Masuk...เขาที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็นพยานที่ทำให้ตระกูลเสี้ยวน้ำท่วมปาก ไม่เพียงไม่อาจทำตามแผนการเดิมที่จะรับทั้งสองคนเข้าจวน แต่ยังโดนทุบตีแบบเสียเปล่า แถมต้องรับคุณหนูรองเป็นฮูหยินเอกเพียงคนเดียวโดยไม่อาจเลี่ยง
“นางทำอย่างไรขอรับ”
“นางส่งคนไปหลอกข้ากับคนตระกูลหยวนไปที่หน้าหอนางโลม ข้าหลงกลนางลงจากรถม้าไปห้าม พาทั้งสองไปนั่งพูดคุยกันเงียบๆ คนตระกูลหยวนตามมาจนทัน ข้าจึงได้รู้ว่าคุณหนูรองตระกูลซ่งกำลัง...ตั้งครรภ์”
กล่าวจบก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“การเจรจาในวันนั้นอาจดูเหมือนข้าเป็นคนออกหน้า แต่เบื้องหลังไม่อาจไม่ยอมรับ แผนการนี้ของคุณหนูสี่ตระกูลซ่งนั้นเฉลียวฉลาดแยบยลมาก ทั้งเมื่อได้บทสรุปก็เป็นเรื่องดีต่อทุกฝ่าย อาศัยชื่อเสียงของข้าทำให้คนตระกูลเสี้ยวไม่กล้ารังแกคุณหนูรองอีกแรง ต่อหน้าคนตระกูลหยวน เสี้ยวตงเผิงเองก็ไม่กล้าขัดไม่กล้าทำตัวหยาบคาย ตัวนางเองก็ไม่ต้องแต่งเขาจวนตระกูลเสี้ยวอีกคน”
“ได้ยินมาว่านางยังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำ? เด็กสาวอายุยังน้อยแต่เจ้าเล่ห์มากแผนการถึงเพียงนี้?” เว่ยจิ่นหยางรู้สึกประหลาดใจ
สวีเหยียนลู่หัวเราะ “เพราะเช่นนี้ข้าจึงอยากให้นางมาเรียนที่นี่ เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่นางหลอกใช้ข้า หรือบางทีนางเองก็คงมองเห็นแล้วว่าการไปจากเมืองหลวงสักพักจึงจะเป็นเรื่องดีต่อตัวนาง”
เขาควรโกรธที่โดนเด็กสาวหลอก ทว่าเมื่อผลสรุปออกมาเช่นนี้เขากลับเข้าใจสิ่งที่นางทำได้อย่างชัดเจน ซ่งจวินหนิงไม่ได้ทำเพื่อตัวนางเองเท่านั้น แต่ยังทำเพื่อพี่สาว เพื่อคนตระกูลซ่ง และยังทำเพื่อคนตระกูลหยวนด้วย
“อาจารย์เป็นคนเสนอให้นางมาเรียนที่จิ้นสิง?”
“ใช่ คนเฉลียวฉลาดเช่นนี้ปล่อยเอาไว้ก็น่าเสียดาย ...เสียดายที่นางเป็นสตรี” สวีเหยียนลู่พึมพำจากนั้นจิบชา
“ต้องเป็นสตรีเช่นใดจึงยอมแบกรับชื่อเสียงด่างพร้อยเช่นนี้ เพียงเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้พี่สาวต่างมารดา และต้องเป็นสตรีเช่นใดจึง...กล้าทุบตีบุรุษที่อาจจะกลายมาเป็นสามี แถมยังแอบเข้าไปใน...หอนางโลม”
ยิ่งชายหนุ่มพูดสวีเหยียนลู่ก็ยิ่งกลั้นท่าทีขบขันเอาไว้ไม่ได้ “ข้าว่านาง...เป็นสตรีที่น่าสนใจทีเดียว ปล่อยให้แต่งงานไปโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่านางสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง เช่นนี้นับว่า...น่าเสียดาย แถมเสี้ยวตงเผิงผู้นั้น...เศษสวะ”
เสียงกวาดพื้นแกรกๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะ ซ่งจวินหนิงลืมตาขึ้นมองม่านหน้าเตียงลายปักดอกเหมยแดงนิ่ง ร่างกายที่ผ่านการเดินทางทำให้เหนื่อยล้าเล็กน้อย ทว่าเมื่อได้นอนหลับเต็มที่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยวอวี้เป็นคนหูไวมาก ขยับตัวเล็กน้อยก็รู้แล้วว่านางตื่น
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเสียงหนึ่ง เมื่อคืนอยู่ๆ ก็ฝันถึงชีวิตหนหลังตอนยังเป็นตำรวจ วันๆ หากไม่วิ่งไล่จับคนร้ายก็ออกไปสืบคดี วันหยุดไม่ถามหา บ้านไม่มีให้กลับ ขลุกอยู่กับงานจนวันหนึ่งโดนรถชนทั้งที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองเป็นเด็กทารกแรกเกิดเสียนี่
ซ่งจวินหนิงเคยอ่านนิยายผ่านๆ ตา เคยดูละครช่วงดึกที่นางเอกทะลุมิติมาก็มาก แต่หลายๆ เรื่องมักพบว่าหากไม่ยืมร่างคืนวิญญาณ ก็มักจะพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในร่างของหญิงสาวที่พร้อมออกลุยใช้ชีวิต แต่นี่อะไรตัวเองกลับต้องมาเกิดใหม่ในร่างของเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลก!!!
ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าเป็นอีกชาติภพของชีวิต ย้อนอดีต หรือว่าเป็นการทะลุมิติ เพราะที่นี่ไม่มีบันทึกว่ามีอยู่จริง ไม่รู้วันเวลาที่แน่นอนว่ามีอยู่ในประวัติศาสตร์ หรือว่าจริงๆ อาจจะเป็นโลกคู่ขนานที่ยังคงล้าหลังกว่าโลกเดิมก่อนหน้านั้นห้าถึงหกพันปี ผู้คน การใช้ชีวิต ความเชื่อ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เหมือนยุคแห่งอดีตที่เคยเรียนมา
จากผู้หมวดสาววัยยี่สิบหกที่แสนคล่องแคล่ว กลับกลายมาเป็นเด็กทารกเกิดใหม่ที่แม้จะพูดก็ยังเป็นเสียงอ้อแอ้ ใครบ้างละจะไม่ตกใจ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะแหกปากบอกใครเขาได้ บอกไปใครเล่าเขาจะเชื่อ ไม่หาว่าเสียสติก็คงไม่ใช่โลกอันล้าหลังแห่งนี้แล้วกระมัง
“ข้ายังไม่ได้เรียนรู้เรื่องหลายๆ เรื่องจากท่านเลย ท่านสอนสั่งศิษย์พี่ตั้งหลายปี ข้าเพิ่งมาได้สองปีเอง อยู่ต่ออีกหน่อยนะเจ้าคะ”ปีต่อมานางกล่าวว่า“อาจารย์ ข้าตั้งครรภ์แล้ว หากท่านไปผู้ใดจะเป็นคนสอนบุตรของข้าเล่าเจ้าคะ หากเขาเป็นบุตรชายท่านก็ได้ศิษย์คนที่สิบพอดี”ปีถัดๆ มาอีกปีนางกล่าวว่า“อาจารย์ข้าตั้งครรภ์บุตรอีกคนแล้ว คนนี้ต้องเป็นบุตรสาวที่เหมือนข้าแน่นอน ท่านไม่รับนางเป็นศิษย์ไม่ได้นะ”“เจ้าหลอกข้าไม่ได้แล้ว ไปตามสามีของเจ้ามา! ข้าจะยกตำแหน่งปราชญ์หลวงให้เขาแล้ว! ข้าไม่เชื่อว่ายกตำแหน่งให้เขาแล้ว เขาจะไม่ให้ข้าอยู่ที่นี่สั่งสอนบุตรของเขา! ข้าไม่เป็นปราชญ์ ไม่เป็นอาจารย์แล้ว ข้าจะเป็น...ท่านปู่”งานเลี้ยงฉลองในวังหลวงฮ่องเต้ส่งเทียบเชิญมายังสำนักศึกษาจิ้นสิง ท่านปราชญ์หลวงและฮูหยินจะต้องไปร่วมงาน สองสามีภรรยาจับจูงบุตรชายและบุตรสาวไปร่วมงานเลี้ยงปีนี้บุตรชายอายุได้ห้าขวบปี บุตรสาวอายุได้สามขวบปี ท่านอาจารย์สวีเหยียนลู่อายุมากจึงไม่สะดวกเดินทาง เขารั้งรออยู่ที่สำนักศึกษาโดยมีศิษย์หลายคนคอยอยู่ดูแลใกล้ชิดเว่ยจิ่นหยางมือหนึ่งอุ้มบุตรสาว มือหนึ่งจับจูงมือของผู้เป็นฮูหยิน ส่วนซ่งจวิน
ที่ชื่นชมก็มองว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สตรีจะได้แสดงความกล้าหาญที่ไม่ชอบก็กล่าวว่าซ่งจวินหนิงก็ยังเป็นสตรีที่ร้ายกาจไร้ยางอาย กล้าส่งเกี้ยวไปแต่งเขยเข้าจวน เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีสตรีใดกล้าทำเช่นนางอีกแล้ว!!