Masuk“ทำไมป่านนี้ฟางเสียงยังไม่มาช่วยจัดสำรับอีกนะ” เสียงบ่นพึมพำของเหมยเซียง ผู้เป็นแม่ของฟางเสียงดังขึ้น
“เดี๋ยวข้าช่วยเอง” เสี่ยวหลิว เพื่อนสนิทของฟางเสียงกล่าว
“น่าแปลกใจยิ่งนัก ปกติแล้ว ฟางเสียงไม่เคยมาช่วยข้าช้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว” เหมยเซียงพูดเสริม
“ข้าก็ไม่เห็นนางตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เดินไปเคาะประตูห้องก็ไม่มีเสียงตอบรับ” เสี่ยวหลิวเสริม
“อาเสียง เจ้าอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเจ้ารึป่าว?” เสียงของเหมยเซียงเริ่มสั่นเครือ ราวกับว่าสามารถคาดเดาเรื่องร้ายๆที่อาจจะเกิดกับลูกสาวของตนเองได้ ตามสัญชาตญาณของความเป็นแม่
เสี่ยวหลิวได้ยินดังนั้นก็เงียบไป เพราะนางเองก็กังวลใจอยู่เช่นกัน
ฝ่ายชิงเยียนเอง ก็เดินกลับจวนมาเพียงผู้เดียวด้วยท่าทีกระปรี้กระเปร่า ใบหน้าของนางยิ้มแย้ม มีความสุขราวกับดอกบัวบาน ทำเหมือนไม่รู้เห็นเหตุการณ์ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนในบ้านต้องตาย!
“อาเยียน ไปไหนมาลูก แล้วทำไมเดินกลับมาคนเดียว” เสียงเหรินจงทักลูกสาวด้วยความประหลาดใจ
ชิงเยียนได้ยินดังนั้น รีบหุบยิ้ม และหันไปตามเสียง “ข้า...เอ่อ...ข้า...ข้าหิวแล้วท่านพ่อ สำรับเสร็จรึยังเจ้าคะ?”
เหรินจงมิได้สนใจคำตอบของลูกสาว เพียงแค่ได้ยินว่านางกำลังหิว ก็เปลี่ยนเรื่องทันที
“ป่านนี้สำรับคงเสร็จแล้วล่ะ ไปกันเถิดอาเยียน” พูดจบก็หันไปโอบไหล่ลูกสาวมุ่งหน้าไปยังตำหนักทานอาหาร
ณ ตำหนักทานอาหาร
ชิงเยียนรับประทานอาหารได้เยอะจนผิดหูผิดตา ทำให้หัวหน้าพ่อครัวอย่างหลี่ผิงอดอมยิ้มไม่ได้ เขาคิดว่าอาหารของเขาสำรับนี้ต้องอร่อยถูกใจคุณหนูเป็นแน่
แต่แล้วจู่ๆบรรยากาศในตำหนักทานอาหารก็เปลี่ยนไป เมื่อเหรินจงถามถึงฟางเสียงกับชิงเยียน
“ฟางเสียงไปไหนล่ะ ทำไมถึงไม่มาดูแลเจ้า?”
ชิงเยียนที่กำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยก็ต้องวางช้อนลงในทันที พูดพลางร้องไห้ออกมา
“ท่านพ่อ อีกไม่กี่ชั่วยาม ก็จะถึงวันเกิดของข้า ข้าเพียงแต่พูดลอยๆกับฟางเสียงว่า ถ้าข้าได้ดอกบัวมาถวายพระในวันเกิดของข้าก็คงดี ข้าไม่เห็นนางตั้งแต่บ่ายแล้ว ข้าไม่แน่ใจว่า...นางได้ไปเก็บดอกบัวให้ข้าหรือไม่เจ้าค่ะ” ชิงเยียนพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“อาเยียน เจ้าว่าอะไรนะ! เก็บดอกบัวงั้นรึ ดอกบัวที่ไหน ในบึงต้องห้ามหรือไม่?” เหรินจงถามเสียงดัง
“ข้า...ข้าไม่รู้ท่านพ่อ” ชิงเยียนตอบด้วยความกลัว
“เหตุใดเจ้าจึงไปพูดเอื้อนเอ่ยกับนางเช่นนั้น เจ้าก็รู้ว่า เพียงแค่เจ้าเอ่ยปาก นางก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อเจ้า ข้าหวังว่า...”
