เข้าสู่ระบบเมื่อผลักประตูเข้าไปในห้องทำงาน ก็เห็นเขานั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ท่าทางนิ่งขรึม แต่สายตาที่จ้องมองเธอกลับเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“นั่งสิ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
ดารินทร์ยังคงยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับไปแตะเก้าอี้ตรงหน้า “เรียกฉันมามีเรื่องอะไรคะ?”
เขาหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขัน “คุณควรรู้ดีกว่าผม”
เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะมองเข้าไปในดวงตาของเขา และสิ่งที่เธอเห็นคือ...ความไม่ไว้ใจ
“คุณหมายถึงอะไร?”
“อย่ามาเล่นละคร” เขาวางปากกาลงกับโต๊ะ แล้วเอนตัวไปข้างหน้า “ข่าวลือเรื่องผู้บริหารพาพนักงานสาวเข้าโรงแรม มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ และคุณเป็นคนเดียวที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้”
เธอเบิกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกัดฟันกรอด “คุณคิดว่าฉันเป็นคนปล่อยข่าวงั้นเหรอคะ?”
“ไม่คิดเหรอว่าคุณเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ดี?” น้ำเสียงของเขาเย็นชา “หรือคุณอยากให้ทุกคนรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคุณจริง ๆ?”
“แต่การที่คุณเรียกฉันมาพบแบบนี้ มันก็ทำให้คนอื่นสงสัยได้นะคะว่าจริง ๆ แล้วผู้หญิงคนนั้นใช่ฉันหรือเปล่า”
“...” ทิศตะวันนิ่งคิด มันก็ถูกที่คนจะสงสัยเพราะเขาเรียกพบเธอ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเรียกเธอมาคุยกันต่อหน้า
สถานการณ์เหมือนจะนิ่งสงบไปเพียงแค่อึดใจ แต่แล้วคำพูดที่ไม่น่าฟังก็หลุดออกมาจากปากผู้ชายตรงหน้า
“ทั้งหมดคือแผนของคุณใช่มั้ย เพราะคุณหวังสบายทางลัด คุณจึงสร้างสถานการณ์จนเรามีอะไรกัน”
ดารินทร์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว หัวใจเต้นแรงด้วยความโกรธและผิดหวัง “คุณดูถูกฉันอีกแล้วสินะ”
เขาไม่ตอบ แต่สายตาของเขาสะท้อนชัดว่า ‘ใช่...เขาคิดแบบนั้นจริง ๆ’
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดอารมณ์ “ถ้าคุณคิดว่าฉันสร้างสถานการณ์ในคืนนั้น และเป็นคนปล่อยข่าว งั้นขอหลักฐานด้วยค่ะ”
เขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ราวกับไม่คิดว่าเธอจะกล้าท้าทาย แต่เธอก็ไม่รอให้เขาพูดอะไรต่อ
“ฉันจะพูดให้ชัดเจนอีกครั้ง ฉันไม่ได้ต้องการเงินของคุณ ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าฉันเป็นใคร” เธอกล่าวช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ฉันแค่ต้องการให้คุณเลิกคิดว่าเป็นฝีมือของฉัน เลิกคิดว่าฉันจะจับคุณด้วยการทำเรื่องบ้า ๆ นั่น ฉันไม่มีทางคิดที่จะทำอะไรแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าทำได้ฉันอยากหายไปจากที่นี่ตอนนี้ด้วยซ้ำ”
ทิศตะวันเขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะวาววับขึ้นมา คล้ายกับคำพูดของเธอทำให้เขาไม่พอใจมากกว่าเดิม
“งั้นเหรอ?” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาจับจ้องเธออย่างพิจารณา “งั้นก็ลองทำแบบนั้นดูสิ เผื่ออะไรมันจะดีขึ้น”
“...” ดารินทร์เม้มปากเข้าหากันแน่น เธอไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนี้ เขาอยากให้เธอหายไปอย่างนั้นเหรอ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเท่าไหร่ที่เขาพูดแบบนั้น เพราะตอนนี้เขามองว่าเธอคือตัวปัญหานั่นเอง