ในห้องหอเว่ยจิ่นหยางถูกมอมสุราจนใบหน้าแดงซ่าน รอยยิ้มของเขาทำให้ซ่งจวินหนิงถอนหายใจ “ดื่มเข้าไปมากเลยหรือ”“มากสิ เพราะข้ามีความสุข”“มีความสุขมากสินะ”“มากที่สุด ไม่เคยมีความสุขเช่นนี้เลยตลอดชีวิต”นางกอดเขาให้เขาพิงไหล่ “เว่ยจิ่นหยาง”“หืม”“ข้าจะทำให้ชีวิตนี้ท่านไม่ต้องเหงาอีกเลย อาจจะไม่มีความสุขในทุกๆ วัน อาจมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ข้ารับรองข้าจะไม่ไปไหน จะยืนอยู่ตรงนี้เคียงข้างท่าน จนกว่าจะถึงวันที่ข้ากับท่านถูกพรากจากกันด้วยลมหายใจ”เขาเงียบไปนานมาก สองมือกุมมือนางแน่น “หนิงหนิง”“หืม”“ข้ารักเจ้า รักตั้งแต่เมื่อไหร่ข้าเองก็ไม่รู้ กว่าจะรู้เจ้าก็ค่อยๆ เข้ามาในชีวิตข้า ทำให้ข้ายอมพ่ายแพ้อย่างหมดใจ ทั้งที่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตข้าจะสามารถคาดหวัง หรือมีผู้ใดเข้ามาเติมเต็ม เจ้า...เป็นทุกอย่างในชีวิตที่ข้าปรารถนา”“ได้ ข้าจะเป็นทุกอย่างในชีวิตที่ท่านปรารถนา
พี่ชายของนางอ้าปากค้าง “นี่ใช่สินบนหรือไม่” เขากล่าวมองเซาปิ่งในมือ สามพี่น้องล้วนมีคนละชิ้น เซาปิ่งร้อนๆ ที่หูเยี่ยนเจาซื้อให้“หนิงหนิงทำไมเจ้ามีสองชิ้น”“ข้าจะเอาไปฝากศิษย์พี่หก เอาละตอนนี้พวกเราไม่ติดค้างกันแล้ว ท่านก็...ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี”หูเยี่ยนเจามองสามพี่น้องเดินจากไปด้วยสายตาเทิดทูน ทั้งหมดนั้นอยู่ในสายตาของเว่ยอวี้เฟิงทั้งสิ้น เขามองคนสองคนที่หมุนตัวเดินเคียงข้างกันไปข้างหน้า หญิงสาวเงยหน้ามองชายหนุ่ม สนทนากันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง หัวเราะกับคำตอบของอีกฝ่าย เงาของทั้งสองทอดลงไปบนถนนด้านหลัง เคียงข้างกันไปจน...สุดสายตา“ข้า...พานพบช้าไปสินะ”เว่ยอวี้เฟิงได้แต่พึมพำกับตัวเองเสียงเบา เขาหมุนตัวเดินไปยังฝั่งตรงข้ามกับทิศทางที่คนทั้งสองเดินไป คนละเส้นทาง คนละเป้าหมาย ไม่มีทางเวียนมาบรรจบกัน...ท่านปราชญ์แซ่สวีในที่สุดก็ประกาศปลดเกษียณตัวเอง เขาส่งต่อการดูแลสำนักศึกษาจิ้นสิงให้เว่ยจิ่นหยาง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ประกาศหมั้นหมายและกำหนดฤกษ์แต่งเข้าจวนตระกูลซ่งผู้คนแตกตื่น ไม่ว่าผู้ใดล้วนคาดไม่ถึงว่าเว่ยจิ่นหยางจะแต่งเข้าจวนฮูหยิน หลายคนรอดูท่าทีของอัครมหาเสนาบดี ทว่ากลับไม่มีความ
