เข้าสู่ระบบตอนที่สาม
ไม่อยากโดดเด่น
หลี่ลี่หลินใช้เวลาฝึกซ้อมการแสดงชุดพิเศษอย่างคร่ำเคร่ง แม้สาวน้อยจะร่ายรำจนชำนาญแต่การแสดงออกซึ่งความยั่วยวนให้ติดตราตรึงใจยังคงต้องใช้เวลาด้วยนางไม่คุ้นชิน
“อย่าเคร่งเครียดไปนักเลยหลินหลิน เจ้างดงามถึงเพียงนี้ เพียงทิ้งหางตาใส่ ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดก็ต้องหลงใหลแน่นอน” เสี่ยวจูซึ่งนั่งพักอยู่ด้านข้างปลอบเพื่อนสาว
“แต่อาจารย์ฝากความหวังไว้ที่ข้ามากนัก ข้าเกรงท่านจะผิดหวัง”
“ใช่ว่าชายหนุ่มเหล่านั้นจะชื่นชอบหญิงสาวอย่างพวกเรากันทุกคน พวกเราเป็นเพียงนางรำเท่านั้น หากได้ตัวพวกเราไปก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดี อีกทั้งยังทอดทิ้งไม่ได้ พวกเขาคงต้องคิดให้มากสักหน่อย”
“อาจารย์บอกว่าการได้ไปอยู่กับชายหนุ่มเหล่านั้นคือความสุขสบาย ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เจ้ากลับบอกว่า พวกเขาต้องเลี้ยงดูพวกเราห้ามทอดทิ้ง นี่คือกฎเกณฑ์อันใดหรือ”
“พวกเราเป็นคนของสำนักสังคีตหลวง ย่อมนับว่าเป็นข้ารับใช้ของฮ่องเต้ หากพระองค์พระราชทานพวกเราให้แก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมต้องเลี้ยงดูอย่างดี หากทอดทิ้งโดยไร้เหตุผลก็คือการขัดดำริของฮ่องเต้ซึ่งอาจมีความผิดได้” เสี่ยวจูอธิบายเพิ่มเติม
“หากพวกเราไม่พอใจชายหนุ่มผู้นั้น ก็ยังต้องทนอยู่กับเขาไปจนตายโดยขัดขืนมิได้หรือ” หลี่ลี่หลินถามอย่างทดท้อ
“ใช่ พวกเราไม่มีสิทธิ์เลือก”
“เหตุใดหญิงสาวที่นี่จึงไร้ทางเลือกกันถึงเพียงนี้” หลี่ลี่หลินได้แต่บ่นพึมพำ เพราะตั้งแต่ตื่นมาเธอก็ต้องอยู่แต่ในกฎเกณฑ์โดยไม่กล้าทำเรื่องวุ่นวายให้เดือดร้อน
แล้วนี่เธอยังต้องร่ายรำโชว์เรือนร่างเพื่อยั่วยวนให้ชายหนุ่มในงานเลี้ยงชื่นชอบเผื่อว่าจะมีคนใดคนหนึ่งต้องใจและเอ่ยขอไปเป็นภรรยาโดยไม่มีทางเลือกได้เลย
นี่มันชีวิตแบบไหนกัน ให้ซ้อมรำมาตลอดเธอยังพออดทนได้ แต่ต้องให้ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ แถมยังต้องไปเป็นเมียเขาอีก มันจะมากเกินไปไหม ร่างนี้เพิ่งจะอายุ15ปีเท่านั้น
หญิงสาวได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมาด้วยเพื่อนสาวเกือบทุกคนล้วนยินดีหากจะได้เป็นผู้ถูกเลือกจากชายหนุ่มเหล่านั้น
เธอจะทำอย่างไรดีนะ จึงจะสามารถร่ายรำได้อย่างดี เพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับอาจารย์ แต่ก็ไม่ต้องเป็นผู้ถูกเลือก เพื่อจะยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป เธอยังไม่อยากออกไปไหน ด้วยยังปรับตัวได้ไม่นาน อีกทั้งทุกคนที่รู้จักก็ล้วนอยู่ที่นี่
ระหว่างร่ายรำไปหญิงสาวก็ครุ่นคิดหาทางไปจนผิดพลาดอยู่หลายครั้ง
“เจ้าพลาดหลายคราแล้วนะหลินหลิน ข้าว่าเจ้าเหนื่อยเกินไปแล้ว พวกเราไปพักกันก่อนดีหรือไม่” เสี่ยวจูเอ่ยชวน
“ดีเหมือนกัน” หลินหลินตอบรับด้วยรู้สึกมึนงงเต็มที
ผ่านมาหลายวัน หลี่ลี่หลินยังคงคิดไม่ตกว่าควรจะทำอย่างไรดีเพื่อไม่ให้เป็นนางรำที่ติดตาต้องใจของชายหนุ่มในงานเลี้ยง ในขณะที่เพื่อนนางรำคนอื่นนั่งปรึกษาหาหนทางให้ตนเองโดดเด่นแต่นางกลับหาหนทางให้ตนเองไม่เป็นที่จับตา
หรือนางจะแสร้งเจ็บป่วยเพื่อไม่ต้องออกร่ายรำ
หรือนางจะแสร้งร่ายรำได้ไม่ดีเพื่อให้อาจารย์คัดเลือกผู้อื่นมาเป็นดาวเด่นแทน
แม้จะครุ่นคิดหลากหลายวิธี แต่หญิงสาวก็ยังไม่กล้ากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ด้วยหากจะแกล้งเจ็บป่วยก็เกรงอาจารย์จะจับได้แล้วพาลโกรธนาง แต่หากจะแสร้งร่ายรำไม่ดีก็อาจจะโดนลงโทษได้ด้วยทุกผู้คนล้วนมองเห็นฝีมือกันอยู่แล้ว
เฮ้อ...นางจะทำอย่างไรดี หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้า บางทีอาจไม่มีชายหนุ่มคนใดมาติดตาต้องใจนางอย่างที่หวาดเกรงก็ได้
อาจารย์เองก็บอกว่า มีนางรำเพียงไม่กี่นางเท่านั้นที่ได้รับโอกาสออกไปจากที่นี่โดยการขอพระราชทานตัวจากองค์ฮ่องเต้
นางจะเกรงกลัวให้มากไปไย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ลี่หลินหรือลิลลี่จึงได้แต่ปล่อยชะตาชีวิตไปตามแต่ลิขิตแห่งฟ้าด้วยไม่สามารถทำสิ่งใดได้ จะให้หนีออกไปจากวังหลวงแห่งนี้ ก็อาจจะตายภายในไม่ถึง3วัน7วัน ด้วยนางเป็นเพียงสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งไม่เคยย่างกรายออกไปที่ใดเลย จะใช้ชีวิตภายนอกแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไรกัน
หญิงสาวจึงเพียรฝึกซ้อมให้มากเพื่อไม่ให้ผิดพลาดจนอาจมีโทษได้ ส่วนเรื่องอื่นให้เป็นไปตามสวรรค์กำหนดเถอะ
งานเลี้ยงใหญ่จะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้าแล้ว เหล่านางรำทั้งหลายจึงคร่ำเคร่งฝึกซ้อมกันอย่างเต็มที่ ชุดที่จะสวมใส่เพิ่งตัดเย็บแล้วเสร็จ อาจารย์จึงได้นำมาให้ลองสวมใส่กัน
“โอ้...หลินหลินเจ้าใส่ชุดนี้ได้งดงามมาก” อาจารย์ผู้ฝึกสอนชุ่ยเหยาเอ่ยชมเมื่อเห็นร่างของลูกศิษย์คนโปรดก้าวย่างเข้ามาด้วยชุดที่จะใส่ร่ายรำในวันงาน
