ANMELDENนัยน์ตาคมปลาบราวใบมีดโกน คิ้วเข้มได้รูปขนานไปกับนัยน์ตา จมูกโด่งเป็นสันงดงาม เขาไว้หนวดเคราจนรกเรื้อไปหมด แต่ยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขาม เรือนผมตัดสั้นสีดำสนิท เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ และกางเกงยีนสีเดียวกัน สวมรองเท้าผ้าใบมียี่ห้อราคาแพง แต่เปื้อนเพราะการใช้งานและไม่ได้ดูแลนักจนเป็นสีตุ่นๆ
ผิวสีแทนคร้ามแดด เสริมให้เขาดูคมเข้ม และดุดัน ตอนนี้นัยน์ตาของเขาที่ธวัชกำลังมองสบด้วย ไม่อาจบอกความรู้สึกอะไรนัก จนเขานึกลำบากใจว่า พิมพ์จันทร์คิดดีแล้วหรือ ที่มอบมรดกชิ้นสำคัญให้กับชายผู้นี้
“จันทร์ไม่ได้มอบอะไรให้สามีใหม่เลยสักชิ้นหรือครับ?”
คำถามแรกจากปากของกล้าตะวัน นอกเหนือความคาดหมายของธวัชไปเล็กน้อย มันทำให้เขากะพริบตาปริบๆ แล้วถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจ
“อะไรนะครับ”
“จันทร์ไม่ได้มอบอะไรสักชิ้นให้กับสามีคนปัจจุบันของเธอ มันจะไม่มีปัญหาภายหลังหรือครับ ถ้าเกิดว่าผมทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมดของเธอ”
“อ้อ...”
เขานั่งอ่านทวนเอกสารอีกหน ตอนนี้จำมันได้ขึ้นใจไปแล้วเรียบร้อย พิมพ์จันทร์กำลังคิดอะไรอยู่นะ ถึงได้...
ข้าพเจ้านางพิมพ์จันทร์ พรหมทัศนา ขอมอบมรดกส่วนของข้าพเจ้า ได้แก่เงินสดในบัญชีธนาคาร กิจการบริษัท พี ที คอปอเรชั่น ที่ข้าพเจ้าถือหุ้นใหญ่ ที่ดินจำนวนหนึ่งพันไร่ ที่จังหวัดกาญจนบุรี โครงการบ้านจัดสรรที่จังหวัดชลบุรี เครื่องประดับทั้งหมดในตู้เซฟธนาคาร....ให้แก่นางสาวรัศมีแข พรหมทัศนา บุตรสาวของข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าขอมอบหมายให้นายกล้าตะวัน รักษ์นุวัฒน์ เป็นผู้จัดการมรดก และเป็นผู้ปกครองของนางสาวรัศมีแข
พรหมทัศนา ในเรื่องการเบิกจ่ายเงิน และดูแลส่วนมรดกของข้าพเจ้า จนกว่านางสาวรัศมีแขจะอายุครบยี่สิบห้าปี ส่วนของมรดกถึงจะโอนคืนให้กับบุตรตรีของข้าพเจ้า หรือถ้านางสาว รัศมีแข ได้ทำการสมรสก่อนอายุดังกล่าว สินทรัพย์ทุกชิ้นพิมพ์จันทร์กำลังเล่นอะไร?
เธอกำลังโยนภาระชิ้นใหญ่มาให้เขาสินะ...แต่จะปฏิเสธก็ไม่ได้เสียทีเดียว เยื่อใยที่เคยมี ความรักที่เคยมอบให้กับพิมพ์จันทร์ มันกำลังทำให้กล้าตะวันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
รึจะต้องเรียกว่า เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง
เอากระดูกมาแขวนคอก็ว่าได้...
“แล้วแบบนี้ ผมต้องดูแลลูกสาวของเธอไปจนกว่าจะอายุยี่สิบห้าสินะครับ ถ้าเกิดว่ารับเป็นผู้จัดการมรดก”
“ต้องแบบนั้นแหละครับ”
ธวัชยิ้มแหย เขารู้จักคุณหนูของบ้านพรหมทัศนาดี นั่นก็เพราะคลุกคลีชิดใกล้กับพิมพ์จันทร์ค่อนข้างมาก ยิ่งในระยะหลัง ก็ยิ่งรู้ ยิ่งเห็นอะไรมากมาย ทำให้เขาห่วงเด็กสาววัยขบเผาะ ที่กำลังหัวดื้อ เอาแต่ใจคนนั้นนัก เกรงว่าถ้าห้ามกันไม่อยู่ จะยิ่งเตลิดไปไกล เพราะเสาหลักของชีวิตไม่อยู่แล้วแบบนี้
เสาหลัก...
