LOGIN“นนท์! กูบอกให้ออกไปไง!” เตอร์ตวาดเสียงดังพลางยกมือยันอกอีกฝ่ายไว้
นนท์กลับไม่ถอยยังคงจ้องลึกเข้ามาในตาดวงตาเขาเรียบเย็นแต่มีประกายบางอย่างวูบผ่าน เหมือนกำลังอ่านใจตรงหน้าอยู่เงียบ ๆ
และในเสี้ยววินาทีนั้นสัญชาตญาณเดิมของเตอร์ที่เคยเป็นนักมวยแว้บขึ้นมาโดยไม่ทันคิด เตอร์เอาเท้าถีบหน้าอกอีกฝ่ายเต็มแรง!
ตุบ....
เสียง ตุบ! ดังขึ้นในรถนนท์เซถอยหลังไปชนประตูอีกฝั่งอย่างจัง เสียงหอบสั้นหลุดออกจากปากเขาเงยหน้าขึ้นมามองวิคเตอร์นั่งหอบเบา ๆ ด้วยสายตาดุดัน
“วิคเตอร์!” เสียงเรียกของนนท์ดังต่ำและเต็มไปด้วยอารมณ์ปะปน ทั้งตกใจ ทั้งไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำแบบนั้น
“อย่ามาเล่นแบบนี้กับกูอีกนะ ไม่งั้นมึงได้เจ็บจริงแน่!” เตอร์จ้องกลับแววตาคมกร้าวปนความหงุดหงิดสุดขีด
นนท์นิ่งไปอึดใจก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคออีกครั้งเสียงหัวเราะนั้นกลับไม่เหมือนตอนก่อน วันนี้เสียงหัวเราะของนนท์มันมีแววพอใจบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น…เหมือนนนท์เพิ่งได้เห็นด้านที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของคนตรงหน้า
“กลัวอะไรขนาดนั้น…กูแค่ล้อเล่น”
“มึงจะกลับไปนั่งที่มึงดี ๆ ไหม” เตอร์พูดสวนกลับไปทั้งที่หน้าเริ่มขึ้นสีแดงชัดจากความโกรธ
“ถ้ามึงไม่กลับไป…”
“กูจะไปเอง”
ปัง พูดจบประตูรถก็เปิดออกพร้อมกับวิคเตอร์ที่เดินลงไปไม่สนใจจะหันกลับมาอีก
นนท์ที่กำลังจะพูดแต่ไม่ทันแล้ว คนตรงหน้าเดินดุ่ม ๆ ออกไปยืนริมถนนแล้วโบกแท็กซี่อย่างไม่ลังเล
นนท์ได้แต่นั่งมองภาพนั้นเงียบ ๆ ก่อนจะหัวเราะ’หึ’ในลำคออย่างเหลือเชื่อ
“นี่มึงไปเรียนป้องกันตัวมาจากไหนวะ” นนท์พึมพำเบา ๆ พลางเอนตัวพิงเบาะยกมือขึ้นลูบหน้าผากแล้วถอนหายใจยาว
“เหอะ ดูท่ามีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำเยอะเลย” รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าก่อนเขาจะข้ามกลับไปนั่งประจำคนขับและออกรถช้า ๆ ท่ามกลางความมืดของถนนที่ว่างเปล่า
อีกฝั่งหนึ่งบนรถแท็กซี่ที่แล่นผ่านแสงไฟยามเย็น เตอร์นั่งพิงเบาะมองออกนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเหม่อลอย ใบหน้ายังขึ้นสีจาง ๆ อยู่ตรงโหนกแก้ม
“มึงมันบ้า…” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเองทั้งที่คนขับแท็กซี่เปิดเพลงคลอจาง ๆ
มือข้างหนึ่งกำแขนเสื้อแน่นเหมือนจะปัดความรู้สึกประหลาดที่ยังวนเวียนอยู่ในอกให้หลุดออกไป แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งไม่หาย ภาพตอนนนท์โน้มตัวเข้ามาใกล้แว๊บขึ้นในหัวเหมือนเงาไฟที่ดับไม่ลง
เสียงหัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้เขาหลับตาแน่นเอียงหน้าไปพิงกระจกเย็น ๆ หวังให้ความเย็นกลบความร้อนบนผิวแก้มลงหน่อย
