Masukผู้อื่นย้อนอดีตข้ามภพเข้าไปอยู่ในร่างของคุณหนูจวนนั้นจวนนี้ นาง...ซ่งจวินหนิงกลับลืมตาขึ้นมาในร่างของทารกแรกเกิด!!! จากผู้กองสาวที่วันๆ เอาแต่วิ่งไล่จับคนร้าย วันนี้ต้องกลายมาเป็นคุณหนูสี่จวนขุนนางใหญ่ แน่นอนว่าซ่งจวินหนิงไม่ใช่สตรีที่จะถูกตีกรอบให้อยู่ภายใต้ สามคล้อยตาม สี่คุณธรรม หนทางใดนำพานางให้ไปสู่อิสระนางล้วนไม่ลังเล!!! ชื่อเสียงฉาวโฉ่...แล้วอย่างไร สตรีร้ายกาจ...แล้วอย่างไร ชีวิตนี้ขอเพียงไม่ตกอยู่ในวังวนของความวุ่นวาย ทั้งอำนาจ ชื่อเสียง และการถูกบีบบังคับ ขอเพียงได้อยู่อย่างสงบสุข ห่างไกลจากเรื่องเหล่านั้น นางล้วนไม่แยแส ถึงอย่างนั้นผู้ใดจะรู้ว่ามีบุรุษหนึ่งมองนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขา...เว่ยจิ่นหยาง บุรุษที่ยิ่งได้รู้จักนางก็ยิ่งอยากปกป้องเขาจากความโดดเดี่ยว!!!
Lihat lebih banyakหอเซียงอวิ๋นบุรุษมากมายกำลังดื่มด่ำหาความสำราญท่ามกลางหญิงงามมากมายที่คอยปรนนิบัติเอาใจ ในห้องมิดชิดชั้นสองซึ่งเป็นห้องที่ต้องจ่ายเงินหลายสิบตำลึง บุรุษผู้หนึ่งกำลังกอดก่ายหญิงงามร่างเปลือยเปล่า เสียงหอบกระเส่าดังลอดออกมาเบาๆ ขณะที่เงาของคนอีกสองคนเดินไปยังประตูห้อง
เสียงดังสนั่นเมื่อประตูถูกกระแทกเปิด เสียงกรีดร้องด้วยความแตกตื่นดังขึ้นพร้อมเสียงสบถ “หน้าไหนมันกล้าขัดความสำราญของบิดา ข้า...คุณชายเสี้ยวผู้นี้!!”
“ข้าเอง” เสียงราบเรียบของอิสตรีพลันดังขึ้น
เสี้ยวตงเผิงได้ยินก็ชะงัก เขากระชากม่านหน้าเตียงเปิดออก มองสตรีอ่อนเยาว์ที่แต่งกายด้วยชุดบุรุษ ใบหน้าพริ้มเพราคงเค้าความงดงามตั้งแต่ยังไม่ปักปิ่น...
“จะ...จวินเอ๋อร์ ข้า...ข้าไม่ได้ทำอะไรนะ ไม่ใช่เช่นที่เจ้าคิด นะ...นาง เป็นนางที่ยั่วยวนข้า!” เขาคว้ากางเกงมาสวมลวกๆ อีกมือคว้าเสื้อ
“ใต้เท้าเหตุใดท่านกล่าวเช่นนี้!” สตรีบนเตียงละล่ำละลัก
“เมื่อวานราชโองการไปถึงหน้าจวนตระกูลซ่ง วันนี้ตอนเช้าเจ้าเจาะจงเลือกข้าเพื่อแต่งเข้าจวนตระกูลเสี้ยว ทว่ายังไม่ทันพ้นวันเจ้ากลับเข้ามาหาความสำราญในหอนางโลม เสี้ยวตงเผิงข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้า...ซ่งจวินหนิงผู้นี้ มิใช่สตรีที่เจ้าจะชี้นิ้วเลือกอย่างไรก็ได้!!”
สตรีแซ่ซ่ง นามจวินหนิง นางเพิ่งกล่าวจบก็กระชากแขนของบุรุษบนเตียงเหวี่ยงลงมาบนพื้น “อัดมัน!” นางสั่งคนของตัวเองจากนั้นแม้แต่ตัวนางเองก็เริ่มทุบตีเสี้ยวตงเผิงเช่นกัน
เสียงวุ่นวายดังขึ้นครู่ใหญ่ เสียงตะโกน เสียงด่าทอ กระทั่งร่างของเสี้ยวตงเผิงถูกลากออกมาจากหอนางโลมโยนลงไปที่กลางถนน
ภาพที่หลายคนต่างมุงดูก็คือคุณหนูสี่จวนตระกูลซ่งกับสาวใช้กำลังทุบตีคู่หมาย ว่ากันว่าตระกูลซ่งกับตระกูลเสี้ยวหวังใช้สมรสพระราชทานเพื่อกระชับสัมพันธ์ขุนนางสองจวน ยังไม่ทันได้สมหวังคุณหนูสี่กลับทุบตีคู่หมาย ท่ามกลางสายตาของผู้คน แถมยังเป็นที่...หน้าหอนางโลม!!!