“ผมไม่ได้เจอยัยลูกหมีมาตั้งแต่สิบขวบ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะครับ”
กล้าตะวันพึมพำ ภาพของสาวน้อยผมเปีย ที่หน้าบึ้งยามถูกขัดใจ ปรากฏขึ้นในมโนนึก
ตอนนี้เป็นสาวแล้ว จะเปลี่ยนไปเท่าไหร่นะ เขาไม่ได้มาพบปะพิมพ์จันทร์ในระยะเวลาห้าหกปีนี้มากนัก เพราะเธอมีสามีใหม่ ต้องเรียกได้ว่า เปลี่ยนสามีใหม่แทบจะปีละคน เขาเองก็ยุ่งกับกิจการไร่ชา ที่เปิดโรงงานผลิตน้ำชาบรรจุขวดเพิ่มขึ้น วุ่นวายกับการทำโปรเจกต์ส่งออก อดีตคนรักเก่า เพื่อนรัก และที่ปรึกษาอย่างเขา จึงห่างจากเธอไปมาก
‘รับปากนะกล้า ว่าถ้าจันทร์ขอกล้าจะช่วย’
‘ช่วยอะไร ถ้ามันยากขนาดที่ว่าต้องย้ายภูเขา รึถมทะเล ผมก็ช่วยไม่ได้นะจันทร์’
‘แหม...’
เธอหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดี
‘ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก แค่อยากให้กล้าช่วยดูแลยัยลูกหมีให้ ถ้าจันทร์ไม่อยู่ จันทร์เป็นอะไรไป สัญญานะกล้า สัญญาว่าจะดูแล ช่วยเหลือลูกสาวของจันทร์ ไปจนกว่าแกจะมีอนาคตที่ดี ยืนบนขาของตัวเองได้ จันทร์เป็นแม่ที่แย่ แย่มาก...แต่จันทร์เชื่อว่า กล้าจะเป็นผู้ปกครองที่ดี’
‘จะเอาลูกสาวมาฝากให้เลี้ยงรึยังไงกัน’
เขาแหย่เธอ ยิ้มนิดๆ คำขอของเธอ เขาไม่เคยปฏิเสธได้อยู่แล้ว
‘เอ่อ...’
‘ถ้าจันทร์ไม่อยู่ กล้าต้องช่วยจันทร์นะ สัญญานะ สัญญาว่าจะดูแลลูกของจันทร์’
‘พูดแบบนี้ ผมไม่ชอบเลยนะจันทร์ ยังกับว่าจะลาตาย’
เขาเอ็ดเธอไปอย่างนั้น แต่พิมพ์จันทร์หัวเราะเสียงใส แล้วเอ่ยเสียงแผ่วตอบเขา
‘บางทีการไปอยู่โลกหน้า อาจจะดีกว่าจริงๆ สำหรับจันทร์ มันเหนื่อยเหลือเกินน่ะกล้า’
‘อย่าพูดอย่างนั้น ผมไม่ชอบเลยนะจันทร์ เอาเป็นว่าผมสัญญา ว่าจะดูแลยัยลูกหมีให้ ดูแลให้ดีเหมือนลูกสาวของตัวเองเลยล่ะ พอใจรึยัง แต่ห้ามคิดอะไรแบบนั้นนะ มันไม่ดีเลย ชีวิตถ้าเดินผิดทาง มันก็หันกลับได้นี่? จริงไหม’
‘แต่บางเรื่อง บางที หันกลับไม่ได้ ต้องเดินต่ออย่างเดียวนะกล้า เหมือนกับคนบางคน เราเดินออกมาจากเขาแล้วก็ไม่สามารถเดินกลับไปได้’
‘ผมมีที่สำหรับจันทร์เสมอ’
คำตอบจากหัวใจนั้น ทำให้ปลายสายเงียบไป ก่อนจะหัวเราะสดใส แล้วเอ่ยชวนเขาคุยไปเสียเรื่องอื่น
วันที่เธอจากไปกะทันหันเพราะโรคหัวใจนั้น กล้าตะวันแม้จะไม่ร้องไห้ แต่น้ำตาของเขาก็ไหลตกใน ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเธอได้จากเขาไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ พิมพ์จันทร์ ผู้หญิงที่เขาเคยรักมาก เป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนอย่างกล้าตะวัน ที่แสนจะเย็นชานั้น ก็มีส่วนอ่อนไหวของหัวใจ เพราะเคยได้สัมผัสกับความรัก
