Masukแสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านบาง ๆ ปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเธอยังหนักอึ้งจากความอ่อนเพลีย
คิ้วเรียวเกือบชนกันทุกครั้งที่ขยับตัว รู้สึกราวกับเมื่อคืนโดนทุบอย่างหนัก แต่แล้วสัมผัสแปลกปลอมก็ทำให้เธอสะดุ้งปลายเท้าของเธอเสียดสีกับขนขนอะไรบางอย่าง
‘อะไร’ เธอเริ่มใจไม่ดี
หัวใจของเธอเต้นแรงทันที ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างกาย
และนั่น...มีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเธอ แผ่นอกกว้างที่เปลือยเปล่าของเขาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่องรอยของค่ำคืนที่ผ่านมาฉายชัดบนเรือนร่างของทั้งเขาและเธอ มันชัดเจนแล้วว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
ความทรงจำเริ่มไหลย้อนกลับมา เสียงร้องของเธอ เสียงสบถของเขา และสุดท้ายก็คือเสียงครางของเธอและเขาที่ดังผสานกันจวบจนรุ่งสาง นี่มันเรื่องจริง...เธอวันไนต์สแตนด์กับเขา!
‘วันไนต์สแตนด์กับเจ้านายตัวเองเนี่ยนะ’ พอคิดถึงตรงนี้ยิ่งทำให้เธอไม่สบายใจ ‘วัยเบญจเพสก็ผ่านมาแล้ว แล้วมันซวยเพราะอะไรเนี่ย’
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ แต่สมองกลับตีกันยุ่งเหยิง ควรทำอย่างไรต่อดี? เธอตั้งคำถามกับตัวเอง ควรแอบลุกออกไปเงียบ ๆ หรือควรปลุกเขาขึ้นมาคุยกัน?
เสียงครางงัวเงียดังขึ้นเบา ๆ เมื่อชายหนุ่มขยับตัว ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะเปิดขึ้น เธอตัวแข็งทื่ออีกครั้ง เมื่อดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอ…
เสียงขยับไหวของผ้าปูที่นอนทำให้เธอชะงัก เท้าของเธอค้างอยู่เหนือกระเป๋าและเสื้อผ้าที่กำลังเก็บอย่างรีบร้อน ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองทางเตียง ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มที่ยังดูงัวเงียเพิ่งเปิดขึ้น กำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาสับสนและตกตะลึง
เขาใช้มือลูบหน้า พยายามเรียกสติ ขณะที่เธอรีบหันกลับไปคว้าเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวม ความเงียบแปลกประหลาดปกคลุมห้องไว้ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ท่าทางเหมือนกำลังทบทวนเรื่องราวของเมื่อคืน
ไม่นาน ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไป ราวกับภาพความทรงจำทั้งหมดไหลย้อนกลับมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยขึ้น และก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร เขาก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าสตางค์จากโต๊ะหัวเตียง ล้วงธนบัตรออกมากำหนึ่ง แล้วยื่นให้เธอ
“เอาไป แล้วอย่าพูดเรื่องนี้กับใคร” น้ำเสียงของเขาเย็นชา
หญิงสาวชะงักชำเลืองมองธนบัตรในมือของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา ความรู้สึกบางอย่างจุกแน่นในอก ทั้งตกใจ ทั้งโกรธ และทั้งเสียหน้า นี่เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทไหนกัน?