ทว่า...สมรสพระราชทานอย่างไรก็ไม่อาจขัดขืน ไม่รู้ว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นอย่างไร สองตระกูลกลับเปลี่ยนเจ้าสาวกะทันหัน
จากคุณหนูสี่ตระกูลซ่งซึ่งเป็นบุตรสาวของฮูหยินเอกคนปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นคุณหนูรองตระกูลซ่ง ซ่งเหรินเซียง บุตรสาวของใต้เท้าซ่งที่เกิดจากฮูหยินเอกคนก่อน ราชโองการไม่ได้เจาะจงนาม ดังนั้นพลิกแพลงสักหน่อยก็นับได้ว่าสองตระกูลไม่ได้ขัดราชโองการ...
ภายในห้องโถงจวนตระกูลซ่ง บ่าวไพร่ถูกกันออกไปจนสิ้น กลางห้องมีสตรีงดงามนางหนึ่งคุกเข่าร้องไห้ด้วยความทุกข์ทน รอบๆ ตัวของสตรีนางนั้นมีบุตรชายและบุตรสาวของซ่งเทียน ขุนนางขั้นสอง เจ้ากรมโยธา[1] ยืนเงียบๆ
ซ่งเทียนถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่งมือยกขึ้นนวดขมับ “เอาละในเมื่อไม่อาจแก้ไขสิ่งใด ก็ให้ทำตามที่จวินเอ๋อร์เสนอ เจ้าก็...แต่งเข้าตระกูลเสี้ยวเถิด”
อวี่ซื่อมองบุตรสาวของตนอย่างจนใจ “แล้วข่าวลือนั่นเล่าเจ้าคะท่านพี่”
ด้านนอกลือกันทุกมุมถนนเรื่องที่บุตรสาวของนางไปก่อเรื่องทุบตีคู่หมายเข้า ตอนนี้ยังไม่ปักปิ่นชื่อเสียงก็ถูกผู้คนกล่าวถึงในทางที่ไม่ดีอย่างสนุกปาก นางให้ปวดศีรษะกับบุตรสาวยิ่งนัก
ซ่งเทียนหันไปมองบุตรสาวคนที่สี่ “จวินเอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเรื่องที่เจ้าไปยังสถานที่เช่นนั้น กับเรื่องที่เจ้าทำอะไรโดยพลการ ทั้งเรื่องที่เจ้าไปทุบตีบุรุษ...” ยิ่งพูดก็ยิ่งปวดศีรษะ...
[1] เจ้ากรมโยธา หรือกังปู้ (工部) บทบาทคล้ายกระทรวงคมนาคมกับกรมโยธา มีหน้าที่ดูแลการก่อสร้าง ปฏิสังขรณ์วัตถุสถาน รวมถึงงานด้านชลประทานและการคมนาคมต่าง ๆ
“ข้ายังไม่ได้เรียนรู้เรื่องหลายๆ เรื่องจากท่านเลย ท่านสอนสั่งศิษย์พี่ตั้งหลายปี ข้าเพิ่งมาได้สองปีเอง อยู่ต่ออีกหน่อยนะเจ้าคะ”ปีต่อมานางกล่าวว่า“อาจารย์ ข้าตั้งครรภ์แล้ว หากท่านไปผู้ใดจะเป็นคนสอนบุตรของข้าเล่าเจ้าคะ หากเขาเป็นบุตรชายท่านก็ได้ศิษย์คนที่สิบพอดี”ปีถัดๆ มาอีกปีนางกล่าวว่า“อาจารย์ข้าตั้งครรภ์บุตรอีกคนแล้ว คนนี้ต้องเป็นบุตรสาวที่เหมือนข้าแน่นอน ท่านไม่รับนางเป็นศิษย์ไม่ได้นะ”“เจ้าหลอกข้าไม่ได้แล้ว ไปตามสามีของเจ้ามา! ข้าจะยกตำแหน่งปราชญ์หลวงให้เขาแล้ว! ข้าไม่เชื่อว่ายกตำแหน่งให้เขาแล้ว เขาจะไม่ให้ข้าอยู่ที่นี่สั่งสอนบุตรของเขา! ข้าไม่เป็นปราชญ์ ไม่เป็นอาจารย์แล้ว ข้าจะเป็น...ท่านปู่”งานเลี้ยงฉลองในวังหลวงฮ่องเต้ส่งเทียบเชิญมายังสำนักศึกษาจิ้นสิง ท่านปราชญ์หลวงและฮูหยินจะต้องไปร่วมงาน สองสามีภรรยาจับจูงบุตรชายและบุตรสาวไปร่วมงานเลี้ยงปีนี้บุตรชายอายุได้ห้าขวบปี บุตรสาวอายุได้สามขวบปี ท่านอาจารย์สวีเหยียนลู่อายุมากจึงไม่สะดวกเดินทาง เขารั้งรออยู่ที่สำนักศึกษาโดยมีศิษย์หลายคนคอยอยู่ดูแลใกล้ชิดเว่ยจิ่นหยางมือหนึ่งอุ้มบุตรสาว มือหนึ่งจับจูงมือของผู้เป็นฮูหยิน ส่วนซ่งจวิน
