เข้าสู่ระบบหลังจากวางสาย เสียงรอบตัวกลับเงียบลงอย่างผิดปกติ มีเพียงเสียงลมหายใจของเขากับความว่างเปล่าที่แทรกตัวเข้ามาแทนที่
เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูห้องน้ำ แล้วเคาะเบา ๆ “นี่...เธอเสร็จหรือยัง? ฉันไม่มีเวลามานั่งรอเธอทั้งวันหรอกนะ” ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีเสียงน้ำไหล หรือแม้แต่เสียงขยับตัว เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอื้อมมือบิดลูกบิดแล้วผลักประตูเข้าไป ปรากฎว่าห้องน้ำว่างเปล่า เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างรวดเร็วแล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นมัน… เงินก้อนนั้น วางอยู่บนเคาน์เตอร์ข้างอ่างล้างหน้า มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้ม แต่ไม่ใช่ความขบขัน หากเป็นความหงุดหงิดปนเย้ยหยัน “หึ...อวดดีนัก” เขาหยิบธนบัตรขึ้นมามอง มันไม่เคยเป็นแค่เรื่องของเงินอยู่แล้วสำหรับเขา แต่การที่เธอทิ้งมันไว้อย่างไม่แยแสแบบนี้ มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกหักหน้า ‘หรือบางที...เธออาจต้องการมากกว่านี้?’ ดวงตาคมเข้มฉายแววคาดเดา ก่อนที่เขาจะโยนเงินก้อนนั้นกลับลงไปบนโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมที่เริ่มยุ่งเหยิงของตัวเอง “เธอคิดว่าเธอฉลาดสินะ…” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางเหยียดยิ้มบาง ๆ “วางแผนจะจับฉันงั้นเหรอ” กล้าปฏิเสธข้อเสนอของฉัน แล้วจะได้เห็นดีกัน…ณ บริษัทโมเมเดลลิ่ง
“คุณตะวันครับ” เลขาเดินเข้าไปหาพร้อมเอกสารในมือ
ตะวัน หรือทิศตะวัน เขาอายุ 32 ปี ด้วยใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาคมเข้มแฝงประกายเด็ดขาด เส้นผมสีดำสนิทมักจะถูกเซ็ตอย่างเรียบหรูอยู่เสมอ เขาสูง 180 เซนติเมตร รูปร่างสมส่วน บ่าอกกว้าง ร่างกายผ่านการดูแลอย่างดีบ่งบอกถึงความมีวินัยและรสนิยม
ทิศตะวันเป็นประธานบริษัทโมเดลลิ่งชั้นนำที่มีนางแบบระดับแถวหน้าของประเทศอยู่ในสังกัด เป็นบุคคลที่ทั้งวงการบันเทิงให้ความเกรงใจ ตระกูลของเขาเป็นหนึ่งในตระกูลเก่าแก่ที่มีอิทธิพลครอบคลุมทั้งสื่อ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วยฐานะและอำนาจที่สั่งได้แทบทุกอย่าง เขาจึงเป็นเป้าหมายที่ผู้คนอยากเข้าหา แต่กลับไม่ง่ายที่จะเข้าถึง
เขานั่งในท่าที่สบายขณะอ่านเอกสารที่ กฤษณ์ หรือกิตติชัย เลขาส่วนตัวเป็นคนนำมาให้ถึงคอนโดในวันหยุด
“ไม่ผิดคนใช่มั้ย” สิ่งหนึ่งที่เขาคิดไม่ถึงคือหญิงสาวคนเมื่อคืนไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไปที่เขาเข้าใจ เพราะเธอมักจะได้รับหน้าที่สำคัญอยู่หลายครั้ง ซึ่งงานส่วนใหญ่ต้องออกนอกสถานที่ ก็ไม่แปลกที่เขาจะไม่คุ้นเคยกับเธอเท่าไหร่
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ”
“เมื่อคืนคุณทิ้งผมไว้กับผู้หญิงคนนั้นได้ยังไง”
“ผมเนี่ยนะทิ้งคุณ”
“ก็ใช่ไง”
“ผมขอตัวกลับก่อนงานจะเลิกอีกครับ ตอนนั้นผมก็แจ้งท่านแล้วนะครับ ว่าภรรยาผมไม่ค่อยสบาย ผมต้องกลับไปดูแล” กิตติชัยอธิบาย
“ช่างเถอะ ผมคงเมาจนลืมว่าคุณกลับก่อนผม”
“งั้นผมกลับไปดูแลภรรยาต่อนะครับ ตอนนี้เธอกำลังท้องอ่อน ๆ ด้วย”
“ครับ ๆ ผมไม่รบกวนคุณแล้ว”
“รบกวนอะไรกันครับ คุณเป็นเจ้านายของผมนะครับ”
“งั้นก็ขอบคุณที่อุตส่าห์มานะครับ”
กิตติชัยรับหน้าที่เป็นเลขาของทิศตะวันตั้งแต่สมัยที่ทิศตะวันเพิ่งเข้ามานั่งบอร์ดผู้บริหารใหม่ ๆ เขายอมรับตั้งแต่นั้นว่าเด็กหนุ่มในวันนั้นมีพรสวรรค์ในด้านการบริหาร เขาทั้งเก่งและฉลาด ตลอดเวลา 5 ปี เขาก็กลายเป็นที่ยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก รวมไปถึงลูกน้องทุกคน
“อ้อ คุณกฤษณ์ครับ”
“ครับ”
“วันจันทร์ตอนเช้าช่วยนัดให้ผู้หญิงคนนี้” เขาชูเอกสารในมือที่มีรูปถ่ายติดไว้ขึ้น “ไปพบผมที่ห้องด้วยนะครับ”