มือของเธอกำเสื้อเชิ้ตแน่นขึ้น ขณะที่ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ในขณะที่สายตาของเขาดูแน่วแน่และไม่คิดจะเปลี่ยนคำพูด
หญิงสาวยังคิดไม่ตก เธอมีสองทางเลือก รับเงินแล้วจากไป หรือปฏิเสธแล้วตอบโต้อะไรสักอย่าง…
เธอจ้องมองธนบัตรในมือเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ชายหนุ่มก็ลุกจากเตียงทันที เขาไม่ได้สนใจว่าบนร่างกายจะมีอะไรปกปิดอยู่หรือเปล่า เวลานี้เขาสนใจแค่ว่าจะทำยังไงให้หญิงสาวตรงหน้ารับข้อเสนอของเขา เขาจะไม่ยอมให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังเป็นอันขาด
หญิงสาวก้าวถอยหลังตามจังหวะที่เขาก้าวเข้ามา เธอกำผ้าที่อยู่ในมือแน่น
“คุณจะทำอะไร...น่ะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่เขากลับดึงมือเธอมาก่อนจะยัดเงินใส่ฝ่ามือแบบไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“รับไปเถอะ มันจะดีกับคุณเอง” น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับนี่เป็นแค่ธุรกรรมทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนที่เพิ่งผ่านค่ำคืนเดียวกันมา “ถือเป็นค่าเสียเวลาของคุณแล้วกัน”
เธอกำธนบัตรแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ข่มกลืนอารมณ์ร้อนที่แล่นขึ้นมา ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตูตามหลังอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการกั้นตัวเองออกจากเขา ‘เขาจำฉันไม่ได้เหรอ’
เสียงน้ำหยดลงอ่างล้างหน้าดังแผ่วเบา ขณะที่เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียกสติกลับมา แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อหัวใจยังเต้นแรง ทั้งจากความโกรธและความอับอาย
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูออกไป จู่ ๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นจากด้านนอก เธอชะงัก เมื่อรับรู้ได้ว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“จัดการเคลียร์ตารางให้ผมภายในชั่วโมงหน้า...แล้วอีกเรื่องหาข้อมูลผู้หญิงที่ผมส่งชื่อไปให้ด้วย” เขาหยุดไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังนึก ก่อนจะเอ่ยชื่อเธอออกมาเต็มปาก “เธอเป็นพนักงานในบริษัทของผมใช่ไหม?”
หัวใจเธอหล่นวูบทันที ไม่ใช่ว่าเขาจำเธอไม่ได้ แต่เขารู้ว่าเธอคือพนักงานในบริษัทของเขา และที่เขาแสดงท่าทีแบบนั้นคงคิดว่าเธออยกจะจับเขาหรือเปล่า
‘ถึงเขาจะไม่รับผิดชอบ เธอก็ไม่ได้จะเรียกร้อง เพียงแต่เขาควรเอ่ยคำว่าขอโทษกับเธอสักคำก็แค่นั้น’
มือของเธอกำผ้าขนหนูแน่น ก่อนจะตัดสินใจ...เธอสูดลมหายใจเข้า แล้วแอบเปิดประตูออกอย่างเงียบที่สุด ก้าวออกไปจากห้องโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองชายที่ยังคงคุยโทรศัพท์อยู่
และที่สำคัญเธอทิ้งเงินก้อนนั้นไว้บนโต๊ะ ราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่า ก่อนจะปิดประตูห้องตามหลังไป โดยไม่หันกลับมามองแม้แต่วินาทีเดียว…
