Mag-log inสุดท้ายบทสนทนาก็จบลงเมื่อเวยจางหมิ่นหัวเราะอย่างจำยอมใจในที่สุด แต่นัยน์ตาเขาไม่แสดงความยอมแพ้แม้
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าถูกลงโทษให้ถูกตัดมือทั้งสองข้าง ข้านึกเป็นกังวลว่าเจ้าจะไม่สามารถหาหยูกยามารักษาได้ ข้าจึงนำยาและเงินจำนวนหนึ่งที่น่าจะมากพอให้เจ้าใช้ได้นานแรมปีมามอบให้แก่เจ้า”อาฟู่นำของที่นายสาวว่าวางไว้บนโต๊ะ ทั้งเจียอีและอี๋นั่วต่างตะลึงงันในสิ่งของที่อาฟู่เผยให้เห็น “ข้าเพียงแค่ตอบแทนบุญคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การที่ท่านช่วยรักษาภรรยาข้าจนหายดี มันเป็นบุญคุณที่ต่อให้ข้าตายไปก็ยังชดใช้ไม่หมด”“เจ้าอย่าพูดเช่นนั้น ภรรยาเจ้ายังต้องการมีเจ้าอยู่ข้างกาย เจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไป บุญคุณของข้ามันเป็นเพียงแค่สายลมสายหนึ่งเท่านั้นเอง เจ้าทดแทนแล้ว ก็ถือว่าแล้วต่อกันในภพนี้เถิด”“คุณหนูซิน” เจียอีเอ่ยเสียงแผ่ว พลางนึกไปถึงในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่คิดหวังผลตอบแทนอันใด “แต่ข้าบอกกับท่านแม่ทัพเฉิงว่าท่านคือผู้อยู่เบื้องหลังท่าน...”“ไม่เป็นอันใด ข้ารู้ดีอยู่แล้ว แต่แค่นั้นไม่ทำให้ท่านแม่ทัพเฉิงฆ่าข้าหรอก”“ท่านจะ... ท่านจะสังหารท่านแม่ทัพเฉิงจริงหรือ”“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้” ซีซวนตอบเสียงแผ่วแม้นางต้องการแก้แ
สุดท้ายบทสนทนาก็จบลงเมื่อเวยจางหมิ่นหัวเราะอย่างจำยอมใจในที่สุด แต่นัยน์ตาเขาไม่แสดงความยอมแพ้แม้แต่น้อย อาจเพราะยังมีเวลามากโข และต้องกำจัดเสี้ยมหนามทั้งหมดให้หายไปสิ้นเสียก่อน เขาถึงจะสามารถได้ในสิ่งที่ต้องการได้ อีกทั้งหากเขาต้องการสิ่งใด มีหรือที่เขาจะยอมแพ้เมื่อรถม้ามาหยุดหน้าเรือนไม้ที่เกือบผุพังหลังหนึ่ง ซีซวนหลังลงจากรถม้าแล้ว นางรอให้อาฟู่หยิบของที่จัดเตรียมมาอย่างดี เพื่อมอบให้แก่คนที่นางมาเยี่ยมเยือน ส่วนหว่างมู่นั้นจัดการเดินตรวจตราสังเกตทั่วบริเวณ ก่อนกลับมารายงานนายสาว“รอบข้างปลอดภัยดี ท่านจะให้ข้ากับอาฟู่เข้าไปแทนดีหรือไม่” หว่างมู่เอ่ยเสียงราบเรียบ ปรายตามองชายหนุ่มอีกคนที่ยืนข้างกายนาง“ข้าไปเองน่าจะทำให้คนผู้นั้นคลายกังวลใจมากกว่า” ซีซวนเอ่ย แม้ใบหน้านางจะราบเรียบเพียงใด แต่แววตากลับทอประกายความกังวลทั้งสี่เดินเข้าไปภายเรือนไม้ แม้ภายนอกสภาพจะดูไม่ได้ยิ่งนัก แต่ภายในกลับสะอาดสะอ้าน ยังไม่ทันที่พวกนางจะสำรวจภายในตัวบ้าน หญิงสาวในชุดซอมซ่อผู้หนึ่งก้าวออกมาจากทางด้านหลัง ภายในมือของนางมีสำรับอาหารง่าย ๆ ที่สามารถหาได้ตามป่าเขา แม้ใบหน้าจ
