Mag-log in“ตามอะไรนักหนาเนี่ย!”
ร่างเล็กของเจ้าขาหยุดเดินกะทันหัน ก่อนจะหันขวับกลับไปตวาดใส่ร่างสูงที่เดินล้วงกระเป๋ากางเกงตามหลังเธอมาติดๆอย่างเหลืออด ช่วงสองสามวันมานี้ ฃชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของเจ้าขาแทบจะไม่พบกับความสงบสุขเลย ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน ทำอะไร หรืออยู่ส่วนไหนของคณะ เธอก็มักจะบังเอิญเจอโซ่อยู่เสมอ ไม่สิ... มันไม่ใช่ความบังเอิญหรอก ผู้ชายหน้ามึนคนนี้จงใจตามเธอต่างหาก ถ้าเขามีเวลาว่างจากคณะเมื่อไหร่ เป็นต้องโผล่หน้ามาให้เธอเห็น เอาแต่เดินตามเธอต้อยๆ ฝเหมือนวิญญาณตามติดจนเพื่อนในกลุ่มเริ่มสงสัยกันไปหมดแล้ว วันนี้ก็เหมือนกันหลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ เจ้าขากับแจงกำลังจะเดินไปซื้อขนมที่สหกรณ์ใต้ตึก แต่พอหันหลังกลับมาก็เจอผู้ชายตัวสูงในชุดเสื้อช็อปสีเลือดหมูเดินตามมาในระยะประชิดแบบไม่เกรงใจสายตาใคร โซ่ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อโดนคนตัวเล็กหันมาวีนใส่ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงเวลาอยู่กับคนอื่น บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาคมกริบพราวระยับอย่างจงใจกวนอารมณ์ “ก็ชอบหนูนี่หว่า ไม่ตามหนูให้ตามใครวะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดกวนประสาทเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย แถมสรรพนามที่หลุดออกมาจากปากเขายังทำเอาคนฟังถึงกับเบิกตาโต “อึก...” เจ้าขาอึกอักไปชั่วขณะ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรง คำว่าหนูที่เขาเคยใช้เรียกเธอตอนเด็กๆ เวลาที่เขาอารมณ์ดีหรืออยากจะโอ๋เธอ ตอนนี้มันถูกนำมาใช้อีกครั้ง ทว่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสายตาแพรวพราวแบบผู้ชายที่โตเต็มวัย มันกลับทำให้ความรู้สึกของเธอปั่นป่วนจนแทบจะยืนไม่อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามดึงสติตัวเองกลับมา ใบหน้าสวยเชิดขึ้นพลางส่งสายตาขวางๆไปให้ “อย่ามาหนู...จะอ้วก” เจ้าขาแกล้งทำหน้าเบ้ใส่ หวังจะให้เขาเลิกพูดจาขนลุกแบบนี้สักที แต่แทนที่โซ่จะสะอึกหรือล่าถอย เขากลับหัวเราะในลำคอเบาๆ ร่างสูงก้าวประชิดเข้ามาใกล้ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ไปทั้งตัว “ปากแบบนี้... มันน่าจับมาครางซะให้เข็ด” “พี่โซ่!” เจ้าขาหน้าแดงก่ำ มือบางยกขึ้นฟาดลงบนแผงอกกว้างของคนตัวโตเต็มแรงด้วยความตกใจและเขินอายปนเปกันไปหมด เธอถลึงตาใส่เขาอย่างเอาเรื่อง “เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย! นิสัยเสีย! ลามก!” เจ้าขารัวคำด่าใส่เป็นชุด โซ่แกล้งนิ่วหน้าเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นลูบอกตัวเองตรงที่โดนตี แต่ริมฝีปากกลับยังคงยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี “โอ๊ย เจ็บนะเนี่ย พี่ก็แค่พูดเล่นป่ะวะ ทำเป็นเขินไปได้ หรือว่าคิดไปถึงไหนแล้วหืม?” เขายังคงแหย่เธอไม่เลิก “ใครเขิน! เจ้าขาไม่ได้เขิน ถอยไปห่างๆเลยนะ!” เธอออกแรงผลักอกเขาให้ออกห่าง แต่คนตัวโตก็ขยับไปแค่ก้าวเดียวเหมือนหยั่งเชิง “เอ่อ... ขอโทษนะคะที่ขัดจังหวะ” เสียงแหลมๆของแจงที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่นานแทรกขึ้นมา เพื่อนสนิทของเจ้าขามองหน้าโซ่สลับกับเจ้าขาด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้แบบปิดไม่มิด “พี่คนหล่อตามพวกหนูมาทำไมคะเนี่ย? นี่ตกลงตามเพื่อนหนู หรือว่าจริงๆแล้วแอบอยากจีบหนูคะ?” แจงแกล้งถามติดตลกพลางชี้มือเข้าหาตัวเอง