LOGINจันดีตื่นจากภวังค์เมื่อประตูห้องถูกผลักเข้ามา พร้อมกับร่างของผู้เป็นแม่ จันดีเงยหน้ามองแม่ ดวงตาของเธอกระจ่างใสไร้แววโศกเศร้า จนฉวีนึกแปลกใจ เมื่อวานเธอยังร้องไห้จะเป็นจะตายที่พี่สาวไล่ไปอยู่ที่อื่น แต่อย่างไรจันดีก็ไม่ยอมท่าเดียว และยังบอกว่าถ้าทุกคนยังบังคับให้เธอย้ายออกจากที่นี่ เธอจะฆ่าตัวตาย กระทั่งตอนเช้ามืดเธอก็ทำมันจริง ๆ ถ้าผู้เป็นแม่ไม่ลุกมาเข้าห้องน้ำกว่าจะรู้ว่าจันดีฆ่าตัวตายก็คงตอนสายแล้ว แต่พอจันดีฟื้นขึ้นมาคราวนี้ทำไมความเศร้าหมองที่มีอยู่เมื่อวานถึงได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง
ในที่สุดฉวีก็เอ่ยขึ้น “ฉันมีเรื่องจะคุยกับแก”
“เรื่องที่จะให้ฉันย้ายไปอยู่ที่อื่นเหรอคะ” จันดีพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“อืม”
“ได้ค่ะฉันจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ถ้าอย่างนั้นฉันขอยืมเงินแม่สักก้อนได้ไหมคะ ตอนนี้ฉันไม่มีเงินสักบาท” เพราะตั้งแต่เธอคลอดลูก เธอก็ไม่มีสิทธิ์ออกไปรับจ้างอีกเลย
“แกหมายความว่าแกกับลูกจะยอมย้ายออกจากที่นี่แต่โดยดีใช่ไหม” ในใจพลันโล่งวาบเมื่อรู้ว่าจันดีช่างคุยง่ายเช่นนี้ เธอจะได้ไม่ต้องทะเลาะกับจันทร์แรมอีก
“ค่ะ” จากที่ได้นั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของเจ้าของร่างนี้ จันดีคนก่อนปักใจรักผู้ชายคนนั้นไปแล้ว แม้เธอไม่เคยเห็นหน้าและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายที่เป็นพ่อของลูกคือใคร และถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีครอบครัวไปแล้วก็ตาม แต่เจ้าของร่างนี้ก็ยังอยากกลับไปที่นั่นอีกสักครั้ง จันดีสงสารเจ้าของร่างนี้ที่ทนทุกข์ทรมานมาหลายปี เพราะเธอไม่เคยเดินทางไกลไปไหนมาไหนเพียงคนเดียว ส่วนมากที่ออกจากบ้านก็แค่ไปรับจ้างตัดอ้อย ดำนา และเกี่ยวข้าวเท่านั้น กระทั่งพ่อกับแม่รู้ว่าเธอท้อง จันดีคนเดิมก็ไม่เคยได้ออกจากบ้านอีกเลย ยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะได้ไปที่แห่งนั้นอีก
“แล้วแกจะไปอยู่ที่ไหน”
“บ้านป้าเฉิดค่ะ ฉันกะว่าจะไปขอเช่าบ้านอยู่สักพัก พอมีลู่ทางก็จะปักหลักอยู่ที่นั่นเลย พ่อกับแม่และพี่จันทร์แรมจะได้ไม่ต้องอายใครอีก และจะได้ไม่ต้องเห็นหน้าฉันกับลูกด้วย” เมื่อคืนที่เธอเผลอหลับไปตื่นหนึ่งก่อนจะลุกมาคิดทำร้ายตัวเอง จันดีฝันว่าเฉิดฉันมาชวนเธอไปอยู่ด้วย แต่จันดีคนก่อนกลับไม่ทำตามความฝัน เพราะเธอขี้กลัวเกินไป อีกทั้งเธออยากทำประชดคนในครอบครัวจึงเลือกหยิบผ้าขาวม้ามาแขวนคอตัวเองไว้กับแม่บันไดบ้าน
ฉัตรกุลกับฉายระวีที่หยุดร้องไห้สักพักแล้ว คลานเข่าเข้ามากอดแม่คนละข้าง จันดีลูบผมลูกสองคนด้วยความเอ็นดูเจือสงสาร ทั้งสองเป็นฝาแฝดชายหญิงที่เพิ่งอายุเพียงสี่ขวบ ทั้งสองหน้าตาน่ารักน่าชัง จันดีที่ไม่เคยแต่งงานไม่เคยมีลูก เห็นแล้วยังใจอ่อนยวบ
