LOGINฉันตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกริ่งประตูบ้านที่ดังรัวจนไม่สามารถจะหลับต่อได้ แต่กว่าจะลุกขึ้นเปิดไฟใ
ฉันตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกริ่งประตูบ้านที่ดังรัวจนไม่สามารถจะหลับต่อได้ แต่กว่าจะลุกขึ้นเปิดไฟในห้องได้ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที เพราะกว่าฉันพยายามดึงผ้าห่มที่ห่อตัวฉันไว้ได้ออก ก็ทุลักทุเลจนหัวยุ่งเหยิงไปหมดเมื่อพาตัวเองออกจากพันธนาการของผ้าห่มได้แล้ว ฉันรีบลุกขึ้นเปิดไฟในห้อง มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดแล้ว ยังมีใครมากดกริ่งหน้าประตูบ้านคนอื่นแบบนี้อีกนะ เพียงเสี้ยววินาทีที่นึกได้ว่าน่าจะเป็นใคร ฉันรีบคว้าสมาร์ตโฟนที่ยังวางอยู่บนที่นอน เปิดประตูวิ่งออกจากห้องลงไปด้านล่าง‘ภีมจริงๆ ด้วย’ ฉันรีบเปิดสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าแอปฯ ปลดล็อกประตูบ้านให้เขาเข้ามาด้านใน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อหน้าจอโชว์ว่ามีมากกว่า 10 สายที่ไม่ได้รับ แถมยังมีเตือนข้อความในแอปฯ แชตที่ไม่ได้อ่านอีกหลายข้อความ“อัยย์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่อ่านข้อความ แล้วก็ไม่รับสายด้วย” หลังจากประตูบ้านถูกปลดล็อก ภีมวิ่งเข้ามาไวเหมือนกำลังวิ่ง 100 เมตร เขาโผเข้ากอดฉันทันทีที่เห็นฉันยืนอยู่หลังประตู“ภีม มีอะไรหรือเปล่า ปล่อย
ริมฝีปากนุ่มอุ่น แตะลงมาอย่างแผ่วเบา เพียงวินาที แล้วผละออก“เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับมาต่อนะ”“บ้าเหรอ ต่ออะไรกันเล่า” ฉันตีเขาไปที่ไหล่ทีหนึ่งเพื่อแก้เขิน แล้วคิดว่าจะรีบชักมือกลับมา หันตัวเปิดประตูลงจากรถ แต่ภีมกลับคว้ามือนั้นไว้ได้ทัน จนฉันต้องหันกลับไปมอง“เดี๋ยวเสร็จงานแล้วโทรหานะ”“รู้แล้วน่า นายบอกเราหลายรอบแล้ว รีบไปเถอะ ขับรถดีๆ นะ”“ครับ คุณแฟน” เขาส่งยิ้มให้ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ ยังคงใช้นิ้วโป้งลูบไปมาที่หลังมือของฉัน ทำเอาฉันรู้สึกยุบยิบเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่าน จนฉันต้องทำหน้าดุใส่ ภีมถึงจะยอมปล่อยมือและให้ฉันได้ลงจากรถจนฉันเข้ามาในบ้าน เปิดม่านดูจากหน้าต่างนั่นแหละ เขาถึงได้เคลื่อนรถออกไป ฉันขึ้นห้องและล้มตัวพยายามจะนอนต่ออีกซักหน่อย แต่เหมือนจะข่มตาหลับไม่ลงอีกแล้ว จน 20 นาทีผ่านไป เสียงเตือนข้อความเข้าดังจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่ข้างตัวChatPeem : ถึงโรงพยาบาลแล้วครับคุณแฟนAi : นี่ทำไมนายต้องเรียกเราคุณแฟนตลอดเลยPeem : ก็เธอเป็นแฟนเรานี่
“เอ่อ ไม่เป็นไร ฉันขอออกไปสูดอากาศที่ระเบียงหน่อย นายอาบก่อนได้เลย” ฉันต้องหนีออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้ฉันออกมาที่ระเบียงเพราะคิดว่า ภีมน่าจะอยากอาบน้ำเปลี่ยนชุด หลังจากที่เรานั่งริมทะเลอยู่ตลอดช่วงเย็น ก็ทำให้รู้สึกเหนียวตัวน่าดูเลย มองไปด้านล่าง คาเฟที่เรานั่งกันตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว แก้วบนโต๊ะจากที่เป็นแก้วกาแฟหรือเครื่องดื่มสมูทที ตอนนี้กลายเป็นค็อกเทลสีสวย บ้างก็เป็นน้ำสีอำพันที่มีน้ำแข็งก้อนกลมขนาดคับแก้วอยู่เพลงที่เปิดก็เปลี่ยนไปด้วย จากเพลงบรรเลงฟังสบายเมื่อช่วงเย็น ตอนนี้กลายเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงรักหวานซึ้ง สลับกับเพลงรักที่ผิดหวัง บรรยากาศดีๆ ด้านนอกทำให้ฉันสามารถลืมความตื่นเต้นไปได้บางส่วนยืนอยู่ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงความอุ่นวาบที่ด้านหลัง มืออุ่นกำลังประคองที่เอวฉัน ทำเอาฉันสะดุ้งหันกลับไป ภีมยังคงอยู่ในชุดเดิม นี่เขาไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดหรอกเหรอ“ยืนตากลมตอนนี้ระวังจะไม่สบายเอานะ”“จะกลัวอะไรฉันมีหมออยู่ตรงนี้ทั้งคน” ฉันหันตัวไปเผชิญหน้ากับเขา หลังพิงอยู่ที่ระเบียง โดยที่แขนสองข้างเ
