เข้าสู่ระบบแสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านบาง ๆ ปลุกหญิงสาวให้ตื่นขึ้นอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเธอยังหนักอึ้งจากความอ่อนเพลีย
คิ้วเรียวเกือบชนกันทุกครั้งที่ขยับตัว รู้สึกราวกับเมื่อคืนโดนทุบอย่างหนัก แต่แล้วสัมผัสแปลกปลอมก็ทำให้เธอสะดุ้งปลายเท้าของเธอเสียดสีกับขนขนอะไรบางอย่าง
‘อะไร’ เธอเริ่มใจไม่ดี
หัวใจของเธอเต้นแรงทันที ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างกาย
และนั่น...มีผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเธอ แผ่นอกกว้างที่เปลือยเปล่าของเขาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่องรอยของค่ำคืนที่ผ่านมาฉายชัดบนเรือนร่างของทั้งเขาและเธอ มันชัดเจนแล้วว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
ความทรงจำเริ่มไหลย้อนกลับมา เสียงร้องของเธอ เสียงสบถของเขา และสุดท้ายก็คือเสียงครางของเธอและเขาที่ดังผสานกันจวบจนรุ่งสาง นี่มันเรื่องจริง...เธอวันไนต์สแตนด์กับเขา!
‘วันไนต์สแตนด์กับเจ้านายตัวเองเนี่ยนะ’ พอคิดถึงตรงนี้ยิ่งทำให้เธอไม่สบายใจ ‘วัยเบญจเพสก็ผ่านมาแล้ว แล้วมันซวยเพราะอะไรเนี่ย’
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ แต่สมองกลับตีกันยุ่งเหยิง ควรทำอย่างไรต่อดี? เธอตั้งคำถามกับตัวเอง ควรแอบลุกออกไปเงียบ ๆ หรือควรปลุกเขาขึ้นมาคุยกัน?
เสียงครางงัวเงียดังขึ้นเบา ๆ เมื่อชายหนุ่มขยับตัว ก่อนที่เปลือกตาของเขาจะเปิดขึ้น เธอตัวแข็งทื่ออีกครั้ง เมื่อดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่เธอ…
เสียงขยับไหวของผ้าปูที่นอนทำให้เธอชะงัก เท้าของเธอค้างอยู่เหนือกระเป๋าและเสื้อผ้าที่กำลังเก็บอย่างรีบร้อน ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองทางเตียง ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มที่ยังดูงัวเงียเพิ่งเปิดขึ้น กำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาสับสนและตกตะลึง
เขาใช้มือลูบหน้า พยายามเรียกสติ ขณะที่เธอรีบหันกลับไปคว้าเสื้อเชิ้ตขึ้นมาสวม ความเงียบแปลกประหลาดปกคลุมห้องไว้ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ท่าทางเหมือนกำลังทบทวนเรื่องราวของเมื่อคืน
ไม่นาน ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนไป ราวกับภาพความทรงจำทั้งหมดไหลย้อนกลับมา ใบหน้าของเขาเรียบเฉยขึ้น และก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไร เขาก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าสตางค์จากโต๊ะหัวเตียง ล้วงธนบัตรออกมากำหนึ่ง แล้วยื่นให้เธอ
“เอาไป แล้วอย่าพูดเรื่องนี้กับใคร” น้ำเสียงของเขาเย็นชา
หญิงสาวชะงักชำเลืองมองธนบัตรในมือของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา ความรู้สึกบางอย่างจุกแน่นในอก ทั้งตกใจ ทั้งโกรธ และทั้งเสียหน้า นี่เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงประเภทไหนกัน?
