LOGINในคืนประกาศผลการตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัย คนทั้งครอบครัวของฉันต่างพากันรุมล้อมลิลลี่ น้องสาวฝาแฝดของฉัน อีธาน พี่ชายของฉันเปิดแผนที่เมืองบอสตันขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างหอพักของเธอและมหาวิทยาลัยของเขา ส่วนไรอัน เพื่อนสนิทในวัยเด็กของฉันยอมสละสิทธิ์ที่แมคกิลล์ เพราะลิลลี่ยอมรับว่าเธอรู้สึกกลัวที่จะต้องเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยโดยไม่มีคนที่คุ้นเคยอยู่ใกล้ๆ พ่อแม่ของฉันมีความสุขกันเสียเหลือเกิน ตอนนี้ลิลลี่จะมีคนคอยดูแลอยู่ข้างกายตลอดเวลาแล้ว พวกเขากว่าจะจำได้ว่าฉันเองก็ต้องตัดสินใจเรื่องมหาวิทยาลัยเหมือนกัน ก็กินเวลาไปเกือบตลอดทั้งเย็น "โนราเป็นคนพึ่งพาตัวเองเก่งมาโดยตลอดอยู่แล้ว" แม่พูดขึ้นมาโดยตัดสินใจแทนฉันโดยที่แทบไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ "แกไปเรียนที่ยูแมส บอสตัน ก็ได้ อยู่ใกล้กับลิลลี่ จะได้ช่วยดูแลน้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ด้วย" ไม่มีใครถามสักคำว่ามีมหาวิทยาลัยไหนรับฉันเข้าเรียนบ้าง ไม่มีใครรู้เลยว่ายังมีใบตอบรับจากสกอตแลนด์นอนนิ่งอยู่ในกล่องจดหมายของฉัน ในเมื่อพวกเขาไม่เคยคิดจะปล่อยให้ฉันมีชีวิตเป็นของตัวเองอีกต่อไป ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอกกล่าวเรื่องราวเหล่านี้ให้พวกเขาฟังอีกแล้ว ฉันหันหน้าจอแล็ปท็อปหนีจากพวกเขา แล้วกดตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ เป็นครั้งแรกที่ฉันเลือกสถานที่ซึ่งอยู่ไกลจากทุกคนที่สุด
View Moreหนึ่งปีต่อมา ฉันได้เข้าร่วมโครงการวิจัยช่วงฤดูร้อนในห้องปฏิบัติการซ่อมแซมเซลล์ของมหาวิทยาลัยเอดินบะระมันไม่ใช่ความสำเร็จประเภทที่จะดึงดูดนักข่าวให้มาแห่แหนถึงหน้าประตู และไม่ได้ทำให้ใครมานึกยอมรับกะทันหันว่าฉันเก่งกว่าลิลลี่ แต่มันคืองานที่ฉันใส่ใจจริงๆ และเป็นโอกาสที่ฉันหามาได้ด้วยตัวเองผ่านการยส่งใบสมัครอย่างจริงจังและการฝ่าด่านสัมภาษณ์ถึงสองรอบแค่นั้นก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว มากเกินพอด้วยซ้ำในวันที่ประกาศผลการคัดเลือก อมาราและเพื่อนๆ ในแลปช่วยกันทำมื้อค่ำในห้องครัวรวมของเรา พวกเขาจำได้ว่าฉันแพ้ถั่ว และจำได้ด้วยว่าฉันชอบไก่ย่างสมุนไพรเลมอน ฉันไม่ต้องคอยเตือนพวกเขาเลยสักคำ และพวกเขาก็ไม่เคยทำทีว่าการจำเรื่องเหล่านี้ได้คือบุญคุณครั้งใหญ่หลวงที่ฉันต้องรู้สึกซึ้งใจหลังมื้อค่ำ ฉันเปิดเจออีเมลฉบับหนึ่งจากแม่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอส่งอีเมลมาเป็นสิบๆรอบ บางครั้งเธอกล่าวหาว่าฉันเป็นคนใจร้าย บางครั้งเธอก็อ้างว่าตัวเองกำลังป่วย และบางครั้งเธอก็แนบรูปถ่ายของลิลลี่มาด้วย พร้อมกับเปรยเป็นนัยว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ถ้าฉันยอมกลับบ้านแต่อีเมลฉบับนี้สั้นมาก[แม่เอาเงินของลูกไป แม่
ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม ไรอันเดินทางมาถึงเอดินบะระเขาส่งอีเมลมาบอกล่วงหน้าว่าจะนั่งรออยู่ที่ศูนย์นักศึกษาจนถึงเวลาสี่โมงเย็น ฉันไม่ได้อยากเจอเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ยิ่งปล่อยให้บางเรื่องเงียบหายไปนานเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งเข้าใจผิดคิดว่าความเงียบนั้นคือการเปิดประตูต้อนรับง่ายขึ้นเท่านั้นฉันให้เวลาเขาแค่สิบหัานาทีดูเหมือนว่าเขาจะผอมลงกว่าช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างพร้อมกับโกโก้ร้อนหนึ่งแก้วที่เย็นชืดไปนานแล้ว พอเห็นฉันเดินเข้ามา เขาก็รีบผุดลุกขึ้นยืนทันที แต่ไม่ได้ก้าวเข้ามาโอบกอดฉันเหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต"ขอบคุณที่มานะ""นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่?"