“ผมเองก็คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะจัดการกับข่าวลือที่เกิดขึ้นได้ยังไง แต่พอได้ยินสิ่งที่คุณ ผมคิดว่ามันคงจะได้ผล”
เหมือนคำพูดของเขาจะเป็นการย้ำให้เธอทำในสิ่งที่เธอพูด ‘ทำไมไม่ไล่ฉันออกซะเลยล่ะ’
“ในเมื่อคุณพูดมาขนาดนี้ ฉันก็คงต้องกลับไปทบทวนตัวเองแล้วค่ะ” ว่าสมควนทำงานอยูที่ที่นี่อีกหรือเปล่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ”
ดารินทร์ไม่ได้รอคำตอบจากทิศตะวัน เธอหันหลังให้เขาแล้วเดินออกมาทันที
หลังจากเดินออกจากห้องทำงานของเขา
ดารินทร์ก้าวไปตามทางเดินโดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมงานที่ยังคงจับจ้องเธอ เสียงซุบซิบยังคงดังแว่วอยู่รอบตัว แต่เธอกลับไม่ได้ยินมันอีกต่อไป
ภายในใจของเธอมีเพียงความคิดเดียว เธอต้องออกไปจากที่นี่
เธอเคยคิดว่าทำงานที่นี่จะเป็นโอกาสที่ดี ได้ทำในสิ่งที่รัก ได้พัฒนาเส้นทางของตัวเอง แต่ตอนนี้...มันกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ข่าวลือ และเขา ผู้ชายที่พร้อมจะกล่าวหาว่าเธอเป็นตัวปัญหาเสมอ
เธอรู้ดีว่าเขาคือเจ้าของบริษัท เขาไม่มีทางไปไหนได้ แต่เธอต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายไป
ไม่ใช่เพราะเธอกลัวเขา แต่เพราะเธอไม่ต้องการอยู่ในสถานที่ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวตรงไปที่แผนกบุคคลเพื่อยื่นใบลาออก
“ฉันจะเซ็น”มือของเธอสั่น แต่ลายเซ็นก็ค่อย ๆ ปรากฏลงบนกระดาษขาวสะอาด“ไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ใช่เพราะเขา” เธอเหลือบตาขึ้นสบตาทิศตะวัน “แต่เพราะฉันจะปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการนี้ ถือว่าฉันได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว แม้แต่ในตัวฉันก็ไม่มีสายเลือดของคุณ ฉันไม่ใช่ลูกของคุณอีกต่อไป”แล้วเธอก็ยื่นเอกสารนั้นให้เขา สีหน้าเรียบเฉยแต่ดวงตาแดงก่ำทิศตะวันรับมันไว้เงียบ ๆ หัวใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งไม่แพ้เธอ ไม่คิดว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้“เอาตัวออกไป” เขาบอกกิตติชัยหลังมองดูชายชราโดนพาตัวออกไป ดารินทร์ก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามทำให้ตัวเองใจเย็นลง ดวงตาของเธอเย็นชา และแววตานั้นทำให้เขาเผลอชะงัก“สัญญามีผลตั้งแต่วันนี้”“ฉันไม่มีทางเลือกนี่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับยอมจำนนทิศตะวันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอยอมจำนนต่อแผนการของเขาในที่สุด“ดี...งั้นก็กับผมจนกว่าจะคลอด” เขายิ้มพอใจ ที่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะว่านอนสอนง่ายกว่าที่เขาคิด “เดี๋ยวผมจะให้คุณกฤษ์ไปส่งคุณที่คอนโดอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกคุณกฤษณ์แล้วกัน”“ฉันจะกลับไปเก็บของที่ห้องก่อน”“ไม่ต้อง”“แล้วเสื้อผ้าของฉันล่ะ”“ผมก็พูดอยู่ว่าให้ค