ที่ชื่นชมก็มองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สตรีจะได้แสดงความกล้าหาญที่ไม่ชอบก็กล่าวว่าซ่งจวินหนิงก็ยังเป็นสตรีที่ร้ายกาจไร้ยางอาย กล้าส่งเกี้ยวไปแต่งเขยเข้าจวน เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีสตรีใดกล้าทำเช่นนางอีกแล้ว!!ในห้องหอเว่ยจิ่นหยางถูกมอมสุราจนใบหน้าแดงซ่าน รอยยิ้มของเขาทำให้ซ่งจวินหนิงถอนหายใจ “ดื่มเข้าไปมากเลยหรือ”“มากสิ เพราะข้ามีความสุข”“มีความสุขมากสินะ”“มากที่สุด ไม่เคยมีความสุขเช่นนี้เลยตลอดชีวิต”นางกอดเขาให้เขาพิงไหล่ “เว่ยจิ่นหยาง”“หืม”“ข้าจะทำให้ชีวิตนี้ท่านไม่ต้องเหงาอีกเลย อาจจะไม่มีความสุขในทุกๆ วัน อาจมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ข้ารับรองข้าจะไม่ไปไหน จะยืนอยู่ตรงนี้เคียงข้างท่าน จนกว่าจะถึงวันที่ข้ากับท่านถูกพรากจากกันด้วยลมหายใจ”เขาเงียบไปนานมาก สองมือกุมมือนางแน่น “หนิงหนิง”“หืม”“ข้ารักเจ้า รักตั้งแต่เมื่อไหร่ข้าเองก็ไม่รู้ กว่าจะรู้เจ้าก็ค่อยๆ เข้ามาในชีวิตข้า ทำให้ข้ายอมพ่ายแพ้อย่างหมดใจ ทั้งที่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตข้าจะสามารถคาดหวัง หรือมีผู้ใดเข้ามาเติมเต็ม เจ้า...เป็นทุกอย่างในชีวิตที่ข้าปรารถนา”“ได้ ข้าจะเป็นทุกอย่างในชีวิตที่ท่านปรารถนา
พี่ชายของนางอ้าปากค้าง “นี่ใช่สินบนหรือไม่” เขากล่าวมองเซาปิ่งในมือ สามพี่น้องล้วนมีคนละชิ้น เซาปิ่งร้อนๆ ที่หูเยี่ยนเจาซื้อให้“หนิงหนิงทำไมเจ้ามีสองชิ้น”“ข้าจะเอาไปฝากศิษย์พี่หก เอาละตอนนี้พวกเราไม่ติดค้างกันแล้ว ท่านก็...ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี”หูเยี่ยนเจามองสามพี่น้องเดินจากไปด้วยสายตาเทิดทูน ทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของเว่ยอวี้เฟิงทั้งสิ้น เขามองคนสองคนที่หมุนตัวเดินเคียงข้างกันไปข้างหน้า หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่ม สนทนากันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง หัวเราะกับคำตอบของอีกฝ่าย เงาของทั้งสองทอดลงไปบนถนนด้านหลัง เคียงข้างกันไปจน...สุดสายตา“ข้า...พานพบช้าไปสินะ”เว่ยอวี้เฟิงได้แต่พึมพำกับตัวเองเสียงเบา เขาหมุนตัวเดินไปยังฝั่งตรงข้ามกับทิศทางที่คนทั้งสองเดินไป คนละเส้นทาง คนละเป้าหมาย ไม่มีทางเวียนมาบรรจบกัน...ท่านปราชญ์แซ่สวีในที่สุดก็ประกาศปลดเกษียณตัวเอง เขาส่งต่อการดูแลสำนักศึกษาจิ้นสิงให้เว่ยจิ่นหยาง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ประกาศหมั้นหมายและกำหนดฤกษ์แต่งเข้าจวนตระกูลซ่งผู้คนแตกตื่น ไม่ว่าผู้ใดล้วนคาดไม่ถึงว่าเว่ยจิ่นหยางจะแต่งเข้าจวนฮูหยิน หลายคนรอดูท่าทีของอัครมหาเสนาบดี ทว่ากลับไม่มีความ
