Masuk“องค์ชาย เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”
“เงียบ หลิวหยุน มีคนมา ค่อย ๆ ลุก มากับข้าทางนี้” หญิงสาวยันกายลุกตามแรงพยุงของเขา โดยที่ในมือกยังถือไม้เสียบปลาเผามาด้วย
กอหญ้าริมบึง โยกไหวตามคนทั้งสองที่เคลื่อนย้ายไปได้อย่างเชื่องช้า ด้วยมีคนป่วยจวนหมดแรงอีกคน ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งในจำนวนนั้น พุ่งตัวเข้าสกัดด้านหน้าของคนทั้งสองทันที จ้าวตงหยาง มีเพียงไม้ที่มีปลาเผาคามือ ดูแล้วไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาวุธได้เลย
“คุณชายจ้าว ยอมจำนนแล้วไปกับพวกข้าเถอะ ท่านอ๋องต้องการพบตัวท่าน อย่าหลบหนีอีกเลย”
“ท่านอ๋องของพวกเจ้า ทรยศบิดาข้า คนเช่นนี้รึ ที่จะมีเมตตากับผู้อื่น อย่ามัวเสียเวลา ข้ายืนอยู่ตรงนี้แล้ว หากต้องการชีวิตก็เข้ามา แต่ขอให้เว้นชีวิตนาง นางเป็นเพียงนางกำนันไม่รู้ความ ฆ่านางก็เสียแรงเปล่า”
“ไม่นะคุณชาย พวกเจ้าห้ามทำร้ายเขานะ” หลิวหยุนรีบเอาตัวเองเข้าขวางอาวุธศัตรู ปกป้องผู้เป็นนาย ภาพเหล่าองครักษ์ที่เข้าปกป้องเขาเมื่อวานนี้ กลับเข้ามาหลอกหลอนอีกครั้ง แต่ไม่ทันที่เหล่าคนชั่วจะลงมือ กลับมีทหารจำนวนหนึ่งรอบวงเข้ามาอีกชั้น พร้อมการปรากฏตัวของไป่เยว่
ชายหนุ่มผู้เพิ่งปรากฏกายทำให้หลิวหยุนรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย แล้วทุกอย่างก็เป็นเช่นที่นางคิด ไป่เยว่ใช้ดาบของเขาเพียงไม่กี่กระบวนท่า ศัตรูก็ลงไปนอนจมกองเลือดอาบทุ่งหญ้าไปเป็นที่เรียบร้อย
“องค์ชาย ท่านปลอดภัยดีหรือไม่”
“ท่านไป่เยว่เจ้าปลอดภัย ดียิ่งนัก ข้าหลงคิดว่าไม่เหลือใครแล้ว ตัวข้าปลอดภัยดี แต่นาง…”
ไป่เยว่หันไปมองใบหน้าซูบเซียวของหลิวหยุน “อาการแม่นางดูไม่ดีเลย”
“ขาข้า…”
“ขออภัยแม่นางหลิวหยุน” ไป่เยว่ไม่รอช้ารีบย่อตัวลงพยายามจะเปิดชายกระโปรงของนาง เพื่อตรวจดูบาดแผล แม้ว่าหลิวหยุนจะพยายามปฏิเสธ แต่ไป่เยว่ก็ไม่ยอม
“อาการของแม่นางข้าพอจะช่วยได้ องค์ชายไปกับข้า แถวนี้ไม่ปลอดภัย” ชายหนุ่มออกคำสั่ง
จ้าวตงหยางหันไปเตรียมประคองพี่เลี้ยง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ไป่เยว่คว้าเอวนางขึ้นอุ้มเดินนำหน้าเขาไปเสียแล้ว ทิ้งองค์ชายเช่นเขา ให้เดินตามหลังมาพร้อมเหล่าทหารติดตาม