ฉวีดวงตาสว่างวาบ เธอคิดอยู่หลายวันว่าจะให้ลูกสาวย้ายไปอยู่ที่ไหนดี วันนี้จันดีกลับชี้ทางออกให้ เธอลืมไปได้อย่างไรว่ายังมีพี่สาวอยู่ที่บึงกาฬ “ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้แกยืมสักห้าหมื่นก็แล้วกัน แต่ยังไงแกก็ต้องหามาคืนฉันนะ เพราะเงินส่วนนี้เป็นเงินของจันทร์แรมมัน ถ้ามันรู้เข้ามันก็คงไล่ฉันออกจากบ้านเหมือนกัน”
“ค่ะ”
สิ้นคำของจันดี ฉวีก็เดินออกจากห้องลูกเพื่อไปเอาเงินมาให้
ฉัตรกุลแหงนหน้ามองแม่แล้วเอ่ยถาม “แม่ครับเราจะไปอยู่ที่ไหนเหรอครับ” เสียงนั้นยังสะอื้นฮึก ๆ ดวงตายังพร่าเลือนเพราะม่านน้ำตาปกคลุม
“เราจะไปอยู่กับยายเฉิดจ้ะ”
“ตากับยายจะไปกับเราไหมคะ” ฉายระวีถามบ้าง
“ไม่ไปจ้ะ เราจะไปกันสามคนแม่ลูก”
“แม่ไม่กลัวเหรอคะ”
จันดียิ้มละมุนให้ลูก “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” ในโลกนี้มีอะไรให้เธอกลัว ตั้งแต่ทำงานเป็นไกด์เธอก็เดินทางไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย และยังไปเที่ยวคนเดียวอีกหลายประเทศอีกด้วย ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนน่าเรียนรู้ทั้งสิ้น
จันดีนั่งปลอบลูกไม่นานฉวีก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเงินหนึ่งปึก
ฉวียื่นเงินจำนวนห้าหมื่นให้ลูกสาว จันดีจึงยกมือไหว้แล้วขอบคุณพร้อมกล่าวออกไปว่า “ฉันจะรีบหาเงินมาคืนแม่ให้เร็วที่สุดค่ะ ขอเลขบัญชีและเบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อแม่ด้วยนะคะ” ตั้งแต่จันทร์แรมไปทำงานที่ประเทศเกาหลี เธอก็ซื้อทั้งรถใหม่ ทำบ้านใหม่ และยังซื้อโทรศัพท์ให้แม่ด้วย ถึงแม้ยังไม่รู้ว่าจะต้องหาเงินมาด้วยวิธีใด แต่เธอคงไม่นั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉย ๆ แน่ ทว่าตอนนี้เธอมีลูกตั้งสองคน คิดทำอาชีพอะไรก็ต้องคิดถึงลูกด้วย
“แกจะเดินทางวันไหน”
“พรุ่งนี้เช้าค่ะ”
“แกเดินทางไปกับลูกได้ใช่ไหม” ถามออกไปอย่างนั้น แต่ในใจไม่นึกเป็นห่วงสักนิด ต่อไปไม่มีสามคนแม่ลูกนี้อีก ครอบครัวของเธอก็จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเหมือนที่ผ่านมา โล่งอกไปที
“ได้ค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง” จันดีก็มองออกเช่นกันว่าคนในครอบครัวไม่ได้เป็นห่วง หรือมีเยื่อใยกับเธอและลูกอีกแล้ว เพราะเท่าที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มา เธอกับลูกก็โดนบ่นโดนว่าทุกวัน ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน ไปถึงข้อจำกัดในการใช้ผงซักฟอก ยาสีฟัน ครีมอาบน้ำ น้ำยาล้างจาน และของใช้อื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจันดีกับลูกจะหยิบจับอะไรก็ดูเหมือนจะผิดไปเสียทุกอย่าง
