ANMELDENห่างจากจวนตระกูลอวี่ไปสองมุมถนน ร้านเครื่องเขียนตระกูลอวี่ บัณฑิตทั้งหลายเองก็กำลังกล่าวถึงคุณหนุสี่ตระกูลซ่งผู้โด่งดัง
“ได้ยินมาว่านางอยากเข้าเรียนในสำนักศึกษา ข้าว่านางอยากหลบเสียงนินทามากกว่า”
“ข้าเคยพบนางครั้งหนึ่ง นางก็ดูเป็นคนสุขุม นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนใจร้อนลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้”
“แต่ข้าได้ยินมาอีกอย่าง”
“ว่าอย่างไร เจ้าได้ยินมาว่าอย่างไร”
“ได้ยินมาว่าสมรสพระราชทานไม่ได้เจาะจงว่าเป็นบุตรสาวคนใด ตอนหลังประกาศราชโองการคุณชายเสี้ยวผู้นั้นจึงเจาะจงเลือกคุณหนูสี่ตระกูลซ่ง พอเขาให้แม่สื่อไปแจ้งไม่ทันพ้นวันก็ไปเที่ยวหอนางโลมอย่างองอาจผ่าเผย พวกเจ้าลองคิดดูหากเป็นน้องสาวหรือไม่ก็พี่สาวของเจ้า พวกเจ้าจะรู้สึกอย่างไร ข้าว่าคุณหนูสี่ตระกูลซ่งผู้นี้กล้าหาญอย่างหาได้ยากยิ่ง”
“แต่ข้าว่านางเป็นสตรีร้ายกาจที่บุรุษไม่ควรเลือกแต่งเข้าจวน”
“นั่นสิแต่งเข้าไปมีหวังชีวิตต้องวุ่นวายแน่นอน”
“สตรีเช่นนี้ข้าไม่กล้าแต่งเข้าจวนแน่นอน”
“ข้าก็เช่นกัน”
ในมุมหนึ่งของร้านเครื่องเขียน ห้องเงียบๆ ที่มีกลิ่นชาลอยอวล เสียงพูดคุยดังลอดเข้ามาทำให้คนที่นั่งด้านในถอนหายใจออกมาเสียงเบา สวีเหยียนลู่ลูบเคราเบาๆ
“อาจารย์ ท่านถอนหายใจทำไมหรือขอรับ” ชายหนุ่มที่กำลังรินชาให้ก็คือศิษย์คนโปรดของปราชญ์ชรา ...เว่ยจิ่นหยาง
“แม้ร่ำเรียนมามากแต่หากไม่เปิดใจให้กว้างก็ไม่อาจทำให้จิตใจสูงส่งขึ้น ข้าสอนศิษย์ทุกคนเสมอว่าไม่ควรมองและไม่ควรฟังทุกอย่างเพียงด้านเดียว อีกทั้งไม่ควรตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะสิ่งที่ตนไม่รู้ ไม่เห็น และไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง”
“อาจารย์หมายถึง...คุณหนูสี่ตระกูลซ่ง?”
อีกฝ่ายไม่ตอบแต่พูดต่อไป “แต่ก็คงไม่ได้น่าแปลกนัก ข่าวลือ เสียงซุบซิบ เรื่องเล่า หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เห็นด้วยตา ทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป หากวันนั้นข้าไม่ได้เห็น ได้ยิน หรือรับรู้มา ข้าเองก็อาจจะคิดเหมือนผู้คนที่กล่าวถึงนาง คิดว่านางเป็นสตรีหยาบคายไม่สมกับเป็นคุณหนูจวนขุนนางสักนิด”
“อาจารย์ เกิดเรื่องขึ้นตอนที่ท่านกลับเมืองหลวงหรือขอรับ”
“เจ้าคงเคยได้ยินมาบ้างว่าใต้เท้าซ่งมีบุตรชายและบุตรสาวสองคนที่เกิดจากฮูหยินเอกคนก่อน บ้านเดิมของนางก็คือตระกูลหยวนซึ่งเคยเป็นสหายไปมาหาสู่กับข้า ข้าไปเมืองหลวงก็เพราะเรื่องนี้ เดิมทีสงสัยว่าเหตุใดสมรสพระราชทานจึงเป็นคนน้อง ไม่ใช่คนพี่ที่ยังไม่ออกเรือน”
“อาจารย์สงสัยว่าใต้เท้าซ่งลำเอียงรักบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกคนปัจจุบันมากกว่า?”
“ตรงกันข้ามเขากับฮูหยินคนปัจจุบันรักและดูแลบุตรชายบุตรสาวทั้งยังให้ความเท่าเทียมยุติธรรมทุกคน ตระกูลซ่งนับว่าปรองดองสงบสุขเป็นอย่างดี ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเสี้ยวปรารถนาจะแต่งคุณหนูสี่เพราะตระกูลอวี่ ไม่เท่านั้นยังหมายรับคุณหนูรองเป็นอนุที่ฐานะทัดเทียมเพราะตระกูลหยวน”
ได้ยินดังนั้นเว่ยจิ่นหยางพลันเลิกคิ้วดวงตาสาดประกายขุ่นเคือง “ไร้ความละอายถึงเพียงนั้น?!”
ปราชญ์ชราถอนหายใจออกมา “เสี้ยวตงเผิงมักมากเจ้าเล่ห์ ตระกูลเสี้ยวก็ไม่ควรให้ท้ายบุตรชาย แต่นี่อะไรยังตามใจบุตรชายจนเกิดเรื่อง ได้หนึ่งจะเอาสองมักมากไม่สิ้นสุด...”
เว่ยจิ่นหยางมองผู้เป็นอาจารย์ “หรือว่าเสี้ยวตงเผิงกับคุณหนูรองตระกูลซ่ง...”
สวีเหยียนลู่ถอนหายใจ “วันนั้นมีคนมาแจ้งว่าจวนตระกูลหยวนเกิดเรื่อง ข้านั่งรถม้าไปที่จวนตระกูลหยวน นึกไม่ถึงจะได้เห็นคุณหนูสี่ผู้นั้นกำลังลากคุณชายเสี้ยวลงมาจากหอนางโลม สภาพของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากข่าวลือ เพียงแต่...ข้านึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนางไปได้”
“อะไรนะขอรับ?! นางทำอะไรขอรับ!”
อยู่ๆ สวีเหยียนลู่ก็หัวเราะ “ข้ากลายเป็นพยานปากสำคัญของการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวน่ะสิ”
จริงๆ ตระกูลเสี้ยวจะยังดึงดันก็ได้ หลังจากแต่งคุณหนูสี่เข้าจวนพร้อมคุณหนูรอง จากนั้นค่อยหาทางเอาคืนที่บุตรชายโดนทุบตี ทว่าวันนั้นคุณหนูสี่ตระกูลซ่งกลับวางแผนแยบยล ทำให้เสี้ยวตงเผิงรับปากเรื่องแต่งคุณหนูรองตระกูลซ่งเป็นฮูหยิน
“ข้ายังไม่ได้เรียนรู้เรื่องหลายๆ เรื่องจากท่านเลย ท่านสอนสั่งศิษย์พี่ตั้งหลายปี ข้าเพิ่งมาได้สองปีเอง อยู่ต่ออีกหน่อยนะเจ้าคะ”ปีต่อมานางกล่าวว่า“อาจารย์ ข้าตั้งครรภ์แล้ว หากท่านไปผู้ใดจะเป็นคนสอนบุตรของข้าเล่าเจ้าคะ หากเขาเป็นบุตรชายท่านก็ได้ศิษย์คนที่สิบพอดี”ปีถัดๆ มาอีกปีนางกล่าวว่า“อาจารย์ข้าตั้งครรภ์บุตรอีกคนแล้ว คนนี้ต้องเป็นบุตรสาวที่เหมือนข้าแน่นอน ท่านไม่รับนางเป็นศิษย์ไม่ได้นะ”“เจ้าหลอกข้าไม่ได้แล้ว ไปตามสามีของเจ้ามา! ข้าจะยกตำแหน่งปราชญ์หลวงให้เขาแล้ว! ข้าไม่เชื่อว่ายกตำแหน่งให้เขาแล้ว เขาจะไม่ให้ข้าอยู่ที่นี่สั่งสอนบุตรของเขา! ข้าไม่เป็นปราชญ์ ไม่เป็นอาจารย์แล้ว ข้าจะเป็น...ท่านปู่”งานเลี้ยงฉลองในวังหลวงฮ่องเต้ส่งเทียบเชิญมายังสำนักศึกษาจิ้นสิง ท่านปราชญ์หลวงและฮูหยินจะต้องไปร่วมงาน สองสามีภรรยาจับจูงบุตรชายและบุตรสาวไปร่วมงานเลี้ยงปีนี้บุตรชายอายุได้ห้าขวบปี บุตรสาวอายุได้สามขวบปี ท่านอาจารย์สวีเหยียนลู่อายุมากจึงไม่สะดวกเดินทาง เขารั้งรออยู่ที่สำนักศึกษาโดยมีศิษย์หลายคนคอยอยู่ดูแลใกล้ชิดเว่ยจิ่นหยางมือหนึ่งอุ้มบุตรสาว มือหนึ่งจับจูงมือของผู้เป็นฮูหยิน ส่วนซ่งจวิน