ไรอันหยิบเหรียญที่ระลึกทองเหลืองเก่าๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันคือเหรียญที่เราเคยไปกดพิมพ์ด้วยกันที่ศูนย์วิทยาศาสตร์มอนทรีออลตอนที่เราอายุสิบห้าปี เราสลักชื่อของเราไว้ที่ด้านหลังและสัญญาว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาใช้ชีวิตในเมืองนั้นด้วยกันตอนเข้ามหาวิทยาลัย"ฉันไม่เคยลืมเรื่องนี้เลยนะ" เขาพูด"แต่นายกลับไม่เลือกมันในตอนที่การตัดสินใจนั้นมันมีความหมายต่างหากล่ะ"นิ้วมือของเขาบีบเข้าหากันแน่นจนเหรีย
ก่อนวันคริสต์มาสไม่นาน อีธานติดต่อฉันมาทางโทรศัพท์ของเพื่อนร่วมงานเขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าฉันอยากคุยด้วยไหม แต่เข้าประเด็นทันที "ลิลลี่พลาดกำหนดส่งใบสมัครโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ เธอเก่งเรื่องพวกนี้อยู่แล้วนี่ ส่งเทมเพลตของเธอมาแล้วช่วยร่างอีเมลหาผู้อำนวยการโครงการให้หน่อยสิ"ชั่วขณะหนึ่ง ฉันพูดไม่ออกว่าจะตอบกลับว่าอย่างไรดีฉันจากมาได้สี่เดือนแล้ว และสิ่งแรกที่พวกเขาคิดถึงจริงๆ ก็ยังไม่ใช่ตัวฉันอยู่ดี แต่เป็นความสามารถในการตามเช็ดตามล้างปัญหาของลิลลี่ต่างหาก"ให้น้องติดต่อทางมหาวิทยาลัยเองสิคะ""น้องกำลังกดดันมากนะ" อีธานพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหมดความอดทน "เธอกำลังไปใช้ชีวิตดี๊ดีอยู่ต่างประเทศ การช่วยเหลือน้องมันใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ""นั่นมันใบสมัครของน้อง ไม่ใช่ของฉัน""แต่ก่อนเธอก็เคยช่วยน้องนี่""นั่นแหละคือสาเหตุที่พวกพี่คิดว่าฉันควรจะต้องทำมันไปตลอดชีวิตยังไงล่ะ"เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอด้วยความเย็นชา "เธอนี่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไปจริงๆ แล้วนะ แม่แทบจะนอนไม่หลับเลยตั้งแต่เธอหนีไป ส่วนพ่อก็ต้องคอยรับมือกับปัญหาที่เธอเป็นคนก่อทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอทำ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม พ่อส่งอีเมลมาขอวิดีโอคอลท่านไม่ได้ออกคำสั่งให้ฉันกลับบ้านอีกต่อไปแล้ว พ่อบอกว่าแม่คืนเงินก้อนนั้นแล้ว และพวกเขาก็แค่อยากรู้ว่าฉันเป็นอย่างไรบ้าง ฉันปล่อยเวลาผ่านไปหนึ่งวันก่อนจะยอมตกลงให้เวลาพวกเขายี่สิบนาทีเมื่อวิดีโอคอลเชื่อมต่อ พ่อกับแม่ก็นั่งอยู่ด้วยกันในห้องครัวของบ้านเบนเน็ตต์ ตู้เย็นด้านหลังของแม่เต็มไปด้วยรูปถ่ายทริปซานโตรินีของลิลลี่ ส่วนรูปถ่ายรับปริญญาของฉันรูปเดียวที่มีอยู่ ก็ยังคงเป็นรูปที่ฉันตาปิดสนิทไปข้างหนึ่งเหมือนเดิมพ่อเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน "ลูกดูสบายดีนี่""ฉันสบายดีค่ะ"ดวงตาของแม่แดงก่ำ "แล้วทำไมลูกถึงไม่ยอมส่งข้อความบอกสักข้อความเดียวล่ะ พวกเราตามหาลูกไปทั่ว เกือบจะแจ้งตำรวจอยู่แล้วเชียว""พวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันหายไป จนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องให้ฉันไปรับเค้กของลิลลี่""นั่นมันเรื่องบังเอิญต่างหาก" แม่รีบสวนขึ้นทันควัน "ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่แคร์ลูกนะ ลูกก็แค่วางตัวเก่งและไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพวกเราเลยนี่ ลูกแอบไปสมัครเอดินบะระ ทำเรื่องวีซ่า และคว้าทุนมาได้... ทำไมลูกถึงไม่ยอมบอกอะไรพวกเราเลยล่ะ?"คำถามนั้นมันช่างไร้สาระเสียจนฉันเกือบจ