มือของเธอกำเสื้อเชิ้ตแน่นขึ้น ขณะที่ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ในขณะที่สายตาของเขาดูแน่วแน่และไม่คิดจะเปลี่ยนคำพูด
หญิงสาวยังคิดไม่ตก เธอมีสองทางเลือก รับเงินแล้วจากไป หรือปฏิเสธแล้วตอบโต้อะไรสักอย่าง…
เธอจ้องมองธนบัตรในมือเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันไม่ต้องการเงินของคุณ”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น ชายหนุ่มก็ลุกจากเตียงทันที เขาไม่ได้สนใจว่าบนร่างกายจะมีอะไรปกปิดอยู่หรือเปล่า เวลานี้เขาสนใจแค่ว่าจะทำยังไงให้หญิงสาวตรงหน้ารับข้อเสนอของเขา เขาจะไม่ยอมให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังเป็นอันขาด
หญิงสาวก้าวถอยหลังตามจังหวะที่เขาก้าวเข้ามา เธอกำผ้าที่อยู่ในมือแน่น
“คุณจะทำอะไร...น่ะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่เขากลับดึงมือเธอมาก่อนจะยัดเงินใส่ฝ่ามือแบบไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“รับไปเถอะ มันจะดีกับคุณเอง” น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ ราวกับนี่เป็นแค่ธุรกรรมทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องของคนสองคนที่เพิ่งผ่านค่ำคืนเดียวกันมา “ถือเป็นค่าเสียเวลาของคุณแล้วกัน”
เธอกำธนบัตรแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือ ข่มกลืนอารมณ์ร้อนที่แล่นขึ้นมา ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าห้องน้ำ ปิดประตูตามหลังอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการกั้นตัวเองออกจากเขา ‘เขาจำฉันไม่ได้เหรอ’
เสียงน้ำหยดลงอ่างล้างหน้าดังแผ่วเบา ขณะที่เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียกสติกลับมา แต่มันก็ยากเหลือเกินเมื่อหัวใจยังเต้นแรง ทั้งจากความโกรธและความอับอาย
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูออกไป จู่ ๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังขึ้นจากด้านนอก เธอชะงัก เมื่อรับรู้ได้ว่าเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน
“จัดการเคลียร์ตารางให้ผมภายในชั่วโมงหน้า...แล้วอีกเรื่องหาข้อมูลผู้หญิงที่ผมส่งชื่อไปให้ด้วย” เขาหยุดไปชั่วอึดใจ ราวกับกำลังนึก ก่อนจะเอ่ยชื่อเธอออกมาเต็มปาก “เธอเป็นพนักงานในบริษัทของผมใช่ไหม?”
หัวใจเธอหล่นวูบทันที ไม่ใช่ว่าเขาจำเธอไม่ได้ แต่เขารู้ว่าเธอคือพนักงานในบริษัทของเขา และที่เขาแสดงท่าทีแบบนั้นคงคิดว่าเธออยกจะจับเขาหรือเปล่า
‘ถึงเขาจะไม่รับผิดชอบ เธอก็ไม่ได้จะเรียกร้อง เพียงแต่เขาควรเอ่ยคำว่าขอโทษกับเธอสักคำก็แค่นั้น’
มือของเธอกำผ้าขนหนูแน่น ก่อนจะตัดสินใจ...เธอสูดลมหายใจเข้า แล้วแอบเปิดประตูออกอย่างเงียบที่สุด ก้าวออกไปจากห้องโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองชายที่ยังคงคุยโทรศัพท์อยู่
และที่สำคัญเธอทิ้งเงินก้อนนั้นไว้บนโต๊ะ ราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่า ก่อนจะปิดประตูห้องตามหลังไป โดยไม่หันกลับมามองแม้แต่วินาทีเดียว…
“ฉันจะเซ็น”มือของเธอสั่น แต่ลายเซ็นก็ค่อย ๆ ปรากฏลงบนกระดาษขาวสะอาด“ไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะเขา” เธอเหลือบตาขึ้นสบตาทิศตะวัน “แต่เพราะฉันจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการนี้ ถือว่าฉันได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว แม้แต่ในตัวฉันก็ไม่มีสายเลือดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป”แล้วเธอก็ยื่นเอกสารนั้นให้เขา สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำทิศตะวันรับมันไว้เงียบ ๆ หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้เธอ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้“เอาตัวออกไป” เขาบอกกิตติชัยหลังมองดูชายชราโดนพาตัวออกไป ดารินทร์ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลง ดวงตาของเธอเย็นชา และแววตานั้นทำให้เขาเผลอชะงัก“สัญญามีผลตั้งแต่วันนี้”“ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับยอมจำนนทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอยอมจำนนต่อแผนการของเขาในที่สุด“ดี...งั้นก็กับผมจนกว่าจะคลอด” เขายิ้มพอใจ ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะว่านอนสอนง่ายกว่าที่เขาคิด “เดี๋ยวผมจะให้คุณกฤษ์ไปส่งคุณที่คอนโดอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณกฤษณ์แล้วกัน”“ฉันจะกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”“ไม่ต้อง”“แล้วเสื้อผ้าของฉันล่ะ”“ผมก็พูดอยู่ว่าให้ค