“หนี้พวกนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย คุณจะมายัดเยียดให้ฉันได้ยังไง”“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เพราะในทางกฎหมาย ทายาทก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในหนี้ของบิดามารดา”“เพื่ออะไร ทำไมถึงต้องทำถึงขนาดนี้”“เด็ก” เขาตอบทันควันพลางชี้ไปที่ท้องของเธอทิศตะวันยืนขึ้นเต็มความสูง มองเธอจากมุมบนด้วยแววตาแน่วแน่ เขาไม่สนวิธีการ เขาสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น“ผมไม่แคร์ว่าคุณจะคิดยังไง แต่ผมจะไม่ยอมให้คุณไปไหนจนกว่าผมจะรู้ความจริง”ดารินทร์รู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม หายใจติดขัดกับความจริงตรงหน้าดารินทร์จำใจหยิบเอกสารมาเปิดอ่านเงียบ ๆ ดวงตาคู่นั้นเริ่มแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาแข็งกร้าว“ขอบคุณที่ช่วยหาข้อมูลของผู้ชายคนนี้อย่างละเอียดค่ะ” น้ำเสียงเธอเรียบเย็นอย่างไม่คาดคิด “แต่ถ้าคุณคิดว่าฉันจะยอมเซ็นสัญญาบ้า ๆ นี่เพราะผู้ชายที่ฉันเคยเรียกว่าพ่อ คุณคิดผิด”ทิศตะวันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ไม่มีใจที่จะช่วยพ่อของเธอเลยหรือไง เลือดเย็นจริง ๆ“คุณจะปล่อยให้เขาโดนลากทรมานหรือไง ทนดูได้เหรอ?”“เขาไม่ใช่ครอบครัวของฉันตั้งแต่วันที่เขาเลือกผู้หญิงคนใหม่แล้วทิ้งฉันให้อยู่คนเดียว” น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นแต่ยังค
‘สำคัญตัวเองงั้นเหรอ…’เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสำคัญอะไรสำหรับเขาเลยด้วยซ้ำ เธอแค่ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากไปมากกว่านี้ ไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ใครต้องทะเลาะกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำพูดแดกดันที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่เรื่องขำขันสำหรับเขาเธอหลุบตาลง ไม่อยากสบตากับทิศตะวันอีก เพราะกลัวว่าเขาจะเห็นบางอย่างในแววตาของเธอ ความเจ็บปวด ความผิดหวัง หรืออะไรก็ตามที่เธอพยายามซ่อนไว้“ถ้าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ คุณจะปล่อยฉันไปจริง ๆ ใช่มั้ย” เธอถามย้ำ น้ำเสียงเรียบเฉยจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังแปลกใจทิศตะวันพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเธอแน่นิ่ง“แต่ถ้าใช่ลูกของผม…” เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย “คุณต้องยอมให้ผมมีสิทธิ์ในตัวเขาครึ่งนึง”ดารินทร์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป“หากฉันไม่ตกลงล่ะ?”ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนใบหน้าของเขาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ“คุณคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเหรอ คุณไข่มุก?”เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาเต็ม ๆ หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก แต่เธอก็ยังพยายามฝืนยืดตัวตรง ไม่ให้แสดงออกว่ากำลังหวาดหวั่น“ถ้าฉันหนีไป?”“ก็ลองดู” เขายักไหล่ “แ
“นี่มันอะไรกัน! คิดว่าฉันเป็นตัวอะไรถึงได้พาตัวฉันมาตามใจชอบแบบนี้ คุณกำลังคุกคามฉันอยู่นะคะ”ทิศตะวันยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเธอราวกับจะทะลุเข้าไปในจิตใจ ร่างสูงใหญ่ของเขาไม่ได้แสดงท่าทีเดือดร้อนอะไรกับเสียงโวยวายของเธอ เพียงแต่รู้สึกแปลกตากับท่าทีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า“ผมต้องการคำตอบ” เขาพูดเสียงเย็น “และผมต้องการมันตอนนี้”ดารินทร์กำมือแน่น ข่มอารมณ์ไม่ให้สั่น เธอพอจะรู้ว่าทิศตะวันเป็นคนแบบไหน เขาไม่ใช่คนที่ยอมปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยเขาก็น่าจะให้เกียรติเธอบ้าง ไม่ใช่ใช้วิธีพาเธอมาที่นี่ราวกับเธอเป็นแค่ลูกน้องที่เขาจะสั่งให้ไปไหนมาไหนก็ได้“คุณไม่มีสิทธิ์จะมาสั่งฉัน” เธอพูดเสียงแข็ง “ฉันไม่ใช่พนักงานในบริษัทของคุณอีกแล้ว และฉันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคุณแล้วด้วย!”