เฉินเจี๋ยหลิงหยุดชะงักถลึงตามองนางด้วยสายตาเกลียดชัง “ซ่งจวินหนิงเจ้ามันสตรีร้ายกาจไร้ยางอาย!!”“ใช่...ข้าร้ายกาจ แล้วอย่างไร”นางกล่าวเสียงเรียบจ้องตากับท่านหญิงสูงศักดิ์นิ่ง “อย่างน้อยสตรีร้ายกาจเช่นข้าก็ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำตัวอ่อนแอ ทว่าลับหลังกลับกล้าลงมือวางยาปลุกกำหนัดบุรุษ”เฉินเจี๋ยหลิงมองไปรอบๆ ใบหน้าของนางขาวซีด “เจ้า...เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”“ข้ากล้าทำก็กล้ารับ ทำไม...หรือท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ไม่กล้ายอมรับในสิ่งที่ทำ? ข้าขอเตือนหากกล้าเข้าใกล้เว่ยจิ่นหยางอีก อย่าหาว่าข้า...สตรีร้ายกาจผู้นี้ไม่สมกับฉายาที่พวกเจ้ายัดเยียดให้ ถึงตอนนั้นท่านไม่รู้หรอกว่าข้าจะเปิดโปงความไร้ยางอายของผู้ใดบ้าง!!”นางกล่าวจบก็ก้าวเดินฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายจนเฉินเจี๋ยหลิงถอยกรูด “อย่าเข้ามานะ!”“ทางที่ดีท่านกลับไปเสียเถิด รอขึ้นเกี้ยวแต่งออกไปอย่างมีเกียรติ อย่ามาโวยวายที่นี่ อย่ามารบกวนฮองเฮาอีก ทำสิ่งใดก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น หากยังไม่ยอมรับแล้วมีคนขุดคุ้ยขึ้นมา ท่านคิดหรือว่าฝ่าบาทจะทรงนิ่งเฉย ที่เรื่องออกมาเป็นเช่นนี้ไม่คิดบ้างหรือว่าเพราะฝ่าบาททรงเห็นแก่ฮองเฮา”เฉินเจี๋ยหลิงชะงักดวงตาแดงก่ำ “แต่ข
ซ่งเหวินหัวเราะ “คิดเล็กคิดน้อยทำไมกัน ข้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย สืบคดีจับคนร้าย เขาเองก็ไขคดีลงโทษคนร้าย หากเขากล้านำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงาน เช่นนี้ยังคู่ควรจะเป็นรองเจ้ากรมอาญาอีกหรือ ถึงแม้เขากล้าทำแล้วไม่คิดหรือว่าจะไม่มีใครกล้าร้องเรียน ไปเถิด ไปดูที่เกิดเหตุ”สามพี่น้องเดินเท้าไปยังที่เกิ
ฮองเฮาคว้ามือซ่งจวินหนิง “อย่าลืมนะ เจ้าต้องแวะมาก่อนกลับหวงซาน”“เพคะหม่อมฉันจะมา หม่อมฉันสัญญา” นางยิ้มให้ฮองเฮา “มาแน่ๆ จะเอาแอบของอร่อยจากข้างนอกมาฝากด้วย” ดังนั้นฮองเฮาจึงปล่อยมือนางด้วยรอยยิ้ม ตอนทั้งสองเดินออกมาก็พบเฉินเจี๋ยหลิงกับสหายสองคนท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ปราดเข้าไปขวางเว่ยจิ่นหยาง “ช้า
“เสี่ยวหนิงหนิง ในเมื่อเรียกข้าว่าท่านน้า เช่นนั้นวันนี้ข้าพาเจ้าเข้าไปสำนักศึกษาเอง ข้ามีเรื่องอยากสนทนากับเจ้า มือปราบอวี่ไปด้วยกันเถิด แต่ให้นางไปรถม้าคันเดียวกับข้าก็แล้วกัน”“ได้ขอรับ”ซ่งจวินหนิงไม่ได้สงสัยเกี่ยวกับการมาของอีกฝ่าย นางมาถึงสองสามวันแล้วอีกฝ่ายเพิ่งมานี่ยังนับว่าช้าไปด้วยซ้ำ หย
เขาหัวเราะ “กังวลหน่อยก็ดี ชื่อเสียงของเจ้าตอนนี้ถือว่าน่ากังวลไม่น้อย แม้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งปราชญ์ แต่ใจคนนั้นยากหยั่งถึง ที่ใจคอคับแคบก็มาก ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่นแก้ไขก็มี ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะแบกรับ ดังนั้นก็ต้องอยู่กับมันให้ถึงที่สุด”หญิงสาวเข้าใจดี “ข้าถือคติที่ว่าไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็จะ












Ulasan-ulasan