Masukชลาธิปเดินจูงมือน้องสาวร่วมบ้านไปจนถึงจุดที่รถยนต์จอดรออยู่ พี่เลี้ยงของเด็กทั้งสองคนเมื่อเห็น เด็กหญิงอยู่ในสภาพไม่น่าดูนักก็รีบลงจากรถเข้ามาดูแล
“คุณอันเป็นอะไรคะ ทำไมเสื้อผ้าถึงเลอะเทอะมอมแมมแบบนี้” ดาวใจรีบหยิบกระดาษทิชชูเปียกออกมาเช็ดเสื้อผ้าให้กับเด็กหญิง
เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นันท์ลินีไม่อยากตอบคำถาม ผู้เป็นน้องจึงสะกิดให้เด็กหนุ่มเป็นคนตอบ
“ล้มน่ะครับ สะดุดก้อนหินล้มเลยมอมแมมไปหน่อย” เขารู้ว่านันท์ลินีคงไม่อยากพูดความจริง จึงไม่ได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้พี่เลี้ยงและคนขับรถรับรู้
“เป็นแบบนั้นเหรอคะ” ดาวใจยังไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ชลาธิปพูดนัก
“ค่ะ อย่างที่น้ำบอก” นันท์ลินีเออออไปกับอีกฝ่าย
โชคดีที่เขาหัวไว คิดเรื่องโกหกออกมาได้แนบเนียน และยิ่งออกมาจากปากของเด็กหนุ่มคนนี้ใคร ๆ ก็พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดหมด
เมื่อเห็นว่าดาวใจเชื่อในสิ่งที่เขาพูด ชลาธิปจึงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เด็กหนุ่มจึงเดินไปขึ้นรถฝั่งที่ตัวเองนั่งประจำ
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกมาจากจุดจอดรถไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเด็กทั้งสองคนมาช้าไปราว 20 นาที นั่นก็เพียงพอจะทำให้ ทั้งหมดติดแหงกอยู่บนท้องถนนของเมืองหลวง
นันท์ลินีไม่คิดว่าชลาธิปกับเพื่อนจะมาช่วยเหลือ ทั้งที่เมื่อก่อนเธอกลั่นแกล้งเขาแทบเป็นแทบตาย เด็กหญิงเปิดสมุดเรียนของตนเอง ก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงไป
‘ขอบคุณ’ นันท์ลินีเขียนเสร็จแล้ว แต่ลังเลว่าควรจะส่งให้กับพี่ชายร่วมบ้านคนนี้หรือเปล่า และดูเหมือนว่าชลาธิปจะรับรู้ความรู้สึก
เพราะรู้สึกว่าน้องสาวร่วมบ้านกำลังทำตัวแปลก ๆ อีกทั้งยังหันมาทางเขาอยู่บ่อย ๆ เด็กหนุ่มจึงหันไปดูว่าเธอกำลังทำอะไร เด็กหญิงในชุดนักเรียนโรงเรียนเอกชน กำลังนั่งก้มหน้าจดอะไรบางอย่างยุกยิกอยู่ในสมุด แสงอาทิตย์สุดท้ายก่อนจะลับขอบฟ้าสาดส่องเข้ามาภายในรถ ทำให้นันท์ลินีดูน่ารักอย่างแปลกประหลาด ถ้ายายเด็กคนนี้ไม่ใช่ยายตัวแสบ ในสายตาของเขา เธอก็นับว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักมาก ๆ คนหนึ่ง
จู่ ๆ ก็นึกอยากรู้ว่าน้องสาวร่วมบ้านคนนี้กำลังเขียนอะไร เด็กหนุ่มจึงยืดตัวขึ้นไปดู ถึงได้เห็นข้อความสั้น ๆ ที่เธอเขียน
‘ขอบคุณ’
ขอบคุณงั้นเหรอยายเด็กนี่ คิดจะขอบคุณเขางั้นเหรอ
