ANMELDENเจ็บแล้วจำคือคนเจ็บแล้วทนคือกระบือดังนั้นลู่เจาเจาคนนี้จะไม่ยอมเป็นกระบือเด็ดขาดรักคนผิดนางก็แค่เลือกคนใหม่บุรุษยังเลือกสตรีที่ดีมาเป็นภรรยาได้แล้วเหตุใดนางจะเลือกชายที่ดีสักคนมาเป็นสามีบ้างมิได้เล่า
Mehr anzeigenภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ ลู่เจาเจา ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น ราวกับเกรงว่าหากปล่อยเสียงใดเล็ดลอดออกไป หัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่ในอกจะระเบิดออกมาเสียก่อน
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูเรือนรับรองที่เป็นที่พักของคู่หมั้นตน ร่างกายแข็งทื่อดุจรูปสลักหิน นางถามตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ
นี่มัน…เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
เดิมทีการกลับมาครั้งนี้ นางตั้งใจให้เป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดในรอบสามเดือนที่ผ่านมา
หลังจากนางทำงานในหอแพทย์หลวงแห่งเมืองฉางอันติดต่อกันสามเดือน นางแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แม้แต่วันหยุดยังถูกใช้ไปกับการศึกษาตำราการแพทย์และช่วยรักษาคนไข้นอก นางทุ่มเททุกอย่างเพียงเพราะต้องการให้ท่านพ่อภูมิใจ และคู่ควรกับบุรุษที่ตนรักที่ปีนี้เขาสอบได้ถึงทั่นฮวา
บุรุษที่นางเคยคิดว่าจะใช้ชีวิตคู่จนแก่เฒ่าไปด้วยกัน นอกจากจะเป็นแพทย์หลวงมีอาชีพการงานมั่นคงนางยังเร่งหาเงินสร้างฐานะอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อได้หยุดยาวเพียงไม่กี่วันหลังจากนางไปรักษาโรคระบาดยังหมู่บ้านนอกเมือง ลู่เจาเจาจึงรีบเดินทางกลับที่จวนซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองฉางอันโดยไม่บอกผู้ใด นางตั้งใจจะมอบความประหลาดใจ ให้เขา
แต่ผู้ที่ถูกทำให้ประหลาดใจ กลับกลายเป็นนางเอง
ภายในห้องเรือนรับรอง เสียงครางแผ่วต่ำดังลอดออกมาไม่ขาดสาย กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นเหงื่อของเรือนกายทำให้บรรยากาศในห้องอบอวลด้วยความกำหนัด
บนเตียงไม้แกะสลักลวดลายหรูหรา ร่างชายหญิงสองคนกำลังพันเกี่ยวกันแน่น เสื้อผ้าถูกถอด ทิ้งกระจัดกระจายอยู่บนพื้น
ชายผู้นั้นคือ มู่หรงเยี่ย บุรุษที่นางคบหามานานสามปี บุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยบอกกับนางว่าจะรักนางเพียงคนเดียว จนนางวางใจยอมตกลงหมั้นหมายเมื่อครึ่งปีก่อน
ส่วนสตรีที่กำลังแนบชิดอยู่ใต้ร่างเขา…
เมื่อสายตาของลู่เจาเจามองเห็นใบหน้าชัดเจน หัวใจของนางก็เหมือนถูกของมีคมกรีดลงอย่างโหดเหี้ยม
“ลู่เพ่ยหนิง…?”
เสียงของลู่เจาเจาแหบพร่าจนแทบไม่เป็นคำ สตรีที่กำลังอยู่ใต้ร่างมู่หรงเยี่ยไม่ใช่สตรีแปลกหน้า แต่คือญาติสนิทที่สุดของนาง ญาติผู้พี่ที่นางเคยไว้ใจยิ่งกว่าผู้ใดในโลกและลู่เพ่ยหนิงยังรู้เห็นกับความรักครั้งนี้ของนางมาแต่แรกอีกด้วย!
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ทั้งสองคนบนเตียงต่างสะดุ้งโหยง มู่หรงเยี่ยรีบคว้าเสื้อคลุมมาปิดกาย ลู่เพ่ยหนิงเองก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้าอก ใบหน้าของนางนั้นแดงจัด ไม่รู้ว่าเพราะความอายหรือเพราะความตกใจ
ก่อนมู่หรงเยี่ยรีบเอ่ยขึ้น ปากคอสั่น
“เจาเอ๋อ! เจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เรื่องนี้ข้าสามารถอธิบายได้”
ลู่เพ่ยหนิงเองก็รีบพูดเสริมเสียงสั่น “ใช่แล้วเจาเอ๋อ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว พวกเราก็แค่...”