โซ่หันไปมองแจงก่อนจะหลุดขำออกมาเบาๆ เขาปรายตามองกลับมาที่คนตัวเล็กที่กำลังยืนหน้ามุ่ยอยู่ข้างๆเพื่อนสนิท “ลองถามเจ้าขาดูสิครับ” โซ่ตอบแจง แต่นัยน์ตาคมกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเจ้าขา “ว่าอยากให้พี่จีบเรา หรือจีบ ‘ใคร’ ดี” คำตอบของเขาทำเอาแจงถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะหันขวับไปมองเพื่อนสนิทตัวเองทันที “เจ้าขา! นี่มันอะไรกัน แกไปกิ๊กกับรุ่นพี่วิศวะคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่รู้เรื่องฮะ!” “บ้า! กิ๊กเกิ๊กอะไร ไม่มีสักหน่อย!” เจ้าขารีบปฏิเสธเสียงหลง เธอขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดที่โดนคนตัวโตปั่นหัวเอาดื้อๆ คนตัวเล็กหันไปคว้าแขนเพื่อนสนิทแน่น “ไปเถอะแจง ไม่ต้องไปคุยกับคนบ้าแถวนี้แล้ว เสียเวลา!” พูดจบเจ้าขาก็ออกแรงดึงเพื่อนให้รีบเดินหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนด้านหลังอีกเลย โซ่ไม่ได้เดินตามไปรังควานต่อ เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองตามแผ่นหลังเล็กๆที่เดินลิ่วๆห่างออกไป รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ที่เขายอมลดตัวมาทำตัวหน้ามึน เดินตามต้อยๆ ฃและคอยกวนประสาทเธออยู่แบบนี้ก็เพราะเขาตั้งใจ โซ่รู้ดีว่าเจ้าขาสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากเขา ถ้าเขาเข้าหาเธอด้วยวิธีปกติ พูดคุยดีๆ เหมือนคนทั่วไป เธอก็คงจะเดินหนีและทำหมางเมินใส่เขาแน่ๆ เพราะฉะนั้นวิธีเดียวที่จะทำให้เธอหลุดความรู้สึกจริงๆออกมา และยอมต่อปากต่อคำด้วย ก็คือการกวนประสาทและต้อนให้เธอจนมุมแบบนี้แหละ ขอโทษที่ต้องใช้วิธีนี้... แต่พี่ไม่รู้จริงๆ ว่าควรเข้าหาเธอแบบไหนดีว่ะ เจ้าขา เขาคิดในใจก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังคณะของตัวเอง เพื่อรอเวลาในสเต็ปต่อไปเ วลาล่วงเลยจนล่วงเข้าสู่ช่วงหัวค่ำ แสงไฟจากเสาไฟริมทางเดินในมหาวิทยาลัยสว่างไสวขึ้น บรรยากาศรอบตึกคณะบริหารธุรกิจเริ่มเงียบเหงาลงเพราะนักศึกษาส่วนใหญ่กลับกันไปหมดแล้ว เจ้าขาเดินลงมาจากบันไดตึกด้วยความเหนื่อยล้า วันนี้เธอเลิกคลาสตั้งแต่สี่โมงเย็น แต่กลับถูกอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกตัวไว้คุยยาวจนถึงทุ่มกว่า สาเหตุเพราะอาจารย์เห็นหน้าตาและบุคลิกที่โดดเด่นของเธอ จึงอยากจะทาบทามให้เธอเป็นตัวแทนลงประกวดดาวคณะในปีนี้ กว่าจะอธิบายและหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงจนหลุดออกมาได้ ก็เล่นเอาพลังงานในร่างกายน้อยๆของเธอแทบจะหมดเกลี้ยง “เฮ้อ... เหนื่อยเป็นบ้าเลย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง มือบางยกขึ้นนวดขมับเบาๆพลางก้าวเดินไปตามทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก แต่แล้วฝีเท้าของเธอก็ต้องชะงักกึก เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเงาร่างสูงของใครบางคนที่บริเวณลานจอดรถด้านหน้าตึก ภายใต้แสงไฟสลัวๆ ร่างสูงกำลังนั่งพิงอยู่บนเบาะรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่สีดำขลับ ขายาวๆยันพื้นไว้อย่างสบายๆ ขณะที่มือหนากำลังคีบบุหรี่ที่เพิ่งจุดสูบ ควันสีเทาลอยคลุ้งขึ้นไปในอากาศบางเบา แวบแรกเจ้าขาตกใจจนใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่พอเพ่งมองดีๆ ใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคยนั้นก็ทำให้เธอจำได้ทันทีว่าเป็นใคร พี่โซ่... มาทำอะไรที่นี่ป่านนี้เนี่ย? เธอคิดในใจ เธอไม่อยากจะปะทะอารมณ์กับเขาอีกแล้วในวันนี้ จึงตั้งใจจะหมุนตัวเดินเบี่ยงหนีไปอีกทางที่มืดกว่าแต่สามารถลัดออกไปหน้ามหาลัยได้ ทว่า... สายตาคมกริบของคนบนรถกลับไวกว่า ทันทีที่โซ่หันมาเห็นร่างเล็กๆกำลังจะเดินหนี เขาก็จัดการทิ้งมวนบุหรี่ในมือลงพื้นแล้วใช้ปลายรองเท้าผ้าใบขยี้จนดับสนิท ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดจากรถบิ๊กไบค์ แล้วสาวเท้าก้าวยาวๆเข้ามาดักหน้าเธอเอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว “จะไปไหน?” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขวางทาง เจ้าขาสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตที่ยืนบังทางเธอเสียมิดชิด กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นบุหรี่ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอันตราย แต่กลับมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด “พี่มาทำอะไรที่นี่?” เจ้าขาไม่ตอบคำถาม แต่เลือกที่จะเป็นฝ่ายตั้งคำถามแทน ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ โซ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปขยับยิ้มบางๆที่มุมปาก “พี่มารอรับไง” เขากล่าวหน้าตาเฉย “เลิกดึกป่านนี้ กลับคนเดียวมืดๆ ไม่กลัวหรือไงวะ” คำตอบของเขาทำเอาเจ้าขานิ่งอึ้งไปชั่ววินาที ก่อนที่ความหมั่นไส้จะตีตื้นขึ้นมาแทนที่ “กลัวอะไรคะ?” หญิงสาวถามกลับเสียงเรียบ “กลัวผีมั้ง” โซ่ตอบกวนๆพลางยักไหล่ “ตรงทางเดินไปหน้ามหาลัยไฟมันเสียไปตั้งหลายดวง มืดขนาดนั้น เดินคนเดียวเดี๋ยวก็โดนหลอกหรอก” เจ้าขาถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย เธอกลอกตามองบนเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองหน้าคนกวนประสาทตรงๆ “พี่น่ากลัวกว่าผีอีก” เธอพูดสวนกลับไปตรงๆไม่อ้อมค้อม คำด่าหน้าตายของเด็กดื้อตรงหน้าไม่ได้ทำให้โซ่รู้สึกโกรธเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... เขากลับหลุดยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ ดวงตามองร่างเล็กด้วยความเอ็นดูที่ปิดไม่มิด เขาชอบ... ชอบที่เธอตอบโต้เขาแบบนี้ ชอบที่เธอไม่เดินหนีไปเฉยๆและยอมเปิดปากด่าเขา มันดีกว่าการที่เธอทำตัวห่างเหินเหมือนคนไม่รู้จักกันเป็นไหนๆ “ถ้าพี่น่ากลัวกว่าผี งั้นผีก็คงไม่กล้ามาหลอกหนูแล้วล่ะมั้ง” โซ่ตอบกลับด้วยสรรพนามที่ทำให้เจ้าขาต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้อย่างถือวิสาสะ “ปล่อยนะพี่โซ่!” เจ้าขาพยายามสะบัดมือออก “ไม่ปล่อย” โซ่ตอบเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย แววตาขี้เล่นเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ดึกแล้ว ขึ้นรถ เดี๋ยวพี่ไปส่งที่คอนโด” “ไม่ต้องค่ะ เจ้าขากลับเองได้ แท็กซี่มีเยอะแยะ” เธอปฏิเสธเสียงแข็ง “แท็กซี่มันอันตราย ไม่เห็นข่าวหรือไง” โซ่แย้งทันควัน “ขึ้นรถพี่นี่แหละ ปลอดภัยสุดแล้ว หรือจะให้พี่อุ้มพาดบ่าไปขึ้นรถ?” “พี่โซ่!” เจ้าขาถลึงตาใส่เขาอย่างเหลืออด ผู้ชายคนนี้เอาแต่ใจตัวเองไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ “หนึ่ง...” โซ่เริ่มนับเลขเสียงเรียบ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้เธออีกนิด “นี่พี่จะบ้าเหรอ!” “สอง...” เขาทำท่าจะย่อตัวลงเพื่ออุ้มเธอจริงๆตามที่ขู่ไว้ “โอเคๆ! ยอมแล้ว! ปล่อยมือก่อน เจ้าขาเดินไปเองได้!” ในที่สุดเจ้าขาก็ต้องยอมจำนน เธอกระแทกเสียงใส่อย่างหงุดหงิด สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาแล้วเดินกระแทกส้นเท้านำไปที่รถบิ๊กไบค์คันใหญ่ด้วยใบหน้าง้ำงอ โซ่มองตามแผ่นหลังเล็กๆด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ เขาเดินตามไปหยิบหมวกกันน็อกใบสวยที่เตรียมมาเผื่อเธอโดยเฉพาะส่งให้คนตัวเล็กที่ยืนทำหน้ามุ่ยอยู่ข้างรถ “ใส่ซะ จะได้ปลอดภัย” เจ้าขารับหมวกกันน็อกมาสวมอย่างกระแทกกระทั้น ก่อนจะพยายามปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนเบาะหลังของรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ด้วยความทุลักทุเลเพราะกระโปรงทรงเอที่ใส่มามันแคบ แต่ก่อนที่เธอจะได้ทรงตัว โซ่ก็ขึ้นมาคร่อมด้านหน้า แล้วจัดการสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่ม “เกาะแน่นๆนะเจ้าขา” โซ่หันมาสั่งเสียงทุ้ม “ไม่เกาะ!” เธอตอบปฏิเสธเสียงแข็งพลางเอามือประสานกันไว้ที่หน้าตัก “ดื้อจริงๆ” โซ่ส่ายหัวเบาๆก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก “งั้นก็ระวังหงายหลังล่ะ” บรื้นนนน! สิ้นคำพูดรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ก็พุ่งทะยานออกตัวไปข้างหน้าอย่างแรงจนร่างเล็กของเจ้าขาหงายหลังเกือบตกรถ ด้วยความตกใจ สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้เธอผวาเข้าไปกอดรัดเอวสอบของคนด้านหน้าเอาไว้แน่นฃ “กรี๊ดดด! พี่โซ่ ขับดีๆสิคะ!” เจ้าขาตะโกนด่าแข่งกับเสียงลม แต่ภายใต้หมวกกันน็อกโซ่กำลังฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุดในรอบสองปีที่ผ่านมา สัมผัสอุ่นๆจากวงแขนเล็กที่กอดรัดเอวเขาไว้แน่น มันเหมือนเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในหัวใจของเขาให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ดื้อแบบนี้แหละ... น่ารักที่สุดแล้ว เขาคิดในใจขณะบิดคันเร่งพารถบิ๊กไบค์ฝ่าความมืดของค่ำคืนไปตามถนนสายยาว โดยมีเป้าหมายคือการไปส่งผู้โดยสารคนสำคัญให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัยที่สุดช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและมรสุมชีวิตได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้นแล้ว ในที่สุดช่วงเวลาที่นักศึกษาทุกคนรอคอยอย่างช่วงปิดเทอมก็มาถึงเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จที่ครอบครัวของเจ้าขาหลุดพ้นจากคดีความ และฉลองการสอบเสร็จที่แสนจะสูบพลังงาน แก๊งหนุ่มวิศวะสุดป่วนจึงได้จัดทริปแพ็กกระเป๋าขับรถมาตั้งแคมป์พักผ่อนกันที่ลานกางเต็นท์ริมแก่งน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและภูเขาบรรยากาศยามค่ำคืนริมแก่งน้ำตกนั้นแสนจะเย็นสบายและสดชื่น เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังซู่ซ่าสลับกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมอยู่รอบลานกางเต็นท์ แสงไฟประดับสีส้มดวงเล็กๆ ถูกนำมาห้อยโยงยางระหว่างต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติกอย่างบอกไม่ถูกตรงลานกว้างด้านหน้าเต็นท์พัก กองไฟกองใหญ่กำลังลุกโชนให้ความอบอุ่น แก๊งเพื่อนสนิทอย่างเกียร์ พะพาย และเพื่อนคนอื่นๆ กำลังนั่งล้อมวงย่างบาร์บีคิวและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานเฮฮาทว่า... ห่างออกไปจากความวุ่นวายของกลุ่มเพื่อน บริเวณริมแก่งน้ำที่ค่อนข้างมืดและเงียบสงบร่างสูงของโซ่ในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสบายๆ กำลังเดินกุมมือเล็กของเจ้าขาเอาไว้แน่น ทั้งสองคนเดินเคียงข้างก