“หึ” ทิศตะวันหัวเราะในลำคอ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขัน“...” ดารินทร์ขมวดคิ้วสองข้าง เธอพินิจมองท่าทีของชายหนุ่มตรงหน้า“แน่ใจเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “แล้วทำไมคุณถึงโกหกผมล่ะ?”หัวใจของดารินทร์กระตุกวูบทันที ‘นี่เขาไปรู้อะไรมา’“โกหก?” เธอพยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ ทำใจดีสู้
เย็นวันหนึ่งในบริษัททิศตะวันเดินเลี่ยงเข้าทางประตูหนีไฟ เขาไม่ได้อยากเจอใครเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ คู่หมั้นของเขา ที่เริ่มเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆแต่ก่อนที่เขาจะก้าวไปถึงบันได เสียงสนทนาของพนักงานสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักก็ดังเข้าหูเขาโดยบังเอิญ“นี่ ซันนี่...เมื่อวันก่อนฉันเห็นไข่มุกมาที่บริษัท”หญิงสาวจิบกาแฟนิดนึงก่อนจะพูดต่อ “เธอได้เจอไข่มุกแล้วใช่ไหม?”ทิศตะวันชะงักเท้าทันที เขาเพิ่งรู้ว่าดารินทร์ชื่อเล่นว่าไข่มุกเมื่อไม่กี่วันมานี้ เขาเลยหยุดฟังเมื่อได้ยินว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงเธอ ดวงตาคมหรี่ลงขณะตั้งใจฟังบทสนทนาต่อไป“ใช่ เจอกันที่บริษัทนี่แหละ เธอบอกว่ามาทำธุระนิดหน่อย”“จริงเหรอ? ให้พูดตรง ๆ ความจริงแล้วฉันได้ยินเธอสองคนคุยกันนะ”“ไร้มารยาท”“อะไร ฉันแค่บังเอิญเดินผ่าน”“บังเอิญหรือสอดแนม”“บังเอิญย่ะ” เธอกระแทกเสียง “แต่ฉันแปลกใจมากเลยนะที่ไข่มุกแต่งงานกะทันหันขนาดนั้น แล้วก็ดูสิ ท้องเร็วแบบนี้ เป็นไปได้ยังไงถ้าเธอไม่ได้ท้องก่อนแต่ง?”“นั่นน่ะสิ ฉันก็สงสัยอยู่แต่ไม่กล้าถาม ไข่มุกไม่ได้พูดถึงสามีเลย แถมลาออกจากงานไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอีก รู้สึกเป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้”“เธอคิด
ในห้องทำงานของเขาทิศตะวันยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง แผ่นหลังกว้างของเขาหันเข้าหาประตู แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของดารินทร์ เขาก็หันกลับมา ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างไม่วางตาเธอดูซูบผอมลง แต่ท้องของเธอโป่งนูนขึ้นชัดเจนกว่าเมื่อสามเดือนก่อน…หากเธอไม่สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ คงจะเห็นท้องของเธอชัดกว่านี้“คุณท้องกับผมใช่ไหม?”คำถามของเขาแทงเข้าไปในอกของดารินทร์ทันที เธออึ้งค้างไปหลายวินาที จู่ ๆ เขาถามแบบนี้หมายความว่ายังไง? เขารู้อะไรมา?เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพยายามรวบรวมสติแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้“คุณพูดอะไรน่ะ? ฉันแต่งงานแล้วนะ” นี่คือสิ่งเดียวที่ดารินทร์คิดออกทิศตะวันขมวดคิ้ว “อะไรนะ?”“ใช่” ดารินทร์รีบย้ำ “ฉันแต่งงานแล้ว และแน่นอนว่าเด็กคนนี้คือลูกของฉันกับสามี ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณทั้งนั้น”ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของทิศตะวันทันที เขานิ่งไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของเธอ ราวกับพยายามอ่านบางอย่างจากแววตาของเธอ ยิ่งเธอพยายามหลบสายตาของเขา เขากลับยิ่งไม่อยากเชื่อในคำตอบของเธอเธอก็ตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนดีนี่ เขาเองก็ควรจะ โล่งใจ ใช่ไหม...ใช่...เขาคว