การที่เธอตัดสินใจย้ายไปอยู่กับป้าเฉิดคือทางออกที่ดีแล้ว
สุริยายิ้มกว้าง โอบกอดภรรยาไว้แน่น เขาดีใจจนไม่รู้ว่าจะพูดคำใดออกมา เพราะเขาไม่เคยเห็นเงินทองมากขนาดนี้มาก่อน “แล้วยังมีอีกไหม” เขาถามเสียงสั่น ที่เขาถามไม่ใช่เพราะความโลภ แค่อยากรู้เท่านั้น เพราะอย่างไร เรื่องเงินเขาก็ให้ภรรยาจัดการทุกอย่างอยู่แล้ว อีกทั้งเธอยังฝากเงินให้เขากับลูกไม่เคยขาด“มีค่ะ แต่เอาไว้วันหน้าเราค่อยขุดกันนะคะ วันนี้เราเอาเงินในนี้ไปฝากธนาคารก่อนค่ะ” ไหแรกเธอนำไปซื้อรถ และฝากให้เขากับลูกหมดแล้ว ส่วนไหนี้เธอจะเอาไปฝากให้ตัวเองให้มากหน่อย และแบ่งฝากให้ลูกกับสามีอีกคนละหนึ่งล้านบาท และคงเอาไปฝากครั้งเดียวไม่ได้ อีกทั้งต้องทยอยนำทองคำออกไปฝากด้วยเช่นเดียวกันเงินไหที่สองจันดีหยิบไปฝากธนาคารบ้างแล้ว ส่วนไหที่สาม และสี่เธอยังไม่ได้หยิบออกไปใช้ เพราะรายได้ที่ได้จากการทำสวนดอกไม้และปลูกแตงยังมีเหลือเฟือให้ใช้จ่าย และเก็บออม แถมยังใช้เป็นต้นทุนในการทำสวนอีกด้วย เพราะในหนึ่งปีครอบครัวของเธอใช้เงินไม่ถึงหนึ่งแสนแปดหมื่นบาท และไม่มีหนี้สินทางอื่น เงินที่ได้จากการทำสวนจึงนับว่าเพียงพอ แต่เมื่อลูกทั้งสามเติบโตขึ้นมากกว่านี้ เธอคิดว่าต้องได้ใช้เงินพวกนี้เป็นแน่“ท่านทั้งสองคงเอ็
ในวันที่จันดีปลูกแตงโมกับแตงไทย รำเพยกับสมจิตยังไปช่วยปลูก แต่จันดีก็จ่ายค้าจ้างให้ทุกคน นอกจากนั้นยังมีชยุต พิมพา และยมนาด้วย เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงคราวต้องไถดินแรกนา ซึ่งจันดีใช้เวลาปลูกสี่วันก็เสร็จ ในขณะที่คนในหมู่บ้านปลูกอ้อย ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง จันดีปลูกแตงไทยกับแตงโม และผลผลิตที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจ แตงโมได้กำไรเจ็ดหมื่นบาท ส่วนแตงไทยได้กำไรแปดหมื่นบาท ภายในเวลาสามเดือนจันดีมีกำไรจากการปลูกแตงสองชนิดถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท คนในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาตาร้อน และอยากทำตาม โดยเฉพาะรินรดากับอาทิตย์ พวกเขาอยากได้กำไรมากเหมือนจันดี จึงแบ่งพื้นที่นาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกปลูกแตงโมแตงไทย ส่วนที่สองปลูกดอกไม้ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ขาดทุนเพราะแตงโมกับแตงไทยทั้งแตกทั้งมีรสจืด เพราะช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวนั้นฝนกำลังตกชุก พอหันมาปลูกดอกไม้ตอนปลายฤดูฝนก็น้ำท่วม เพราะพื้นที่นาของอาทิตย์เหมาะสำหรับปลูกข้าวมากกว่า ทั้งสองจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น “เป็นไง พี่บอกแล้วว่าอย่าทำตามเขา ทีนี้จะทำยังไง ปีนี้จะเอาข้าวที่ไหนกิน” เพราะข้าวปีก่อน ๆ ก็ขายออกเกือบหมดแล้ว