“เขียนวันที่ไว้ด้วย แล้วก็เขียนกำกับเอาไว้ด้วยว่า นี่เป็นการขอบคุณครั้งแรกของอัน” ชลาธิปพูดลอย ๆ
“น้ำ!! ทำไมถึงมาอ่านของของคนอื่นแบบนี้” นันท์ลินีโกรธที่ถูกจับได้
“ก็นั่นจะเขียนให้พี่ไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มกอดอกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเห็นว่ายายตัวแสบกำลังเขินจนหน้าแดง
“ปะ..เปล่าสักหน่อย” นันท์ลินีตะกุกตะกักพูดได้ไม่เป็นภาษา
ก่อนที่สุดท้ายเด็กหนุ่มจะคว้าสมุดของนันท์ลินีไปจากมือของเธอ
“ลายมือสวยดีนี่ ตอนเด็ก ๆ ไม่เห็นลายมือสวยแบบนี้เลย” เด็กหนุ่มถือวิสาสะเปิดสมุดเรียนของเด็กหญิง การบ้านหรืองานที่อยู่ด้านในถูกเขียนออกมาได้เป็นระเบียบ มีการระบายสีสวยงามตามแบบที่เธอชอบ เห็นแล้วคิดถึงตอนเด็ก ๆ “ตอนเด็ก ๆ ลายมืออันน่ะเป็นไส้เดือนเลย”
พูดจบเขาก็ฉีกกระดาษสมุดหน้าที่เธอเขียนคำว่าขอบคุณ และจับมันพับยัดใส่กระเป๋าเสื้อนักเรียนของตัวเอง
“น้ำ มาฉีกสมุดของคนอื่นได้ยังไง” นันท์ลินีโวยวาย เด็กหญิงทุบไหล่พี่ชายร่วมบ้านไปหนึ่งที “แล้วนั่นเอาไปทำไม มันเป็นกระดาษของอันนะ”
“ก็เขียนไอ้นี่ให้พี่ไม่ใช่เหรอ”
“เปล่า เพ้อเจ้อละ ไม่ได้เขียนให้น้ำสักหน่อย...” นันท์ลินีหน้าแดงก่อนจะรีบเฉไฉไปเรื่องอื่น “ตั้งใจ...เขียนให้เพื่อนน้ำต่างหาก”
ได้ยินสิ่งที่นันท์ลินีพูดออกมาจากปาก มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดอย่างแปลกประหลาด คนที่ช่วยเธอเอาไว้คือเขาต่างหาก ไอ้หมอนั่นมันมาทีหลังจะไปขอบคุณอะไรเพื่อนของเขากัน
“งั้นเหรอ!” พูดจบเขาก็หยิบกระดาษแผ่นที่ฉีกออกมาเมื่อครู่ส่งคืนให้กับเธอ “เอาคืนไป แล้วก็ไปให้มันเอง” น้ำเสียงของชลาธิปชัดเจนว่ากำลังงอน
“น้ำ” เด็กหญิงเดาทางเขาไม่ถูก ไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกยังไง อันที่จริงก็ตั้งใจจะให้เขานั่นแหละ แต่เป็นเธอที่ปากแข็งไม่ยอมบอกกับเขาไปตามตรง
ก็ในอดีตเธอน่ะทำนิสัยแย่กับเขาจะตายไป ถ้าจู่ ๆ มาพูดขอบคุณกันตอนนี้ก็ดูเสียฟอร์มไปหน่อย
ทั้งดาวใจและเฉิดชายผู้ที่เป็นคนขับรถ เป็นผู้ที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อนมองจากมุมของผู้ใหญ่ ใครก็รู้ว่าเด็กหนุ่มที่โตกว่ากำลังงอน
รถแล่นเข้าสู่ตัวบ้านหลังใหญ่อีกครั้ง ทันทีที่รถจอดเด็กหญิงก็รีบมุ่งหน้ากลับเข้าบ้านในทันที เพราะเธอไม่อยากให้ผู้เป็นบิดาและมารดารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ร่างเล็กคิดว่าการไม่บอกกับผู้ใหญ่น่าจะดีกว่า จึงรีบวิ่งกลับขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และนันท์ลินีมั่นใจว่าอย่างไรชลาธิปก็คงไม่บอกความจริงด้วยเช่นกัน