หยดน้ำใสๆ ไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของฉันอย่างไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดกำลังเกิดขึ้นจริงๆ หรือนี่คือความฝันกันแน่นะ ถ้าเป็นฝันฉันก็ยังไม่อยากตื่นเลย“อัยย์ ไม่สิ อย่าร้อง เธอร้องแบบนี้เราไม่สบายใจเลย เธอตกลงมั้ย เราเป็นแฟนกัน แล้วหลังจากนี้เราจะดูแลเธอเอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ได้มั้ยอัยย์ ให้โอกาสเรานะ” ภีมถามย้ำอีกครั้ง ระหว่างที่ยื่นมือมาช่วยปาดน้ำตาออกจากแก้มทั้งสองข้าง อย่างอ่อนโยนฉันไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเปล่งเสียงออกมาได้ จึงทำได้แค่พยักหน้าให้เขาช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ ดวงตาที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำตาทำให้ฉันเห็นหน้าเขาอย่างเลือนลาง แต่ก็พอจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างนั้นส่งกลับมาภีมโผเข้ากอดฉันแน่นจนเหมือนจะทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้ ตอนแรกฉันคิดว่าจะอดทนจนเขาคลายกอดออก แต่เหมือนเขาจะไม่ยอมปล่อยออกไปง่ายๆ จนฉันต้องเริ่มร้องประท้วงก่อนจะหมดอากาศหายใจ“ภีม…กอดแน่น ไปแล้ว เรา หายใจ ไม่ออก” ฉันพูดได้อย่างตะกุกตะกัก“เราขอโทษ เราดีใจน่ะ ดีใจ
“O.O” ผมอึ้งกับสิ่งที่เธอพูดออกมา จนเผลอเงียบไปครู่หนึ่ง“ทำไมนายต้องทำแบบนี้ นายรู้เรื่องทุกอย่างแต่นายปิดบังเรา แถมยังไปทำให้คนอื่นเค้าต้องลำบากอีก”“คือเรากลัวเธอไม่ยอมรับเราไง ตอนแรกเราคิดว่าให้หมอออนไลน์เป็นตัวแทนรักษาเธอแทนเรา เธอจะสบายใจกว่า แล้วมันก็จริง เธอสบายใจซะจนเราไม่อยากให้มันรักษาเธอต่อแล้ว เราอยากดูแลเธอเอง”“ทำไมล่ะ นายไม่อยากให้เราสบายใจในการรักษาหรือไง”“ไม่ใช่แบบนั้นเด็ดขาด เราหวงเธอต่างหาก ก็เธอดูจะเริ่มสนใจมัน จนบางทีก็เหมือนจะสนใจมันมากกว่าเราด้วยซ้ำ”“ก็...ก็จริงนะ คุณหมอเค้าดูแลเราดีมากๆ จนเราคิดว่าถ้าเค้ายอมเจอเราก็ไม่แน่นะ เราอาจจะ...”“นี่อัยย์ หยุดเลย พอเลย มันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ หมอออนไลน์ให้บริการรักษาทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ได้เจอคนไข้เด็ดขาด ผิด ผิดกฎระเบียบ เราจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”“คิกคิกคิก” อัยย์กลั้นขำกับคำพูดของผม“อัยย์ เราจริงจังกับเธอนะ เราขอร้อง เธอให้โอกาสเราได้แก้ไขข้อผิดพลา
“นายจะไปไหน ไหนบอกจะคุยไง” แค่ผมกดสตาร์ตรถ เธอก็ถามขึ้นมาทันที“ก็ไปหาที่เงียบๆ คุยกันไง”“ที่นี่ก็เงียบแล้ว คุยสิ”“เราขับรถอยู่ ต้องใช้สมาธิ ยังคุยไม่ได้” ผมรีบเหยียบคันเร่งให้รถออกตัวทันที ก่อนที่เธอจะคัดค้านอะไรขึ้นมาอีก“โอ้ย นายนี่” อัยย์หน้างอใส่ผม เธอยกแขนขึ้นกอดอกแล้วหันมองออกไปทางหน้าต่างฝั่งตรงข้าม ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก ผ่านไปอีกไม่กี่นาที ผมมองไปอีกทีเห็นเธอหลับไปแล้ว เมื่อคืนคงน่าจะไม่ได้พักผ่อนเต็มที่แน่ๆ ดูได้จากขอบตาที่ยังคงช้ำอยู่ ผมแวะจอดข้างทางเลื่อนเบาะเอนลงให้เธอนอนสบายขึ้น และเอื้อมหยิบผ้าจากเบาะด้านหลังมาคลุมให้อย่างเบามืออันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้สมาธิในการขับรถถึงขั้นไม่สามารถคุยอะไรกับเธอได้ เพียงแต่ผมอยากปล่อยเวลาให้เธอได้อารมณ์เย็นลงหน่อยก่อนที่จะพูดคุยกัน และให้เวลากับตัวเองได้คิดคำพูดเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟังด้วยผมตัดสินใจขับรถออกนอกเมือง นอกจากมีเวลาได้คิดแล้ว คิดว่าเธอคงจะหนีผมกลับได้ยากหน่อย ถ้าออกไปได้ไกลขนาดนั้น ใช้เวลาชั่วโ