“จางฮ่าว” เหรินจงเรียกทหารองครักษ์ของเขาเสียงดังลั่น
“ขอรับ” จางฮ่าวผู้เฝ้าประตูตำหนักทานอาหารอยู่ตอบรับทันที
“เจ้าจงรีบไปดูที่บึงต้องห้าม ว่ามีใครอยู่แถวนั้นหรือไม่”
“ขอรับ” พูดจบเขาก็รีบวิ่งออกไป
แม้ว่าเหรินจงและชิงเยียนจะรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังคงอยู่ในตำหนักทานอาหาร เพื่อรอฟังข่าวของฟางเสียง
เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม จางฮ่าวก็กลับเข้ามากล่าวรายงาน
“ข้าน้อยไม่เห็นผู้ใดเลยขอรับ ข้าน้อยและผู้ดูแลบึงช่วยกันหาจนทั่วแล้ว ข้าน้อยพบเพียงสิ่งนี้อยู่ที่ริมฝั่ง”
จางฮ่าวพูดจบพลางยื่นของในมือให้แก่เหรินจง
“เข็มติดเสื้อไม้ลายดอกบัว ของใครกัน” เหรินจงกล่าวพึมพำออกมาเบาๆ
เหมยเซียงผู้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคนรับใช้ คอยควบคุมการจัดสำรับเจ้านาย เมื่อได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยปากถามว่า
“ท่านไจ่เสียง ข้าขอดูเข็มติดเสื้อนั่นได้ไหมเจ้าคะ?”
“ได้สิ” พูดพลางยื่นของในมือให้
ทันทีที่เหมยเซียงเห็นเข็มติดเสื้อไม้ลายดอกบัวชิ้นนั้น เธอก็ร้องไห้โฮออกมาทันที พร้อมกล่าวว่า
“เข็มติดเสื้อไม้นี้ข้าเป็นคนสลักให้ฟางเสียงเอง เมื่อครั้งนางอายุได้สิบห้าปีเต็ม ฟางเสียงของแม่”
พูดจบ เหมยเซียงก็เป็นลมล้มพับไปข้างโต๊ะรับประทานอาหาร
สามวันต่อมา ร่างอันไร้วิญญาณของฟางเสียงก็ลอยมาติดที่ริมบึง ตามคำบอกเล่าของจางฮ่าว ทุกคนจึงเดินทางไปที่บึงต้องห้าม เพื่อนำร่างของฟางเสียงมาทำพิธีตามศาสนา เมื่อพิธีกรรมเสร็จสิ้นแล้ว เหรินจงอนุญาตให้นำร่างของฟางเสียงฝังไว้ใกล้ๆกับบึงต้องห้าม เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนใจ มิให้ผู้ใดกล้าไปที่นั่นอีก
ชิงเยียนมองดูร่างไร้วิญญาณของฟางเสียง ในใจก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ภายนอกต้องแสร้งทำเป็นเสียใจ และรู้สึกผิด ที่เป็นต้นเหตุให้นางต้องตาย
เหรินจงไม่รอช้า รีบหาคนใช้ข้างกายคนใหม่ให้แก่ชิงเยียน ลูกสาวสุดที่รัก พร้อมทั้งให้เงินแก่พ่อและแม่ของฟางเสียงจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นการไถ่โทษแทนลูกสาว อีกทั้งยังอนุญาตให้ทั้งสองกลับบ้านเกิดเพื่อไปใช้ชีวิตในบั้นปลายได้ แต่...ทั้งสองคนยินดีที่จะอยู่ดูแลรับใช้ตระกูลหลู่ต่อ เพียงเพื่ออยากมาเยี่ยมหลุมฝังศพของลูกสาวบ่อยๆ เท่านั้นเอง
ไม่นาน เหมยเซียงก็ล้มป่วย จากความเศร้าโศกที่สูญเสียลูกสาว นางร้องไห้จนผลอยหลับไปในทุกๆคืน ส่วนหลี่ผิงผู้เป็นสามี ก็ทำได้เพียงปลอบใจภรรยาของตนเองให้สบายใจขึ้น แม้ภายในใจของตนจะปวดร้าวไม่ต่างกัน
ฟางเสียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน เหงื่อออกทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงดั่งกลองเพลิง“คุณหนูเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“ใช่...ข้าฝันว่าข้าจมน้ำตาย” ฟางเฟยตอบ“จริงรึเจ้าคะ!...วันก่อน พวกเราเพิ่งจะไปไหว้พระมาที่วัด เหตุใด คุณหนูจึงฝันร้าย?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พระท่านคงเมตตามาเตือนให้ข้าระวังตัวกระมัง” ฟางเฟยตอบ พลันหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ“นั่งก่อนนะเจ้าคะคุณหนู เดี๋ยวข้าไปชงชาให้” ซู่หยางพูดจบ ก็รีบเดินจากไปฟางเสียงพนมมือกล่าวขอบคุณที่พระท่านได้เปิดนิมิตให้นางได้รับรู้ถึงสาเหตุแห่งการตาย“นี่คุณหนูชิงเยียนฆ่าข้าเพราะความอิจฉางั้นรึ? ถึงว่า...