LOGINเมื่อย่างเข้าเดือนสิบเอ็ด อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว มีสายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านตลอดเวลาทำให้หนาวสะท้าน ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อยเพราะทำใจลุกจากเตียงได้ยาก ยกเว้นจวนเดียวที่บรรยากาศครื้นเครง ใบหน้าทุกคนต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มเร่งทำงานในมืออย่างกระฉับกระเฉง และสาเหตุก็เป็นเพราะคุณหนูเพียงหนึ่งเดียวจะออกเรือน ทั้งบ้านเจ้าบ่าวก็ไม่ได้เป็นเพียงคุณชายธรรมดาแต่เป็นคนหนุ่มอนาคตไกล ที่สำคัญทั้งสองยังรักปักใจมาตั้งแต่เล็กจนเกิดเป็นงานมงคลในวันนี้
ซูอี้หรานปล่อยให้สาวใช้ช่วยขัดสีฉวีวรรณอย่างอดทน แม้ใต้ตาจะคล้ำเพราะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ทว่าดวงหน้ากลับ
เปล่งปลั่งเต็มไปด้วยความสุขเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วยาม[1]สถานะของตนก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เป็นเหตุให้เหล่าสาวใช้ที่มาช่วยแต่งตัวรู้สึกเอ็นดูอย่างอดไม่ได้ ทุ่มสุดความสามารถเพื่อให้คุณหนูงดงามที่สุดและมัดใจคุณชายสามหลี่ให้อยู่หมัดจนกระทั่งผ่านไปสองชั่วยามการเตรียมตัวอันยาวนานก็เสร็จสิ้น เหลือเพียงประทินโฉมอีกเล็กน้อย ปักปิ่นและคลุมผ้าแดง
“หรานเอ๋อร์” ‘เจิ้งหว่านชิง’ เรียกหลานสาวเสียงอ่อนโยน
“ท่านย่า” เสียงหวานเรียกหาหญิงชราด้วยความดีใจ วันนี้เป็นวันสำคัญของนางจึงตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นการมีท่านย่าอยู่เคียงข้างจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับซูอี้หรานอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องลุก ๆ ชุดของเจ้าน้ำหนักไม่ใช่น้อย เก็บแรงเอาไว้เถอะ” หญิงชราดันบ่าเล็กให้นั่งลงตามเดิม ก่อนจะมองไปที่คันฉ่องซึ่งกำลังสะท้อนใบหน้าของหลานสาวเพียงคนเดียว เป็นทายาทที่บุตรชายหลงเหลือไว้ก่อนจะจากไปพร้อมกับภรรยาเมื่อหลายปีก่อน “หรานเอ๋อร์ของย่างามนัก”
“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านย่าของข้างดงามถึงเพียงนี้ หลานเช่นข้าจะขี้เหร่ได้อย่างไร” หญิงสาวหัวเราะคิกคักชอบใจพร้อมกับประจบประแจงผู้เป็นย่าไปด้วย เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจาก
คนโดยรอบทันที“แสบนักนะ” มือเหี่ยวย่นอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มของหลานสาวอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะนึกได้ว่าการทำเช่นนี้จะทำให้เครื่องประทินโฉมที่แต่งมานานเปื้อนเอาได้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะนายหญิง เติมนิดเติมหน่อยก็ได้แล้ว”
สาวใช้ชราเห็นสีหน้าของผู้เป็นนายจึงรีบอธิบาย ก่อนจะส่งสัญญาณให้สาวใช้เข้ามาดูความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง เพราะสำหรับฮูหยิน ผู้เฒ่าซูแล้วไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าหลานสาว ดังนั้นวันสำคัญจึงไม่ต้องการให้เกิดข้อบกพร่องแม้แต่น้อย“ขอโทษนะหรานเอ๋อร์ ย่าลืมตัวไป”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ถ้าท่านไม่ทำข้าจะน้อยใจมากกว่า ส่วนที่เลอะก็แค่เติมใหม่เท่านั้น อย่างไรก็เหลือเวลาอีกเยอะกว่าขบวนเจ้าบ่าวจะมา” หญิงสาววางมือทับมือของย่าเพื่อปลอบใจ