เช้าวันต่อมาฉวีตบหน้าจันทร์แรมที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา พร้อมเสียงด่าทอ “ทำไมแกโง่อย่างนี้ฮะ แล้วทีนี้เราจะไปอยู่ที่ไหน”“ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนี้นี่แม่ ใครจะไปรู้ว่าจันดีมันจะตื่นมาเจอฉันพอดี” จันทร์แรมพูดอย่างหน้าไม่อาย“แล้วแกจะให้มันเป็นยังไง แกจะให้คนนินทาไปทั่วเหรอว่าแกอยากได้ผัวน้องสาวจนตัวสั่น” เรื่องนี้ฉวีไม่ได้เข้าข้างจันทร์แรมเลยสักนิด“แม่!”เพียะ!ฉวีตบหน้าลูกอย่างแรงอีกครั้ง “หุบปาก” พูดแล้วหันไปมองลูกสาวคนเล็ก กล่าวออกเสียงอ้อนวอนว่า “จันดี ให้โอกาสพี่เขาอีกสักครั้งเถอะนะลูก แม่ยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”“สุริยาส่ายหน้าให้ภรรยาเป็นคำตอบ เธอจึงบอกออกไปว่า “อย่าทำร้ายความรู้สึกกันมากไปกว่านี้เลยค่ะ พวกคุณกลับไปเถอะ”“แต่ว่า พวกเราไม่มีที่ไปแล้วนะจันดี” ขุนบอกลูกสาวเสียงเศร้า“ให้โอกาสฉันเถอะนะจันดี ฉันสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกจริง ๆ นะ ๆ” จันทร์แรมจับแขนน้องสาวเขย่า แต่จันดีสะบัดออก ใบหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์“พี่แสงช่วยไปหยิบกระเป๋าผ้าบนบ้านมาให้ฉันหน่อยค่ะ”สุริยาเดินเร็วขึ้นไปบนบ้านตามคำไหว้วานของภรรยารับกระเป๋ามาแล้ว มือเล็กล้วงเ
ตลอดทางกลับบ้านจันทร์แรมก็คิดหาวิธีที่จะอยู่ในบ้านของน้องสาวตลอดไป จันดีมีทุกอย่างในเวลาไม่ถึงปี ถึงแม้เงินที่นำมาซื้อทุกอย่างจะเป็นเงินกู้ แต่ก็ถือว่าดีกว่าเธอตอนนี้ อย่างน้อยอยู่บ้านจันดีก็มีทุกอย่าง หากเธอไปอยู่ที่อื่นต้องลำบากมากแน่ เช่นนั้นเธอจะทำทุกวิถีทางให้เธอได้อยู่ที่นี่ต่อไป และขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านหลังนี้ให้ได้ช่วงบ่ายจันทร์แรมจึงทำทีเข้ามาช่วยงานน้องสาว เพียงแต่จะเลือกทำงานใกล้สุริยามากกว่า และยังสวมชุดเดรสตัวใหม่ที่แหวกอกจนเห็นเนินเนื้อมาทำงานที่เรือนเพาะชำด้วยสุริยารู้สึกอึดอัดจนยากจะระงับความรังเกียจเอาไว้ได้เขาแอบเดินมาคุยกับภรรยา “ถ้าเธอให้จันทร์แรมอยู่ที่นี่ถึงสิบห้าวันพี่ทนไม่ไหวแน่”“ทำไมคะ” จันดีรู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่ก็ยังถาม“เธอไม่เห็นกิริยาที่พี่สาวเธอทำหรือไง” ชอบเดินเฉียดกายเข้าไปใกล้เขา ยามก้มก็ไม่ระมัดระวังตัวสักนิด สุริยาไม่ได้อยากดูของไร้ค่าพวกนั้นสักหน่อย“ทนอีกนิดนะคะ พี่แสงก็อย่าไปสนใจก็แล้วกัน ฉันเชื่อค่ะ ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานหรอก” อีกหน่อยก็คงเผยธาตุแท้ออกมาวันนี้สุริยาจึงอาสาไปรับลูกที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่โดยที่ไม่มี