พักหลัง...นางมิยอมให้ข้าเข้าไปปรนนิบัติ”ฟางเสียงกล่าวพึมพำแล้วพ่อแม่ของข้าล่ะ จะเป็นเช่นไรบ้างเพลานี้ อีกทั้งท่านแม่ทัพ...“ดี...ถ้านางอยากได้ท่านแม่ทัพซงเฟิงมาเป็นคู่ล่ะก็ ข้านี่ล่ะ...จะขัดขวางนางทุกทาง มิให้นางได้สมหวัง ด้วยฐานะของข้า ณ เพลานี้ นางมิอาจจะต่อกรกับข้าได้เป็นแน่!” ฟางเสียงกล่าวด้วยความโกรธคุณหนูชิงเยียนกับท่านแม่ทัพซงเฟิง มีโอกาสจะได้เป็นคู่ร่วมหอลงโลง เหตุเพราะพ่อของทั้งสอง เป็นเพื่อนรักกันมาต
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟางเฟยชักกระตุกฟางเสียงยังคงมิตื่นจากความฝัน ภาพการตายของนางถูกตัดไปที่ภาพของชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังมองตากันอย่างหวานซึ้งณ จวนของท่านฉีซื่อ“ชาเขียวต้นฤดูของเจ้าชั่งหอมแลรสชาติดียิ่งนัก” แม่ทัพซงเฟิงกล่าวชมฟางเสียง ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดดอกไม้ให้คุณหนูชิงเยียนของเธอ โดยมิทันได้สนใจต้นเสียงนั้น“ขอบพระคุณท่านฉีซื่อเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า ข้าจะชงไปให้คุณหนูชิงเยียนด้วยเจ้าค่ะ หากคุณหนูได้ลิ้มลองชาเขียวต้นฤดูอ่อนๆ คุณหนูคง...” พูดยังมิทันจบ นางก็เหลือบไปเห็นปลายรองเท้าหนังสัตว์สีดำ พลันตกใจ“นี่มิใช่ท่านฉีซื่อนี่!” ฟางเสียงคิดในใจนางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตสดใสประสานกับดวงตาเรียวยาวคมกริบ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน คิ้วดกดำพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสีชมพูบางได้รูป เส้นผมดำขลับถูกรวบม
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเขานี่ไง ข้าจึงป่วยหนักถึงเพียงนี้”“จริงด้วยเจ้าค่ะ” ซู่หยางใคร่ครวญ“ข้านึกไม่ถึงจริงๆเจ้าค่ะ ว่าเหตุใดท่านหญิงรองจึงต้องกระทำการอุกอาจเช่นนั้น?” ซู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย“เป็นไปได้รึไม่ ที่ท่านพ่อมิยอมมีบุตรสืบสกุลให้กับนาง นางจึงรู้สึกโกรธแค้น แลคิดกำจัดข้า?”“คุณพระ! เหตุใดใจคอท่านหญิงรองจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ซู่หยางตะโกนออกมาด้วยความตกใจ“อย่าเอ็ดไปพี่หยาง เรามิรู้ได้ว่า ณ เพลานี้ ผู้ใดไว้ใจได้ ผู้ใดไว้ใจมิได้” ฟางเฟยเตือนสติ“ข้าขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู”“แล้วพี่คิดเห็นอย่างไรเล่า กับข้อสันนิษฐานของข้า?” ฟางเฟยเอ่ยถาม“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สุดเจ้าค่ะ เหตุเพราะท่านไจ่เสียง รักและให้เกียรติท่านหญิงใหญ่มาก ท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่า ท่านดีใจเหลือเกินที่มีเพียงคุณหนูสืบตระกูลหานเจ้าค่