เป็นเขาที่ประมาท หรือนายทหารที่เขาสอนมากับมือไร้ความสามารถกันแน่ เถ้าแก่ชรากับเสี่ยวเอ้อร์ท่าทางอ่อนแอถึงสามารถลูบคมเขาได้ เขาเดินไปนั่งยังตอไม้ใต้ร่มเงา พลางทำสมาธิและเตรียมใจให้พร้อมกับคำดูถูกจากเจ้านายตนเอง แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ตลอดก็ตามหลังจากที่ทหารสอดแนมกลับมารายงานให้เฉิงซีห่าวฟัง เขาไม่เพียงก่นด่านายทหารเท่านั้น แต่กลับหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง เขาวางรายงานลงบนโต๊ะ พลางถอนหายใจแล้วหยิบกระบี่ขึ้นมาลูบคม“เจ้าว่าการทำงานผิดพลาดภายใต้ธงข้า ต้องโดนเช่นไร” เฉิงซีห่าวเอ่ยเสียงเย็นนายทหารกลืนน้ำลายดังอึก พลางลอบมองเพื่อนทหารอีกคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ กัน “ผิดพลาดสถานเบาโบยโดยไม้พลองสิบที ผิดพลาดสถานกลางเฉือนปลายเนื้อหู ผิดในสถานหนักโดนเฉือนอวัยวะและขับออกจากกองทัพ”“ดี!” ซีห่าวเอ่ยเสียงเข้ม ก่อนเขวี้ยงกระบี่ปักไม่ห่างจากนายทหารที่ตอบโต้เขา “ถ้าเช่นนั้นจงไปแจ้งคนสะเพร่าเช่นไป๋หลิ่งหงถึงโทษนี้เสีย!”“ขอรับ!” นายทหารทั้งสองรีบก้มหน้ารับคำสั่งตัวสั่นเทายังไม่ทันที่ทั้งสองจะลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไปทำตามหน้าที่ เฉิงซีห่าวเรียกทั้งสองให
ไป๋หลิ่งหงเดินนำทหารกลุ่มเล็กเข้าไปภายในโรงเตี้ยม หลังจากที่ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ แม้ว่ามันจะเสี่ยงที่อาจถูกล่วงรู้ได้ก็ตาม แต่การปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดมือไป มันเสี่ยงมากกว่าที่เขาจะโดนเหยียดหยันได้“ยินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่าพวกนายท่านมีอะไรให้ช่วยหรือไม่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มรีบเดินมาต้อนรับพวกเขา พลางเผยยิ้มแผล่ที่ยังไม่เชี่ยวชาญเท่าเถ้าแก่นักไป๋หลิ่งหงกวาดสายตามองทั่วบริเวณกลับพบเพียงความว่างเปล่า แม้แต่รถม้าที่ก่อนหน้าจอดอยู่ข้างนอกก็ไร้ซึ่งวี่แววเสียแล้ว “ก่อนหน้านี้มีแม่นางที่งดงามสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะผู้หนึ่ง กับผู้ติดตามราว ๆ สามคนเข้ามาที่แห่งนี้ใช่หรือไม่”เสี่ยวเอ้อร์ซ่อนแววตาตกใจโดยฉับพลัน ก่อนหันไปมองทางเถ้าแก่ที่นั่งประจำอยู่ เขาไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานนัก เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะเสียงใส พลางเอ่ยขึ้น “โรงเตี้ยมแห่งนี้เป็นจุดแวะพักของนักเดินทางมากหน้าหลายตา จนแม้แต่ข้าน้อยก็จำได้ไม่หวาดไม่ไหว เกรงว่าคุณหนูที่ท่านหมายถึงข้าเองก็คงจำไม่ได้เช่นกันขอรับ”ไป๋หลิ่งหงหัวเราะในลำคอ พลางชักกระบี่ที่แวววาวขึ้นมาส่วนหนึ่ง “ถ้าเจ้าเห็นสิ่งนี้แล้วยั
