Mag-log inเช้าวันถัดมา ถนนใหญ่หน้าจวนตระกูลมู่หรงยังคงคึกคักเช่นทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง บางคนกำลังต้มน้ำชา บางคนกำลังยกเข่งผักสดลงจากเกวียน บ่าวรับใช้จากจวนขุนนางใกล้เคียงเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย เสียงล้อเกวียนบดถนนหินดัง ครืดคราดสลับกับเสียงตะโกนเรียกลูกค้า
กลิ่นขนมอบร้อน ๆ จากร้านริมถนนลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องหอม ทำให้ถนนสายนี้มีชีวิตชีวาตามแบบนครฉางอันที่ไม่เคยหลับใหล
ทว่าไม่นาน รถม้าคันหนึ่งก็มาหยุดลงหน้าประตูใหญ่ของจวนมู่หรง เสียงล้อรถที่หยุดกะทันหันทำให้คนแถวนั้นหันมองโดยพร้อมเพรียง ผ้าม่านรถม้าถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ก่อนที่หญิงสาวผู้หนึ่งจะก้าวลงมา
ลู่เจาเจาสวมชุดเรียบสีฟ้าอ่อน เสื้อคลุมยาวปลิวเล็กน้อยตามลมเช้า ใบหน้าของหญิงสาวสงบนิ่ง ท่าทางเรียบร้อยตามแบบบุตรีตระกูลใหญ่ แต่แววตาของนางกลับเย็นชาจนผู้คนที่เห็นรู้สึกได้โดยไม่ต้องเอ่ย คำใด
ในมือของนางถือกล่องไม้เล็ก ๆ กล่องหนึ่ง แน่นอนว่าย่อมเป็นกล่องของหมั้นของนางกับมู่หรงเยี่ย
ลู่เจาเจาเดินตรงไปยังประตูใหญ่ของจวนมู่หรง จากนั้นยกมือขึ้นจบห่วงทองเหลืองเคาะประตูไม้หนาหนักอย่างไม่รีบร้อน
กึก กึก
ไม่นาน ประตูด้านหนึ่งก็เปิดออก คนเฝ้าประตูโผล่หน้ามามอง เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่คือหญิงสาวที่กำลังจะเป็นว่าที่สะใภ้ของจวน เขาก็รีบก้มคำนับทันที ท่าทางเขาดูตกใจเล็กน้อย
“คุณหนูใหญ่ลู่ เหตุใดท่านจึงมาที่นี่แต่เช้าเช่นนี้ขอรับ”
ลู่เจาเจาตอบเพียงสั้น ๆ “ข้ามีเรื่องต้องพบใต้เท้ามู่หรง”
คนเฝ้าประตูรีบกล่าว “เช่นนั้นเชิญท่านเข้าไปด้านในก่อนเถิดขอรับ”
แต่ลู่เจาเจาส่ายหน้าอย่างสงบ “ไม่จำเป็น ข้าจะรออยู่ตรงนี้ เจ้าไปแจ้งพ่อบ้านของจวนเถิด”
คนเฝ้าประตูไม่กล้าถามอะไรอีก รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันที ไม่นานนัก พ่อบ้านใหญ่ของจวนมู่หรงก็รีบเดินออกมา
เขาเป็นชายวัยห้าสิบกว่า ใบหน้าสุภาพแต่แฝงความเฉียบคม เมื่อเห็นลู่เจาเจา เขารีบยกมือคำนับทันที
“คุณหนูใหญ่ลู่ เหตุใดท่านจึงไม่เข้าไปด้านในเล่าขอรับ ใต้เท้าและฮูหยินย่อมยินดีต้อนรับท่านเสมอ”
ลู่เจาเจายิ้มบาง แต่รอยยิ้มนั้นเย็นชาจนพ่อบ้านรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนนางกล่าวช้า ๆ
“บอกไปแล้วว่าไม่จำเป็น ข้าเพียงต้องการพบใต้เท้ามู่หรงที่หน้าจวนเท่านั้น”
พ่อบ้านชะงักไปเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าของนางแล้วก็ไม่กล้าซักถามมาก รีบหันกลับเข้าไปในจวนอีกครั้ง
ไม่นาน ประตูใหญ่ของจวนมู่หรงก็เปิดออกอีกครั้ง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาอย่างสง่างาม เขาคือ มู่หรงเซียว เสนาบดีแห่งกรมกลาโหม
ข้างกายเขามีฮูหยินมู่หรงยืนอยู่ และด้านหลังยังมีบุตรชายอีกสองคนกับสะใภ้ของตระกูล รวมถึงบ่าวรับใช้จำนวนไม่น้อยที่ตามออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น มู่หรงเซียวก้าวมาหยุดตรงหน้าประตูจวน สายตามองลู่เจาเจาอย่างสงสัย
“เจาเอ๋อ เหตุใดเจ้าจึงมาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้ แถมยังไม่ยอมเข้าจวนอีก”
น้ำเสียงของเขายังสุภาพ เพราะเขาเกรงใจลู่เผยจ้าว ท่านปู่ของนางอยู่หลายส่วน ถึงอีกฝ่ายจะเป็นแค่บุตรสาวนายอำเภอเล็ก แต่ฐานะของสกุลลู่นับว่าร่ำรวย อาจร่ำรวยกว่าตระกูลมู่หรงของเขาด้วยซ้ำ สะใภ้คนนี้ใต้เท้ามู่หรงจึงพึงใจนัก
ลู่เจาเจาไม่ตอบทันที สายตาของนางกวาดมองผู้คนที่ยืนอยู่หน้าจวน ยิ่งเห็นว่ามีคนมากเพียงใด รอยยิ้มบางบนริมฝีปากของนางก็ยิ่งเย็นลง
ดีมาก!