“เด็กดี ๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าซูพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ อยู่ ๆ ก็กระบอกตาก็ร้อนผ่าว ลำคอตีบตันด้วยความรู้สึกมากมายถาโถม
เข้ามาเด็กที่นางเห็นมาตั้งแต่เล็ก ตอนนี้เติบใหญ่จนโผบินจากอ้อมอกนางแล้ว ความผูกพันที่ถักทอจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำใจจากกันได้ง่าย ๆ แม้ว่าจะอยู่
เมืองหลวงเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็แต่งออกไปแล้วย่อมมีหน้าที่ของภรรยาและสะใภ้ที่พึงปฏิบัติต่อครอบครัวสามี“จากนี้เจ้าต้อง...ดูแลตัวเองให้ดีนะ”
ซูอี้หรานหันไปมองใบหน้าของผู้เป็นย่า ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยหยาดน้ำตาที่กำลังไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวย “เจ้าค่ะ
ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ไม่ทำให้ท่านย่าเป็นห่วง”“อืม แล้วจำเอาไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นย่ากับปู่ของเจ้าอยู่ตรงนี้เสมอ มาหาพวกเราได้ทุกเมื่อ เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ อย่าบ่นรำคาญข้าก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดติดตลกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้ท่านย่าเศร้า
“หึ เจ้านี่นะ เอาเถอะวันมงคลเช่นนี้ไม่ควรเสียน้ำตาเลยจริง ๆ หรานเอ๋อร์นั่งลงเถอะเดี๋ยวย่าจะปักปิ่นให้”
ปกติขั้นตอนปักปิ่นหงส์จะเป็นหน้าที่ของมารดาผู้ให้กำเนิด ทว่ามารดาของซูอี้หรานจากไปตั้งแต่นางอายุได้เพียงห้าขวบ ตลอดมาจึงเป็นท่านย่าที่คอยดูแลมาตลอด เปรียบเสมือนมารดาอีกคนก็ไม่ผิดนัก
“ขออนุญาตเจ้าค่ะ ขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเข้ามารายงาน ทำให้บรรยากาศภายในเรือนหลังเล็กเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทุกคนแตกตื่นเร่งตรวจสอบความเรียบร้อยของเจ้าสาวสุดชีวิต แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็เกือบจะก้มลงไปปัดฝุ่นที่ชายกระโปรงให้หลานสาว ดีที่คนสนิทมือไวคว้าเอาไว้ทัน
“นายหญิงเจ้าคะ!?”
“ฮ่า ๆ ๆ ข้าลืมตัว” หญิงชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“เอาละถึงเวลาแล้ว ย่าจะคลุมผ้าให้เจ้า”“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
จากนั้นทิวทัศน์เบื้องหน้าก็กลายเป็นสีแดง บดบัง
การมองเห็นจนหมดสิ้น ดังนั้นระยะทางจากเรือนของนางไปยังหน้าจวนจึงต้องให้สาวใช้เป็นคนประคอง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่มาร่วมยินดีซูอี้หรานคล้ายสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นเพราะอีกไม่กี่อึดใจนางก็จะกลายเป็นฮูหยิน ของเขาแล้วเจ้าสาวเดินมาถึงหน้าจวนตามฤกษ์ ก่อนจะถูกพาขึ้นเกี้ยวแปดคนหามเพื่อไปยังจวนสกุลหลี่ซึ่งตั้งอยู่เขตเมืองชั้นใน ต่างจากตระกูลซูที่เป็นตระกูลพ่อค้าจึงอยู่เขตเมืองชั้นกลาง แต่ถึงตระกูลซูจะเป็นตระกูลพ่อค้า ทว่าความมั่งคั่งกลับไม่น้อยหน้าขุนนางในเมืองหลวงเลย ทำให้ขบวนสินเดิมเจ้าสาวยาวเหยียดบอกถึงน้ำหนักในใจของนายท่านผู้เฒ่าซูที่มีต่อหลานสาว ไม่ว่าใครเห็นต่างก็อิจฉาคุณหนูซูที่ได้รับความรักและเอ็นดู มีสินเดิมมากมายขนาดนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าบ้านสามีจะปฏิบัติต่อนางไม่ดี