ฉวีพยักหน้า ขุนจึงพูดขึ้น “พวกเราอยู่ไม่นานหรอกนะจันดี”“อยู่กี่วันคะ”จันทร์แรมทนไม่ไหวจึงพูดแทรกขึ้น “แกกับลูกก็เคยอยู่บ้านฉันมาหลายปีนะจันดี ฉันหวังว่าแกคงไม่ใจดำเกินไป” พูดพร้อมกับปรายตามองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ น้องสาวด้วยดวงตาวาววาม“บังเอิญว่าฉันเป็นคนใจดำด้วยสิ” จันดีเอ่ยขึ้นไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น“ให้พวกเขาปลูกกระท่อมอยู่ชั่วคราวก็ได้จันดี แต่จะให้อยู่กี่วันจันดีตัดสินใจเองก็แล้วกัน” เฉิดฉันกล่าวขึ้น“อย่างน้อยฉันก็คลอดแกมา แกก็ควรแสดงความกตัญญูรู้คุณบ้าง” ฉวีเริ่มทวงบุญคุณจันดีมองหน้าลุงกับป้า พวกเขาพยักหน้าน้อย ๆ เธอจึงเอ่ยออก “ฉันให้อยู่ได้แค่สิบห้าวันค่ะ จะขายที่ได้หรือไม่ได้ก็ต้องย้ายออกไป” จันดียื่นคำขาดฉวีกับขุนจึงยิ้มออก มีเพียงจันทร์แรมที่มองน้องสาวด้วยแววตาเกลียดชัง พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า “รวยขนาดนี้ยังแล้งน้ำใจอีก”“หรือจะไม่อยู่ล่ะ ฉันไม่ติดอะไรนะ” จันดีพูดอย่างไม่ยี่หระ“อยู่จ้ะอยู่” ฉวีหันไปหยิกแขนจันทร์แรมพร้อมถลึงตาใส่ ค่อยหันกลับมาถามจันดี “แล้วนี่ผัวแกเหรอ”“ค่ะ”สุริยายกมือไหว้ตามมารยาท นัยน์ตายังมีแววกรุ่นโกรธ“ฉัตรกับฉายมาหายายสิลูก ยายคิดถึงพวกเรามากเล
สามคนพ่อแม่ลูกนิ่งงัน ฉวีตกอยู่ในภวังค์อยู่นาน แสดงว่าเงินที่จันดีใช้หนี้คืนเธอ เป็นเงินของจันดีจริง ๆ “แล้วมันไปทำอะไรมาถึงได้รวยขนาดนั้นคะ” ความอิจฉาเข้าครอบงำจันทร์แรมขึ้นทันตา “ทำสวนดอกไม้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมครับ” “ทำสวนดอกไม้อย่างนั้นเหรอ” ฉวี “ค่ะ ถ้าถึงแล้วฉันจะชี้ให้ดูนะคะ ตอนนี้เขาปิดไปแล้วค่ะ” รินรดา ทุกคนเงียบไปเกือบสิบนาที อาทิตย์ก็ชะลอรถอีแต๊ก และชี้ให้ทุกคนดู “นั่นไงครับ สวนดอกไม้จันดี” ฉวี ขุน และจันทร์แรม มองไปยังสวนดอกไม้อันกว้างใหญ่ ในพื้นที่กว่ายี่สิบไร่ มันยังคงดูสวยงาม แม้ดอกไม้เริ่มร่วงโรยไปบางส่วนแล้ว แต่เฟื่องฟ้ายังชูใบดอกอวดอ้างสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาหลายหลากสีเช่นเดียวกับพวงครามที่ยังมีพวงดอกสีม่วงสดให้คนชื่นชมเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จันดีจึงเลือกปลูกเฟื่องฟ้า และพวงคราม เพราะมันทั้งทนแดดและออกดอกตลอดทั้งปี อีกทั้งใบดอกยังมีสีสันสวยงาม รถอีแต๊กเคลื่อนผ่านสวนดอกไม้จันดีไปแล้ว ฉวีจึงเอ่ยถาม “คนมาเที่ยวเยอะไหมคะ” “เยอะค่ะ วันนึงน่าจะไม่ต่ำกว่าสามสี่ร้อยคนค่ะ” ร







