะได้แสดงต่อหน้าทั้งฮ่องเต้ องค์ชาย ขุนนางใหญ่น้อยมากมาย ใช่หรือไม่เจ้าคะ” เพื่อนร่วมรุ่นนางหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
“ใช่ งานนี้องค์ฮ่องเต้ได้จัดเลี้ยงฉลองเพื่อต้อนรับกองทัพซึ่งชนะศึกกลับมา จึงมีทั้งเหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนางและแม่ทัพนายกองมากมายมาร่วมงาน พวกเจ้าต้องออกแสดงกันอย่างต่อเนื่องหลายชุด เพราะงานคงใช้ระยะเวลายาวนาน ดังนั้นอย่าได้ขี้เกียจซักซ้อม หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แม้แต่ข้าก็คงไม่สามารถช่วยเหลือพวกเจ้าได้” อาจารย์หันมาตอบอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นก็คงมีชายหนุ่มหล่อ องอาจ ห้าวหาญมาร่วมงานมากมายสินะเจ้าคะ” เพื่อนนางรำถามด้วยแววตาเพ้อฝัน
“นั่นย่อมแน่นอน เจ้าจงตั้งใจร่ายรำให้ดี อย่ามัวชม้ายชายตาแลแต่ชายหนุ่ม หากมีวาสนาพวกเขาก็คงเข้ามาหาพวกเจ้าเอง” อาจารย์กำชับเมื่อเห็นว่าเหล่านางรำล้วนแต่ฝันหวานว่าจะมีชายหนุ่มมาถูกตาต้องใจพวกนาง
บรรดาหญิงสาวนางรำเหล่านี้ล้วนโดนซื้อตัวมาจึงไม่อาจออกจากสำนักสังคีตหลวงไปได้ หากไม่มีผู้ขอตัวพวกนางออกไป หญิงสาวเหล่านี้ก็คงได้แต่อยู่ที่นี่ไปจนตาย
การจะขอตัวนางรำหรือแม้แต่นักดนตรีหลวงออกไปก็ต้องให้ฮ่องเต้เอ่ยอนุญาตหรือพระราชทานให้ ซึ่งมักจะเป็นเหล่าเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางซึ่งทำคุณความดีความชอบ แต่บางคราพระองค์ก็พระราชทานตัวนางรำให้ขุนนางไปอย่างไม่มีเหตุมีผล
หญิงสาวเหล่านางรำจึงฝากความหวังเอาไว้กับเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายเพื่อจะได้ออกไปใช้ชีวิตด้านนอกอย่างสุขสบายตามที่อาจารย์มักเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
ตอนที่สาม ไม่อยากโดดเด่นอาจารย์ผู้ฝึกสอนชุ่ยเหยาเอ่ยชมเมื่อเห็นร่างของลูกศิษย์คนโปรดก้าวย่างเข้ามาด้วยชุดที่จะใส่ร่ายรำในวันงาน “นี่มิเปิดเผยเนื้อตัวเกินไปหรือเจ้าคะ” หลินหลินโอดครวญเบาๆ ขณะเดินกระบิดกระบวนออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก “เราควรเปิดเผยในสิ่งที่งดงามนะหลินหลิน เจ้ามีทรวงอกอวบอิ่ม หน้าท้องแบนราบ ช่วงขาเรียวงาม ชุดนี้ขับเด่นความงดงามของเจ้าออกมาให้ได้เห็นอย่างเด่นชัด อาจารย์มั่นใจ ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดได้เห็นเจ้าร่ายรำในชุดนี้ย่อมตกหลุมเสน่ห์ของเจ้าอย่างแน่นอน” อาจารย์สาวใหญ่จับร่างลูกศิษย์สาวน้อยหมุนกายไปมาอย่างชื่นชม “โอ้...หลินหลิน เจ้า...เหตุใดจึงใหญ่ถึงเพียงนี้” เสี่ยวจูซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาร้องโวยวายก่อนที่จะวิ่งเข้ามาจับทรวงอกอิ่มของเพื่อนสาวอย่างกลั่นแกล้ง “ว๊าย...เสี่ยวจู อย่าได้แกล้งข้า” หลินหลินขยับถอยอย่างตกใจด้วยไม่คาดว่าเพื่อนจะถลามาขยำทรวงอกของตนเอง “ข้าอิจฉาเจ้ายิ่งนักหลินหลิน เจ้าทั้งมีใบหน้างดงาม มีทรวงอกใหญ่ล้น เอวคอด ขาเรียว โอ๊ย...เหตุใดความงดงามจึงไปรวมอยู่ที่เจ้าผู้เดียว เหตุใดสวรร