“หนี้พวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย คุณจะมายัดเยียดให้ฉันได้ยังไง”“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เพราะในทางกฎหมาย ทายาทก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในหนี้ของบิดามารดา”“เพื่ออะไร ทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนี้”“เด็ก” เขาตอบทันควันพลางชี้ไปที่ท้องของเธอทิศตะวันยืนขึ้นเต็มความสูง มองเธอจากมุมบนด้วยแววตาแน่วแน่ เขาไม่สนวิธีการ เขาสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น“ผมไม่แคร์ว่าคุณจะคิดยังไง แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณไปไหนจนกว่าผมจะรู้ความจริง”ดารินทร์รู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม หายใจติดขัดกับความจริงตรงหน้าดารินทร์จำใจหยิบเอกสารมาเปิดอ่านเงียบ ๆ ดวงตาคู่นั้นเริ่มแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว“ขอบคุณที่ช่วยหาข้อมูลของผู้ชายคนนี้อย่างละเอียดค่ะ” น้ำเสียงเธอเรียบเย็นอย่างไม่คาดคิด “แต่ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมเซ็นสัญญาบ้า ๆ นี่เพราะผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าพ่อ คุณคิดผิด”ทิศตะวันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่มีใจที่จะช่วยพ่อของเธอเลยหรือไง เลือดเย็นจริง ๆ“คุณจะปล่อยให้เขาโดนลากทรมานหรือไง ทนดูได้เหรอ?”“เขาไม่ใช่ครอบครัวของฉันตั้งแต่วันที่เขาเลือกผู้หญิงคนใหม่แล้วทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว” น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นแต่ยังค
‘สำคัญตัวเองงั้นเหรอ…’เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เธอแค่ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากไปมากกว่านี้ ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องทะเลาะกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดแดกดันที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เรื่องขำขันสำหรับเขาเธอหลุบตาลง ไม่อยากสบตากับทิศตะวันอีก เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นบางอย่างในแววตาของเธอ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง หรืออะไรก็ตามที่เธอพยายามซ่อนไว้“ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ คุณจะปล่อยฉันไปจริง ๆ ใช่มั้ย” เธอถามย้ำ น้ำเสียงเรียบเฉยจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังแปลกใจทิศตะวันพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเธอแน่นิ่ง“แต่ถ้าใช่ลูกของผม…” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “คุณต้องยอมให้ผมมีสิทธิ์ในตัวเขาครึ่งนึง”ดารินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป“หากฉันไม่ตกลงล่ะ?”ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ“คุณคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเหรอ คุณไข่มุก?”เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเต็ม ๆ หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก แต่เธอก็ยังพยายามฝืนยืดตัวตรง ไม่ให้แสดงออกว่ากำลังหวาดหวั่น“ถ้าฉันหนีไป?”“ก็ลองดู” เขายักไหล่ “แ