คำพูดของญาติผู้พี่ยังไม่ทันจบ หยดน้ำตาของลู่เจาเจาก็ไหลลงมาอย่างเงียบงัน หญิงสาวไม่ได้ร้องไห้โวยวาย หรือมีเสียงสะอื้น มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างช้า ๆ
ราวกับหัวใจของนางกำลังละลายออกมาเป็นหยดน้ำ สามเดือนที่ผ่านมา นางเหน็ดเหนื่อยเพียงใด กลางวันรักษาคนไข้ กลางคืนอ่านตำราเพื่อสอบเลื่อนขั้นเป็นหมอหลวง บางครั้งแม้จะป่วยก็ยังไม่กล้าหยุดพัก
ทั้งหมดนั้นเพียงเพราะนางหวังว่าเมื่อกลับมา จะได้เห็นรอยยิ้มของบุรุษที่นางรัก ว่าตนทำสำเร็จสอบเลื่อนขั้นสำเร็จตั้งแต่อายุสิบเก้าปี และจะได้ใช้เวลาด้วยกันเตรียมงานแต่ง
แต่สิ่งที่รอคอยนางอยู่กลับเป็นภาพเช่นนี้ ภาพของหนึ่งบุรุษที่รักมากกับอีกหนึ่งสตรีที่ลู่เจาเจาวางใจ กำลังสมสู่กันลับหลังตน
ในอดีต นางเคยได้ยินข่าวลือว่ามู่หรงเยี่ยมีสตรีอื่น นางเจ็บปวดอยู่บ้างแต่พยายามเข้าใจ เพราะนางยังไม่อาจแต่งงานทำหน้าที่ภรรยาให้เขาได้ จึงเลือกที่จะหลับตาข้างลืมตาข้างเสมอ
เพราะนางเชื่อว่าตราบใดที่หัวใจของเขายังอยู่กับนาง เรื่องเล็กน้อยเหล่านั้นก็ไม่สำคัญ
แต่วันนี้…
สตรีที่อยู่บนเตียงกับเขา กลับเป็นญาติสนิทของนางเอง หัวใจของลู่เจาเจาเหมือนถูกฉีกออกเป็นเสี่ยง ๆ
หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตา ก่อนหัวเราะออกมาเสียงเบา เสียงหัวเราะนั้นเย็นเยียบจนแม้แต่มู่หรงเยี่ยยังรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว
“อธิบายได้?” ท่านหมอหญิงลู่เอ่ยถามเสียงขมขื่น แต่ภายในใจของนางกลับทั้งเจ็บและขมยิ่งกว่า
“พวกเจ้าสองคนยังกล้าพูดคำว่าอธิบายอีกหรือ” สายตาของลู่เจาเจาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็งขึ้นทุกขณะ
“บุรุษกับสตรีสองคนที่ข้ารักและเชื่อใจกลับลักลอบสมสู่กันบนเตียงของข้า แล้วบอกว่าให้ข้าอย่าคิดมาก”
หลังจากหมั้นหมายกับมู่หรงเยี่ย นางก็ซื้อจวนขนาดกลางนอกเมืองนี้ด้วยเงินตนเอง เพราะเขาเป็นคุณชายสามของตระกูลมู่หรง ยังมีพี่ชายอีกสองคน หากแต่งงานแล้วไม่แต่งเข้าจวนท่านพ่อของนางเอง นางก็ต้องอยู่เรือนสามในจวนมู่หรง
และตลอดมาลู่เจาเจารู้ดีเกินใคร มู่หรงเยี่ยอยากแยกจวน เขาไม่อยากตกอยู่ในอำนาจของท่านพ่อเขากับพี่ชายทั้งสอง เช่นนั้นจะให้เขาแต่งเข้าจวนลู่ของนาง มู่หรงเยี่ยคงยิ่งกว่าลำบากใจ และเพราะนางรักเขาจึงยอมควักเงินซื้อจวน เพื่อไม่ให้เขาลำบากใจ
“พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรือ” มู่หรงเยี่ยขมวดคิ้วทันที แทนที่จะรู้สึกผิด สีหน้าของเขากลับแฝงความไม่พอใจ
“เจาเอ๋อ เจ้าพูดจาหยาบคายเกินไปแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ลู่เจาเจาหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงหัวเราะของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“หยาบคาย?”