“ได้ครับ” แม้จะสงสัย แต่กิตติชัยก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป เขาเอ่ยขอตัวอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป
สามวันต่อมา
“ไข่มุก”
“หือ...” เจ้าของชื่อหันไปมองเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสอง
“เมื่อวันก่อน...” เธออ้ำอึ้งเล็กน้อย
“อะไรเหรอ”
“ได้ยินว่าท่านประธานเรียกพบเหรอ” น้ำเสียงของเขาดูเป็นกังวล เพราะทิศตะวันไม่เคยเรียกพบพนักงานโดยตรง หากมีเรื่องอะไรเขาจะให้กิตติชัยเป็นคนจัดการ
“อืม”
“มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า”
ไข่มุก หรือดารินทร์ หญิงสาวอายุ 27 ปี สูง 165 เซนติเมตร เธอมีใบหน้ารูปไข้ ผิวขาวอมชมพูดูสดใส ดวงตากลมรีแววใส พอยิ้มแล้วตาจะโค้งขึ้นเล็กน้อยทำให้ดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก ริมฝีปากสีชมพูอ่อนเสน่ห์จะอยู่ที่รอยยิ้มของเธอ
โดยรวมแล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สวยจัดแบบสะดุดตา แต่มีความละมุน อบอุ่น และเป็นกันเองจนทำให้ ใครมองก็รู้สึกเอ็นดู อยากเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว
เธอมีอาชีพเป็นสไตลิสต์ในบริษัทแฟชั่นขนาดใหญ่ที่มีทิศตะวันเป็นผู้บริหารระดับสูง แม้ตำแหน่งของเธอจะไม่ได้โดดเด่นในสายตาคนภายนอก แต่เบื้องหลังเธอเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียด มีรสนิยมที่เฉียบคม และสามารถดึงเอกลักษณ์ของสินค้าออกมาได้อย่างมีสไตล์
งานของเธอครอบคลุมตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ถ่ายภาพแฟชั่น การเลือกชุด เครื่องประดับ และโทนสี ไปจนถึงการทำงานร่วมกับทีมช่างภาพและนางแบบ เพื่อให้ได้ผลงานที่ตอบโจทย์ภาพลักษณ์ของแบรนด์
แม้จะมีบทบาทสำคัญ แต่เพราะเธอไม่ชอบแสดงตัว ไม่แต่งตัวสะดุดตา และมักอยู่เบื้องหลังเสมอทิศตะวันจึงไม่ทันได้มองเห็นเธอในแง่มุมนั้น เขามองเธอเป็นเพียงพนักงานธรรมดาคนหนึ่งในทีมแฟชั่น ที่ไม่มีอะไรเตะตา หรืออาจเคยผ่านตาเวลาประชุมบ้าง แต่ไม่เคยรู้จักจริง ๆ
“เปล่าหรอก แค่เรียกไปคุยเรื่องดูแลนางแบบที่เพิ่งเข้ามาใหม่น่ะ”
“งั้นเหรอ...โล่งอกไปที” เธอเอามือทาบอก เพราะลึก ๆ แล้วเธอรู้สึกกังวลกลัวว่าผู้หญิงบอบบางน่าทะนุถนอมอย่างดารินทร์จะโดนกลั่นแกล้ง
“ฉันจะเซ็น”มือของเธอสั่น แต่ลายเซ็นก็ค่อย ๆ ปรากฏลงบนกระดาษขาวสะอาด“ไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะเขา” เธอเหลือบตาขึ้นสบตาทิศตะวัน “แต่เพราะฉันจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการนี้ ถือว่าฉันได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว แม้แต่ในตัวฉันก็ไม่มีสายเลือดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป”แล้วเธอก็ยื่นเอกสารนั้นให้เขา สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำทิศตะวันรับมันไว้เงียบ ๆ หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้เธอ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้“เอาตัวออกไป” เขาบอกกิตติชัยหลังมองดูชายชราโดนพาตัวออกไป ดารินทร์ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลง ดวงตาของเธอเย็นชา และแววตานั้นทำให้เขาเผลอชะงัก“สัญญามีผลตั้งแต่วันนี้”“ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับยอมจำนนทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอยอมจำนนต่อแผนการของเขาในที่สุด“ดี...งั้นก็กับผมจนกว่าจะคลอด” เขายิ้มพอใจ ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะว่านอนสอนง่ายกว่าที่เขาคิด “เดี๋ยวผมจะให้คุณกฤษ์ไปส่งคุณที่คอนโดอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณกฤษณ์แล้วกัน”“ฉันจะกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”“ไม่ต้อง”“แล้วเสื้อผ้าของฉันล่ะ”“ผมก็พูดอยู่ว่าให้ค