หลี่เจี้ยนหัวเหลือบมองเกี้ยวด้านหลังด้วยหัวใจพองโต ตั้งแต่หกปีก่อนที่พวกเราเจอกันโดยบังเอิญ เขาก็รัก
ปักใจซูอี้หรานมาโดยตลอด แม้ว่าชนชั้นจะต่างกันก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อเขาแม้แต่น้อย พยายามขอร้องบิดาเพื่อให้ได้แต่งกับนางในดวงใจ ซึ่งนายท่านหลี่ก็ยอมอนุญาตและจัดการขอหมั้นหมายจองซูอี้หรานเอาไว้นายท่านหลี่มองว่าหลี่เจี้ยนหัวเป็นคุณชายสามแห่งตระกูลหลี่ ดังนั้นการเลือกคู่ครองจึงไม่ต้องเคร่งครัดมากเท่ากับบุตรชายคนโตที่จะเป็นผู้นำตระกูลคนถัดไป ขอแค่ฐานะดีหน่อยก็เพียงพอซึ่งตระกูลซูก็ตอบโจทย์ตรงนี้ ไหนจะความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นทรัพย์สมบัติของตระกูลซูจะไปอยู่ที่ใครหากไม่ใช่หลานสาวเพียงคนเดียวอย่างซูอี้หราน ด้วยเหตุนี้การแต่งงานของหลี่เจี้ยนหัวกับซูอี้หรานจึงราบรื่น ทุกคนต่างยินดีและมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดทั้งงาน
พิธีการผ่านไปอย่างเชื่องช้า แม้จะเป็นแค่การทำตามที่
แม่สื่อบอก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากินพลังของซูอี้หรานไปมากโข โดยเฉพาะน้ำหนักของชุดและเครื่องประดับที่นางต้องแบกเอาไว้ ทั้งการตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่ฟ้าสาง ดังนั้นทันทีที่ถูกพาเข้าไปนั่งรอเจ้าบ่าวในห้องหอ ร่างบอบบางก็แทบจะทิ้งตัวลงนอนหากว่าสาวใช้คนสนิทไม่ห้ามเอาไว้เสียก่อน“ห้ามนอนนะเจ้าคะคุณหนู!” เถียนเถียนร้องห้ามเสียงหลง รีบพุ่งเข้ามาฉุดร่างของเจ้านายเอาไว้ เมื่อครู่แม่สื่อก็กำชับไว้แล้วว่าให้นั่งรอเจ้าบ่าวอยู่ในนี้อย่างสงบเสงี่ยม แต่ละสายตาไม่ทันไรคุณหนูของนางก็ไม่ฟังเสียแล้ว
“...ก็ข้าเหนื่อย”
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะไปขอแบ่งซาลาเปาจากโรงครัวสักหน่อย ให้ท่านเติมพลังระหว่างรอคุณชายสาม” เถียนเถียนเสนอ
ซูอี้หรานคิดตามที่สาวใช้พูด นางไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้าแต่ไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย และที่สำคัญกลัวว่าเมื่อถึงเวลาเข้าหอจะ...ไม่สวย
“แค่น้ำชาก็พอแล้ว”
“เจ้าค่ะ คุณหนูรอสักครู่”
ซูอี้หรานจิบชาได้เพียงอึกเดียว ด้านหน้าเรือนก็มีความเคลื่อนไหว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของเจ้าบ่าวจะเดินเข้ามา หญิงสาวจึงกระวีกระวาดหยิบผ้าคลุมมาคลุมหน้าเอาไว้ตามเดิมพร้อมกับเถียนเถียนที่พยายามทำตัวเล็ก ๆ เดินออกไปอย่างรู้งาน
“...” เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที เป็นเหตุให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงมากขึ้น จนกระทั่งเห็นปลายเท้าของเขามาหยุดอยู่ตรงหน้า “หรานเอ๋อร์...”