“ใช่ เจ้าทั้งหยาบคายและก้าวร้าว” มู่หรงเยี่ยเสียงดังเข้าข่มคู่หมั้นตน เพราะเขาไม่เชื่อว่านางจะโกรธเขาจริง นางก็แค่น้อยใจเท่านั้น
“เฮอะ บุรุษที่แอบสมสู่กับญาติผู้พี่ของคู่หมั้นตนเอง ยังกล้ามาว่าผู้อื่นหยาบคายอีกหรือ หากข้าหยาบคายคงด่าพวกเจ้าสองคนเป็นสัตว์เดรัจฉานไปแล้ว มู่หรงเยี่ย ลู่เพ่ยหนิง!”
ลู่เพ่ยหนิงหน้าแดงจัดหลังถูกญาติผู้น้องด่ารวม นางจึงรีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน “เจาเอ๋อ เจ้าอย่าได้ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”
ลู่เจาเจาฟังคำพูดของสตรีที่ตนนับถือเป็นพี่สาวแท้ๆ พลันเจ็บปวดเหมือนถูกเข็มแทงหัวใจ
“เล็กน้อย? เพ่ยหนิง เหตุใดสิบเก้าปีที่พวกเราเติบโตมาด้วยกัน ข้าจึงไม่เคยรู้ว่าเจ้าไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้”
“ข้าไร้ยางอายที่ใด อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเป็นคนสำคัญที่สุดของพี่เยี่ยอยู่ดี”
คำพูดนั้นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นตบลงบนใบหน้าของลู่เจาเจาครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงสาวมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“ลู่เพ่ยหนิง เจ้ากล้าพูดคำเช่นนี้ออกมาโดยไม่ละอายใจ เจ้ามันไม่ใช่คนแล้วจริง ๆ”
บรรยากาศในห้องเงียบงัน เสียงลมหายใจของทั้งสามคนดังชัดเจน ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เจาเจาจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างข้ากับเจ้า ไม่มีคำว่าพี่สาวน้องสาวอีกต่อไป”
คำพูดนั้นเหมือนมีดที่ตัดความสัมพันธ์สิบเก้าปีขาดสะบั้น ลู่เพ่ยหนิงหน้าซีดทันที จากนั้นสายตาของลู่เจาเจาจึงหันไปมองมู่หรงเยี่ย ดวงตาของนางเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก
“ส่วนท่าน ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน”
มู่หรงเยี่ยชะงัก ก่อนจะเอ่ยทวนคำของคู่หมั้นสาว
“สามวัน?”
“ใช่ ภายในสามวันนี้ ท่านจงเร่งเก็บข้าวของ แล้วออกไปจากจวนของข้าเสีย”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสองคนบนเตียงถึงกับตกตะลึง มู่หรงเยี่ยเบิกตากว้าง ไม่เชื่อว่าสตรีที่รักเขามาสามปี สุดท้ายจะถึงกับขับไล่เขาออกจากจวนเช่นนี้
“เจาเอ๋อ เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร นี่คือจวนของข้า...”
“ไม่ใช่” หญิงสาวตัดบททันที
“จวนนี้ ข้าเป็นคนซื้อ”
ประโยคนั้นทำให้มู่หรงเยี่ยนิ่งอึ้ง
ลู่เจาเจาจ้องเขาอย่างขยะแขยง นางลำบากแทบแย่กว่าจะมีเงินซื้อจวนนี้ คิดสร้างครอบครัว แต่ชายชั่วกลับพาสตรีอื่นมาหลับนอนในจวนที่นางอาบเหงื่อต่างน้ำซื้อหามา
“ดังนั้นอย่าได้กล่าวว่าจวนนี้เป็นของท่าน รีบไสหัวออกไป ข้ายังใจดีอยู่มาก จึงให้เวลาท่านถึงสามวัน ไม่ใช่จับท่านกับสตรีผู้นี้โยนออกไปเสียตั้งแต่คืนนี้”
มู่หรงเยี่ยกัดฟัน เมื่อดูแล้วลู่เจาเจานั้นเอาจริง มิได้ขับไล่ตน เล่น ๆ จากกลัวและกังวลบัณฑิตหนุ่มวัยยี่สิบสองปีจึงทำเสียงดังเข้าข่ม
“เจาเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป แล้วนั่นเจ้ายังจะไปไหนอีก กลับมาคุยกันให้รู้ความก่อน เจ้าจะไล่ข้าเช่นนี้มิได้นะ”
ลู่เจาเจาหันหลังให้เขา เพราะทนเห็นหน้าของชายชั่วสตรีสารเลวไม่ไหว ก่อนนางจะเอ่ยเสียงเรียบเฉย
“ไปที่ใดก็ได้ ที่ไม่ต้องเห็นสตรีไร้ยางอายกับผู้ชายกินไม่เลือก”
หญิงสาวหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวประโยคสุดท้าย
“เพราะตั้งแต่ยามนี้เป็นต้นไป ข้าไม่มีคู่หมั้นเช่นท่านอีก มู่หรงเยี่ย!”