“นี่มิเปิดเผยเนื้อตัวเกินไปหรือเจ้าคะ” หลินหลินโอดครวญเบาๆ ขณะเดินกระบิดกระบวนออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก
ตอนที่สาม ไม่อยากโดดเด่นอาจารย์ผู้ฝึกสอนชุ่ยเหยาเอ่ยชมเมื่อเห็นร่างของลูกศิษย์คนโปรดก้าวย่างเข้ามาด้วยชุดที่จะใส่ร่ายรำในวันงาน “นี่มิเปิดเผยเนื้อตัวเกินไปหรือเจ้าคะ” หลินหลินโอดครวญเบาๆ ขณะเดินกระบิดกระบวนออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก “เราควรเปิดเผยในสิ่งที่งดงามนะหลินหลิน เจ้ามีทรวงอกอวบอิ่ม หน้าท้องแบนราบ ช่วงขาเรียวงาม ชุดนี้ขับเด่นความงดงามของเจ้าออกมาให้ได้เห็นอย่างเด่นชัด อาจารย์มั่นใจ ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดได้เห็นเจ้าร่ายรำในชุดนี้ย่อมตกหลุมเสน่ห์ของเจ้าอย่างแน่นอน” อาจารย์สาวใหญ่จับร่างลูกศิษย์สาวน้อยหมุนกายไปมาอย่างชื่นชม “โอ้...หลินหลิน เจ้า...เหตุใดจึงใหญ่ถึงเพียงนี้” เสี่ยวจูซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาร้องโวยวายก่อนที่จะวิ่งเข้ามาจับทรวงอกอิ่มของเพื่อนสาวอย่างกลั่นแกล้ง “ว๊าย...เสี่ยวจู อย่าได้แกล้งข้า” หลินหลินขยับถอยอย่างตกใจด้วยไม่คาดว่าเพื่อนจะถลามาขยำทรวงอกของตนเอง “ข้าอิจฉาเจ้ายิ่งนักหลินหลิน เจ้าทั้งมีใบหน้างดงาม มีทรวงอกใหญ่ล้น เอวคอด ขาเรียว โอ๊ย...เหตุใดความงดงามจึงไปรวมอยู่ที่เจ้าผู้เดียว เหตุใดสวรร
ตอนที่สาม ไม่อยากโดดเด่นหลี่ลี่หลินใช้เวลาฝึกซ้อมการแสดงชุดพิเศษอย่างคร่ำเคร่ง แม้สาวน้อยจะร่ายรำจนชำนาญแต่การแสดงออกซึ่งความยั่วยวนให้ติดตราตรึงใจยังคงต้องใช้เวลาด้วยนางไม่คุ้นชิน “อย่าเคร่งเครียดไปนักเลยหลินหลิน เจ้างดงามถึงเพียงนี้ เพียงทิ้งหางตาใส่ ไม่ว่าชายหนุ่มคนใดก็ต้องหลงใหลแน่นอน” เสี่ยวจูซึ่งนั่งพักอยู่ด้านข้างปลอบเพื่อนสาว “แต่อาจารย์ฝากความหวังไว้ที่ข้ามากนัก ข้าเกรงท่านจะผิดหวัง” “ใช่ว่าชายหนุ่มเหล่านั้นจะชื่นชอบหญิงสาวอย่างพวกเรากันทุกคน พวกเราเป็นเพียงนางรำเท่านั้น หากได้ตัวพวกเราไปก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดี อีกทั้งยังทอดทิ้งไม่ได้ พวกเขาคงต้องคิดให้มากสักหน่อย” “อาจารย์บอกว่าการได้ไปอยู่กับชายหนุ่มเหล่านั้นคือความสุขสบาย ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เจ้ากลับบอกว่า พวกเขาต้องเลี้ยงดูพวกเราห้ามทอดทิ้ง นี่คือกฎเกณฑ์อันใดหรือ” “พวกเราเป็นคนของสำนักสังคีตหลวง ย่อมนับว่าเป็นข้ารับใช้ของฮ่องเต้ หากพระองค์พระราชทานพวกเราให้แก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมต้องเลี้ยงดูอย่างดี หากทอดทิ้งโดยไร้เหตุผลก็คือการขัดดำริของฮ่อ