มื้ออาหารเย็นผ่านไปแล้วเด็กหญิงนั่งอ่านข้อความในกระดาษที่ชลาธิปส่งคืนมาให้เธอ ซ้ำไปซ้ำมา อย่างไรคำขอบคุณนี้เธอก็ตั้งใจจะมอบให้กับเขา เธอนึกถึงคำพูดของเด็กหนุ่มเรื่องที่เขาบอกให้เขียนวันที่กำกับลงไปในกระดาษ มันเป็นอย่างที่เขาพูดจริง ๆ นั่นแหละ ว่านี่เป็นการขอบคุณครั้งแรกของเธอ ตั้งแต่เขาถูกบิดาและมารดาของเธอพามาอยู่ด้วย ซึ่งเธอไม่เคยพูดดีกับเขาเลยสักคำ
ทั้งที่เธอทำร้ายเขาขนาดนั้นแต่ในช่วงเวลาที่เธอกำลังอยู่ในอันตราย เขาก็เป็นคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธอเอาไว้ คนตัวเล็กลุกขึ้นเปิดกระเป๋าใส่เครื่องเขียนก่อนจะลงมือตกแต่งกระดาษที่เขียนข้อความนั้นเป็นอย่างดี
นันท์ลินีค่อย ๆ ย่องไปที่ห้องนอนของเด็กหนุ่มรุ่นพี่ รอให้เขาออกจากห้องไปเธอจึงรีบพุ่งตัวเอากระดาษแผ่นนั้นไปวางไว้บนเตียงนอนและรีบพุ่งตัวกลับออกไปทันที
“เข้าแล้วมาทำไมไม่พูดอะไร” นันท์ลินีหน้ามุ่ย“ถ้าบอกก็ไม่ได้ยินที่บอกว่าพี่น่ารักสิ” ชลาธิปเอียงคอ“แล้วชอบไหมที่อันบอกว่าน้ำน่ารัก” ในเมื่อเขาได้ยินทั้งหมดแล้ว นันท์ลินีก็เปิดเกมรุกทันที คนตัวเล็กเดินไปเผชิญหน้ากับเขาชายหนุ่มถอยหลังไปเล็กน้อย ตั้งใจว่าจะเป็นฝ่ายแกล้งเธอแท้ ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถูกเธอแกล้งกลับทุกครั้ง“กะ....ก็ชอบ” ชลาธิปพูดตะกุกตะกัก ยิ่งเธอขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองหายใจได้อย่างยากลำบาก“ชอบจริงง่ะ” คนตัวเล็กเอียงคออย่างน่ารักชลาธิปกลัวว่าตัวเองจะต้านทานเสน่ห์ของเธอไม่ได้ เลยรีบ ๆ ยื่นดอกไม้กับขนมให้เธอ“ช็อกโกแลตยาสีฟัน กับดอกไม้ ไปละ”“ช็อกโกแลตไส้มินต์ไม่ใช่ยาสีฟัน” เธออ้าปากจะเถียงกลับแต่เขาก็เดินดุ่ม ๆ หายออกไปจากห้องแล้วชิ เขาเขินเธอจนหูแดงหน้าแดง และก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ทุกครั้งที่เขาเขินชลาธิปจะเดินหนีเธอทุกครั้ง นันท์ลินียิ้มให้กับความน่ารัก
ช้องนางเห็นข่าวแล้วก็ตั้งใจเอามารายงานให้กับเจ้านายของตนเองทราบ เพื่อให้เขารู้สึกแย่กับนันท์ลินีให้มากที่สุด ช่วงหลังเธอพยายามเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวใหม่ ไม่ได้ใส่แว่นตาหนาเตอะเหมือนอย่างเดิม อยากให้เขาชื่นชมเธอบ้าง แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่สนใจเธออยู่ดี“ข่าวของคุณอันอีกแล้วนะคะ คุณน้ำอยากให้ช้องทำอะไรไหมคะ”ชลาธิปเงยหน้าขึ้นไปมองช้องนาง สายตาที่เธอมองมาที่เขามันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแปลก ๆ“เห็นแล้วครับ ผู้จัดการเธอคุยเรื่องนี้กับผมแล้ว