“นี่ตกลง พวกเจ้ามาช่วยข้า หรือนางกันแน่” เหล่าทหารต่างมองตามสายตาของผู้เป็นนายที่รอดชีวิต แล้วได้แต่อมยิ้มชอบใจ แม้ท่ามกลางความสูญเสีย กลับได้เห็นภาพเช่นนี้ นับได้ว่าดอกโบตั๋นได้เบ่งบานกลางทะเลโลหิต ให้แม่ทัพไป่เยว่ได้มีแรงต่อสู้ศัตรูเพื่อใครสักคนที่รอดชีวิตอยู่เบื้องหลัง
“เรียนองค์ชาย แม่นางหลิวหยุน คือสตรีที่เจ้านายของพวกข้าพึ่งใจ เพียงแต่ที่ผ่านมานางเป็นนางกำนันของฝ่ายใน ดูแลใกล้ชิดองค์ชายเช่นท่าน โอกาสน้อยนักที่ทั้งสองจะได้พบกัน หากเวลานี้เป็นข้า ข้าก็จะทำ องค์ชายท่านอย่าถือสาเลย พวกข้าแกะรอยท่านออกมาจากในเมือง จนมาถึงที่นี่ ท่านเก่งมากที่พาคนบาดเจ็บหนีออกมาได้ไกลถึงเพียงนี้”
“ไกลแค่ไหน ก็ยังไม่พ้นกองทัพศัตรู…”
แหล่งหลบซ่อนตัวของไป่เยว่และสมุนของเขา คือหมู่บ้านที่จ้าวตงหยางตั้งใจจะมาหลบภัยในตอนแรก แต่ภาพที่เห็นในตอนนี้กลับทำให้เขายิ่งเศร้าใจ หมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่มากกลับถูกเผาทำลายไปกว่าครึ่ง ชาวบ้านที่หนีรอด พอรู้ว่าแม่ทัพไป่เยว่เลือกที่นี่สำหรับซ่อนตัวซ่องสุมกองกำลัง ก็พากันมาพึ่งบารมี ช่วยกันซ่อมบำรุงบ้านเรือนที่ชำรุด เพียงเพื่อซุกหัวนอนหลบแดดหลบฝน กองทัพรอดตายของไป่เยว่ ต้องทำการแบ่งเสบียงอาหารบางส่วน หุ่งต้มแจกจ่ายกันกินได้แค่ประทังความหิว แต่ไม่สามารถทำให้อิ่มท้องได้ ภาพที่เห็นทำให้องค์ชายจ้าวตงหยาง รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก
“หมู่บ้านแห่งนี้…ถูกทำลายไม่ต่างกับในเมืองเลย”
“กองทัพแคว้นหานบุกปล้นสะดม และทำลายทุกสิ่ง สิ่งที่เหลืออยู่ก็เท่าที่ท่านเห็น พวกข้ามาถึงที่นี่ทันได้แค่ช่วยขับไล่พวกมันออกไป แต่ก็ไม่สามารถบุกไปช่วยเมืองหลวงได้ทัน ด้วยระหว่างทางพวกเราก็ปะทะกับข้าศึกมาตลอดทาง สูญเสียทั้งกำลังพลและเสบียงไม่น้อย ทหารที่รอดมาจนถึงจุดนี้มีไม่มากพอจะต่อกลอนกับใครได้ ท่านไป่เยว่จึงมีคำสั่งให้รั้งรอและออกติดตามช่วยเหลือผู้คนที่รอดชีวิตเท่านั้น”
“ดีแล้ว เป็นเช่นนั้นก็ดีนัก ศิษย์พี่ของเจ้าเล่า เป็นอย่างไรบ้าง ข้ามัวแต่ยุ่งเรื่องที่เรือน ไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขาเลย เจอเขาในงานแต่งขององค์ชายสามกับอู๋อิง แต่เห็นเขากำลังพูดคุยกับแขกผู้ใหญ่จากราชสำนัก ข้าเลยเลี่ยงไปทางอื่นแทน สุดท้ายก็ไม่ได้พูดคุยกัน”“เขากลับมารับราชการแล้ว แต่ถูกย้ายไปสังกัดกับหน่วยอื่นแทน ข้าก็ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับเขาสักเท่าไหร่ รู้แค่ว่า ตอนนี้พระชายาฟู่ตั้งครรภ์แล้ว จวนอ๋องหวังดีใจกันมาก