“ตอนนี้เธอดรอปเรียนมหาวิทยาลัยไว้ก่อนน่ะครับ เอ่อ...หลังจากที่คุณจันทร์เสีย คุณลูกหมีก็ไม่ยอมอยู่บ้านเลย ออกเที่ยวทุกวัน”
“หืม?”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เด็กนั่นอายุเท่าไหร่กันนะ? เขาจำได้คร่าวๆ ว่าราวสิบแปด สิบเก้า น่าจะอยู่ในวัยเรียน ฟังแค่นี้ก็พอจะรู้แล้วว่า ทำไมพิมพ์จันทร์ถึงได้ห่วงบุตรสาวนัก
“เอ่อ...ปีก่อนเธอก็เข้าเรียน แต่ก็ลาออกมา แล้วก็เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยนี้ครับ คือเปลี่ยนมาสามที่แล้ว”
“แล้วตอนนี้ลูกหมีอยู่ที่ไหนครับ”
ลูกสาวตัวแสบของพิมพ์จันทร์ เด็กที่เรียกตัวเองว่าปีศาจตัวน้อย จะแสบขนาดไหนกัน?
เขายิ้มนิดๆ ให้กับตนเอง
แสบขนาดไหน กล้าตะวันก็คิดว่าเขาเอาอยู่ คนงานเป็นร้อยชีวิต เขายังควบคุมได้ นับประสาอะไรกับเด็กวัยรุ่นคนเดียว
ถ้ามันจะเป็นการทำตามคำขอครั้งสุดท้ายของพิมพ์จันทร์ เขาก็ยินดีที่จะขัดเกลา และจัดการลิตเติ้ลมอนเตอร์ ให้กลายเป็นลิตเติ้ลแองเจิล
ลองมีลูกสาวดูสักหน ลูกสาววัยรุ่นเสียด้วย คงเป็นประสบการณ์ที่สนุกดีพิลึกละวะ ไอ้กล้า...
“คืนนี้ ค้างอีกคืนสิลูกหมี เราจะจัดปาร์ตี้กัน”
หนึ่งในสองคนที่กำลังเดินข้างเธอชวน หญิงสาวออกจากบังกะโลมาเดินเล่น แล้วพบเข้ากับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน อนุสิทธิ์และปราบดา เขาเดินชวนเธอคุยเลียบริมหาดไปอย่างสนุกสนาน
มหาวิทยาลัยเดียวกัน...
“ไม่เอาดีกว่า จะกลับแล้ว”
รัศมีแขสั่นหน้าน้อยๆ เธอเบี่ยงตัวหลบมือของฝ่ายชาย ที่ทำท่าจะเอื้อมมากอดคอเธอ แล้วมองเขาด้วยสายตาเหยียดๆ ฝ่ายนั้นเลิกคิ้ว แล้วยักไหล่ พลางพูดโพล่งออกมาตามประสาคนปากไว
“ทำไมรึ ลูกหมี จะมาเล่นตัวอะไรกัน ก็รู้ๆ กันอยู่”
“รู้ๆ กันอยู่”
คิ้วเรียวของรัศมีแขขมวดเข้าหากัน เธอกอดอกโดยอัตโนมัติ เมื่ออีกฝ่ายใช้สายตาจ้องมองเธอตรงบริเวณหน้าอกอย่างไร้ความเกรงใจ เพียงแค่นี้ สาวน้อยก็รู้แล้วว่า คำว่ารู้ๆ กันอยู่นั้นหมายความว่าอย่างไร
เธอสะบัดผมสีชมพูของตัวเอง แล้วทำหน้าเชิด ก่อนจะหมุนตัวเดินจากเพื่อนชายมา แต่มือของเขาเอื้อมมาจับไว้เสียก่อน ก่อนที่ปราบดาจะทันตั้งตัว เขาก็กลิ้งหลุนไปกับพื้นทราย อนุสิทธิ์มองเธออย่างอึ้งๆ ไม่อยากจะเชื่อสายตากับสิ่งที่ตัวเองเห็น แล้วก็ได้สติรีบไปประคองเพื่อนเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายร้องครางเบาๆ
“นี่ล่ะ ที่รู้ๆ กันอยู่ ฉันไม่ได้ง่าย แล้วก็ไม่ได้ยาก”
“ไหนมึงบอกว่า นังนี่แป๊บเดียวก็ได้ยังไงวะ กูกะจะพาไปให้พวกเราสนุกกันเสียหน่อย ก็ใครบอกมาว่า ลูกหมีชอบสวิง”