“มึงบ้าแน่ ๆ ไอ้เตอร์ นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว” เสียงเบาแทบเป็นลมหายใจเขาพูดกับตัวเองอย่างหมดแรง
รถเคลื่อนผ่านแสงไฟของร้านรวงริมถนนภาพไฟสะท้อนในดวงตาเหมือนกำลังสับสน สับสนกับตัวเองมากกว่ากับใคร
พอรถจอดหน้าบ้านใหญ่ของตระกูลกิตติขจรรุ่งโรจน์ แสงไฟสนามหน้าบ้านก็ส่องสว่างจนเห็นทุกอย่างชัดเจน
เตอร์จ่ายเงินแล้วเปิดประตูลงจากรถสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเดินไปทางประตูรั้ว
“คุณวิคเตอร์! กลับแท็กซี่เหรอคะ คุณนนท์ไม่มาส่งเหรอคะ” เสียงแม่บ้านวัยกลางคนที่กำลังรดน้ำต้นไม้ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
เตอร์ชะงักนิดหนึ่งก่อนหันไปตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูสุภาพผิดจากเดิม
“พอดีพี่นนท์เขามีธุระนิดหน่อยครับ ผมเลยขอกลับมาก่อน”
“ป้าครับ เอ่อ...พี่นนท์มาส่งผมคลอดเหรอครับ”
“ใช่ค่ะเพราะคุณวิคเตอร์ยังขับรถไม่เป็น คุณปู่ของคุณนนท์จึงให้คอยมารับมาส่งค่ะ” แม่บ้านคนเก่าแก่ของบ้านเล่าให้เตอร์ฟังเพิ่มเติม
“ขอบคุณครับ”
เตอร์ยกมือไหว้เธอด้วยท่าทีสุภาพเรียบง่ายจนแม่บ้านถึงกับชะงักรีบยกมือรับไหว้แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ
‘คุณวิคเตอร์ยกมือไหว้เหรอ... ปกติไม่เคยเห็นเลย’ เธอคิดในใจพลางมองตามร่างสูงที่เดินเข้าบ้านไปอย่างแผ่วเบา
เตอร์เดินผ่านสนามหญ้าสายลมพัดปลายผมให้ปลิวเบา ๆ เขาเอามือล้วงกระเป๋า สูดลมหายใจเข้าอีกครั้งก่อนหลุดเสียงพึมพำเบา ๆ เหมือนคนพยายามจะเรียกสติกลับมา
“นี่คงเป็นเหตุผลที่วิคเตอร์ไม่เรียนขับรถสินะ อยากให้ไอ้พี่นนท์มารับมาส่งนี่เอง แม่ง...ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับกูกันแน่วะ”
เสียงเปิดประตูบ้านดังแผ่ว ๆ ตามด้วยร่างสูงของเตอร์ที่เดินเข้ามาในโถงกว้าง กลิ่นน้ำยาถูพื้นอ่อน ๆ กับแสงไฟอุ่นในห้องนั่งเล่นทำให้บรรยากาศในบ้านดูสงบ ต่างจากหัวใจของเขาที่เต้นระรัวไม่หยุด
พ่อกับแม่กำลังนั่งดูข่าวตอนค่ำอยู่บนโซฟาใหญ่ พ่อเอนหลังถือรีโมตส่วนแม่เอนตัวพิงเบาะอย่างสบาย ๆ
“อ้าว กลับเองเหรอลูก แล้วนนท์ล่ะ” พอเห็นลูกชายเดินเข้ามาพ่อก็หันมาทักด้วยเสียงอบอุ่น
“เขามีธุระครับ ผมเลยนั่งแท็กซี่กลับเอง” เตอร์หยุดยืนตรงปลายพรมหน้าโซฟาพยายามปรับสีหน้าให้ปกติ เสียงที่ออกมานิ่งเรียบแต่สายตาหลบเล็กน้อย
“เดี๋ยวนี้พูดจาเรียบร้อยขึ้นนะลูกเรา” แม่มองลูกชายพลางยิ้มบาง ๆ
“ใช่ ดูเรียบร้อยขึ้นจริง ๆ” พ่อหัวเราะเบา ๆ เสริมขึ้นเขาพูดพลางหยิบถ้วยชาขึ้นจิบอย่างพอใจ
“ผมขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ” เตอร์ยิ้มบาง ๆ แต่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัด ๆ ในอกเขารีบเอ่ยแล้วหันหลังเดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วทิ้งให้พ่อแม่มองตาม