และบอกให้ผมไม่ต้องทำอะไรอีก เดี๋ยวทางนั้นจะจัดการเอง” เขาพูดและก้มหน้าทำงานต่อ“แสดงว่าครั้งนี้ก็เป็นเรื่องจริงเหรอคะ แสดงว่าคงมีการทำร้ายคุณแก้วตาจริง ๆ เธอถึงได้โพสต์อะไรแบบนั้นออกมา ไหนจะเพื่อนสมัยเรียนอีก ช้องไม่คิดเลยนะคะว่าคุณอันจะนิสัยแย่ขนาดนี้” ช้องนางพูดพล่ามปั้ง!! ชลาธิปปิดแฟ้มเสียงดัง“คุณช้อง ผมว่าเราต้องคุยเรื่องนี
กระแสข่าวของนันท์ลินีดีขึ้นเรื่อย ๆ จงสุขส่งข้อความไปถามอยู่หลายครั้งว่ายายน้องของเธอคิดอยากจะกลับไปทำงานหรือยัง แต่นักแสดงสาวคิดว่าตัวเองทำงานมาหนักพอสมควร ยังอยากพักอีกสักหน่อยเลยให้ผู้จัดการปฏิเสธงานไปก่อน ก็ในเมื่อในอดีตเธอยังเคยถูกพวกเขาปฏิเสธเลย ทำไมเธอถึงจะทำแบบนั้นบ้างไม่ได้มีแค่เพียงสองงานที่นันท์ลินีรับปากและเป็นผู้ร้องขอไปออกรายการ นั่นก็คือชาแนลของยูทูบเบอร์ที่เกี่ยวกับของเล่นกล่องสุ่มและชาแนลแต่งหน้าของพี่เกรซ เรียกว่าเป็นงานที่เธอทำเอาสนุกและไม่ได้เรียกร้องขอค่าตัวจากอีกฝ่ายแต่พอผ่านไปได้ไม่กี่วันดนิตาก็สร้างเรื่องขึ้นอีกแล้ว“เวรกรรมมีจริงที่ไหน ถ้าเวรกรรมมีจริงทำไมคนบางคนถึงยังได้ดี” “ใครที่ทำอะไรเอาไว้เชื่อว่าสักวันหนึ่งจะได้รับผลของการกระทำ” “พวกที่บูลลี่คนอื่นทำไมยังมีที่ยืนในสังคม” จงสุขบีบมือแน่นเมื่อเห็นสตอรี่นั้น แม่คนนั้นตั้งใจจะให้เธ
กว่าจงสุขจะได้เข้าบริษัทก็เป็นเวลาคล้อยบ่ายไปแล้ว ผู้จัดการสาวยิ้มหน้าบานเข้ามาในบริษัทและเดินเข้ามาพร้อมกับป้อมรัก ที่ยังคงใส่เสื้อผ้าชุดเมื่อวาน เพราะเมื่อคืนเขาไม่ได้กลับบ้านพอซักแห้งที่ห้องของจงสุขเสร็จแล้วก็ต้องใส่ตัวเดิมกลับมาพบพานเห็นถึงความผิดปกติ หญิงสาวหรี่ตาดูคนทั้งคู่ด้วยความสงสัย“สองคนนี้ทำไมมาด้วยกัน” เธอยิ้มร้ายและมองทั้งคู่อย่างจับผิดทั้งจงสุขและป้อมรักมองหน้ากันแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรจากนั้นก็เดินแยกกันไปทำงานคนละทิศคนละทาง พบพานยิ้มอย่างรู้ทันเห็นแค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่กระแสข่าวของนันท์ลินีที่เป็นไปในทิศทางบวกทำเอาจงสุขหน้าบาน ไม่คิดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมจะมาถึงรวดเร็วขนาดนี้ ผู้จัดการสาวกดโทรศัพท์โทรหาเกรซที่ตอนนี้ไม่ได้ทำงานกองถ่ายแล้ว ช่างแต่งหน้าที่เคยเป็นแค่ตัวแถมของกองถ่าย แค่ในระยะเวลาไม่กี่เดือนตอนนี้กลายเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ช่างแต่งหน้าชื่อดังที่มีผู้ติดตามในบัญชีโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกรซรับโทรศัพท์ของเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันมานานหลา
เพราะนักข่าวรุมทำข่าวจนทั้งสองคนเกือบออกจากสถานีตำรวจไม่ได้ คำถามมากมายถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น แสงแฟลชรัว ๆ ระยิบระยับจนพื้นที่ตรงนั้นสว่างโร่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นท่าไม่ดีเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย จึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยป้องกันฝูงนักข่าว และพาคนทั้งสองไปส่งขึ้นรถพอไม่ได้ข่าวจากนักแสดงสาวนักข่าวก็เซ็งไปตาม ๆ กันกระทั่งมีน้องนักศึกษาและคนขับแท็กซี่เดินออกมา ทั้งหมดที่ไม่รู้จักวิธีการรับมือกับสื่อ ความตื่นเต้น ความประหม่าและทำอะไรไม่ถูก จึงหลุดเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้สื่อฟังเมื่อหลุดออกมาจากดงนักข่าวได้ทั้งสองก็รีบมุ่งหน้ากลับบ้านทันที“ทีหลังจะไปที่ไหนก็บอกกันก่อน” ชลาธิปพูดกับเธอตอนขึ้นรถมาแล้ว“บอกแล้วจะให้ไปหรือเปล่า”“ก็ถ้าบอก ยังไงก็ให้ไปอยู่แล้ว ขอแค่ให้รู้เอาไว้ว่าอันอยู่ไหน” ขึ้นรถมาได้สักพัก นันท์ลินีเพิ่งสังเกตว่าไม่ใช่รถคันเดิมที่เขาเคยขับ “ไม่งั้นจะซื้อแอร์แท็กให้เอาไว้ห้อยคอแล้วนะ” ชลาธิปบ่น ๆ ไม่หยุด&
นันท์ลินีหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ ตอนช่วงเย็นที่ดาวใจขึ้นไปเรียกให้คุณหนูของตนเองลงมารับประทานอาหารเย็นจึงได้รู้ว่าเธอหายตัวไป ผู้เป็นพี่เลี้ยงพยายามโทรติดต่อนักแสดงสาว แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมรับโทรศัพท์ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจโทรหาชลาธิปเพื่อบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้เขาฟัง อย่างน้อยเขาก็เป็นคนเดียวที่สามารถช่วยเหลือเธอได้ในตอนนี้ชลาธิปเลิกงานในช่วงหัวค่ำ ยังไม่อยากกลับบ้านเร็วจนเกินไปเพราะไม่อยากต้องไปเผชิญหน้ากับเธอ และกลัวว่าสุดท้ายจะอดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งทะเลาะกัน ชายหนุ่มเริ่มคิดถึงการแยกบ้านสักที อย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้ว ก็ต้องคืนมันให้กับเธอที่เป็นเจ้าของที่แท้จริงหลังจากที่นันท์ลินีถูกสองผัวเมียมหาประลัยเข้ามาทำร้ายถึงในบ้าน ชลาธิปก็ไปลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานเอาไว้แล้ว เพื่อที่ในอนาคตนันท์ลินีอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้ เขาแอบรู้สึกภูมิใจกับเธอนิด ๆ ที่ใจแข็งเด็ดขาดและไม่ได้ให้เงินคนพวกนั้นไป ส่วนเขาเองก็ยื่นโนติสให้กับสองคนผัวเมีย ถ้ายังไม่เลิกมายุ่งกับนันท์ลินีและอาณาจัก