ข้าได้ข่าวมาก็ว่าจัดส่งสุราชั้นดีไปร่วมแสดงความยินดีให้ถึงจวนอ๋อง ข้าเองก็ได้แต่หวังว่า ชีวิตของเขาจะราบรื่นปลอดภัยสงบสุข ขอแค่ใจของเขาไม่ทะเยอทะยานจนเกินไป ทุกอย่างคงดีขึ้น”“ทุกอย่างล้วนถูกลิขิตไว้แล้ว หน้าที่ของเรามีแค่นี้ ที่เหลือก็แล้วแต่ลิขิตสวรรค์ มาถึงตอนนี้ ทุกอย่างดูลงตัวหมดแล้ว เราเองก็ควรได้ไปตามที่ใจปรารถนาเสียที”“ยังเหลือนางปีศาจฟ่านถิงถิง หลายวันมานี้ อย่าบอกนะ ว่าเจ้ามิได้รอนาง”“ไม่เลย นางจากไปหลายวันแล้ว ดีไม่ดี ตอนนี้คงถึงเฉิงไห่แล้ว”“อะไรนะ ทำไมข้าถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย แล้วนี่เจ้า ไม่ไปส่งนางตามที่รับปากไว้หรอกรึ เจ้าปล่อยให้นางไปคนเดียวได้อย่างไรกัน”“ทำไม
บ่าวรับใช้ ถือจดหมายที่มีผู้นำมาฝากให้เจ้าเรือน เขาเข้ามายืนชะเง้อมองหาไม่กล้าก้าวข้ามเข้าไปด้านใน พอพบเจ้าเรือน เขาถึงมีความกล้า รีบก้มหน้าเดินเข้าไปมอบจดหมายให้แก่เขา“คุณชายขอรับ มีชายหนุ่มผู้หนึ่ง นำจดหมายนี้มามอบให้กับท่านขอรับ”จ้าวตงหยางชำเลืองมองเขาเล็กน้อย วางตำราในมือลง แล้วยื่นมือไปรับจดหมายมาพลิกดู“เขาคือใคร เหตุใดจึงไม่เข้ามาพบข้าด้วยตนเอง”“เขาไม่บอกขอรับ บอกแค่ว่าจดหมายนี้สำคัญมาก ต้องส่งให้ถึงมือท่านเท่านั้น เป็นผู้ชายผิวพรรณหน้าตาดี ความสูงใกล้เคียงกันกับท่าน แต่แปลกที่ไม่บอกนาม”“มีอะไรรึตงหยาง…” เฉิงวั่งซูที่เพิ่งมาถึง มองดูบ่าวรับใช้ และจดหมายในมือสหายด้วยความประหลาดใจ“จดหมายน่ะ เจ้าไปได้แล้ว”“ขอรับ…” บ่าวรับใช้รีบถอยหลังจากไป ด้วยความนอบน้อม“คนของเจ้า ดูกลัวเจ้านะ คนอย่างจ้าวตงหยาง หน้าหวานออกปานนี้ มีอะไรน่าหวาดกลัวกัน”จ้าวตงหยางคลี่จดหมายออก แล้วเดินไปยืนอ่านที่ริมระเบียง “พวกเขาหาได้กลัวข้า แต่น่าจะเกรงใจมากกว่า”“เกรงใจรึ ก็น่าจะใช่ จะมีจวนไหนกันบ้าง ที่เมตตาให้ที่ซุกหัวนอนกับคนมากมายเช่นที่เจ้าทำอยู่”“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ฝีมือข้าผู้เดียว แต่เป็นท่านพี่ไป่เย
“แบบนี้สินะ ข้าถึงรู้สึกคิดถึงท่านนัก ทั้งที่รู้ว่าระหว่างเราไม่มีทางเป็นไปได้”ลี่ฉุนมองนางผ่านผ้ากั้นให้พอแค่เห็นแค่รูปกายลางเลือน“เจ้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว สบายใจขึ้นหรือยัง ดึกมากแล้วนอนเถอะ พรุ่งนี้เรายังต้องเดินทางกันต่อ เฉิงไห่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หาใช่ผู้ใดคิดจะไปก็ไป ที่นั้นเป็นแดนมนุษย์ที่เคียงคู่แดนเซียน