เย็นวันหนึ่งในบ้านหลังใหญ่ กลิ่นอาหารที่เพิ่งทำเสร็จยังอวลอยู่ในอากาศ เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็ก ๆ ทำให้บ้านทั้งหลังดูมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูกนภัและนพกรนั่งข้างกันบนพรมกลางห้อง กำลังเถียงกันเรื่องตัวต่อชิ้นสุดท้าย นพกรทำหน้าบึ้งนิด ๆ ส่วนนภัสยกคางอย่างไม่ยอมแพ้ แต่สุดท้ายก็หัวเราะออกมาพร้อมกันเหมือนเคย เพราะมีเสียงเล็ก ๆ ของน้องสาวฝาแฝดวัยสองขวบดังแทรกขึ้นมา“ของหนู...ของหนู...”เด็กน้อยทั้งสองขยับเข้ามาแย่งตัวต่ออย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำเอาพี่ ๆ หยุดเถียงแล้วหันมองหน้ากัน ก่อนจะยอมยกชิ้นส่วนให้พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย“ให้น้องก็ได้” นพกรพูดเบา ๆ“ใช่ เดี๋ยวเราหาใหม่ก็ได้” นภัสเสริม พลางลูบหัวน้องอย่างเอ็นดูภาพนั้นทำให้คนเป็นแม่ที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ เผลอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน แขนของเธอถูกโอบจากด้านหลังโดยคนเป็นพ่อที่เพิ่งเดินเข้ามา เขาซบคางลงบนไหล่ของเธออย่างคุ้นเคย“บ้านเราวุ่นวายดีนะ” เขากระซิบ“วุ่นวาย...แต่ก็มีความสุข” เธอตอบ พลางเอนตัวพิงเขาเล็กน้อยสายตาของทั้งคู่มองไปยังลูก ๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ เสียงหัวเราะ เสียงงอแงเล็ก ๆ และเสียงเรียกพ่อกับแม่ดังสลับกันไปมาอย่างไม่ขาดสาย
ประตูห้องทำงานถูกเคาะเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะเปิดออกช้า ๆ“เรียกมุกมามีอะไรเหรอคะ” ดารินทร์เอ่ยถาม ขณะที่ยังยืนอยู่หน้าประตู ด้วยสีหน้าสงบแต่แฝงด้วยความสงสัยเล็กน้อยทิศตะวันที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมองทันที แววตาของเขาไม่ได้เข้มดุเหมือนเวลาทำงาน แต่กลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด“มานี่ก่อน” เขาพูดเสียงเรียบพลางกวักมือเรียกภรรยาสุดที่รักเธอเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ เขาก็พูดขึ้นมาก่อน“พี่อยากให้มุกหยุดงาน” คำพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจน ทำให้เธอชะงักไปเล็กน้อย“หยุด...ตอนนี้เลยเหรอคะ” เธอรู้ดีว่านี่คือคำสั่ง เพราะเขาขอร้องเรื่องนี้กับเธอหลายครั้งแล้ว แต่เธอก็ยังดื้อ วันนี้เขาเลยใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกว่านั่นคือคำสั่ง“ใช่ครับ” เขาพยักหน้า สายตามองไปที่หน้าท้องของเธอโดยอัตโนมัติ “คุณกำลังท้องนะ งานมันหนัก พี่ไม่อยากให้ที่รักเสี่ยงอะไรทั้งนั้น”น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็ง แต่หนักแน่นพอจะรู้ว่าเขาคิดมาดีแล้วดารินทร์เม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น“มุกเข้าใจนะคะ...แต่ขอทำต่ออีกแค่สองเดือน ได้มั้ยคะ แค่ให้จบโปรเจกต์นี้ก่อน”ทิ
เสียงหัวเราะใส ๆ ดังลอยมาตามลมยามบ่าย ก่อนที่เจ้าตัวเล็กสองคนจะวิ่งฝ่าประตูเข้ามาอย่างไม่เกรงใจโลก กระเป๋านักเรียนยังคงสะพายติดหลัง“แม่จ๋า...