ยิ่งคนมากเท่าใด…ก็ยิ่งดี
หญิงสาวยกกล่องไม้ในมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงเปิดฝาออก ภายในกล่องคือปิ่นหยกสีอำพันใส ปิ่นหยกน้ำผึ้งของหมั้นที่มู่หรงเยี่ยมอบให้นางเมื่อครึ่งปีก่อน ลู่เจาเจาหยิบปิ่นนั้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ
ผู้คนที่ยืนดูเริ่มกระซิบกันทันทีหลังเห็นว่าเป็นของหมั้นหมาย ฮูหยินมู่หรงขมวดคิ้วใจคอเริ่มไม่ดี “เจาเอ๋อ เจ้ากำลังจะทำสิ่งใด”
ลู่เจาเจายิ้มเย็น “ข้ามาคืนของหมั้น”
คำพูดนั้นทำให้มู่หรงเซียวขมวดคิ้วทันที แต่ก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร ลู่เจาเจาก็ออกแรงหักปิ่นหยกในมือทันที
กร๊อบ!
เสียงหยกแตกดังชัดเจนท่ามกลางสายตาของคนในตระกูลมู่หรงและชาวบ้านนับร้อยชีวิต
ปิ่นหยกน้ำผึ้งหักออกเป็นสองท่อนในมือของนาง เสียงอุทานดังขึ้นจากผู้คนรอบข้าง ฮูหยินมู่หรงหน้าซีดทันที มู่หรงเซียวเองก็สีหน้าเปลี่ยนไป
แต่ลู่เจาเจาไม่สนใจ นางโยนเศษหยกลงบนพื้นหน้าประตูจวน จากนั้นจึงกล่าวเสียงดังชัดเจน
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…”
เสียงของลู่เจาเจาไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนจนผู้คนทั้งถนนได้ยินทุกคำ นางยืนตัวตรงอยู่หน้าประตูจวนมู่หรง สายตานิ่งเย็นราวกับน้ำแข็ง ก่อนจะเงยหน้ามองตรงไปยังมู่หรงเซียว เสนาบดีกรมกลาโหมแห่งราชสำนัก ผู้ซึ่งยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าจวนด้วยสีหน้าแข็งกร้าว
“สัญญาหมั้นหมายระหว่างข้ากับคุณชายสามมู่หรง…”
หญิงสาวหยุดเล็กน้อย ราวกับจงใจปล่อยให้คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศ
“…ขาดจากกันแล้ว”
ลู่เจาเจายกมือขึ้นช้า ๆ แล้วชี้ไปยังเศษหยกที่แตกกระจายอยู่บนพื้นหินหน้าประตูจวน แสงแดดยามเช้าตกกระทบเศษหยกจนเกิดประกายวาววับ
“ดังเช่นปิ่นหยกนี้”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนเหล็กที่ฟาดลงบนหน้าตาของตระกูลมู่หรงต่อหน้าผู้คนทั้งถนน ทำให้ถนนทั้งสายเงียบงัน
เสียงพ่อค้าตะโกนขายของเมื่อครู่หยุดลงโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ลมเช้าที่พัดผ่านก็เหมือนจะเบาลง ผู้คนจำนวนมากเริ่มกระซิบกระซาบกันทันที
“สวรรค์…”
“นางหักปิ่นหมั้นจริง ๆ ต่อหน้าท่านเสนาบดีเลยหรือ”
“นี่มันเรื่องใหญ่แล้ว…”
บนขั้นบันไดหน้าจวน ใบหน้าของมู่หรงเซียวเปลี่ยนสีทันที เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ อย่างเห็นได้ชัด มือที่ถือแขนเสื้อไว้กำแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด
ข้างกายเขา ฮูหยินมู่หรงเองก็โกรธจนตัวสั่น นางก้าวขึ้นมาข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องลู่เจาเจาอย่างกับจะเผาให้ไหม้ก่อนนางจะตวาดเสียงแหลมขึ้นทันที
“ลู่เจาเจา! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาทำเรื่องอัปยศเช่นนี้หน้าจวน มู่หรง!”