ปราบดาบ่นอุบเลยทีเดียว เขาปัดทรายตามเนื้อตัวเป็นพัลวัน ไอ้หกล้มก้นกระแทกไม่เท่าไหร่หรอก แต่เสียฟอร์มที่ถูกผู้หญิงตัวเตี้ยเท่าอกทุ่มเขาเสียจนกลิ้ง ไหนจะยังจีบหล่อนไม่ติดอีกต่างหาก
“ก็ไม่รู้สิ เค้าว่ากันมางั้น แต่กูว่าแบบนี้ อย่าไปยุ่งดีกว่า”
อนุสิทธิ์ว่า เขามองตามหลังรัศมีแขอย่างเสียดาย แล้วพาเพื่อนรักเดินไปทางอื่นเสีย
ร่างเพรียวยังคงเดินท้าแดดไปเรื่อยๆจนเกือบจะสุดหาด ที่เริ่มมีหินโสโครกโผล่พ้นน้ำอยู่เรียงราย รัศมีแขถอนใจ สาวน้อยมองไปยังทะเลเบื้องหน้า ความสวยของธรรมชาติในยามนี้ ไม่อาจจะขับกล่อมจิตใจเธอให้สงบได้เหมือนทุกครั้ง
ความรักจากมารดา..
ทว่าท่านกลับมีคนมาเติมเต็ม ดึงความสนใจไปจากบุตรสาวอยู่ตลอดเวลา ชายคนแล้วคนเล่า ที่ก้าวเข้ามาในฐานะพ่อเลี้ยง พิมพ์จันทร์หมดเวลาไปแต่กับเรื่องแบบนี้ เรื่องความรักฉันท์พิศวาส หากบุตรสาวที่รอความรักจากเธอ กลับไม่ได้สิ่งนั้นเต็มที่ จนทำให้รัศมีแขกลายเป็นเด็กขาดความรัก ที่ไขว่คว้าหา ทว่าดื้อรั้น และไม่ใคร่วางใจใครง่ายๆ
ความเป็นคนสองบุคลิกของรัศมีแข ดึงดูดใครต่อใครให้เข้ามาสนใจเด็กสาว แต่กลับต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อตัวตนของเธอ เย็นชานัก ไม่ใช่เหมือนที่ใครต่อใครหาว่าเธอเป็น เธอตามหาความรัก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เปิดรับ และไม่กล้าที่จะมอบรักให้ใคร
แล้วตัวเธอก็จากไปเพราะความรัก...
รักที่ผิดพลาด
รัศมีแขเปลี่ยนท่านั่ง เป็นนั่งชันเข่า น้ำตามันไหลจนเธอตาพร่าไปหมดแล้ว หญิงสาวเช็ดน้ำตากับเข่าของตัวเอง เมื่อไหร่กันหนอ เธอถึงจะพ้นจากปลักตมแห่งความทุกข์ระทมที่เสียของรักที่สุดไปแบบนี้
“ยัยลูกหมี มานั่งรัดทดอะไรแถวนี้ ไปๆๆ เค้ากำลังเตรียมข้าวของปาร์ตี้กันเย็นนี้นะยะ”
เสียงแหวๆ คุ้นเคยดังขึ้น เธอแอบเช็ดน้ำตา แล้วเงยหน้าขึ้นมาทำหน้าบึ้ง ใส่เจ้าของเสียง ที่กำลังเดินแกมวิ่งตรงมาหาเธอ เมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว ฝ่ายนั้นก็มองกวาดอย่างสำรวจ ตาแดงๆ ของรัศมีแข บอกได้ว่าเพื่อนของเขายังไม่อาจจะทำใจได้เรื่องมารดา
“ร้องอีกล่ะ”
“ทรายเข้าตา”
“เออ จะเชื่อนะแก ไปๆ ไปช่วยกันหมักหมูหมักปลา ฝีมือแกอร่อยดี คนอื่นทำก็ไม่อร่อยเท่าแกอะ”
เธอทำท่าจะลุกขึ้นยืน มือของเพื่อนรักยื่นมาตรงหน้า พร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ กับสภาพของรัศมีแข
“ปลงๆ เถอะนะยัยลูกหมี แล้วก็คิดดูว่าจะทำอะไรต่อ แกน่ะดรอปเรียนไปเทอมหนึ่งแล้วนะ จะกลับมาเรียนอีกไหม?”