ที่ชื่นชมก็มองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สตรีจะได้แสดงความกล้าหาญที่ไม่ชอบก็กล่าวว่าซ่งจวินหนิงก็ยังเป็นสตรีที่ร้ายกาจไร้ยางอาย กล้าส่งเกี้ยวไปแต่งเขยเข้าจวน เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีสตรีใดกล้าทำเช่นนางอีกแล้ว!!ในห้องหอเว่ยจิ่นหยางถูกมอมสุราจนใบหน้าแดงซ่าน รอยยิ้มของเขาทำให้ซ่งจวินหนิงถอนหายใจ “ดื่มเข้าไปมากเลยหรือ”“มากสิ เพราะข้ามีความสุข”“มีความสุขมากสินะ”“มากที่สุด ไม่เคยมีความสุขเช่นนี้เลยตลอดชีวิต”นางกอดเขาให้เขาพิงไหล่ “เว่ยจิ่นหยาง”“หืม”“ข้าจะทำให้ชีวิตนี้ท่านไม่ต้องเหงาอีกเลย อาจจะไม่มีความสุขในทุกๆ วัน อาจมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ข้ารับรองข้าจะไม่ไปไหน จะยืนอยู่ตรงนี้เคียงข้างท่าน จนกว่าจะถึงวันที่ข้ากับท่านถูกพรากจากกันด้วยลมหายใจ”เขาเงียบไปนานมาก สองมือกุมมือนางแน่น “หนิงหนิง”“หืม”“ข้ารักเจ้า รักตั้งแต่เมื่อไหร่ข้าเองก็ไม่รู้ กว่าจะรู้เจ้าก็ค่อยๆ เข้ามาในชีวิตข้า ทำให้ข้ายอมพ่ายแพ้อย่างหมดใจ ทั้งที่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตข้าจะสามารถคาดหวัง หรือมีผู้ใดเข้ามาเติมเต็ม เจ้า...เป็นทุกอย่างในชีวิตที่ข้าปรารถนา”“ได้ ข้าจะเป็นทุกอย่างในชีวิตที่ท่านปรารถนา
พี่ชายของนางอ้าปากค้าง “นี่ใช่สินบนหรือไม่” เขากล่าวมองเซาปิ่งในมือ สามพี่น้องล้วนมีคนละชิ้น เซาปิ่งร้อนๆ ที่หูเยี่ยนเจาซื้อให้“หนิงหนิงทำไมเจ้ามีสองชิ้น”“ข้าจะเอาไปฝากศิษย์พี่หก เอาละตอนนี้พวกเราไม่ติดค้างกันแล้ว ท่านก็...ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี”หูเยี่ยนเจามองสามพี่น้องเดินจากไปด้วยสายตาเทิดทูน ทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของเว่ยอวี้เฟิงทั้งสิ้น เขามองคนสองคนที่หมุนตัวเดินเคียงข้างกันไปข้างหน้า หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่ม สนทนากันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง หัวเราะกับคำตอบของอีกฝ่าย เงาของทั้งสองทอดลงไปบนถนนด้านหลัง เคียงข้างกันไปจน...สุดสายตา“ข้า...พานพบช้าไปสินะ”เว่ยอวี้เฟิงได้แต่พึมพำกับตัวเองเสียงเบา เขาหมุนตัวเดินไปยังฝั่งตรงข้ามกับทิศทางที่คนทั้งสองเดินไป คนละเส้นทาง คนละเป้าหมาย ไม่มีทางเวียนมาบรรจบกัน...ท่านปราชญ์แซ่สวีในที่สุดก็ประกาศปลดเกษียณตัวเอง เขาส่งต่อการดูแลสำนักศึกษาจิ้นสิงให้เว่ยจิ่นหยาง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ประกาศหมั้นหมายและกำหนดฤกษ์แต่งเข้าจวนตระกูลซ่งผู้คนแตกตื่น ไม่ว่าผู้ใดล้วนคาดไม่ถึงว่าเว่ยจิ่นหยางจะแต่งเข้าจวนฮูหยิน หลายคนรอดูท่าทีของอัครมหาเสนาบดี ทว่ากลับไม่มีความ