ติ๊ด... แกร๊ก!เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลดังขึ้น ก่อนที่บานประตูคอนโดหรูจะถูกผลักเปิดออก ร่างเล็กของเจ้าขาก้าวเดินเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่สุดในรอบเดือน ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าจนแทบหายใจไม่ออกได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว วันนี้ครอบครัวของเธอได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา และคนที่มอบมันให้ก็คือผู้ชายร่างสูงที่กำลังเดินตามหลังเธอเข้ามาติดๆเธอถอดรองเท้าส้นสูงออก วางกระเป๋าสะพายใบเล็กไว้บนเคาน์เตอร์หน้าประตู เธอกำลังจะหันไปถามเขาว่าอยากดื่มน้ำเย็นๆ หรือเปล่า ทว่า... ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะได้ขยับตัวก้าวเดินไปไหนหมับ!ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็สอดเข้ามารวบกอดรัดที่เอวคอดกิ่วของเธอจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว! แผ่นหลังบางถูกดึงให้เข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของโซ่จนไร้ช่องว่าง ลมหายใจร้อนระอุของเขาเป่ารดลงมาที่ต้นคอขาวเนียน ทำเอาคนถูกกอดสะดุ้งเฮือก“อ๊ะ... พี่โซ่!” เจ้าขาร้องอุทานเบาๆ มือบางรีบยกขึ้นมาจับท่อนแขนของเขาที่กอดรัดเอวเธอเอาไว้แน่น“ตกใจหมดเลยค่ะ มาแอบกอดข้างหลังทำไมเนี่ย ปล่อยก่อนเร็ว เจ้าขาจะไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่ม ดื่มน้ำก่อนไหมคะ”“
รถสปอร์ตคันหรูแล่นไปตามเส้นทางที่แสนคุ้นเคย ทว่ายิ่งรถขับเข้ามาใกล้หมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์มากเท่าไหร่ คิ้วเรียวสวยของเจ้าขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเท่านั้น เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของคนขับด้วยความสับสน“พี่โซ่คะ... นี่มันทางไปบ้านเจ้าขานี่นา พี่พาเจ้าขามาที่นี่ทำไมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ“ก็พามาส่งบ้านไงครับ วันนี้อากาศดีนะ ว่าไหม” โซ่ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้หันมามอง แววตาของเขามีประกายบางอย่างซ่อนอยู่“พี่โซ่! เรามาที่นี่ไม่ได้นะคะ!” เจ้าขาร้องเสียงหลง รีบเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนของเขา“พี่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าบ้านของเจ้าขาโดนกรมบังคับคดีติดป้ายอายัดเอาไว้แล้ว ห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด ขืนเราเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวก็โดนตำรวจจับข้อหาบุกรุกหรอกค่ะ เลี้ยวรถกลับเถอะนะคะ เจ้าขากลัว”เธอละล่ำละลักบอกด้วยความร้อนรน ภาพที่เธอต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมาจากคอนโดเมื่อหลายวันก่อนยังคงหลอกหลอนจิตใจ เธอไม่อยากกลับไปเห็นภาพบาดตาบาดใจที่หน้าบ้านตัวเองอีกแล้วทว่าโซ่กลับไม่ได้ทำตามคำขอ เขาเพียงแค่ระบายยิ้มอบอุ่นที่มุมปาก ก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปในซอยบ้านของเธอ
โซ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงศอกกับกางเกงสแล็คสีดำดูภูมิฐานและเป็นผู้ใหญ่กว่าทุกวัน เดินออกมาจากห้องน้ำ เขาเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ลวกๆ ก่อนจะเดินกลับมาหยุดอยู่ข้างเตียงคิงไซส์เขาทอดสายตามองใบหน้าสวยหวานที่กำลังหลับสนิท ริมฝีปากบางเผยอขึ้นน้อยๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากบทรักที่เร่าร้อนและลึกซึ้งตลอดทั้งคืนยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของเธอโซ่โน้มตัวลงไปใกล้ๆ ริมฝีปากอุ่นจัดประทับจูบลงบนพวงแก้มนิ่มที่ยังคงมีรอยคราบน้ำตาจางๆ จากเมื่อคืนอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน“เจ้าขาไม่ต้องกลัวนะ” โซ่กระซิบชิดใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น“พี่จะจัดการทุกอย่างให้เอง เธอรอรับข่าวดีอยู่ที่นี่ได้เลย”ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะผละใบหน้าออกและหมุนตัวเดินจากไปนั้นเองหมับ!