แม้แต่ตัวข้าเอง ก็ยังไม่เคยไปมาก่อน บนแดนสวรรค์ร่ำลือกันว่า ท่านเทพเจ้าดวงดาวผู้นั้น สร้างเฉิงไห่เอาไว้พักผ่อนส่วนตัว และปิดมันไว้ด้วยมนต์พรางตา เจ้าได้รับอนุญาตจากเขา นับว่ามีวาสนายิ่งนัก ข้าก็ได้แต่หวัง หากเจ้าหลุดพ้นจากร่างปีศาจไปได้ เรื่องติดค้างในอดีต ข้าจะได้วางมันลงอย่างหมดห่วงเสียที”การเดินทางไปเฉิงไห่ ใช้เวลาหลายวันจริงเช่นที่ลี่ฉุนกล่าวไว้ แต่ทุกวันที่ผ่านพ้นไป กลับทำให้หนึ่งเทพเจ้าหนึ่งปีศาจ กลับได้มีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ดูแลกัน ชดเชยเวลาให้แก่กัน แม้ระหว่างเขาทั้งสอง จะมีม่านหมอกบาง ๆ ที่กั้นขวางอยู่ แต่เพราะเขาทั้งสองเคยใช้ชีวิตเช่นนี้กันมาตั้งแต่แรก ทำให้ไม่ใช่อุปสรรคที่จะมีกันและกัน ผ่านธรรมเนียมชีวิตแห่งสรรพสัตว์ที่ขวางกั้นอยู่เรือนเฉิงไห่ ถูกปิดผนึกไ
รัตติกาลอันมืดมิด ด้านนอกเคหะสถานมีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและกบเขียด ที่ส่งเสียงขับกล่อมค่ำคืนหลังสายฝนโปรยปรายฟ่านถิงถิง นอนตะแคงมองผ่านผ้าบางกั้นเขต นางดูชายร่างใหญ่ ที่นอนหายใจสงบนิ่ง มีเสียงกรนดังมาเป็นระยะ จะเป็นมนุษย์หรือเทพเจ้า ลี่ฉุนก็คือลี่ฉุนของนางอยู่ดีเสียงกระแอมของเขาดังขึ้น ทำเอานางปีศาจตกใจ รีบพลิกตัวกลับ “ดึกขนาดนี้แล้ว ทำไมเจ้ายังไม่นอนอีก”“ข้า…ข้าก็แค่ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เลยนอนไม่หลับ”“เจ้าจะสงสัยอะไร ข้าจะเป็นคนหรือเทพเจ้า สำหรับเจ้าแล้วข้าก็คือลี่ฉุน เท่านี้ก็พอแล้วมิใช่หรือ เจ้าอย่าได้เป็นกังวล ข้ารับปากจะอยู่เคียงข้างเจ้า ข้าสัญญา”“อย่าสัญญากับข้าเลย หากวันใดท่านเทพติดภาระกิจ ไม่สามารถทำตามที่พูดได้ จะกลายเป็นผิดสัตย์ หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงรู้สึกผิดและไม่สบายใจไปชั่วชีวิต”“เช่นนั้นเจ้า ก็เป็นฝ่ายสัญญากับข้าสิ”“สัญญาจากข้า ที่มีต่อท่านเช่นนั้นรึ”“ใช่ สัญญาว่าเจ้าจะตั้งใจบำเพ็ญเพียร มุ่งสู่ผลบรรลุเป็นเซียน ข้านั้นมีหน้าที่เป็นอาลักษณ์ดูแลเขตแนวประตูสวรรค์ฝั่งทิศเหนือ แต่เพราะถึงเวลาต้องสะสางเรื่องราวครั้งอดีต ข้าถึงได้ลงมาเกิดบนแดนมนุษย์ แต่บังเอิญที่เวลาของ