กล่าวจบ นางก็เดินออกจากห้องทันที ฝีเท้าของนางมั่นคง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย แม้หัวใจจะเหมือนแตกสลายอยู่ในอก เมื่อออกมาถึงหน้าประตู นางก็ผลักมันปิดลงอย่างแรง
ปัง!
เสียงประตูไม้ดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือน ราวกับเป็นเสียงที่ปิดฉากความรักร่วมปีอย่างสิ้นเชิงแล้วในราตรีนี้ แต่จะโทษใครได้ ในเมื่อตลอดมาเป็นนางเองที่โง่งม…
จ้าวหลัวเฟยในวัยยี่สิบแปดปี ผ่านช่วงวัยคึกคะนองมาแล้ว ความหุนหันพลันแล่นในอดีตถูกหล่อหลอมด้วยเวลาและประสบการณ์จนเหลือเพียงความหนักแน่นมั่นคง อีกทั้งเขารอคอยมานานถึงเพียงนี้ จะให้รอเพิ่มอีกสักเล็กน้อยก็คงไม่ถึงกับขาดใจตาย ความรู้สึกที่เขาเก็บงำไว้ในใจ หากนับตามจริงก็ยาวนานถึงเจ็ดปีเต็ม เจ็ดปีของการเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ เจ็ดปีของการไม่กล้าเอื้อมมือเข้าไปแตะต้อง เพราะกลัวว่าสิ่งที่เขารักจะหายไปเขาอดทนมาได้ตลอด ดังนั้นจะให้ทนต่ออีกเพียงวันสองวันก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่ว่าความอดทนที่สะสมมานาน ย่อมมีวันที่มันเอ่อล้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว“เจาเจา”“เพคะ”“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว…เราเข้าหอเสียเลยเถอะ ข้าไม่ไหวจริง ๆ”“พี่เฟย!”น้ำเสียงตกใจปนขบขันของนางทำให้จ้าวหลัวเฟยอดยิ้มไม่ได้ เขายกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนเองเล็กน้อย ราวกับรู้ตัวว่าพูดตรงเกินไป“ดุข้าด้วยเหตุใด พี่เฟยของเจ้าพูดจริงนะ ตั้งแต่รู้ว่าตนเองชอบเจ้า ตั้งแต่เจ้ามีอายุเพียงสิบสี่ปี จนได้เป็นคนรักและหมั้นหมายกัน ข้าไม่เคยแตะต้องสตรีอื่นเลย คิดดูเถิด…เจ็ดปีเชียวนะ เพราะข้าซื่อสัตย์ต่อเจ้าทั้งต่อหน้าและลับหลัง”คำพูดนั้นมิได้โอ้อวด หากแต่จริงใ
ตอนพิเศษหลังจากวันที่จ้าวหลัวเฟยขอลู่เจาเจาแต่งงาน ฤกษ์ยามมงคลก็ถูกเฟ้นหาอย่างพิถีพิถันโดยโหรหลวงและผู้รู้หลายฝ่าย จนในที่สุดก็ได้ฤกษ์ที่ดีที่สุดในอีกครึ่งปีต่อมา วันเวลาถูกกำหนดอย่างเหมาะสมทั้งฤกษ์ดาวและทิศทางลมฟ้า ราวกับสวรรค์เองก็รับรู้ถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของคนทั้งสองแม้ฐานะของจ้าวหลัวเฟยจะมั่งคั่ง ทั้งยังดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจทางทหารไหนยังเป็นท่านชายสายเลือดสายตรงของเว่ยอ๋อง แต่เขากลับไม่เคยคิดบังคับให้ลู่เจาเจาหยุดทำในสิ่งที่นางรัก ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่หมอหญิงหลวง เจ้าของร้านยาสมุนไพรหลิงจิ่ว หรือแม้แต่งานประพันธ์ฉวนฉีที่นางทุ่มเทหัวใจ เขาล้วนสนับสนุนให้นางเดินหน้าต่อไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย“ขอเพียงเจ้ามีความสุข อยากทำสิ่งใดเจ้าก็ทำเถิด เจาเจา”สำหรับจ้าวหลัวเฟยแล้ว คำว่า ความสุขของนาง สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด หากลู่เจาเจามีความสุข เขาก็พร้อมเป็นแรงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ และเขาไม่เคยรู้สึกอายแม้แต่น้อยที่จะกล่าวกับผู้คนว่า คู่หมั้นของตนคือหมอหลวงผู้มีฝีมือ นางรักษาผู้คนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงคณิกาที่ถูกสังคมเหยียดหยาม หรือขอทานเร่ร่อนที่ไร้ผู้เหลียวแลมิห
