LOGINเช้าวันธรรมดาอากาศร้อนจนแดดเหมือนจะกัดผิวไหม้ สองวันที่ผ่านมาเตอร์ที่อยู่ในร่างวิคเตอร์ใช้ชีวิตแบบเดิมทุกอย่าง ทั้งตื่นเช้า อาบน้ำ แต่งตัวไปเรียน กินข้าวเที่ยงกับเพื่อนแล้วกลับบ้านตามเวลา
เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแต่ความรู้สึกข้างในกลับต่างออกไปมาก สบายใจขึ้นอย่างประหลาดเพราะไม่ต้องเห็นหน้าคนน่าหมั่นไส้คนนั้น…และใช่ คือ นนท์
ตั้งแต่ตื่นจนหลับเตอร์รู้สึกเหมือนหายใจได้เต็มปอดไม่ต้องคอยระวังคำพูดหรือโดนสายตากวน ๆ ไล่ต้อนเหมือนก่อนหน้า เขาเผลอยิ้มบางตอนยกกระเป๋าขึ้นไหล่ สองวันสบายสุดในชีวิตเขาคิดในใจขณะเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
บ่ายวันนั้นแดดแรงจัดจนพื้นคอนกรีตร้อนจ้า เตอร์เดินคุยกับน้ำใสเพื่อนสนิทตัวเล็ก ๆ ผิวขาว ตาโตใสแจ๋วที่มักเดินคู่กันเสมอ
“วันนี้อาจารย์ดูอารมณ์ดีเนอะวิคกี้” น้ำใสถือขวดน้ำโบกไปมาพลางพูดเสียงสดใส
“อือ ดีจะตาย ไม่สั่งงานเพิ่มก็บุญละ” เตอร์ตอบพลางเช็ดเหงื่อที่ขมับ เสียงเขาเรียบแต่แววตาดูผ่อนคลายกว่าเมื่อก่อน
ทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านลานกว้างหน้าตึกเรียน จู่ ๆ น้ำใสก็ชะงักหันขวับไปอีกทางแล้วคว้าแขนวิคเตอร์ไว้แน่น
“วิคกี้... พี่นนท์ปะนั่น!” เสียงเรียกนั้นเหมือนฟ้าผ่า เตอร์หันไปตามสายตาก่อนที่หัวใจจะกระตุกวูบ
เขาเห็นผู้ชายร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้ามาในชุดเสื้อเชิ้ตขาวพับแขน กางเกงดำเรียบหรู แว่นกันแดดปกปิดดวงตาแต่ไม่อาจซ่อนออร่าความมั่นใจที่แผ่ออกมาได้เลย เส้นผมสีน้ำตาลเข้มถูกรวบไว้ลวก ๆ ดูกวนแต่เท่สุด ๆ
“เวรเอ๊ย...จะมาทำไมตอนนี้วะ” เตอร์สบถในใจพลางพ่นลมหายใจออกแรง ๆ
“ไม่เจอกันตั้งหลายวัน... คิดถึงกูมั้ย” นนท์ก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่คุ้นเคย เสียงเรียบ ๆ แต่ฟังยังไงก็มีแววล้อ
“ไม่คิดถึง แถมไม่อยากเจอด้วยซ้ำ” เตอร์เชิดหน้าพูดเสียงนิ่ง
“สบายตาสบายใจมาได้ตั้งสองวันแน่ะ” เตอร์บอกซ้ำ
น้ำใสที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับทำตาโตเพราะปกติวิคเตอร์จะยิ้มหวานทุกครั้งที่เจอพี่นนท์ไม่ใช่พูดเสียงเย็นแบบนี้
“ปากดีขึ้นเยอะนะ เดี๋ยวนี้กัดเป็น” นนท์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“อยากโดนกัดมั้ยล่ะ เดี๋ยวจัดให้” เตอร์สวนกลับทันทีสีหน้าจริงจังจนคนพูดเองแทบจะหลุดหัวเราะ
ดวงตาของนนท์หรี่ลงนิดหนึ่งก่อนจะก้าวเข้ามาอีกนิด ระยะระหว่างทั้งสองเหลือไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของอีกฝ่ายลอยเข้าจมูกจนเตอร์ต้องกลืนน้ำลาย สายตาคู่นั้นนิ่งแต่แฝงแววขบขันปนเจ้าเล่ห์