ตอนที่สอง ฝึกซ้อมร่ายรำลิลลี่พยายามพูดตามน้ำเพื่อถามรายละเอียดให้ได้มากที่สุด “โธ่ หลินหลิน ช่างน่าสงสารยิ่งนัก” เสี่ยวจูคร่ำครวญกว่าสองสาวจะพูดจาเล่าเรื่องราวจนเป็นอันเข้าใจก็ผ่านไปนานจนลิลลี่รู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก โชคดีที่เธอยังฟังและเข้าใจคำพูดเหล่านั้นไม่อย่างนั้นเธอคงต้องถูกกล่าวหาว่าความจำเลอะเลือนไปแล้วอย่างแน่นอนลิลลี่จับใจความได้ว่า ร่างหญิงสาวที่เธออยู่นางนี้มีนามว่า’หลี่ลี่หลิน’ แต่เพื่อนๆและอาจารย์มักเรียกนางว่า’หลินหลิน’ สาวน้อยโดนซื้อตัวมาอยู่ในสำนักสังคีตหลวงตั้งแต่วัยยังไม่เต็มสิบขวบดี และอาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ที่สำนักสังคีตหลวงได้แบ่งหน่วยงานออกไปอีกมากมายทั้ง หน่วยเครื่องดนตรี เครื่องสาย ร้องเพลง และการร่ายรำซึ่งหลี่ลี่หลินได้รับการจัดให้อยู่ในหน่วยหลังนี้ หญิงสาวได้รับการสั่งสอนและฝึกซ้อมการรำมาหลายปี นางมีเพื่อนรุ่นพี่และเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน แต่ที่สนิทที่สุดก็คือเสี่ยวจูซึ่งโดนซื้อตัวเข้ามาในเวลาไล่ๆกัน แม้การฝึกซ้อมจะเข้มงวดมาก แต่ด้วยนิสัยร่าเริงสดใสของเสี่ยวจูจึงทำให้พวกนางไม่เคร่งเครียดกับการซ้อมจนมากเกิ
ตอนที่สอง ฝึกซ้อมร่ายรำ“อาจารย์ ท่านเอาแต่สอนให้หลินหลิน ไม่ใส่ใจพวกเราเลย” เสียงเพื่อนร่วมเรียนเอ่ยทักท้วงอย่างไม่จริงจัง พวกนางใช้ชีวิตอยู่ในสำนักสังคีตหลวงด้วยกันมาหลายปี กินร่วมกัน นอนร่วมกัน ฝึกซ้อมร่วมกัน จึงมีความสนิทสนมกันอย่างมาก แม้จะอิจฉาริษยากันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับให้ร้ายกันจนน่าเกลียด การที่หลี่ลี่หลินได้เป็นดาวเด่นทุกคนย่อมยอมรับได้ ด้วยหญิงสาวมีข้อได้เปรียบเรื่องรูปร่างหน้าตาอยู่แล้ว เมื่อนางสามารถร่ายรำได้ดีจึงกลายเป็นจุดดึงดูดสายตาได้ไม่ยาก การจะเป็นคู่แข่งกับนางจึงต้องคิดให้มากสักหน่อย “พวกเจ้าเองก็ขยันฝึกซ้อมเข้า การแสดงชุดนี้ต้องให้พวกเจ้าช่วยส่งเสริมจึงจะสมบูรณ์ได้” อาจารย์หันไปเอ่ยกับลูกศิษย์คนอื่นๆ “อ้าว...พวกเราเป็นพวกตัวเสริมเท่านั้นหรือ น่าน้อยใจนัก” เสี่ยวจูเพื่อนสนิทของหลี่ลี่หลินแสร้งเอ่ย “อย่าน้อยใจไปเลย ถึงอย่างไรการแสดงชุดอื่นๆ เจ้าก็ได้เป็นตัวเด่นเช่นกัน” หลินหลินรีบหันไปปลอบใจเพื่อน “ข้าไม่ได้น้อยใจจริงหรอก เพียงกลั่นแกล้งอาจารย์เล่นเท่านั้น” เสี่ยวจูห