แต่นางยังไม่ทันพูดต่อ ลู่เจาเจาก็ปิดฝากล่องไม้ในมืออย่างสงบ เสียงของฝากล่องดังขึ้นไม่มากแต่กลับทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด
หญิงสาวไม่ได้ตอบโต้ ไม่ได้โต้เถียง นางเพียงยกสายตามองพวกเขาอีกครั้ง สายตานั้นสงบนิ่ง แต่เย็นชานัก
เย็นเสียจนทำให้ฮูหยินมู่หรงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นลู่เจาเจาก็หมุนตัวอย่างเรียบร้อย เสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนสะบัดเบา ๆ ตามแรงลมเช้า ก่อนที่นางจะก้าวขึ้นรถม้าอย่างไม่รีบร้อน
ไม่มีคำลาจาก และยิ่งไม่มีคำอธิบายใดเพิ่มเติม รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าจวนมู่หรงไปอย่างไม่รีบร้อน
เสียงล้อรถบดไปบนถนนหินดังครืดคราด ผู้คนทั้งถนนยังคงยืนมองตาม บางคนตกตะลึง บางคนตื่นเต้น บางคนรีบกระซิบส่งข่าวให้คนอื่นฟัง
เรื่องที่ว่าที่สะใภ้หักปิ่นหมั้นต่อหน้าท่านเสนาบดีกลาโหมกำลังจะกลายเป็นข่าวใหญ่ของนครฉางอันภายในไม่กี่ชั่วยามแน่นอน
เมื่อรถม้าคันนั้นหายลับไปจากสายตา บรรยากาศหน้าจวนมู่หรงก็เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น มู่หรงเซียวก็หันกลับมาอย่างช้า ๆ
ใบหน้าของเขามืดครึ้มราวกับเมฆฝน แววตาเต็มไปด้วยความโกรธที่กดเอาไว้แทบไม่อยู่
เขากำหมัดแน่น เสียงลมหายใจของเขาหนักขึ้น ในชีวิตราชการหลายสิบปีของเขา ไม่เคยมีใครกล้าหยามหน้าตระกูลมู่หรงต่อหน้าผู้คนเช่นนี้มาก่อน
“เว่ยจง!”
เสียงตวาดของเขาดังก้องหน้าประตูจวน บ่าวรับใช้หลายคนสะดุ้งแล้วรีบคุกเข่าคำนับทันที
“ขอรับ ใต้เท้า!”
มู่หรงเซียวจ้องพวกเขาอย่างเดือดดาล
“รีบไปตามคุณชายสามกลับจวนเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวจนบ่าวหลายคนหน้าซีด
“ขอรับ!”
ชายคนหนึ่งรีบวิ่งออกจากจวนทันที มู่หรงเซียวกัดฟันแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงต่ำที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“บอกเขาว่า...”