เตอร์ถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณแต่ยังไม่ทันพ้น มือใหญ่ของนนท์ก็พุ่งมาคว้าเอวไว้แน่น
“มึงจะทำบ้าอะไร ปล่อยดิ!” เตอร์ดันอกอีกฝ่ายแรง ๆ
“เลิกเรียนแล้ว รอกูหน้าตึก” นนท์ก้มลงกระซิบเบา
“ปู่ให้พาไปดูคอนโดที่เราจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงาน”
คำว่า แต่งงาน ดังขึ้นชัดเจนในหัวจนเตอร์ชะงักนิ่งอึ้งจนตอบไม่ถูกได้แต่เบิกตากว้าง ส่วนอีกฝ่ายก็หัวเราะเบา ๆ หมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อย่าช้า กูไม่ชอบคนผิดเวลา” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น
“วิคกี้...แกต้องย้ายเข้าไปอยู่กับพี่นนท์เหรอ หู้ย” น้ำใสที่ยืนอึ้งอยู่หันมามองเพื่อนเสียงสั่น
“อย่าพูดเลยน้ำใส ปวดหัวฉิบหาย” เตอร์ถอนหายใจแรงเท้าเอวหงุดหงิด
ตอนเย็นหน้าตึกคณะแดดอ่อนลงแต่ความเหนื่อยของทั้งวันยังคงเกาะอยู่เต็มตัว เตอร์เดินออกมาพร้อมมือถือในมือพลางบ่นพึมพำ
“ขออย่าให้มามึงตรงเวลานะ กูจะดีใจสุด ๆ”เตอร์ที่รอนนท์พอเป็นพิธีเพราะตั้งใจจะเลี่ยงอีกฝ่ายด้วยการรอให้ถึงเวลา หากนนท์มาช้า เตอร์จะกลับทันที
แต่พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นเขาก็เห็นร่างสูงคุ้นตายืนพิงม้าหินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นนท์ใส่แว่นกันแดดเดิมมือหนึ่งล้วงกระเป๋าอีกมือถือกุญแจรถหมุนเล่นรอยยิ้มมุมปากยังเหมือนเดิมทุกอย่าง
“กว่าจะออกมาได้นะมึง กูคิดว่าจะเรียนยันค่ำซะแล้ว” เสียงกวน ๆ ดังขึ้น
“ใครใช้ให้มารอ ไม่ได้อยากให้มาสักหน่อย” เตอร์กลอกตา
“อย่าพูดมาก เดี๋ยวก็ฉุดขึ้นรถหรอก”
พูดยังไม่ทันจบนนท์ก็ทำตามคำพูดเป๊ะมือใหญ่คว้าแขนวิคเตอร์ไว้แล้วลากไปทางลานจอดรถแบบไม่สนใจสายตาเพื่อนนักศึกษาที่เริ่มหันมามองกันเต็มไปหมด
“เฮ้ย! มึงปล่อยดิ!” วิคเตอร์พยายามดึงแขนกลับแต่แรงของอีกฝ่ายเยอะมากกว่า
“พูดมากเหมือนเดิม”
บนรถสีดำที่แล่นฝ่าการจราจรยามเย็นเสียงเครื่องยนต์ต่ำ ๆ ดังผสมกับเสียงแอร์ที่พ่นลมเย็นเบา ๆ เตอร์นั่งไขว้แขนพิงเบาะ มองออกไปนอกกระจกโดยไม่พูดอะไร
แววตาเย็นเฉียบริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนพยายามกลั้นคำด่าไว้ เตอร์เอนตัวพิงเบาะสุด ๆ แกล้งทำเหมือนไม่สนใจคนข้าง ๆ ทั้งที่รู้สึกหงุดหงิดตั้งแต่ขึ้นรถ
“เลิกทำท่าปั้นปึ่งใส่ได้ยัง” เสียงของนนท์ดังขึ้นเรียบ ๆ ขณะมือยังจับพวงมาลัยแน่น แววตาเหลือบมามองแค่แวบเดียวก่อนหันกลับไปมองถนน
“กูไม่ได้ปั้นปึ่ง กูแค่รำคาญ” เตอร์ตอบเสียงห้วนโดยไม่หันมอง
“หึ คำพูดคำจาเดี๋ยวนี้ไม่เพราะเลยนะครับน้อง…วิคกี้” คำพูดนั้นทำให้เตอร์หันขวับไปทันทีดวงตาคู่นั้นวาววับ
“พูดอะไรของมึงวะ!”