ตอนที่หนึ่ง อนุหลี่“อนุหลี่จะกินอาหารหรืออาบน้ำก่อนดีเจ้าคะ” สาวใช้ผิงอันเอ่ยถามขึ้น “กินอาหารก่อนก็แล้วกัน” หญิงสาวตอบก่อนจะเดินเฉิดฉายไปยังห้องอาหารเพื่อกินมื้อเย็นโดยไม่ต้องรอผู้ใด แน่นอนว่ายามนี้นางคือเจ้านายเพียงคนเดียวในจวนแม่ทัพแห่งนี้ แม้นางจะเป็นเพียงหญิงสาวซึ่งท่านแม่ทัพพามาอยู่ด้วยได้เพียงสามวัน แล้วเขาก็จากไปโดยไม่ได้ร่ำลา แต่นางก็นับได้ว่าเป็นภรรยาคนหนึ่งของเขา ซ้ำยังเป็นภรรยาพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้อีกด้วย จึงไม่มีผู้ใดกล้าเมินเฉยต่อนาง เมื่อแม่ทัพซุนควบม้ากลับไปยังชายแดน หญิงสาวจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ภายในจวนแห่งนี้ โดยพ่อบ้านและคนรับใช้ทุกคนล้วนให้เกียรติและปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาทดุจเจ้านายคนหนึ่ง คำเรียกขานที่พวกเขาเรียกนางก็คือ’อนุหลี่’ ด้วยแม่ทัพซุนไม่ได้แต่งนางอย่างเป็นทางการอีกทั้งไม่มีคำสั่งใดออกมา นางจึงเป็นได้เพียงอนุคนหนึ่งซึ่งเคยนอนร่วมเตียงกับชายหนุ่มเท่านั้น หลี่ลี่หลินย่อมใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปวันวันโดยไม่อนาทรร้อนใจ ยิ่งไม่มีผู้ใดพักอยู่ในจวน นางก็ยิ่งมีความสุข ด้วยสามารถทำสิ่งใดได้ตา
แม่ทัพโยกส่ายหรือจะสู้ข้าร่ายรำโดยแม่นางว่างจิงจิงสาวน้อยหลี่ลี่หลินฝึกฝนเพื่อการร่ายรำมาหลายปี เหตุไฉนจู่ๆแม่ทัพหนุ่มก็อุ้มนางออกมาแล้วโยกย้ายส่ายสะโพกใส่นางไม่ได้หยุด เขาทำเช่นนี้กับนางได้อย่างไรกันเนื้อเรื่องไม่ดราม่า ไม่มีเหตุผลมากนักเน้นฉากฟินแซ่บของคู่พระนาง เรื่องจบแบบHappy ค่ะชื่อคน ชื่อสถานที่ ไม่มีอยู่จริง สถานการณ์ต่างๆล้วนเป็นเรื่องสมมติจากจินตนาการ-------------------------------------------- แนะนำตัวละครหลี่ลี่หลิน อายุ15ขวบปี นางรำในสำนักสังคีตหลวง โดนซื้อตัวมาฝึกซ้อมร่ายรำตั้งแต่เยาว์วัยซุนหย่งเล่อ อายุ27ขวบปี แม่ทัพใหญ่ผู้เก่งกาจชนะการศึกใหญ่น้อยมากมากมายเยี่ยนเสี่ยวจู เพื่อนสาวคนสนิทของหลี่ลี่หลินชุ่ยเหยา อาจารย์สาวใหญ่ในสำนักสังคีตหลวงอู๋เจียวซิน สาวน้อยซึ่งพบเจอระหว่างทางซานเหวินฉี คุณชายรูปหล่อมาดดี บุตรชายของท่านเจ้าเมืองตอนที่หนึ่งอนุหลี่ผู้คนโดยรอบจวนแม่ทัพใหญ่สกุลซุนต่างสงสัยว่าเหตุใดช่วงนี้จึงมีเสียงหัวเราะอย่างสดใสดังขึ้นในจวนอยู่ทุกวี่วัน ทั้งที่เมื่อก่อนจวนแห่งนี้มักเงียบสงบด้วยร้างผู้อยู่อาศัย มีเพียงบ่าวไพร่อยู่กัน