เฉินเจี๋ยหลิงหยุดชะงักถลึงตามองนางด้วยสายตาเกลียดชัง “ซ่งจวินหนิงเจ้ามันสตรีร้ายกาจไร้ยางอาย!!”“ใช่...ข้าร้ายกาจ แล้วอย่างไร”นางกล่าวเสียงเรียบจ้องตากับท่านหญิงสูงศักดิ์นิ่ง “อย่างน้อยสตรีร้ายกาจเช่นข้าก็ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำตัวอ่อนแอ ทว่าลับหลังกลับกล้าลงมือวางยาปลุกกำหนัดบุรุษ”เฉินเจี๋ยหลิงมองไปรอบๆ ใบหน้าของนางขาวซีด “เจ้า...เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”“ข้ากล้าทำก็กล้ารับ ทำไม...หรือท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ไม่กล้ายอมรับในสิ่งที่ทำ? ข้าขอเตือนหากกล้าเข้าใกล้เว่ยจิ่นหยางอีก อย่าหาว่าข้า...สตรีร้ายกาจผู้นี้ไม่สมกับฉายาที่พวกเจ้ายัดเยียดให้ ถึงตอนนั้นท่านไม่รู้หรอกว่าข้าจะเปิดโปงความไร้ยางอายของผู้ใดบ้าง!!”นางกล่าวจบก็ก้าวเดินฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายจนเฉินเจี๋ยหลิงถอยกรูด “อย่าเข้ามานะ!”“ทางที่ดีท่านกลับไปเสียเถิด รอขึ้นเกี้ยวแต่งออกไปอย่างมีเกียรติ อย่ามาโวยวายที่นี่ อย่ามารบกวนฮองเฮาอีก ทำสิ่งใดก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น หากยังไม่ยอมรับแล้วมีคนขุดคุ้ยขึ้นมา ท่านคิดหรือว่าฝ่าบาทจะทรงนิ่งเฉย ที่เรื่องออกมาเป็นเช่นนี้ไม่คิดบ้างหรือว่าเพราะฝ่าบาททรงเห็นแก่ฮองเฮา”เฉินเจี๋ยหลิงชะงักดวงตาแดงก่ำ “แต่ข
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่แปดท่านเคยกิน?”“เคยกินเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ไม่ได้ออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่ายังอยู่อีกหรือไม่”“อร่อยหรือไม่เจ้าคะ”“อร่อยมาก รสดีเหมือนเดิม ขอบใจเจ้ามาก มาวันนี้เพราะจะกลับหวงซานกระมัง”“เจ้าค่ะ”“ดีแล้ว รั้งอยู่นานก็มีแต่เรื่องน่าปวดหัว อีกอย่างป่านนี้อาจารย์คงเป็นกังวลแล้ว แม้ศิษย์พี่สามของเจ้าส่งข่าวไปโดยตรงเพราะกลัวอาจารย์คิดมาก แต่เห็นพวกเจ้าสองคนกลับไปอาจารย์คงดีใจ อาจารย์ชรามากแล้วให้พวกเจ้ารั้งอยู่ข้างกายข้ากับศิษย์พี่สามก็สบายใจ” “ศิษย์พี่แปดเจ้าคะ...ข้าไม่ได้ทำให้ท่านลำบากใจกระมัง”“หมายถึงเรื่องไหวหยางอ๋อง?”นางพยักหน้า “ข้าต้องลำบากใจเรื่องใดเล่า เขาก็มิใช่จะมีสิทธิ์ปลดข้าจากตำแหน่งฮองเฮา ข้าก็ไม่ใช่ว่าต้องอาศัยเพียงตระกูลเฉินถึงได้ขึ้นเป็นฮองเฮานี่ เขาไม่ออกรบข้าไปเองก็ย่อมได้ ข้ากลัวเสียที่ไหน”ซ่งจวินหนิงขมวดคิ้วอีกฝ่ายหัวเราะคว้ามือนางไปจับ “ไม่ต้องกังวล สถานการณ์ตอนนี้อย่างไรก็ต้องเกิด อัครมหาเสนาบดีเกี่ยวดองกับไหวหยางอ๋อง พวกเขายังคิดว่าอิทธิพลในมือไม่มากพออีกหรือ หากมากกว่านี้ก็ก่อกบฏได้แล้ว”“ศิษย์พี่แปด!...” นางมองไปรอบๆ โล่งใจที่ไม่มีใครได้ยิน“กล