นนท์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั่นทำให้คนข้าง ๆ ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่
“ขับรถไปเงียบ ๆ ไม่ได้หรือไงวะ”
“เงียบก็ได้ แต่กวนมึงสะใจดีเพราะเดี๋ยวมึงจะสบายหูเกินไป” นนท์พูดพลางยกยิ้มบางที่มุมปากแล้วเปลี่ยนเกียร์เร่งเครื่องขึ้นทางด่วน
เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงเบา ๆ ในรถที่เปิดคลอเป็นจังหวะช้า ๆ ฟังแล้วกลับทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัด
นนท์นั่งขับรถพยายามไม่มองหน้าอีกฝ่ายแต่สายตากลับเผลอมองคอขาวระหงของวิคเตอร์ที่โผล่พ้นปกเสื้อเชิ้ตออกมา
ทุกครั้งที่อีกฝ่ายพูดเส้นเลือดตรงนั้นจะขยับตามจังหวะลมหายใจ เสียงหัวใจของตัวเองกลับเต้นดังจนต้องขยับตัวหนี
กูจะเคลิ้มทำไมวะ…
“ถ้ามึงคิดจะทำอะไรแปลก ๆ อีก กูเตะจริงนะ” เตอร์พูดเสียงขู่แต่แฝงความสั่นเล็กน้อย
“แล้วถ้ากูอยากทำล่ะ” นนท์หันมามองแวบหนึ่งก่อนจะยิ้ม
“ไอ้!” คำด่าถูกกลืนกลับไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ แล้วมองถนนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความเงียบปกคลุมไปตลอดเส้นทางเหลือแค่เสียงลมที่พัดลอดกระจกกับเสียงเพลงแผ่ว ๆ จนกระทั่งรถคันนั้นเลี้ยวเข้าจอดหน้าตึกสูงใจกลางเมือง
คอนโดหรูหราที่ด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนตรงข้างประตูอัตโนมัติ เสียงเครื่องยนต์ดับลงเตอร์รีบปลดเข็มขัดนิรภัยทันที
“ถึงซะที กูนึกว่ามึงจะขับพาไปฆ่า”
“ถ้าจะฆ่า คงไม่พามาดูบ่นของเราก่อนหรอก” นนท์หัวเราะในลำคอ
“บ้านของเรา” เตอร์ขมวดคิ้วแต่ยังไม่ทันถามต่ออีกฝ่ายก็เดินอ้อมมาเปิดประตูให้
“ขึ้นไปก่อน เดี๋ยวจะรู้เอง”
นนท์เดินตามไปอย่างเสียไม่ได้ลิฟต์กระจกใสค่อย ๆ เลื่อนขึ้นทีละชั้น วิวกรุงเทพยามค่ำปรากฏอยู่ด้านนอกแผ่วแสงทองของตะวันกำลังจะลับขอบตึก
เตอร์กอดอกแน่นสายตาหลุบต่ำเพราะไม่อยากสบตาคนข้าง ๆ ที่ยืนใกล้เกินไป
“อย่ามายืนชิดได้มั้ย ร้อน” เขาพึมพำเบา ๆ
“ลิฟต์มันแคบ มึงคิดมากไปเอง” เสียงตอบเรียบ ๆ แต่แววตาที่หันมามองนั้นมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำเอาคนโดนมองถึงกับเบือนหน้าหนี
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกนนท์เดินนำไปข้างหน้าแล้วใช้คีย์การ์ดแตะเข้าห้องหนึ่ง ประตูเปิดออกเผยให้เห็นห้องกว้างขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น