“ลูกเราแปลก ๆ นะ แต่ก็ดี…แปลกในทางที่ดี” พ่อเอนหลังพึมพำกับแม่เบา ๆ
“ก็ให้มันเป็นอย่างนี้ไปเถอะ แปลกแล้วน่ารักขึ้นเยอะเลย” แม่หัวเราะในลำคอ
เสียงหัวเราะอ่อน ๆ ของทั้งคู่ตามขึ้นมาเบื้องหลังขณะที่เตอร์เดินขึ้นชั้นสอง รอยยิ้มจาง ๆ ยังติดอยู่ที่มุมปากแต่พอพ้นสายตาทุกคน เขาก็ถอนหายใจแรงเหมือนปลดปล่อยบางอย่างออก
ทันทีที่ปิดประตูห้องนอนเขาก็โยนกระเป๋าทิ้งข้างเตียงแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนโดยไม่ลังเล เสียงผ้าปูเตียงยับยู่ยี่ดังเบา ๆ ตามแรงกระแทก
เพดานสีขาวสะอาดที่มองขึ้นไปตอนนี้กลับเหมือนหมุนช้า ๆ ความคิดในหัวเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์บนรถที่ยังตามหลอกหลอน เขาเอามือปิดหน้าแน่นสูดลมหายใจยาวก่อนจะสบถออกมาเสียงแผ่ว
“แม่ง…กูเพิ่งเคยเจอคนอย่างมึง”
ภาพนนท์ที่โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจแทบชนกันแวบขึ้นมาอีกครั้ง เตอร์พลิกตัวหนีแต่ยิ่งพลิกกลับรู้สึกเหมือนหัวใจจะเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม
“มึงหลงตัวเองฉิบหายเลยว่ะ” เขาพึมพำเหมือนประชดตัวเอง ขณะเอาแขนพาดหน้าผากหลับตาแน่นแต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแหบต่ำของอีกฝ่าย
ภาพรอยยิ้มมุมปากของนนท์ รอยยิ้มที่ติดตาเหมือนภาพเงา…แม้จะหลับไปแล้วก็ยังตามมาหลอกในฝัน
อีกฟากหนึ่งของเมืองรถยุโรปสีดำแล่นเข้ามาจอดในลานกว้างของคฤหาสน์รัตนทรัพย์ไพศาล เสียงเครื่องดับลงพร้อมกับร่างของนนท์ที่ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีเรียบเฉย
เขาเดินเข้าบ้านเห็นปู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าหน้าทีวีในห้องรับแขก รายการหนังขาวดำกำลังฉายอยู่เสียงนักแสดงพูดช้า ๆ คล้ายเสียงจากอดีต
“กลับมาแล้วเหรอ ไปลองชุดแต่งงานมาเป็นไงบ้าง” ปู่หันมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“ก็ดีครับ ชุดสวยเยอะดี” นนท์หยุดก้าวหันมามองคนแก่ด้วยสีหน้าเรียบ
“อีกไม่กี่วันก็ต้องแต่งงานแล้วนะ ทำตัวให้คุ้นกับวิคเตอร์ไว้ล่ะ ยังไงก็ต้องย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกัน” ปู่พยักหน้าพูดเบา ๆ
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนัก ๆ ทุบลงกลางอกเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพในหัวตอนวิคเตอร์ถีบเข้าที่หน้าอกเขาในรถแล่นเข้ามาในหัวทันที ความรู้สึกตอนนั้นทั้งแสบ ทั้งขำ ทั้งอึ้งปนกัน
นนท์ยกคิ้วขมวดนิด ๆ ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
“สนิทกันขนาดเอาตีนแนบอกเลยเหรอ…”
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้