คุณหนูตระกูลเสี้ยวทั้งสองคล้ายไม่เคยพานพบสตรีที่กล้าเปิดโปงผู้อื่นตรงๆ แถมยังกล้ากล่าวจากปากตัวเองว่าเป็นคนร้ายกาจไร้ยางอายอีก พวกนาง...แทบจะกระทึบเท้า “ไร้การอบรม!”“ต้องการร้องเรียนหรือไม่ ฝากจดหมายร้องเรียนไปถึงอาจารย์ของข้าได้นะ ข้ากำลังจะกลับหวงซานพอดี อาจารย์ของข้าเป็นคนใจกว้างยอมรับการร้องเรียนจากคนนอกเสมอ”สตรีทั้งสองนางชะงักตกใจจนหน้าซีด... มันผู้ใดกล้าร้องเรียนท่านปราชญ์แซ่สวี มันผู้นั้นมิเท่ากับเป็นศัตรูของบัณฑิตทั้งแคว้นหรือ!เรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงครั้งก่อน บัณฑิตมากมายต่างส่งจดหมายร้องเรียนซ่งจวินหนิง กล่าวว่านางเป็นสตรีไร้ยางอาย ไม่คู่ควรกับเว่ยจิ่นหยาง ท่านปราชญ์กลับประกาศออกมา‘ข้าเป็นอาจารย์ของซ่งจวินหนิง หากศิษย์ร้ายกาจไร้ยางอาย ข้าผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องรับผิดชอบ หากเห็นควรตามคำร้องเรียนศิษย์ข้า ตัวข้าจะลาออกจากการดูแลสั่งสอนบัณฑิตในสำนักศึกษาจิ้นสิง พาศิษย์รักของข้ากลับไปอยู่บ้านนอก ไม่กลับเข้ามาเมืองหลวง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของแคว้นฉินอีก!!!’หลังจากนั้นบัณฑิตที่เคยเขียนจดหมายร้องเรียน ทุกคนล้วนไปคุกเข่าขอร้องไม่ให้ท่านปราชญ์แซ่สวีทำอย่างที่ประกาศ จบลงตรงผ
ฮองเฮาคว้ามือซ่งจวินหนิง “อย่าลืมนะ เจ้าต้องแวะมาก่อนกลับหวงซาน”“เพคะหม่อมฉันจะมา หม่อมฉันสัญญา” นางยิ้มให้ฮองเฮา “มาแน่ๆ จะเอาแอบของอร่อยจากข้างนอกมาฝากด้วย” ดังนั้นฮองเฮาจึงปล่อยมือนางด้วยรอยยิ้ม ตอนทั้งสองเดินออกมาก็พบเฉินเจี๋ยหลิงกับสหายสองคนท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ปราดเข้าไปขวางเว่ยจิ่นหยาง “ช้า
เขาหัวเราะ “กังวลหน่อยก็ดี ชื่อเสียงของเจ้าตอนนี้ถือว่าน่ากังวลไม่น้อย แม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งปราชญ์ แต่ใจคนนั้นยากหยั่งถึง ที่ใจคอคับแคบก็มาก ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นแก้ไขก็มี ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะแบกรับ ดังนั้นก็ต้องอยู่กับมันให้ถึงที่สุด”หญิงสาวเข้าใจดี “ข้าถือคติที่ว่าไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็จะ
ศพคนสองคนถูกนำออกไปแล้ว สภาพภายในตัวบ้านเละเทะเหมือนเกิดการต่อสู้ ตู้ไม้พังกองรวมกันอยู่หน้าเตียง ซากที่เหลือของตู้กองสุมกัน เรียกความสนใจของนางให้นั่งลงซ่งจวินหนิงหยิบสองสามชิ้นมาประกอบกันบนพื้น ข้างๆ มีรอยเลือด มีดสั้นที่ใช้ก่อเหตุถูกเก็บไปแล้ว มองไปยังหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ สามารถมองออกไป
...เขาที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็นพยานที่ทำให้ตระกูลเสี้ยวน้ำท่วมปาก ไม่เพียงไม่อาจทำตามแผนการเดิมที่จะรับทั้งสองคนเข้าจวน แต่ยังโดนทุบตีแบบเสียเปล่า แถมต้องรับคุณหนูรองเป็นฮูหยินเอกเพียงคนเดียวโดยไม่อาจเลี่ยง“นางทำอย่างไรขอรับ”“นางส่งคนไปหลอกข้ากับคนตระกูลหยวนไปที่หน้าหอนางโลม ข้าหลงกลนางลงจากรถม้