ตอนที่สาม ไม่อยากโดดเด่นหลี่ลี่หลินใช้เวลาฝึกซ้อมการแสดงชุดพิเศษอย่างคร่ำเคร่ง แม้สาวน้อยจะร่ายรำจนชำนาญแต่การแสดงออกซึ่งความยั่วยวนให้ติดตราตรึงใจยังคงต้องใช้เวลาด้วยนางไม่คุ้นชิน “อย่าเคร่งเครียดไปนักเลยหลินหลิน เจ้างดงามถึงเพียงนี้ เพียงทิ้งหางตาใส่ ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดก็ต้องหลงใหลแน่นอน” เสี่ยวจูซึ่งนั่งพักอยู่ด้านข้างปลอบเพื่อนสาว “แต่อาจารย์ฝากความหวังไว้ที่ข้ามากนัก ข้าเกรงท่านจะผิดหวัง” “ใช่ว่าชายหนุ่มเหล่านั้นจะชื่นชอบหญิงสาวอย่างพวกเรากันทุกคน พวกเราเป็นเพียงนางรำเท่านั้น หากได้ตัวพวกเราไปก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดี อีกทั้งยังทอดทิ้งไม่ได้ พวกเขาคงต้องคิดให้มากสักหน่อย” “อาจารย์บอกว่าการได้ไปอยู่กับชายหนุ่มเหล่านั้นคือความสุขสบาย ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เจ้ากลับบอกว่า พวกเขาต้องเลี้ยงดูพวกเราห้ามทอดทิ้ง นี่คือกฎเกณฑ์อันใดหรือ” “พวกเราเป็นคนของสำนักสังคีตหลวง ย่อมนับว่าเป็นข้ารับใช้ของฮ่องเต้ หากพระองค์พระราชทานพวกเราให้แก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมต้องเลี้ยงดูอย่างดี หากทอดทิ้งโดยไร้เหตุผลก็คือการขัดดำริของฮ่อ
ตอนที่สอง ฝึกซ้อมร่ายรำลิลลี่พยายามพูดตามน้ำเพื่อถามรายละเอียดให้ได้มากที่สุด “โธ่ หลินหลิน ช่างน่าสงสารยิ่งนัก” เสี่ยวจูคร่ำครวญกว่าสองสาวจะพูดจาเล่าเรื่องราวจนเป็นอันเข้าใจก็ผ่านไปนานจนลิลลี่รู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก โชคดีที่เธอยังฟังและเข้าใจคำพูดเหล่านั้นไม่อย่างนั้นเธอคงต้องถูกกล่าวหาว่าความจำเลอะเลือนไปแล้วอย่างแน่นอนลิลลี่จับใจความได้ว่า ร่างหญิงสาวที่เธออยู่นางนี้มีนามว่า’หลี่ลี่หลิน’ แต่เพื่อนๆและอาจารย์มักเรียกนางว่า’หลินหลิน’ สาวน้อยโดนซื้อตัวมาอยู่ในสำนักสังคีตหลวงตั้งแต่วัยยังไม่เต็มสิบขวบดี และอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ที่สำนักสังคีตหลวงได้แบ่งหน่วยงานออกไปอีกมากมายทั้ง หน่วยเครื่องดนตรี เครื่องสาย ร้องเพลง และการร่ายรำซึ่งหลี่ลี่หลินได้รับการจัดให้อยู่ในหน่วยหลังนี้ หญิงสาวได้รับการสั่งสอนและฝึกซ้อมการรำมาหลายปี นางมีเพื่อนรุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน แต่ที่สนิทที่สุดก็คือเสี่ยวจูซึ่งโดนซื้อตัวเข้ามาในเวลาไล่ๆกัน แม้การฝึกซ้อมจะเข้มงวดมาก แต่ด้วยนิสัยร่าเริงสดใสของเสี่ยวจูจึงทำให้พวกนางไม่เคร่งเครียดกับการซ้อมจนมากเกิ
ตอนที่สอง ฝึกซ้อมร่ายรำ“อาจารย์ ท่านเอาแต่สอนให้หลินหลิน ไม่ใส่ใจพวกเราเลย” เสียงเพื่อนร่วมเรียนเอ่ยทักท้วงอย่างไม่จริงจัง พวกนางใช้ชีวิตอยู่ในสำนักสังคีตหลวงด้วยกันมาหลายปี กินร่วมกัน นอนร่วมกัน ฝึกซ้อมร่วมกัน จึงมีความสนิทสนมกันอย่างมาก แม้จะอิจฉาริษยากันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับให้ร้ายกันจนน่าเกลียด การที่หลี่ลี่หลินได้เป็นดาวเด่นทุกคนย่อมยอมรับได้ ด้วยหญิงสาวมีข้อได้เปรียบเรื่องรูปร่างหน้าตาอยู่แล้ว เมื่อนางสามารถร่ายรำได้ดีจึงกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ไม่ยาก การจะเป็นคู่แข่งกับนางจึงต้องคิดให้มากสักหน่อย “พวกเจ้าเองก็ขยันฝึกซ้อมเข้า การแสดงชุดนี้ต้องให้พวกเจ้าช่วยส่งเสริมจึงจะสมบูรณ์ได้” อาจารย์หันไปเอ่ยกับลูกศิษย์คนอื่นๆ “อ้าว...