“นี่มันอะไรกัน! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรถึงได้พาตัวฉันมาตามใจชอบแบบนี้ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะคะ”ทิศตะวันยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเธอราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับเสียงโวยวายของเธอ เพียงแต่รู้สึกแปลกตากับท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า“ผมต้องการคำตอบ” เขาพูดเสียงเย็น “และผมต้องการมันตอนนี้”ดารินทร์กำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้สั่น เธอพอจะรู้ว่าทิศตะวันเป็นคนแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะให้เกียรติเธอบ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีพาเธอมาที่นี่ราวกับเธอเป็นแค่ลูกน้องที่เขาจะสั่งให้ไปไหนมาไหนก็ได้“คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่พนักงานในบริษัทของคุณอีกแล้ว และฉันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแล้วด้วย!”“หึ” ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน“...” ดารินทร์ขมวดคิ้วสองข้าง เธอพินิจมองท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า“แน่ใจเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงโกหกผมล่ะ?”หัวใจของดารินทร์กระตุกวูบทันที ‘นี่เขาไปรู้อะไรมา’“โกหก?” เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทำใจดีสู้
เย็นวันหนึ่งในบริษัททิศตะวันเดินเลี่ยงเข้าทางประตูหนีไฟ เขาไม่ได้อยากเจอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ คู่หมั้นของเขา ที่เริ่มเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก่อนที่เขาจะก้าวไปถึงบันได เสียงสนทนาของพนักงานสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ดังเข้าหูเขาโดยบังเอิญ“นี่ ซันนี่...เมื่อวันก่อนฉันเห็นไข่มุกมาที่บริษัท”หญิงสาวจิบกาแฟนิดนึงก่อนจะพูดต่อ “เธอได้เจอไข่มุกแล้วใช่ไหม?”ทิศตะวันชะงักเท้าทันที เขาเพิ่งรู้ว่าดารินทร์ชื่อเล่นว่าไข่มุกเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาเลยหยุดฟังเมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงเธอ ดวงตาคมหรี่ลงขณะตั้งใจฟังบทสนทนาต่อไป“ใช่ เจอกันที่บริษัทนี่แหละ เธอบอกว่ามาทำธุระนิดหน่อย”“จริงเหรอ? ให้พูดตรง ๆ ความจริงแล้วฉันได้ยินเธอสองคนคุยกันนะ”“ไร้มารยาท”“อะไร ฉันแค่บังเอิญเดินผ่าน”“บังเอิญหรือสอดแนม”“บังเอิญย่ะ” เธอกระแทกเสียง “แต่ฉันแปลกใจมากเลยนะที่ไข่มุกแต่งงานกะทันหันขนาดนั้น แล้วก็ดูสิ ท้องเร็วแบบนี้ เป็นไปได้ยังไงถ้าเธอไม่ได้ท้องก่อนแต่ง?”“นั่นน่ะสิ ฉันก็สงสัยอยู่แต่ไม่กล้าถาม ไข่มุกไม่ได้พูดถึงสามีเลย แถมลาออกจากงานไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้”“เธอคิด
ในห้องทำงานของเขาทิศตะวันยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างของเขาหันเข้าหาประตู แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของดารินทร์ เขาก็หันกลับมา ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างไม่วางตาเธอดูซูบผอมลง แต่ท้องของเธอโป่งนูนขึ้นชัดเจนกว่าเมื่อสามเดือนก่อน…หากเธอไม่สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ คงจะเห็นท้องของเธอชัดกว่านี้“คุณท้องกับผมใช่ไหม?”คำถามของเขาแทงเข้าไปในอกของดารินทร์ทันที เธออึ้งค้างไปหลายวินาที จู่ ๆ เขาถามแบบนี้หมายความว่ายังไง? เขารู้อะไรมา?เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้“คุณพูดอะไรน่ะ? ฉันแต่งงานแล้วนะ” นี่คือสิ่งเดียวที่ดารินทร์คิดออกทิศตะวันขมวดคิ้ว “อะไรนะ?”“ใช่” ดารินทร์รีบย้ำ “ฉันแต่งงานแล้ว และแน่นอนว่าเด็กคนนี้คือลูกของฉันกับสามี ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทั้งนั้น”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของทิศตะวันทันที เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของเธอ ราวกับพยายามอ่านบางอย่างจากแววตาของเธอ ยิ่งเธอพยายามหลบสายตาของเขา เขากลับยิ่งไม่อยากเชื่อในคำตอบของเธอเธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนดีนี่ เขาเองก็ควรจะ โล่งใจ ใช่ไหม...ใช่...เขาคว