เสียงทุ้มที่ดัดให้แหลมเล็กเหมือนสตรีของเพื่อนสนิท ถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่รู้สิ อาจจะไปลงเรียนอะไรเล่นๆ ชักจะอยากลองหัดวาดภาพ ไปด้วยกันไหม ลูกชุบ”
“ไม่เอา แกไปคนเดียวสิ ทำยังกับว่าฉันรวยแล้วก็เวลาว่างมากมาย แค่เรียนนี่ก็หัวฟู ไม่มีเวลาตกผู้ชายแล้วละย่ะ”
ทางนั้นว่าแล้วทำท่าสะดิ้ง รัศมีแขหัวเราะกิ๊ก ก่อนจะควงแขนกับเพื่อนของเธอ ลูกชุบ หรือ ชวัล ชายหนุ่มที่มีรสนิยมในเพศเดียวกัน เธอจึงสะดวกใจที่จะควงแขนเขา รึแม้กระทั่ง…
“ต้าย! ทำบ้าอะไรของแก๊”
ชวัลทำตาโตอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆ เพื่อนรักก็โน้มคอเขาไปจูบที่แก้มเสียอย่างนั้น รัศมีแขหัวเราะกิ๊ก แนบหน้ากับแขนของเพื่อนอย่างอ้อนๆ
“ก็รักแกน่ะสิ ลูกชุบ ไม่ได้แกกับนินนี่ ฉันจะเป็นยังไงกันนะ ดีนะที่มีพวกแก”
ชวัลโคลงศีรษะของสาวน้อยเล่นไปมา กิริยาแบบนี้ คนนอกที่มองมาก็มองคล้ายกับหญิงชายที่เป็นคนรักหยอกล้อกัน เพราะชวัลแต่งกายแบบผู้ชาย ด้วยเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีแสบตา ผมของเขาก็สีทองทั้งศีรษะตามแฟชั่น ทำให้ทั้งคู่เดินด้วยกันจึงตกเป็นเป้าสายตา
ฝ่ายชายก็ดูหล่อเหลา แม้จะร่างบางไปนิด ฝ่ายหญิงหน้าตาน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย เดินหัวเราะต่อกระซิก ควงแขนกันมา ดูแบบไหนก็เหมือนแฟนกันมากกว่าเพื่อน
นัยน์ตาคมกริบคู่หนึ่ง มองตามชายหญิงวัยรุ่นคู่นี้ไป ก่อนจะสั่นหน้าน้อยๆ แล้วถอนใจเฮือก เขานึกทบทวนข้อความตามจดหมายของพิมพ์จันทร์อีกหน แล้วขมวดคิ้ว
แบบนี้แล้วคำว่าลิตเติ้ลมอนเตอร์ ที่เจ้าหล่อนเรียกตัวเอง ก็คงจะเป็นไปตามนั้นแน่นอน ดูทีแล้วเขาคงจะต้องถือสุภาษิต รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีเสียแล้วกระมัง กล้าตะวันเอย...งานนี้คงได้สวมบทคุณพ่อจอมเฮี้ยบ สั่งสอนยัยตัวแสบให้รู้จักกับคำว่ากุลสตรีที่ดีเสียบ้าง
พิมพ์จันทร์...
งานสุดท้ายที่คุณขอร้องให้ผมทำนี่...มันช่าง...