มือเล็กๆ ที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา ก็เอื้อมมาคว้าจับเข้าที่ข้อมือหนาของเขาเอาไว้แน่น โซ่ชะงักฝีเท้า หันกลับมามองทันที ดวงตากลมโตที่เคยหลับสนิท บัดนี้ค่อยๆ ปรือลืมขึ้นมาสบตากับเขา เจ้าขางัวเงียเล็กน้อย เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง มืออีกข้างดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังหน้าอกหน้าใจที่เปลือยเปล่าเอาไว้แน่น“อ๊ะ” ทันที
“อื้อ”เสียงครางหวานหลุดลอดออกมาจากลำคอของเจ้าขา เมื่อริมฝีปากหยักได้รูปของโซ่บดเบียดลงมาอย่างลึกซึ้งและอ่อนโยน จูบที่เริ่มต้นจากการปลอบประโลมเพื่อลบล้างหยาดน้ำตา ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเรียกร้องและโหยหา ท่ามกลางความเงียบงันของห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองสอดประสานกันฝ่ามือหนาของเขาประคองท้ายทอยของคนตัวเล็กเอาไว้ ปรับองศาใบหน้าให้แนบชิดยิ่งขึ้น ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากอย่างช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบหรือจาบจ้วง ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่“พี่โซ่” เธอผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อหอบหายใจ ดวงตากลมโตที่เปื้อนคราบน้ำตาช้อนขึ้นมองเขาด้วยความรักที่หมดเปลือก“พาเจ้าขาเข้าห้องเถอะนะคะ”คำขอร้องที่แสนซื่อตรงและเต็มไปด้วยความไว้ใจ ทำเอาโซ่ชะงักไปชั่ววินาที เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความตื้นตัน“เธอแน่ใจนะเจ้าขา” โซ่กระซิบถามเสียงพร่า นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยพวงแก้มใสอย่างเบามือ“ถ้าเธอเดินเข้าห้องไปกับพี่ตอนนี้... พี่จะไม่ยอมปล่อยให้เธอหนีพี่ไปไหนได้อีกแล้วนะ พี่จะกอดเธอไว้ทั้งคืนเลย”“เจ้าขาแน่ใจค่ะ” เธอตอ
“ตอนนั้น...”เสียงทุ้มต่ำของโซ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องนั่งเล่น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน เขายังคงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเจ้าขา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังเบิกกว้างด้วยความสับสน“บริษัทของพ่อพี่กำลังมีปัญหาหนักมาก หนักจนถึงขั้นวิกฤต”“ปัญหาเหรอคะ” เจ้าขาทวนคำเสียงแผ่ว ริมฝีปากบางสั่นระริก“ใช่ครับ ปัญหาใหญ่มาก” โซ่พยักหน้าช้าๆ“มีคนในบริษัททุจริต ยักยอกเงินมหาศาลจนสภาพคล่องของบริษัทพังทลาย หนี้สินพอกพูนจนธนาคารเตรียมจะฟ้องร้องยึดทรัพย์ ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่าครอบครัวพี่ล้มละลายแน่ๆ พ่อของพี่เครียดจนเส้นเลือดในสมองเกือบแตก ต้องเข้าไอซียู ทรัพย์สินทุกอย่าง บ้าน รถ บัญชีเงินฝากกำลังจะถูกอายัด”เจ้าขานิ่งอึ้ง ร่างกายของเธอชาวาบไปหมด เรื่องราวที่เขาเล่ามา... มันช่างเหมือนกับฝันร้ายที่ครอบครัวของเธอกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน“ทำไมคะ ทำไมตอนนั้นเจ้าขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าขาก็ไม่เคยพูดถึง” เธอถามด้วยความงุนงง“เพราะคุณพ่อของพี่ขอร้องเอาไว้ครับ ท่านไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงหูคนนอก ไม่อยากให้เป็