เสียงทุ้มเรียกสตรีตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น และเชื่อว่าไม่ใช่มีแค่เขาที่รู้สึกเช่นนั้น แม้จะไม่ได้แนบชิดกัน แต่
หลี่เจี้ยนหัวเป็นวรยุทธ์จึงได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัวของนางที่ไม่ต่างจากตน ใบหน้าหล่อเหลาจึงคลี่ยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะจัดการ ผ้าคลุมสีแดงที่เป็นอุปสรรคทำให้เขาไม่อาจมองใบหน้างามของภรรยาได้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่ดวงตากลมโตจะค่อย ๆ ช้อนตามองสามีและคลี่ยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่วัยเยาว์ย่อมมีความคุ้นเคยกันอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้สถานะได้เปลี่ยนไปแล้วจึงเกิดความขัดเขินทำตัวไม่ถูก
“หิวหรือไม่” หลี่เจี้ยนหัวพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“...ไม่เจ้าค่ะ แล้วท่านพี่ละเจ้าคะ”
ชายหนุ่มพยายามข่มความตื่นเต้นเพื่อแสดงภาพลักษณ์นิ่งขรึม เพื่อไม่ให้ระหว่างเราขัดเขินไปมากกว่านี้ ตั้งใจว่าจะค่อยเป็นค่อยไปเพราะคืนนี้ยังอีกยาวไกล ทว่าหลังจากได้ยินเสียงหวานเรียก ‘ท่านพี่’ ความตั้งใจนั้นก็พังทลายลงทันที
“อ๊ะ!” ร่างบอบบางถูกผลักให้นอนราบลงก่อนที่ริมฝีปากจะถูกครอบครองด้วยฝีมือของคนบนร่างโดยที่ซูอี้หรานไม่ทันตั้งตัว ความแปลกใหม่ที่ได้รับทำให้นางทำตัวไม่ถูก แต่ก็รู้สึกดีเกินกว่าจะผลักไส ดังนั้นจึงปล่อยเลยตามเลยให้สามีเป็นคนชักนำ
ก่อนที่เวลาต่อมานางจะรู้ตัวว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ใบหน้าหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ขอร้องเสียงพร่าให้สามีเห็นใจให้นางได้พักบ้าง ร่างกายอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงแต่ชายหนุ่มก็ยังไร้ปรานีตักตวงความหอมหวานอย่างเอาแต่ใจและไม่รู้เบื่อ จนกระทั่งซูอี้หรานไม่อาจทนไหวจึงผล็อยหลับไปทั้งที่
เจ้าสิ่งนั้นยังคงคาเอาไว้อยู่ในร่างกายค่ำคืนอันยาวนานได้จบลงแล้ว แต่ไม่ทันไรก็ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ ซูอี้หรานมั่นใจว่าพึ่งได้นอนไม่ถึงสองชั่วยาม แต่เมื่อนึกถึงว่าวันนี้ต้องยกน้ำชาให้กับครอบครัวสามี ต่อให้ง่วงและเมื่อยมากแค่ไหนก็ต้องงัดตัวเองออกจากเตียงให้ได้ ทว่าตัวต้นเหตุที่ทำให้นางนอนน้อยกลับไม่ให้ความร่วมมือ
“ยังไม่เช้าเลย หรานเอ๋อร์นอนต่อเถอะ” หลี่เจี้ยนหัวรู้สึกว่าร่างบอบบางในอ้อมกอดขยับยุกยิกไปมา จึงกระชับอ้อมแขนบังคับให้นางนอนพัก
“มะ...ไม่ได้เจ้าค่ะ พวกเราต้องไปยกน้ำชา” ดวงตากลมโตเสมองไปทางอื่นเมื่อเบื้องหน้าเป็นอกแกร่ง “ปล่อยก่อนเจ้าค่ะ
ข้าต้องเตรียมตัว”“...อื้อ” ชายหนุ่มยังคงดื้อรั้น
“นะเจ้าคะ...ท่านพี่” นางขอร้องเสียวหวาน แม้จะรู้ว่ามันเสี่ยงที่นางจะต้องเหนื่อยอีกรอบ แต่นอกจากวิธีนี้ซูอี้หรานก็นึกไม่ออก
ซึ่งมันก็ได้ผลเป็นอย่างดี จากที่งัวเงียไม่อยากตื่น หลี่เจี้ยนหัวก็ตื่นเต็มตาพร้อมกับเจ้าสิ่งนั้น ดังนั้นพิธียกน้ำชา