สองปีต่อมา ไร่ชาพบตะวันมีทายาทตัวน้อย ในงานเลี้ยงรับขวัญหลานสาวของคุณพิกุล หนูน้อยเพียงตะวัน จัดขึ้นที่รีสอร์ตพบตะวัน แขกเหรื่อในงานส่วนมากเป็นญาติและเพื่อนสนิท ในงานมีบรรยากาศเป็นกันเองอบอุ่นไปด้วยมิตรภาพ“คนนี้ลูกสาวแล้ว คนหน้าเป็นลูกชายนะกล้า” คุณพิกุลอุ้มหลานสาวแทบไม่ยอมวางเลย นางเอาไปอวดคนนั้นคนนี้ด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม“จะเร่งมือครับ”กล้าตะวันตอบยิ้มๆ เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่ยืนใกล้ๆ และคำล้อเลียนอีกสองสามคำ คนที่ยืนข้างเขาค้อนขวับ แล้วเอ่ยเสียงหวาน“ให้ลูกหมีเรียนจบก่อนสิคะ แล้วค่อยมีอีก ให้ห่างจากยายหนูสักนิด”“จะเร่งหนีไอ้เรนมัน หึๆ มีให้มันอิจฉาเล่น”เขายักคิ้วให้กับเพื่อนรัก เมื่อพารัศมีแขเดินเข้าไปใกล้กับโต๊ะที่วเรณย์ บัวระวง อรวราและชวัลนั่งอยู่ เขาทรุดลงนั่งข้างวเรณย์ พลางโอบบ่าเพื่อนสนิท แล้วเอ่ยกระเซ้า“ไม่มีน้ำยาหรือยังไงกันนายเรน ป่านนี้ยังไม่มีเลยสักที หืม?”“แก่แล้วก็แบบนี้ล่ะ อ้ายกล้า”คนว่าคือบัวระวง ที่เอ่ยล้อสามีตัวเอง เลยโดนวเรณย์ทำตาเขียวใส่ ก่อนจะดึงเธอมากอดแล้วจุ๊บแรงๆ ต่อหน้าผู้คน ทำให้บัวระวงต้องปัดป้องห้ามเป็นพัลวัน “แก่ที่ไหน แก่แต่มีแรงนะ สี่สิ
กล้าตะวันจรดปากกาเซ็นลายเซ็นของตัวเองลงบนเช็ค แล้วยื่นส่งมันให้รัศมีแข เขายังไม่ปล่อยกระดาษแผ่นนั้นให้เธอ เมื่อเธอจับมันไว้ สาวน้อยมองหน้าเขา ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม“แน่ใจแล้วหรือลูกหมี เงินไม่ใช่น้อยๆ นะ แล้วอีกอย่างหนึ่ง น้าคิดว่าคนอย่างภาสกร ไม่สมควรได้รับสิ่งแบบนี้จากลูกสาวที่เขาพยายามทำลาย และเอามาเป็นเหยื่อเพื่อหาผลประโยชน์”“ค่ะ ลูกหมีคิดว่าสิ่งที่พ่อได้รับทุกอย่างตอนนี้ มันสมควรกับความผิดแล้ว และพ่อก็ได้บทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ไปแล้วละค่ะน้ากล้า นะคะ ให้ลูกหมีมอบเงินก้อนนี้ให้ท่านเถอะ จะอย่างไรท่านก็เป็นคนที่ทำให้ลูกหมีเกิดมา ลูกหมีช่วยท่านครั้งนี้ครั้งสุดท้าย” นัยน์ตาอ้อนวอนของภรรยา ยอมให้เขาปล่อยเช็คนั้นโดยง่าย ก่อนจะถอนใจเฮือก“โอเค ตามนั้น แต่น้าจะไม่ยอมให้ลูกหมี เจอหน้าคนเลวๆ แบบนั้นอีก”“ลูกหมีจะให้คุณธวัชถือเช็คไปให้พ่อเองค่ะ พ่อก็ไม่อยากเจอหน้าลูกหมี เอ่อ...เหมือนกัน”เธอนึกถึงประโยคสุดท้ายที่ภาสกรคุยกับเธอ เมื่อตอนที่เธอไปเยี่ยมเขาก่อนที่เขาจะได้รับการประกันตัว‘พ่อ...มันเลวเหลือเกิน...พ่อไม่น่าเกิดมาเป็นพ่อของลูกเลย ลูกหมี...พ่อละอายใจนัก ที่ลูกสาวที่พ่อทำร้าย จ