จนเมื่อรถม้าพาทั้งสี่มาถึงโรงเตี้ยมข้างทาง จางหมิ่นรีบลงจากรถม้าก่อนยื่นฝ่ามือหนาให้ซีซวนกุม เพียงแต่หญิงสาวแค่มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ แล้วเดินลงรถม้าด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจเขาที่เริ่มเบ้ปากภายในโรงเตี้ยมที่ประดับประดาอย่างเรียบง่าย เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งรีบออกมาต้อนรับนักเดินทางที่ดูมีเงินทั้งสี่ เขาผายมือไปยังที่โต๊ะที่วิวดีที่สุด แต่ซีซวนกลับเลือกนั่งในมุมอับสายตาเวยจางหมิ่นนั่งตรงข้ามกับหญิงสาวพลางจ้องมองใบหน้างามอันเยือกเย็น นางกระซิบบางอย่างกับอาฟู่ แล้วหันไปมองหว่างมู่ที่มานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาอาฟู่รีบไปจัดการทำตามที่นายสาวสั่ง ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อหลังจากที่บ่าวสาวหายไป ชายชราที่แต่งตัวดูดีที่สุดในบรรดาเสี่ยวเอ้อร์ทั้งหลาย รีบเดินเข้ามาพร้อมท่าทางอันนอบน้อม“มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับคุณหนู” เถ้าแก่กล่าวพลางส่งยิ้มการค้าให้กับอีกฝ่ายความเป็นเจ้าของโรงเตี้ยมเช่นเดียวกัน ทำให้ซีซวนไม่หลงกลในรอยยิ้มพิมพ์ใจนั่น ถึงกระนั้นนางก็รู้ดีว่าต้องใช้สิ่งใด เพื่อให้อีกฝ่ายยอมทำตาม ซีซวนหยิบถุงเงินขนาดเล็กที่ปักด้วยริ้นทองออกมาวางไว้บนโต๊ะ พลางมอบรอยยิ้ม
ซินซีซวนเดินออกมาพร้อมกับเวยจางหมิ่น หว่างมู่เมื่อเห็นเช่นนั้นรีบชักกระบี่ออกมาหมายจะปลิดชีพชายหนุ่มอีกคน แต่หญิงสาวเพียงแค่ยกมือห้ามปรามเท่านั้น พลางส่งสัญญาณทางสายตาที่มีแค่พวกนางเท่านั้นจะเข้าใจ ซีซวนเดินนำหน้าชายหนุ่มทั้งสองเพื่อกลับขึ้นรถม้า พลางสบถด่าความสะดวกสบายที่มลหายไปสิ้นไป๋หลิ่งหงเห็นคนที่นึกถึงออกมาพร้อมกับสาวงาม มวนอารมณ์แทบพุ่งสูงเสียจนปวดศีรษะ เขาส่งเสียงในลำคอพลางยกมือกุมหน้าผากมน ยิ่งเมื่อนึกถึงคำดูแคลนที่อาจได้รับจากท่านแม่ทัพเฉิง เขายิ่งขยาดนัก แต่สุดท้ายทำได้เพียงสั่งลูกน้องให้รายงานไป โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ห้อตะบึงมาด้วยตนเองเขาลอบมองรถม้าที่เริ่มเคลื่อนตัวออกไปจากวัดอย่างช้าๆ ก่อนรีบขึ้นควบม้าแล้วตามออกไป แม้การทิ้งระยะห่างอาจมีโอกาสที่พลัดหลงกันได้ แต่ก็ยังดีกว่าให้แม่นางซินและศัตรูผู้หูตาไวรู้ตัวทันภายในรถม้าที่เงียบเชียบ แต่บรรยากาศกลับชวนน่าสะอิดสะเอียนสำหรับซีซวน อาจเพราะรอยยิ้มหวานที่ถูกปั้นแต่งจากชายในอาภรณ์ขาวสว่าง มันสร้างมลพิษทางสายตาให้กับหญิงสาวก็เป็นได้ ถึงกระนั้นนางที่ตกลงทำกิจการร่วมกันกับเขาแล้ว จึงจำใจต้องพูดแผนการต่อเ