เขาหันไปมองเศษหยกที่แตกกระจายอยู่บนพื้นหน้าประตูจวน สายตาของเสนาบดีกลาโหมมืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม
“...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
จ้าวหลัวเฟยในวัยยี่สิบแปดปี ผ่านช่วงวัยคึกคะนองมาแล้ว ความหุนหันพลันแล่นในอดีตถูกหล่อหลอมด้วยเวลาและประสบการณ์จนเหลือเพียงความหนักแน่นมั่นคง อีกทั้งเขารอคอยมานานถึงเพียงนี้ จะให้รอเพิ่มอีกสักเล็กน้อยก็คงไม่ถึงกับขาดใจตาย ความรู้สึกที่เขาเก็บงำไว้ในใจ หากนับตามจริงก็ยาวนานถึงเจ็ดปีเต็ม เจ็ดปีของการเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เจ็ดปีของการไม่กล้าเอื้อมมือเข้าไปแตะต้อง เพราะกลัวว่าสิ่งที่เขารักจะหายไปเขาอดทนมาได้ตลอด ดังนั้นจะให้ทนต่ออีกเพียงวันสองวันก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่ว่าความอดทนที่สะสมมานาน ย่อมมีวันที่มันเอ่อล้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว“เจาเจา”“เพคะ”“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…เราเข้าหอเสียเลยเถอะ ข้าไม่ไหวจริง ๆ”“พี่เฟย!”น้ำเสียงตกใจปนขบขันของนางทำให้จ้าวหลัวเฟยอดยิ้มไม่ได้ เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนเองเล็กน้อย ราวกับรู้ตัวว่าพูดตรงเกินไป“ดุข้าด้วยเหตุใด พี่เฟยของเจ้าพูดจริงนะ ตั้งแต่รู้ว่าตนเองชอบเจ้า ตั้งแต่เจ้ามีอายุเพียงสิบสี่ปี จนได้เป็นคนรักและหมั้นหมายกัน ข้าไม่เคยแตะต้องสตรีอื่นเลย คิดดูเถิด…เจ็ดปีเชียวนะ เพราะข้าซื่อสัตย์ต่อเจ้าทั้งต่อหน้าและลับหลัง”คำพูดนั้นมิได้โอ้อวด หากแต่จริงใ
ตอนพิเศษหลังจากวันที่จ้าวหลัวเฟยขอลู่เจาเจาแต่งงาน ฤกษ์ยามมงคลก็ถูกเฟ้นหาอย่างพิถีพิถันโดยโหรหลวงและผู้รู้หลายฝ่าย จนในที่สุดก็ได้ฤกษ์ที่ดีที่สุดในอีกครึ่งปีต่อมา วันเวลาถูกกำหนดอย่างเหมาะสมทั้งฤกษ์ดาวและทิศทางลมฟ้า ราวกับสวรรค์เองก็รับรู้ถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนทั้งสองแม้ฐานะของจ้าวหลัวเฟยจะมั่งคั่ง ทั้งยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทางทหารไหนยังเป็นท่านชายสายเลือดสายตรงของเว่ยอ๋อง แต่เขากลับไม่เคยคิดบังคับให้ลู่เจาเจาหยุดทำในสิ่งที่นางรัก ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่หมอหญิงหลวง เจ้าของร้านยาสมุนไพรหลิงจิ่ว หรือแม้แต่งานประพันธ์ฉวนฉีที่นางทุ่มเทหัวใจ เขาล้วนสนับสนุนให้นางเดินหน้าต่อไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย“ขอเพียงเจ้ามีความสุข อยากทำสิ่งใดเจ้าก็ทำเถิด เจาเจา”สำหรับจ้าวหลัวเฟยแล้ว คำว่า ความสุขของนาง สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด หากลู่เจาเจามีความสุข เขาก็พร้อมเป็นแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ และเขาไม่เคยรู้สึกอายแม้แต่น้อยที่จะกล่าวกับผู้คนว่า คู่หมั้นของตนคือหมอหลวงผู้มีฝีมือ นางรักษาผู้คนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงคณิกาที่ถูกสังคมเหยียดหยาม หรือขอทานเร่ร่อนที่ไร้ผู้เหลียวแลมิห