“หนี้พวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย คุณจะมายัดเยียดให้ฉันได้ยังไง”“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เพราะในทางกฎหมาย ทายาทก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในหนี้ของบิดามารดา”“เพื่ออะไร ทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนี้”“เด็ก” เขาตอบทันควันพลางชี้ไปที่ท้องของเธอทิศตะวันยืนขึ้นเต็มความสูง มองเธอจากมุมบนด้วยแววตาแน่วแน่ เขาไม่สนวิธีการ เขาสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น“ผมไม่แคร์ว่าคุณจะคิดยังไง แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณไปไหนจนกว่าผมจะรู้ความจริง”ดารินทร์รู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม หายใจติดขัดกับความจริงตรงหน้าดารินทร์จำใจหยิบเอกสารมาเปิดอ่านเงียบ ๆ ดวงตาคู่นั้นเริ่มแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว“ขอบคุณที่ช่วยหาข้อมูลของผู้ชายคนนี้อย่างละเอียดค่ะ” น้ำเสียงเธอเรียบเย็นอย่างไม่คาดคิด “แต่ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมเซ็นสัญญาบ้า ๆ นี่เพราะผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าพ่อ คุณคิดผิด”ทิศตะวันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่มีใจที่จะช่วยพ่อของเธอเลยหรือไง เลือดเย็นจริง ๆ“คุณจะปล่อยให้เขาโดนลากทรมานหรือไง ทนดูได้เหรอ?”“เขาไม่ใช่ครอบครัวของฉันตั้งแต่วันที่เขาเลือกผู้หญิงคนใหม่แล้วทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว” น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นแต่ยังค
‘สำคัญตัวเองงั้นเหรอ…’เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เธอแค่ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากไปมากกว่านี้ ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องทะเลาะกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดแดกดันที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เรื่องขำขันสำหรับเขาเธอหลุบตาลง ไม่อยากสบตากับทิศตะวันอีก เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นบางอย่างในแววตาของเธอ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง หรืออะไรก็ตามที่เธอพยายามซ่อนไว้“ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ คุณจะปล่อยฉันไปจริง ๆ ใช่มั้ย” เธอถามย้ำ น้ำเสียงเรียบเฉยจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังแปลกใจทิศตะวันพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเธอแน่นิ่ง“แต่ถ้าใช่ลูกของผม…” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “คุณต้องยอมให้ผมมีสิทธิ์ในตัวเขาครึ่งนึง”ดารินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป“หากฉันไม่ตกลงล่ะ?”ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ“คุณคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเหรอ คุณไข่มุก?”เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเต็ม ๆ หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก แต่เธอก็ยังพยายามฝืนยืดตัวตรง ไม่ให้แสดงออกว่ากำลังหวาดหวั่น“ถ้าฉันหนีไป?”“ก็ลองดู” เขายักไหล่ “แ