“มีให้กินแค่นี้หรือ น้องหล้า ว้า...อุตส่าห์รีบออกเวรมา หิวแทบตายแล้ว” วเรณย์มองอาหารบนโต๊ะ ที่ภรรยาหมาดๆ อุตส่าห์ทำให้รับประทาน นั่นคือต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใส่ไข่ คนทำกอดอก แล้วทรุดลงนั่งข้างๆ เขา เธอเปิดโทรทัศน์ดูไปด้วย เพื่อจะได้ให้ตัวเองไม่ง่วง ให้เสียงช่วยปลุกประสาท เนื่องจากสามีโทรศัพท์มาอ้อนตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อให้เธอทำอาหารให้เขา “มันสมควรจะอยากกินอะไรมากกว่านี้หรืออ้ายเรน นี่มันกี่โมงกี่ยาม” บัวระวงค้อน พลางปิดปากหาว “ครับผม...กินก็กิน เป็นเมียหมอต้องอดทนนะน้องหล้า อ้ายทำงานไม่เป็นเวล่ำเวลาแบบนี้แหละ”“รู้แล้วล่ะค่า ว่าเป็นเมียหมอต้องอดทน เป็นน้องหมอมาตั้งหลายปีแล้วน่า รู้ดีหรอก วันหลังจะจ่ายตลาดติดของสดไว้ หรือไม่ก็ทำกับข้าวไว้ให้อ้ายแต่เมื่อเย็น นี่ไม่รู้ว่าอยากมากินข้าวบ้าน เห็นเมื่อก่อนบ่นว่าน้องทำอะไรไม่เป็น กินมาแต่ข้างนอกตลอด”“ไปฝึกมือมากับสายไหมแล้วนี่นา หลังๆ มากับข้าวของน้องหล้าอร่อย อ้ายกินได้หมดละ เอาจริงๆ แล้ว ต่อให้เป็นไข่ต้ม แต่ฝีมือเมีย อ้ายก็ว่าอร่อย”ประโยคหลังซดน้ำต้มบะหมี่เสียงดังโฮก เหมือนจะยืนยัน เล่นเอาคนฟังแก้มแดงก่ำ “แหม...อ้ายเรนนี่”
โครม!เสียงถีบประตูเข้ามาก่อนที่ยศพลจะได้ทำอะไรมากไปกว่าถอดเสื้อผ้าของรัศมีแขออก เขารู้ตัวแค่โดนกระชากออกจากร่างเล็ก แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลยนอกจากความเจ็บปวด หมัดลุ่นๆ ถูกปล่อยเข้าอย่างจังตามใบหน้า และตามเนื้อตัว จนเขาทรุดลงกองกับพื้น ทันแค่หรี่ตามองฝ่าเลือด เห็นใบหน้าของผู้กระทำ ซึ่งถูกฉุดรั้งไว้ด้วยคนอีกสองคน เพื่อไม่ให้ตรงมาทำร้ายเขาอีก “อย่าห้ามผม” “ใจเย็นๆ กล้า แค่นี้มันก็ไม่ไหวแล้ว เห็นไหม มันสลบไปแล้ว”วเรณย์เอ่ยห้ามเพื่อน พร้อมกับดึงไว้ไม่ให้กล้าตะวันโผนเข้าทำร้ายยศพลซึ่งนอนนิ่งกับพื้นไปแล้วอีก บัวระวงรีบวิ่งเข้าไปเอาผ้าห่มคลุมร่างของรัศมีแขไว้ เธอครางเบาๆ เกาะกอดบัวระวงไว้แน่น “ลูกหมีเป็นอะไร ลูกหมี” บัวระวงถามสาวน้อย พยายามประคองหน้าอีกฝ่ายไว้ แต่รัศมีแขสะบัดออก ครวญเสียงออดอ่อน หน้าตาและเนื้อตัวแดงเรื่อด้วยเลือดที่สูบฉีด เธอกอดรัดแล้วถูเนื้อตัวเข้ากับร่างกายของบัวระวง“ลูกหมีไม่รู้ ลูกหมีทรมาน ช่วยลูกหมีด้วย”“ลูกหมี” ร่างใหญ่ของกล้าตะวันก้าวพรวดเดียวถึงร่างเธอ แล้วช้อนอุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมแขน วเรณย์เห็นอาการของสาวน้อยก็ขมวดคิ้ว เขาเดินก้าวออกไปจากห้อง นายตำรวจหล