ลู่เจาเจาเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่ขึ้น “หากท่านจริงใจ เจาเจาก็ยินดีเพคะ”จ้าวหลัวเฟยชะงักไป ราวกับไม่แน่ใจว่าตนได้ยินผิดหรือไม่“เจ้าหมายความว่า...?”“ก็หมายความอย่างที่พี่เฟยถามนั่นแหละเพคะ”หญิงสาวยิ้มบาง“เจาเจาให้โอกาสท่าน เป็นมากกว่าพี่ชาย”คำตอบนั้นชัดเจน หนักแน่น และไม่มีความลังเล โลกทั้งใบของจ้าวหลัวเฟยราวกับสว่างวาบในชั่วพริบตา ความยินดีเอ่อล้นจนเก็บไม่อยู่“เจ้า...เจ้าให้โอกาสข้าแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็...”“เพคะ”ลู่เจาเจาพยักหน้า “จากนี้พี่เฟยกับเจาเจา คือคนรักกัน”เพียงสิ้นคำ จ้าวหลัวเฟยก็ลุกพรวดขึ้นทันที“ท่านแม่! ท่านยาย! เจาเจาตอบตกลงแล้ว! นางยอมเป็นคนรักของข้าจ้าวหลัวเฟยแล้ว!”เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ หญิงสาวหน้าแดงจัด“ท่าน…!”นางทั้งอายทั้งขำ แต่หัวใจกลับอุ่นวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พายุที่เคยโหมกระหน่ำในชีวิตนางได้ผ่านพ้นไปแล้วฟ้าหลังฝน สดใสกว่าที่เคยเป็นหลังจากนั้น ลู่เจาเจาพักฟื้นอยู่ที่คฤหาสน์ไป๋จนร่างกายหายดีโดยสมบูรณ์ สุขภาพของนางค่อย ๆ ฟื้นคืน รอยยิ้มกลับมา แววตาที่เคยหม่นหมองกลับสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่นางต้องกลับไปทำงานที่สำนักหมอหลวง ไป๋เหล่าไ
ตอนที่ 34 || ตอนจบเพียงไม่กี่วันต่อมา ใต้เท้ามู่หรงเซียวก็ถูกเรียกตัวเข้าสอบสวนในคดีเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินกองทัพ ข่าวนี้สะเทือนไปทั่วราชสำนักของต้าหยวนอย่างรวดเร็ว ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆไม่นานนัก หมายจับก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มู่หรงเซียวถูกปลดจากตำแหน่ง ยึดทรัพย์ และนำตัวไปประหารโดยไม่มีข้อยกเว้นพี่ชายของมู่หรงเยี่ยอีกสองคนก็ไม่รอดพ้นชะตาเดียวกัน ถูกปลดและเนรเทศออกจากเมืองหลวงในทันทีตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่พังทลายลงภายในเวลาเพียงสิบกว่าวัน เร็วเสียจนผู้คนยังตั้งตัวไม่ทัน และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่มู่หรงเยี่ยจะถูกส่งตัวกลับถึงฉางอันเสียอีก กล่าวได้ว่า ต่อให้เขากลับไปถึงเมืองหลวง ก็ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีตระกูลให้พึ่งพิง เหลือเพียงหนทางเดียว กลายเป็นคนไร้ที่อยู่ ใช้ชีวิตอย่างขอทานเร่ร่อนอยู่ตามข้างถนนส่วนลู่เพ่ยหนิง เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะถูกขายเข้าหอคณิกา นางเลือกทางที่โหดร้ายกับตนเอง ยอมกินยาทำแท้งบุตรในครรภ์จากนั้นจึงยอมแต่งเป็นอนุภรรยาของพ่อค้าขายเนื้อเพื่อแลกกับการมีที่พึ่งพิง สกุลลู่และตระกูลจวงจึงตัดขาดจากนางโดยสิ้นเชิงไม่มีผู้ใดเหลียวแล ไม่มีผู้ใดยื่นมือช่วยสตรี
“เดิมทีข้าไม่คิดจะยุ่งกับเรื่องทุจริตของเสนาบดีมู่หรง แต่เป็นเพราะเจ้าไม่รู้จักพอ แต่งงานแล้วก็ไม่อยู่กับภรรยาที่เจ้าต้องรับผิดชอบ กลับมาวุ่นวายกับคนของข้า ซ้ำยังทำร้ายนางจนเกือบตาย”เสียงของเขาต่ำลงทุกคำ“ชีวิตเจ้าจึงมีจุดจบเช่นนี้ และสกุลมู่หรงของเจ้าก็เช่นกัน ข้าจ้าวหลัวเฟย ไม่คิดปล่อยไปแม้แต่คนเดียว”“ไม่นะ!” มู่หรงเยี่ยตะโกนเสียงแตกพร่า ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจจนแทบคลุ้มคลั่ง“พี่เฟย…”เสียงของลู่เจาเจาดังขึ้น นางก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนเอื้อมมือไปจับมือข้างที่ว่างของจ้าวหลัวเฟย บีบกระชับไม่หนักไม่เบา ทำให้สายตาเย็นเฉียบของเขาอ่อนลงทันที“ว่าอย่างไร” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด“เจาเจามิต้องการให้คนผู้นี้ตายเพคะ”เสียงของลู่เจาเจาไม่ได้ดังนัก แต่กลับหนักแน่นจนบรรยากาศในห้องคุมขังเย็นวาบลงในทันที“หือ?...”จ้าวหลัวเฟยเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมหันมองนางอย่างพิจารณา คล้ายต้องการแน่ใจว่าตนไม่ได้ฟังผิดลู่เจาเจายืนตัวตรง แม้ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่จากบาดแผลสาหัส แต่แววตากลับมั่นคงยิ่งกว่าวันใด นางเอ่ยต่อช้าแต่ชัดถ้อยชัดคำ“พี่เฟยอย่าเข้าใจผิด เจาเจามิได้ห่วงหา มิได้มีเยื่อ