เช้านี้จึงถูกเลื่อนออกไปเล็กน้อย และแน่นอนว่าทุกคนต่างเข้าใจดีเพราะเป็นเรื่องธรรมดาของบ่าวสาว และสะใภ้คนนี้ก็เป็นที่รักและเอ็นดูของคนสกุลหลี่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามจึงไม่มีใครกล้าตำหนิแม้แต่ครึ่งคำโดยเฉพาะเมื่อเห็นของขวัญที่สะใภ้สามมอบให้แม้จะผ่านวันมงคลไปแล้ว ทว่ากลิ่นอายมงคลและความสุขก็ยังคงอบอวลอยู่ ในทุกวันซูอี้หรานจะตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของสามีและเห็นใบหน้าของเขาเป็นคนแรกเสมอ วันคืนผ่านไปอย่าง
ชื่นมื่นราวกับล่องลอยอยู่ในห้วงฝัน และนางยินดีอย่างยิ่งที่ความฝันนี้จะอยู่กับนางไปอีกนานแสนนานและไม่ขอตื่นจากมันไปชั่วชีวิตแต่ชีวิตคนเราไหนเลยจะราบรื่นเช่นนั้น ผ่านไปเพียงสามเดือนก็มีราชโองการให้แม่ทัพสกุลหลี่บัญชาการทหารจำนวนห้าพันนาย มุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปประจำการที่ชายแดนเหนือ จัดการพวกชนเผ่านอกด่านที่กระด้างกระเดื่อง
ดังนั้นพี่ใหญ่อย่าง ‘หลี่เจี้ยนหลง’ และหลี่เจี้ยนหัวจึงต้องกรีธาทัพขึ้นไปยังชายแดนเหนือเพื่อจัดการให้สิ้นซากตามพระบัญชา ต่อให้ในใจของหลี่เจี้ยนหัวจะไม่ยินยอม เพราะพึ่งแต่งงานได้ไม่นานก็ไม่สามารถทำได้ในเมื่อเป็นราชโองการ
“ข้าจะเขียนจดหมายไปหาท่านบ่อย ๆ เจ้าค่ะ”
ซูอี้หรานยิ้มทั้งน้ำตา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ไม่ต่างจากหลี่เจี้ยนหัวที่พยายามจดจำใบหน้างดงามของภรรยาให้มากที่สุด จากกันวันนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกเราจะได้เจอกันอีก“รอพี่ พี่จะรีบกลับมา” หลี่เจี้ยนหัวให้คำมั่นก่อนจะกระโดดควบม้าไป
หญิงสาวมองแผ่นหลังสามีจนลับสายตา ก่อนจะประคองแม่สามีเข้าไปพักด้านใน
[1] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
สกุลหลี่เป็นตระกูลเก่าแก่ของแคว้นจ้าว ในทุกรุ่นจะให้กำเนิดแม่ทัพเลื่องชื่อทั้งนั้น ทำให้แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเกือบหนึ่งร้อยปี สกุลหลี่ก็ยังคงเรืองอำนาจและสืบทอดตำแหน่งแม่ทัพมาตลอด กอปรกับความจงรักภักดีและรู้ว่าควรทำเช่นไรถึงไม่โดดเด่นจนเกิดความระแวง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และแน่นอนว่าอำนาจและเงินตราเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ ดังนั้นชนชั้นสูงในเมืองหลวงจึงอยากสานสัมพันธ์กับตระกูลหลี่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันสกุลหลี่มีทายาทค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตระกูลใหญ่ตระกูลอื่น เพราะอดีตแม่ทัพใหญ่หรือนายท่านหลี่มีบุตรชายทั้งหมดสามคนบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายคนโต คนที่สามและบุตรสาวเกิดจากภรรยาเอก ส่วนบุตรชายคนรองเกิดจากอนุที่ได้รับพระราชทานมาจากฝ่าบาทพระองค์ก่อนถึงจะมีน้อยทว่าแต่ละคนก็มีความสามารถโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบุตรชายคนโตที่เก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋น ดังนั้นเขาจึงวางใจลงจากตำแหน่งให้บุตรชายสานต่อ ส่วนตัวเองก็ถอยไปเป็นเบื้องหลังคอยปูทางให้บุตรชายได้ขึ้นไปเป็นผู้นำตระกูลอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะสหายที่คบหา หรือภรรยาที่ตบแต่งล้วนผ่านการคิดมาอย่างดี