ลู่เจาเจาเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่ขึ้น “หากท่านจริงใจ เจาเจาก็ยินดีเพคะ”จ้าวหลัวเฟยชะงักไป ราวกับไม่แน่ใจว่าตนได้ยินผิดหรือไม่“เจ้าหมายความว่า...?”“ก็หมายความอย่างที่พี่เฟยถามนั่นแหละเพคะ”หญิงสาวยิ้มบาง“เจาเจาให้โอกาสท่าน เป็นมากกว่าพี่ชาย”คำตอบนั้นชัดเจน หนักแน่น และไม่มีความลังเล โลกทั้งใบของจ้าวหลัวเฟยราวกับสว่างวาบในชั่วพริบตา ความยินดีเอ่อล้นจนเก็บไม่อยู่“เจ้า...เจ้าให้โอกาสข้าแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็...”“เพคะ”ลู่เจาเจาพยักหน้า “จากนี้พี่เฟยกับเจาเจา คือคนรักกัน”เพียงสิ้นคำ จ้าวหลัวเฟยก็ลุกพรวดขึ้นทันที“ท่านแม่! ท่านยาย! เจาเจาตอบตกลงแล้ว! นางยอมเป็นคนรักของข้าจ้าวหลัวเฟยแล้ว!”เสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ หญิงสาวหน้าแดงจัด“ท่าน…!”นางทั้งอายทั้งขำ แต่หัวใจกลับอุ่นวาบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พายุที่เคยโหมกระหน่ำในชีวิตนางได้ผ่านพ้นไปแล้วฟ้าหลังฝน สดใสกว่าที่เคยเป็นหลังจากนั้น ลู่เจาเจาพักฟื้นอยู่ที่คฤหาสน์ไป๋จนร่างกายหายดีโดยสมบูรณ์ สุขภาพของนางค่อย ๆ ฟื้นคืน รอยยิ้มกลับมา แววตาที่เคยหม่นหมองกลับสว่างขึ้นอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่นางต้องกลับไปทำงานที่สำนักหมอหลวง ไป๋เหล่าไ
ตอนที่ 34 || ตอนจบเพียงไม่กี่วันต่อมา ใต้เท้ามู่หรงเซียวก็ถูกเรียกตัวเข้าสอบสวนในคดีเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินกองทัพ ข่าวนี้สะเทือนไปทั่วราชสำนักของต้าหยวนอย่างรวดเร็ว ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆไม่นานนัก หมายจับก็ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มู่หรงเซียวถูกปลดจากตำแหน่ง ยึดทรัพย์ และนำตัวไปประหารโดยไม่มีข้อยกเว้นพี่ชายของมู่หรงเยี่ยอีกสองคนก็ไม่รอดพ้นชะตาเดียวกัน ถูกปลดและเนรเทศออกจากเมืองหลวงในทันทีตระกูลที่เคยยิ่งใหญ่พังทลายลงภายในเวลาเพียงสิบกว่าวัน เร็วเสียจนผู้คนยังตั้งตัวไม่ทัน และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่มู่หรงเยี่ยจะถูกส่งตัวกลับถึงฉางอันเสียอีก กล่าวได้ว่า ต่อให้เขากลับไปถึงเมืองหลวง ก็ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีตระกูลให้พึ่งพิง เหลือเพียงหนทางเดียว กลายเป็นคนไร้ที่อยู่ ใช้ชีวิตอย่างขอทานเร่ร่อนอยู่ตามข้างถนนส่วนลู่เพ่ยหนิง เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะถูกขายเข้าหอคณิกา นางเลือกทางที่โหดร้ายกับตนเอง ยอมกินยาทำแท้งบุตรในครรภ์จากนั้นจึงยอมแต่งเป็นอนุภรรยาของพ่อค้าขายเนื้อเพื่อแลกกับการมีที่พึ่งพิง สกุลลู่และตระกูลจวงจึงตัดขาดจากนางโดยสิ้นเชิงไม่มีผู้ใดเหลียวแล ไม่มีผู้ใดยื่นมือช่วยสตรี












Rezensionen