ตอนที่ 33 || ชำระความบัณฑิตทั่นฮวาอนาคตไกลถูกกักขังอยู่ในห้องมืดคับแคบมาครึ่งเดือน มีเพียงน้ำให้ดื่มประทังชีวิต มู่หรงเยี่ยแทบเสียสติด้วยความหวาดกลัวและความทรมาน ร่างกายที่เคยสะอาดเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยคราบสกปรก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นเลือด คลุ้งอยู่รอบตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมตลอดยี่สิบสี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยตกอยู่ในสภาพสะบักสะบอมเช่นนี้มาก่อน แม้ตระกูลของเขาส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ผ่านสนามรบและความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แต่เขากลับเลือกเส้นทางบัณฑิต ใช้ชีวิตราบรื่นในเมืองหลวง ได้รับคำชื่นชม ได้รับการยกย่อง จนเคยชินกับความสะดวกสบายไหนเลยจะคิด…ว่าวันหนึ่งจะตกต่ำถึงเพียงนี้กึก…กึก…กึก…เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังสะท้อนเข้ามาในทางเดินแคบ ๆ ก่อนจะหยุดลงหน้าประตูเหล็กหนาหนัก เสียงกลอนถูกปลดออก ก่อนที่บานประตูจะถูกเลื่อนเปิดออกแสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามาในห้องมืด จ้าจนแสบตา มู่หรงเยี่ยต้องหรี่ตาลงโดยสัญชาตญาณ และในแสงนั้น ส่งให้เห็นร่างสูงสง่างามของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ราวกับยมทูตที่มารับวิญญาณด้านหลังของเขายังมีเงาร่างของสตรีก้าวตามมา แม้มู่หรงเยี่ยจะ
ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว บุรุษร่างสูงในอาภรณ์แม่ทัพกองเรือแห่งต้าหยวนก็กระโดดลงจากหลังอาชาตัวโตอย่างมั่นคง ฝุ่นใต้เท้ากระจายเล็กน้อยยามเขาหยุดยืนเคียงข้างลู่เจาเจา ท่วงท่ายืนนิ่งแต่แฝงอำนาจกดดันจนผู้คนรอบข้างเงียบงัน“ท่านชายห้า...” เรียวปากของลู่เจาเจาพึมพำเบา เสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ทว่าเต็มไปด้วยค
หญิงสาวก้มศีรษะลงเล็กน้อย ริมฝีปากของลู่เจาเจายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางหลังพูดจบ แต่ดวงตาของนางกลับเจือความเหนื่อยล้าอยู่ ลึก ๆ ในแววตา นางยืนนิ่งอยู่กลางห้องทำงานที่มีกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยอบอวล ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ“ท่านแม่ของข้าอยู่ที่หยางโจว ท่านอาจารย์คงพอทราบอยู่บ้าง” หลังกล่าวจบ นางก็เงยหน
ตอนที่ 1 || ยังจะหวังสิ่งใดอยู่หรือลู่เจาเจาเมื่อประตูไม้ของเรือนรับรองถูกปิดลงอย่างแรง เสียงกระแทกนั้นดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งจวน ราวกับเป็นเสียงที่ตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เคยมีอยู่ระหว่างนางกับบุรุษผู้นั้น ทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกมา ท่าทีแข็งกร้าวที่ลู่เจาเจาฝืนประคองเอาไว้ก็พังทลายลงในพริบตา
บทนำ || ตลอดมาเป็นข้าที่โง่เองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ ลู่เจาเจา ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น ราวกับเกรงว่าหากปล่อยเสียงใดเล็ดลอดออกไป หัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกจะระเบิดออกมาเสียก่อนหญิงสาวยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเรือนรับรองที่เป็นที่พักของคู่หมั้นตน ร่างกายแข็งทื่อดุจรูปสลักหิน นางถามตนเอง