เฟอร์นิเจอร์สีครีมสลับน้ำตาลทอง บานหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นวิวเมืองทั้งเมืองยามเย็น แสงไฟสีส้มจากโคมเพดานสะท้อนพื้นไม้เงาวับ
“นี่คอนโดหรือวังวะ…” เตอร์อุทานออกมาทันทีที่ก้าวเข้าไป
“ก็ปู่จัดไว้ให้หลังแต่งไง ห้องนี้ของเรา” นนท์ยืนพิงประตูยกยิ้ม
“ของมึงกับคู่หมั้นน่ะสิ”
“ก็ใช่...มึงไง คู่หมั้นกู”
“ไม่ใช่กู” เตอร์หันขวับเสียงขึ้นสูงนิด ๆ
“มึงนั่นแหละ” น้ำเสียงเรียบแต่สายตาคมกริบ
เตอร์จ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจแรง เขาเดินหนีไปทางห้องครัวหวังจะหาน้ำเย็นดื่มสักแก้วให้ใจเย็นลง แต่ยังไม่ทันพ้นจากห้องรับแขกมือใหญ่ของนนท์ก็คว้าแขนไว้แน่น
แรงดึงนั้นทำให้ร่างบางเซเข้าหาอกของอีกฝ่ายอย่างแรง ก่อนที่แผ่นหลังของเขาจะถูกดันไปติดผนังเสียงดัง ปึก!
“มึงจะทำเหี้ยอะไรอีก!” เตอร์กัดฟันพูดเสียงสั่นนิด ๆ กำมือแน่นข้างลำตัว
นนท์โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจร้อนของทั้งคู่แทบจะชนกันตรงกลาง ดวงตาคมเข้มจ้องไม่ละจากใบหน้าคนตรงหน้า
“อยากได้กูนักไม่ใช่เหรอ...อุตส่าห์เปิดโอกาสให้”
“ลองดูหน่อยมั้ย กูจะสงเคราะห์ให้” เสียงทุ้มต่ำของนนท์กระซิบช้า ๆ ชัดทุกคำ
“ฝันไปเถอะ!” เตอร์พยายามผลักอกอีกฝ่ายสุดแรงแต่กลับไม่ขยับแม้แต่น้อย นนท์กลับยิ่งโน้มเข้ามาใกล้ริมฝีปากของทั้งสองห่างกันเพียงเสี้ยวนิ้ว
เสียงหัวใจดัง ตุบ ตุบ ไม่รู้ว่าเป็นของใครหรือของทั้งคู่ เตอร์กลืนน้ำลายรู้สึกได้ถึงความร้อนจากลมหายใจที่ปะทะแก้ม
ดวงตาของนนท์นิ่งแต่ลึกในนั้นมีประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก…มันไม่ใช่แค่ความกวนหรือเยาะเย้ยอีกต่อไป
“กลัวเหรอ” เสียงกระซิบต่ำดังชิดหูจนวิคเตอร์สะดุ้งเผลอหันหน้าหนีทันที
“กูไม่ได้กลัว...กูรำคาญ” เตอร์เม้มปากแน่นดวงหน้าแดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่นนท์เพียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งแตะปลายคางอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาดวงตายังคงจ้องไม่ละ
“งั้นก็อย่าหนี ถ้าหนีถือว่ากลัว”
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้






![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