“นี่มันอะไรกัน! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรถึงได้พาตัวฉันมาตามใจชอบแบบนี้ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะคะ”ทิศตะวันยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเธอราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับเสียงโวยวายของเธอ เพียงแต่รู้สึกแปลกตากับท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า“ผมต้องการคำตอบ” เขาพูดเสียงเย็น “และผมต้องการมันตอนนี้”ดารินทร์กำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้สั่น เธอพอจะรู้ว่าทิศตะวันเป็นคนแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะให้เกียรติเธอบ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีพาเธอมาที่นี่ราวกับเธอเป็นแค่ลูกน้องที่เขาจะสั่งให้ไปไหนมาไหนก็ได้“คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่พนักงานในบริษัทของคุณอีกแล้ว และฉันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแล้วด้วย!”“หึ” ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน“...” ดารินทร์ขมวดคิ้วสองข้าง เธอพินิจมองท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า“แน่ใจเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงโกหกผมล่ะ?”หัวใจของดารินทร์กระตุกวูบทันที ‘นี่เขาไปรู้อะไรมา’“โกหก?” เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทำใจดีสู้
เย็นวันหนึ่งในบริษัททิศตะวันเดินเลี่ยงเข้าทางประตูหนีไฟ เขาไม่ได้อยากเจอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ คู่หมั้นของเขา ที่เริ่มเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก่อนที่เขาจะก้าวไปถึงบันได เสียงสนทนาของพนักงานสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ดังเข้าหูเขาโดยบังเอิญ“นี่ ซันนี่...เมื่อวันก่อนฉันเห็นไข่มุกมาที่บริษัท”หญิงสาวจิบกาแฟนิดนึงก่อนจะพูดต่อ “เธอได้เจอไข่มุกแล้วใช่ไหม?”ทิศตะวันชะงักเท้าทันที เขาเพิ่งรู้ว่าดารินทร์ชื่อเล่นว่าไข่มุกเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาเลยหยุดฟังเมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงเธอ ดวงตาคมหรี่ลงขณะตั้งใจฟังบทสนทนาต่อไป“ใช่ เจอกันที่บริษัทนี่แหละ เธอบอกว่ามาทำธุระนิดหน่อย”“จริงเหรอ? ให้พูดตรง ๆ ความจริงแล้วฉันได้ยินเธอสองคนคุยกันนะ”“ไร้มารยาท”“อะไร ฉันแค่บังเอิญเดินผ่าน”“บังเอิญหรือสอดแนม”“บังเอิญย่ะ” เธอกระแทกเสียง “แต่ฉันแปลกใจมากเลยนะที่ไข่มุกแต่งงานกะทันหันขนาดนั้น แล้วก็ดูสิ ท้องเร็วแบบนี้ เป็นไปได้ยังไงถ้าเธอไม่ได้ท้องก่อนแต่ง?”“นั่นน่ะสิ ฉันก็สงสัยอยู่แต่ไม่กล้าถาม ไข่มุกไม่ได้พูดถึงสามีเลย แถมลาออกจากงานไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้”“เธอคิด
ในห้องทำงานของเขาทิศตะวันยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างของเขาหันเข้าหาประตู แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของดารินทร์ เขาก็หันกลับมา ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างไม่วางตาเธอดูซูบผอมลง แต่ท้องของเธอโป่งนูนขึ้นชัดเจนกว่าเมื่อสามเดือนก่อน…หากเธอไม่สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ คงจะเห็นท้องของเธอชัดกว่านี้“คุณท้องกับผมใช่ไหม?”คำถามของเขาแทงเข้าไปในอกของดารินทร์ทันที เธออึ้งค้างไปหลายวินาที จู่ ๆ เขาถามแบบนี้หมายความว่ายังไง? เขารู้อะไรมา?เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้“คุณพูดอะไรน่ะ? ฉันแต่งงานแล้วนะ” นี่คือสิ่งเดียวที่ดารินทร์คิดออกทิศตะวันขมวดคิ้ว “อะไรนะ?”“ใช่” ดารินทร์รีบย้ำ “ฉันแต่งงานแล้ว และแน่นอนว่าเด็กคนนี้คือลูกของฉันกับสามี ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทั้งนั้น”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของทิศตะวันทันที เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของเธอ ราวกับพยายามอ่านบางอย่างจากแววตาของเธอ ยิ่งเธอพยายามหลบสายตาของเขา เขากลับยิ่งไม่อยากเชื่อในคำตอบของเธอเธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนดีนี่ เขาเองก็ควรจะ โล่งใจ ใช่ไหม...ใช่...เขาคว