เมื่อย่างเข้าเดือนสิบเอ็ด อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ เป็นสัญญาณว่าเข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว มีสายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านตลอดเวลาทำให้หนาวสะท้าน ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงตื่นสายกว่าปกติเล็กน้อยเพราะทำใจลุกจากเตียงได้ยาก ยกเว้นจวนเดียวที่บรรยากาศครื้นเครง ใบหน้าทุกคนต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มเร่งทำงานในมืออย่างกระฉับกระเฉง และสาเหตุก็เป็นเพราะคุณหนูเพียงหนึ่งเดียวจะออกเรือน ทั้งบ้านเจ้าบ่าวก็ไม่ได้เป็นเพียงคุณชายธรรมดาแต่เป็นคนหนุ่มอนาคตไกล ที่สำคัญทั้งสองยังรักปักใจมาตั้งแต่เล็กจนเกิดเป็นงานมงคลในวันนี้ซูอี้หรานปล่อยให้สาวใช้ช่วยขัดสีฉวีวรรณอย่างอดทน แม้ใต้ตาจะคล้ำเพราะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ทว่าดวงหน้ากลับ เปล่งปลั่งเต็มไปด้วยความสุขเมื่อคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วยาม[1]สถานะของตนก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เป็นเหตุให้เหล่าสาวใช้ที่มาช่วยแต่งตัวรู้สึกเอ็นดูอย่างอดไม่ได้ ทุ่มสุดความสามารถเพื่อให้คุณหนูงดงามที่สุดและมัดใจคุณชายสามหลี่ให้อยู่หมัดจนกระทั่งผ่านไปสองชั่วยามการเตรียมตัวอันยาวนานก็เสร็จสิ้น เหลือเพียงประทินโฉมอีกเล็กน้อย ปักปิ่นและคลุมผ้าแดง“หรานเอ๋อร์” ‘เจิ้งหว่านชิง’ เรียกหลานสาวเสียงอ่อนโยน“ท่านย่า”
“หลี่เจี้ยนหัว ข้าขอหย่ากับท่าน!” หญิงสาวเหยียดยิ้ม มองสามีตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเย็นชา อดนึกย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อนไม่ได้‘ซูอี้หราน’ แต่งเข้าสกุลหลี่เป็นฮูหยินของคุณชายสาม ‘หลี่เจี้ยนหัว’ มาสามปีแล้ว ช่วงสามเดือนแรกพวกเราเป็นสามีภรรยาทั่วไป รักใคร่ปรองดองไม่มีเรื่องหมางใจ ทุกวันเต็มไปด้วยความสุข แต่หลังจากนั้นก็มีราชโองการให้เขาไปประจำการที่ชายแดนทางเหนือ เนื่องจากชนเผ่านอกด่านเริ่มแข็งข้อ ทำให้พวกเราต้องแยกจากกันทั้งที่พึ่งแต่งงานได้ไม่นานใครจะคิดว่าวันคืนที่ซูอี้หรานสวดภาวนาขอพระพุทธองค์ให้คุ้มครองเขา รอคอยการกลับมาของสามีด้วยความหวังจะกลับกลายเป็นฝันร้าย เพราะมีข่าวลือว่าฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้เขากับองค์หญิงใหญ่ ผู้เป็นธิดาองค์โปรดของพระองค์ ทั้งที่มีนางเป็นฮูหยินเอกอยู่แล้วเพราะฉะนั้นจึงมีทางรอดให้ซูอี้หรานเพียงทางเดียวก็คือนางยอมเป็นฮูหยินรองเพราะบ้านเดิมเป็นเพียงตระกูลพ่อค้า แม้จะร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของแคว้นจ้าว แต่ก็ยังไม่อาจเทียบความสูงศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ได้อยู่ดีซึ่งเรื่องทั้งหมดหญิงสาวเข้าใจแตกฉาน ไม่คิดโกรธเคืองท