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไป“แม่นมซู่หยาง ข้าขอเข้าพบคุณหนูสักครู่ได้รึไม่?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม“ได้สิเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ” ซู่หยางหลีกทาง“ข้าขอคำนับคุณหนูฟางเฟย” พูดจบพลางยืนตรงและก้มศรีษะให้“มีเหตุอันใดรึท่านองครักษ์” ฟางเฟยเอ่ยถาม“เมื่อสักครู่ ข้าได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเรือนรับประทานอาหาร พลันได้ยินท่านสนมเอกเอ่ยถึงเหตุการณ์วันขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ข้าจึงอยากกล่าวชี้แจงเพิ่มเติมขอรับ”“ว่ามาเถิด” ฟางเฟยเอ่ยขึ้น“ในวันนั้น ข้าได้เดินผ่านไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้ากระโจมอุ่นสำรับ แม่นมซู่หยางและแม่นมไท่โป๋กำลังอุ่นสำรับสำหรับทุกคนด้วยอารมณ์เบิกบาน แต่กลับมิเห็นคุณหนูอยู่บริเวณนั้นด้วย จึงได้ออกตามหาห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ ข้าเห็นคุณหนูกับท่านสนมเอกกำลังยืนคุยกันด้วยท่าทีสนุกส
เช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ“ข้าน้อยขอคารวะท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่เจ้าค่ะ”ทั้งสองยิ้มให้ซู่หยางอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะเดินตรงไปหาลูกสาวที่เตียงนอน“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง อาเฟย?” เต๋อหมิงเอ่ยถามพลางลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา“ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวาน ลูกขอให้พี่หยางพาไปชมสวนด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยท่านพ่อที่มิได้แจ้งล่วงหน้า”“มิเป็นไรหรอกลูก สวนแห่งนี้พ่อกับแม่ได้สร้างไว้เพื่อให้ลูกได้ออกไปชื่นชมเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่...ซู่หยาง ลูกข้าดีขึ้นถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปแจ้งต่อข้า?” เต๋อหมิงถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางก้มโค้ง“ช่างเถอะ ที่อาเฟยดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการดูแลของเจ้า ข้ามิโกรธเคืองเจ้าแต่อย่างใด”คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างใจดีฟางเฟยค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างป
แสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทราหลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึกได้ว่าซู่หยาง ปรนนิบัติเธอในร่างของฟางเฟยเป็นอย่างดี ทั้งจัดสำรับอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ จัดหายาสมุนไพรบำรุงกำลัง เช็ดเนื้อเช็ดตัว บีบนวดทั่งร่าง อีกทั้งยังคอยเล่าเรื่องมากมายในฝูให้เธอฟัง ฟางเสียงเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ในใจก็พลันคิดไปว่า “ข้าจะไว้ใจซู่หยางผู้นี้ได้มากน้อยเพียงไหน? ”ในขณะที่ซู่หยางกำลังจัดห้อง ฟางเสียงก็ลองใจเอ่ยถามขึ้นว่า“พี่หยาง พี่จะบอกทุกสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”“ได้สิเจ้าคะ ทุกเรื่องที่คุณหนูอยากรู้ และถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะไปหาข่าวมาให้เจ้าค่ะ” ซู่หยางยืนกรานเสียงเข้ม“ต่อไปนี้ เรื่องในฝู ข้าคงจะได้รู้ทุกอย่างจากซู่หยาง แต่ข้าจะสืบหาความจริงเพื่อคุณหนูฟางเฟย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เพราะเหตุใดนางถึงเป็นไข้ จนต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ฝูแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงจะมิได้สงบสุขนักสินะ