‘ลี่ฉุน ท่านกำลังเดินทางมากับข้าด้วยใช่ไหม ท่านจะรู้บ้างหรือไม่ ว่าข้าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน’โรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ ระหว่างการเดินทาง พอให้ฟ่านถิงถิงได้พักผ่อนอย่างสุขสบาย หญิงสาวมองดูคนเรือจากหน้าต่างห้อง เขากำลังเตรียมที่นอน คงตั้งใจที่จะนอนภายในเรือของตน บนท้องฟ้าเริ่มมีแสงและเสียงร้องคำรามมาแต่ไกล อากาศที่ร้อนอบอ้าวไร้สายลม บ่งบอกว่าอีกไม่นานที่นี่คงจะมีฝนโปรยปรายลงมาเป็นเช่นที่นางคิดไว้ ชั่วเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป ฝนก็เริ่มลงเม็ด พร้อมกับสายลมที่กระโชกแรง ฟ่านถิงถิง รีบแง้มหน้าต่างดูชายเจ้าของเรืออีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้อยู่บนเรือแล้ว แน่สิลมแรงจนเรือแกว่งไกวผสมกับสายฝนที่ไม่ขาดเม็ดแบบนั้น ใครกันจะนอนได้นางปีศาจพังพอนรีบออกจากห้องพักพร้อมร่ม เพื่อไปดูชายเจ้าของเรือด้วยความรู้สึกเป็นห่วง แต่ก่อนที่นางจะไปถึงเรือ ก็พบว่าเขากำลังยืนหลบสายฝนอยู่ใต้อาคารข้างทางอยู่ก่อนแล้ว“พี่ชาย คืนนี้ท่านพักในเรือไม่ได้แล้ว เชิญด้านในเถิด”“แต่…”“ไม่มีแต่ ข้าเป็นลูกค้าของเจ้าก็จริง แต่หากเจ้าเกิดป่วยไข้ระหว่างทาง ข้าก็เดินทางต่อไม่ได้เช่นกัน การเดินทางของข้าครั้งนี้ ก็ให้ถือซะว่า
ฟ่านถิงถิงสลัดความฟุ้งซ่านในหัวออก ย้ายตนเองออกไปนั่งรับลมหน้าประทุนเรือแทน ปล่อยใจให้สายลมอ่อนพัดผ่านไร้โลมใบหน้าและเส้นผมของนาง ทัศนภาพสองฝากฝั่งน้ำ ก็ล้วนแต่งดงามแปลกตา นายท้ายเรือเริ่มขับขานบทเพลงด้วยสำเนียงที่แปลกหู แต่กลับทำให้บรรยากาศที่โดดเดี่ยว กลายเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นขึ้นมา แสงแดดเริ่มแรง หญิงสาวจึงย้ายตนเองกลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง แต่แล้วด้วยความเบื่อหน่าย ไม่นานฟ่านถิงถิงก็เผลอตัวหลับไป“แม่นาง…แม่นางเจ้าตื่นเถิด ด้านหน้ามีร้านน้ำชา ข้าจะขอหยุดพักสักครู่ แม่นางท่านก็ลงไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายได้นะขอรับ ขนมที่ร้านน้ำชานี้อร่อยมาก ไม่รู้ว่าแม่นางจะสนใจหรือไม่”ฟ่านถิงถิงงัวเงียตื่นขึ้นมา นางชะเง้อมองออกไปด้านนอก เห็นหลังคาร้านน้ำชาที่เขาพูดถึง อยู่ห่างออกไปอีกไม่ไกล พอมองเห็นโครงหลังคาอยู่ลิบ ๆ “ดีเหมือนกัน นั่งเรือนาน ๆ เช่นนี้ น่าเบื่อยิ่งนัก พี่ชายท่านทำอาชีพนี้มานานแล้วหรือ”“แม่นาง ข้าพูดไปแล้วเจ้าห้ามหัวเราะข้านะ เจ้าน่ะ เป็นลูกค้าคนแรกของข้า”“ว่าอย่างไรนะ เจ้าดูเป็นมืออาชีพมาก ทั้งเครื่องแต่งกาย และการตกแต่งเรียบง่ายภายในเรือนี่”“ขอบคุณแม่นางที่เอ่ยชม เอาล่ะ…ข้า