ดูหนูสิ”เด็กผู้หญิงตัวน้อยผูกผมหางม้าสองข้างวิ่งนำมา ใบหน้ากลมป่องแดงระเรื่อจากการวิ่ง ดวงตาเป็นประกายเหมือนมีดาวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในนั้น เธอยกกระดาษที่วาดเละเทะขึ้นมาอวดเต็มที่“วันนี่ที่โรงเรียนหนูวาดรูปพ่อ แม่ แล้วก็หนูเองนะคะ” เธอบอกแม่ด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว“แล้วผมล่ะ” เสียงเล็ก ๆ อีกเสียงรีบแทรกขึ้นมา นพกรที่วิ่งตามมาติด ๆ ชะโงกหน้าดูแล้วทำหน้ายุ่ง “ทำไมผมตัวเล็กกว่าพี่อีก”“ก็พี่เป็นพี่ไง” เธอตอบอย่างมั่นใจสุด ๆ พร้อมยักไหล่เล็ก ๆ“แต่เราเกิดพร้อมกันนะ” เขาเถียงทันควัน ก่อนจะหันมาฟ้องคนเป็นแม่ “แม่ครับ พี่ขี้โกงอ่ะ”คนเป็นแม่หลุดหัวเราะเบา ๆ มองสองแสบที่ยืนเท้าสะเอวใส่กันเหมือนผู้ใหญ่ย่อส่วน“งั้นใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องกันนะ” เธอพูดแหย่“หนูเป็นพี่ค่ะ เพราะหนูพูดเก่งกว่า” นภัสรีบยกมือขึ้น“ไม่จริง! ผมพูดเก่งกว่า” เด็กผู้ชายรีบพูดรัวทันที “แม่ครับ ฟังนะผมรักแม่ที่สุดในโลก รักมาก ๆ มากกว่าพี่อีก”“เฮ้!” นภัสหันขวับ “งั้นหนูก็รักแม่ที่สุดในจัก
ชายหนุ่มวางสายจากผู้เป็นพ่อที่โทรตามให้กลับบ้านเพราะบอกว่ามีเรื่องด่วน เขามองภาพใครคนหนึ่งที่วางอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียง เธอผู้ซึ่งเคยตามตัวเขาเป็นเงา แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็หายตัวไป เขารู้แค่เรื่องเดียวคือเธอมาเรียนที่ต่างประเทศ เขารู้แค่ว่าเธออยู่ประเทศไหน แต่ไม่รู้เมืองที่เธออยู่ พยายามหาช่องทาติดต่อก็ไม่มี “ยังหาไม่เจอเลย ต้องกลับไปแล้วอย่างนั้นเหรอ” หลังกลับประเทศไทยได้ไม่กี่วัน เขาก็ต้องเข้าไปรับผิดชอบงานในบริษัทแทนน้องชาย “พี่เหนือ...เหม่ออะไรอยู่เหรอ” ทิศตะวันเดินเข้าไปในห้องทำงานพี่ชาย ซึ่งเคยเป็นห้องประจำตำแหน่งของเขา “วันนี้พี่รู้สึกปวดหัว ฝากนายออกไปคุยงานแทนหน่อยนะ” “แล้วพี่จะไปไหน” “ว่าจะไปหาหมอสักหน่อย ปวดแบบนี้มาสักพักแล้ว” “หักโหมเกินไปหรือเปล่า พี่ควรพักบ้าง” “อืม ก็คงต้องเป็นแบบนั้น” ทิศเหนือขับรถไปถึงโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้บริษัทที่สุด เขาเดินไปยังเคาน์เตอร์ ยื่นบัตรประชาชนแล้วตอบคำถามเจ้าหน้าที่ไม่กี่คำก็โดนเรียกให้ไปที่ห้องตรวจ “รวดเร็วทันใจดีจริง ๆ” เขาพึงพอใจกับก
“ปัง!!”เสียงพรุกระดาษดังขึ้นทันทีที่ทิศตะวันและดารินทร์เดินเข้าไปในบ้าน เพราะหลังจากที่ทิศตะวันโทรบอกทุกคนว่าดารินทร์ท้อง การเซอร์ไพรส์ก็เริ่มขึ้น“ยินดีต้อนรับสมาชิกคนใหม่” เสียงเด็ก ๆ ที่ถูกเตี๊ยมกันไว้ก็พูดขึ้นมาพร้อมกัน ตามด้วยเสียงโห่ร้องดีใจ“ฮึบ!” ทิศตะวันอุ้มนภัสขึ้น“พ่อจ๋าไหนน้อง”“น้องอยู่ในนี้ครับ” เขาเอามือลูบท้องของดารินทร์เบา ๆ“น้อง” นพกรวิ่งไปกอดแม่เอาหน้าซุกไปที่ท้องของเธอ“เบา ๆ ครับ” ทิศตะวันรีบห้าม “เดี๋ยวแม่ก็เจ็บหรอก”“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอย่อตัวลงข้าง ๆ ลูกชาย“ดีขึ้นบ้างหรือยังลูก” ทิพย์สุดาถามด้วยความเป็นห่วง เธอมาที่นี่ตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยเลี้ยงหลาน“พอได้ทานยาที่หมอให้มาก็ดีขึ้นมากเลยค่ะ”“งั้นก็ดีแล้วล่ะ ลูกต้องพักผ่อนให้เยอะ ๆ นะ”“ค่ะคุณแม่”“น้องผู้หญิงหรือผู้ชายฮะ”“ยังไมรู้เลยจ่ะ” เธอตอบลูกชาย “น้องอาร์มอยากได้น้องผู้หญิงหรือผู้ชายละคะ”“ผู้ชายฮะ” นพกรตอบโดยไม่ต้องคิด “ผมจะเล่นกับน้อง”“แล้วน้องเอิร์นล่ะ อยากได้น้องผู้หญิงหรือผู้ชาย” ทิศตะวันถามลูกสาว“ผู้หญิงค่ะ หนูจะเล่นกับน้อง”คำตอบของลูกทั้งสองคนทำให้ดารินทร์กับทิศตะวันมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าจะเป็นชายห
ณ.โรงพยาบาลเอกชนใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่เพียงแค่สองวัน ดารินทร์จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจนทิศตะวันไม่เป็นอันทำอะไร เขาเป็นห่วงเมียรักมาก จนต้องเฝ้าตลอดไม่ยอมไปทำงาน“คนไข้มีอาการมากี่วันแล้วคะ”“สองวันค่ะ”“ประจำเดือนมาครั้งล่าสุดเมื่อไหร่คะ”“เดือนที่แล้วค่ะ”“เดี๋ยวคนไข้เข้าไปในห้องน้ำแล้วเก็บฉี่ใส่กล่องนี้นะคะ”“ค่ะ” ดารินทร์พอจะเดาออกว่าหมอกำลังจะตรวจหาอะไร เพราะตอนที่เธอท้องเจ้าแฝด หมอก็เคยให้เธอทำแบบนี้“เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณนั่งรอในนี้แหละ เรามีพยาบาลคอยอำนวยความสะดวกให้คนไข้อยู่ด้านนอกค่ะ”“ภรรยาของผมจะเป็นอะไรมากมั้ยครับ”“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ หมอสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นอาการแพ้ท้อง”“พะ...แพ้ท้องเหรอ ภรรยาของผมกำลังท้องเหรอครับ”“ต้องรอผลตรวจก่อนค่ะ หมอถึงจะยืนยันได้”“ครับ”ทิศตะวันก้มมองนิ้วตัวเอง เขากำลังนับว่าตอนนี้เขามีอยู่สองคนแล้วถ้าเพิ่มมาอีก 1 ก็เป็นสาม แต่ถ้าเพิ่มมาอีก 2 ล่ะ เฮ้ย! นี่เขาจะมีลูกตั้งสี่คนเลยนะ ระหว่างที่ทิศตะวันกำลังเหม่อลอย ดารินทร์ก็เดินกลับมา เธอนั่งลงข้าง ๆ เขา สังเกตสีหน้าที่แดงไปจนถึงใบหู
ในห้องรับรองผู้มาเยือนของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นของชายหนุ่มในชุดเจ้าบ่าวดังสะท้อนก้องตลอดทางเดิน ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเข้ามาอย่างแรงจนบานประตูสั่นสะเทือน ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มวาวโรจน์ด้วยความโกรธเมื่อได้รับการยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีคนไข้ชื่อดารินทร์“ผมต้องการดูกล้องวงจรปิดของโรงพยาบ
ทิศตะวันหลุบตาลง สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง แต่สายตากลับหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเริ่มเม้มเข้าหากันแน่น ความอึดอัดกำลังปะทุอยู่ในใจ“เธอถามเรื่องวันแต่งงานของผมจริง ๆ เหรอ”กิตติชัยพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะถอยออกไปเล็กน้อย ปล่อยให้ทิศตะวันได้อยู่กับความคิดของตัวเอง“ผม...ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไง แต่ถ
สองวันต่อมขณะที่ดารินทร์นั่งดูข่าวอยู่บนโซฟา มือข้างหนึ่งกุมท้องตัวเองแน่น ขณะที่เหงื่อซึมเต็มหน้าผากช่วงนี้เธอเครียดมากเกินไป จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร อาหารที่เคยฝืนกินก็แทบกลืนไม่ลง ทุกอย่างหนักอึ้งไปหมดทั้งร่างกายและจิตใจเธอพยายามอดทน พยายามบอกตัวเองว่าเธอจะผ่านมันไปได้ แต่ตอนนี้...เธอไม่มั
ผืนทรายร้อนระอุในยามบ่ายถูกเหยียบย่ำด้วยฝ่าเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งดุ๊กดิ๊กไปข้างหน้า เด็ก ๆ หัวเราะเสียงใสขณะที่ปู่กับย่าของพวกเขาต้องรีบสาวเท้าไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว“เดี๋ยว! อย่าลงไปลึกนะลูก!” ภาสกรตะโกนตามหลังในขณะที่มือทั้งสองจับมือหลานแน่น ข้างนอกกำลังวุ่นวาย ส่วนข้างในยังคงร้อนระอุภายในห้องนอนของบ้