พวกเราเป็นพวกตัวเสริมเท่านั้นหรือ น่าน้อยใจนัก” เสี่ยวจูเพื่อนสนิทของหลี่ลี่หลินแสร้งเอ่ย “อย่าน้อยใจไปเลย ถึงอย่างไรการแสดงชุดอื่นๆ เจ้าก็ได้เป็นตัวเด่นเช่นกัน” หลินหลินรีบหันไปปลอบใจเพื่อน “ข้าไม่ได้น้อยใจจริงหรอก เพียงกลั่นแกล้งอาจารย์เล่นเท่านั้น” เสี่ยวจูห
ตอนที่หนึ่ง อนุหลี่“อนุหลี่จะกินอาหารหรืออาบน้ำก่อนดีเจ้าคะ” สาวใช้ผิงอันเอ่ยถามขึ้น “กินอาหารก่อนก็แล้วกัน” หญิงสาวตอบก่อนจะเดินเฉิดฉายไปยังห้องอาหารเพื่อกินมื้อเย็นโดยไม่ต้องรอผู้ใด แน่นอนว่ายามนี้นางคือเจ้านายเพียงคนเดียวในจวนแม่ทัพแห่งนี้ แม้นางจะเป็นเพียงหญิงสาวซึ่งท่านแม่ทัพพามาอยู่ด้วยได้เพียงสามวัน แล้วเขาก็จากไปโดยไม่ได้ร่ำลา แต่นางก็นับได้ว่าเป็นภรรยาคนหนึ่งของเขา ซ้ำยังเป็นภรรยาพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้อีกด้วย จึงไม่มีผู้ใดกล้าเมินเฉยต่อนาง เมื่อแม่ทัพซุนควบม้ากลับไปยังชายแดน หญิงสาวจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ภายในจวนแห่งนี้ โดยพ่อบ้านและคนรับใช้ทุกคนล้วนให้เกียรติและปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาทดุจเจ้านายคนหนึ่ง คำเรียกขานที่พวกเขาเรียกนางก็คือ’อนุหลี่’ ด้วยแม่ทัพซุนไม่ได้แต่งนางอย่างเป็นทางการอีกทั้งไม่มีคำสั่งใดออกมา นางจึงเป็นได้เพียงอนุคนหนึ่งซึ่งเคยนอนร่วมเตียงกับชายหนุ่มเท่านั้น หลี่ลี่หลินย่อมใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปวันวันโดยไม่อนาทรร้อนใจ ยิ่งไม่มีผู้ใดพักอยู่ในจวน นางก็ยิ่งมีความสุข ด้วยสามารถทำสิ่งใดได้ตา
แม่ทัพโยกส่ายหรือจะสู้ข้าร่ายรำโดยแม่นางว่างจิงจิงสาวน้อยหลี่ลี่หลินฝึกฝนเพื่อการร่ายรำมาหลายปี เหตุไฉนจู่ๆแม่ทัพหนุ่มก็อุ้มนางออกมาแล้วโยกย้ายส่ายสะโพกใส่นางไม่ได้หยุด เขาทำเช่นนี้กับนางได้อย่างไรกันเนื้อเรื่องไม่ดราม่า ไม่มีเหตุผลมากนักเน้นฉากฟินแซ่บของคู่พระนาง เรื่องจบแบบHappy ค่ะชื่อคน ชื่อสถานที่ ไม่มีอยู่จริง สถานการณ์ต่างๆล้วนเป็นเรื่องสมมติจากจินตนาการ-------------------------------------------- แนะนำตัวละครหลี่ลี่หลิน อายุ15ขวบปี นางรำในสำนักสังคีตหลวง โดนซื้อตัวมาฝึกซ้อมร่ายรำตั้งแต่เยาว์วัยซุนหย่งเล่อ อายุ27ขวบปี แม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจชนะการศึกใหญ่น้อยมากมากมายเยี่ยนเสี่ยวจู เพื่อนสาวคนสนิทของหลี่ลี่หลินชุ่ยเหยา อาจารย์สาวใหญ่ในสำนักสังคีตหลวงอู๋เจียวซิน สาวน้อยซึ่งพบเจอระหว่างทางซานเหวินฉี คุณชายรูปหล่อมาดดี บุตรชายของท่านเจ้าเมืองตอนที่หนึ่งอนุหลี่ผู้คนโดยรอบจวนแม่ทัพใหญ่สกุลซุนต่างสงสัยว่าเหตุใดช่วงนี้จึงมีเสียงหัวเราะอย่างสดใสดังขึ้นในจวนอยู่ทุกวี่วัน ทั้งที่เมื่อก่อนจวนแห่งนี้มักเงียบสงบด้วยร้างผู้อยู่อาศัย มีเพียงบ่าวไพร่อยู่กัน