“เรายังไม่ออกจากเชียงใหม่หรือครับ คุณยศพล”ภาสกรเอ่ยถาม ชายที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกันเขาสั่นหน้าน้อยๆ พลางผิวปาก ยกกาแฟขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายอารมณ์นัก พร้อมกับตอบเสียงทุ้ม“ที่นี่อากาศดี บรรยากาศดี เหมาะกับการฮันนีมูน ของผม...กับน้องลูกหมี” “เอ่อ...”“จัดการให้ผมด้วยนะครับคุณภาสกร ผมไม่อยากถูกต่อต้านหรือขัดขืน มันไม่สนุกสักเท่าไหร่ ผมหวังว่าคุณคงจะจัดการได้” ภาสกรเม้มริมฝีปาก ก่อนจะมองสบตากับคนตรงหน้า ยศพลวางแก้วกาแฟลง เขาประสานมือตรงหน้า เสียงที่เอ่ยกับเขาต่อมาฟังดูทรงอำนาจนัก“ผมจ่ายไปเยอะแล้ว ผมต้องการอะไรที่ง่ายๆ สบายๆ”“โอเค ผมขอไปพูดกับลูกหมีก่อน”“ถ้าไม่สำเร็จ...”ยศพลหรี่ตา ภาสกรถอนใจเล็กน้อย เขากัดกราม ก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดวางแผนไว้ในใจออกไป“ถ้าพูดกันไม่สำเร็จ ผมก็มีแผนสองสำรองไว้ ก็..ไม่แน่ใจว่าคุณจะชอบหรือเปล่า นินนี่ให้ยาปลุกเซ็กซ์ผมมา เผื่อว่า...เราต้องใช้”“ผมไม่เกี่ยงวิธีการหรอกคุณภาสกร”ทางนั้นเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “บางทีวิธีหลังของคุณ อาจจะทำให้ผมมีความสนุกมากเสียด้วยซ้ำ”ภาสกรนิ่งเงียบ เขาไม่พูดตอบโต้ ยกแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด โดยไม่
“นายหยุดเดินทีได้ไหมวะกล้า” วเรณย์ปรามเพื่อน ซึ่งเดินวนไปเวียนมาเหมือนหนูติดจั่น กล้าตะวันหันมาแล้วถอนใจ เขายกมือลูบหน้า บัวระวงคล้องแขนให้เขาทรุดลงนั่งบนโซฟา พลางเอ่ยปลอบโยนเสียงอ่อน“ใจเย็นๆ นะอ้ายกล้า เราจะช่วยกันสืบหาเต็มที่ ในร้านมีกล้องวงจรปิดที่หน้าร้าน ยามเองก็เห็นเรื่องผิดปรกติ เลยเข้าไปแจ้งเจ้าของร้าน จดทะเบียนไว้ทัน ใจเย็นๆ เน้อ ทางตำรวจเพื่อนๆ ก็กำลังช่วยกันตามหา ตั้งด่านสกัดกันอยู่ ยังบ่ออกนอกเมืองเชียงใหม่ไปไหนหรอก ใจเย็นๆ” ราวกับคำว่าใจเย็นๆ จะทำให้กล้าตะวันหายเครียด เธอจึงใช้มันบ่อยๆ คนปลอบเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน รัศมีแขหายไปจากงานเลี้ยง โดนลากขึ้นรถคันหนึ่งไป ยามเห็นเหตุการณ์ผิดสังเกต เพื่อความปลอดภัยของลูกค้า จึงจดทะเบียนรถไว้ แล้วไปกระซิบบอกกับเจ้าของร้าน ว่าเห็นผู้หญิงโดนอุ้มขึ้นรถไปไม่รู้ว่าเมาหรือว่าอะไร นับว่าเป็นโชคดีของกล้าตะวันจริงๆ ที่ยามที่ร้านนี้รอบคอบนัก“ฉันควรจะทำยังไง ควรจะทำยังไงดี ลูกหมีหนีไปอีกแล้ว” เขาถอนใจอีกหน หัวใจเหมือนจะแตก เมื่อเธอหายไปแบบนั้น ในสภาพไม่ปรกติ“เราต้องรอกล้า ทางตำรวจสกัดทางออกนอกตัวเมืองไว้หมดแล้ว ถ้ารถคันนั้นออกนอกเมือง เรา