เฉินเจี๋ยหลิงหยุดชะงักถลึงตามองนางด้วยสายตาเกลียดชัง “ซ่งจวินหนิงเจ้ามันสตรีร้ายกาจไร้ยางอาย!!”“ใช่...ข้าร้ายกาจ แล้วอย่างไร”นางกล่าวเสียงเรียบจ้องตากับท่านหญิงสูงศักดิ์นิ่ง “อย่างน้อยสตรีร้ายกาจเช่นข้าก็ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำตัวอ่อนแอ ทว่าลับหลังกลับกล้าลงมือวางยาปลุกกำหนัดบุรุษ”เฉินเจี๋ยหลิงมองไปรอบๆ ใบหน้าของนางขาวซีด “เจ้า...เจ้าพูดเหลวไหลอะไร!”“ข้ากล้าทำก็กล้ารับ ทำไม...หรือท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ไม่กล้ายอมรับในสิ่งที่ทำ? ข้าขอเตือนหากกล้าเข้าใกล้เว่ยจิ่นหยางอีก อย่าหาว่าข้า...สตรีร้ายกาจผู้นี้ไม่สมกับฉายาที่พวกเจ้ายัดเยียดให้ ถึงตอนนั้นท่านไม่รู้หรอกว่าข้าจะเปิดโปงความไร้ยางอายของผู้ใดบ้าง!!”นางกล่าวจบก็ก้าวเดินฉับๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายจนเฉินเจี๋ยหลิงถอยกรูด “อย่าเข้ามานะ!”“ทางที่ดีท่านกลับไปเสียเถิด รอขึ้นเกี้ยวแต่งออกไปอย่างมีเกียรติ อย่ามาโวยวายที่นี่ อย่ามารบกวนฮองเฮาอีก ทำสิ่งใดก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น หากยังไม่ยอมรับแล้วมีคนขุดคุ้ยขึ้นมา ท่านคิดหรือว่าฝ่าบาทจะทรงนิ่งเฉย ที่เรื่องออกมาเป็นเช่นนี้ไม่คิดบ้างหรือว่าเพราะฝ่าบาททรงเห็นแก่ฮองเฮา”เฉินเจี๋ยหลิงชะงักดวงตาแดงก่ำ “แต่ข
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่แปดท่านเคยกิน?”“เคยกินเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ไม่ได้ออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่ายังอยู่อีกหรือไม่”“อร่อยหรือไม่เจ้าคะ”“อร่อยมาก รสดีเหมือนเดิม ขอบใจเจ้ามาก มาวันนี้เพราะจะกลับหวงซานกระมัง”“เจ้าค่ะ”“ดีแล้ว รั้งอยู่นานก็มีแต่เรื่องน่าปวดหัว อีกอย่างป่านนี้อาจารย์คงเป็นกังวลแล้ว แม้ศิษย์พี่สามของเจ้าส่งข่าวไปโดยตรงเพราะกลัวอาจารย์คิดมาก แต่เห็นพวกเจ้าสองคนกลับไปอาจารย์คงดีใจ อาจารย์ชรามากแล้วให้พวกเจ้ารั้งอยู่ข้างกายข้ากับศิษย์พี่สามก็สบายใจ” “ศิษย์พี่แปดเจ้าคะ...ข้าไม่ได้ทำให้ท่านลำบากใจกระมัง”“หมายถึงเรื่องไหวหยางอ๋อง?”นางพยักหน้า “ข้าต้องลำบากใจเรื่องใดเล่า เขาก็มิใช่จะมีสิทธิ์ปลดข้าจากตำแหน่งฮองเฮา ข้าก็ไม่ใช่ว่าต้องอาศัยเพียงตระกูลเฉินถึงได้ขึ้นเป็นฮองเฮานี่ เขาไม่ออกรบข้าไปเองก็ย่อมได้ ข้ากลัวเสียที่ไหน”ซ่งจวินหนิงขมวดคิ้วอีกฝ่ายหัวเราะคว้ามือนางไปจับ “ไม่ต้องกังวล สถานการณ์ตอนนี้อย่างไรก็ต้องเกิด อัครมหาเสนาบดีเกี่ยวดองกับไหวหยางอ๋อง พวกเขายังคิดว่าอิทธิพลในมือไม่มากพออีกหรือ หากมากกว่านี้ก็ก่อกบฏได้แล้ว”“ศิษย์พี่แปด!...” นางมองไปรอบๆ โล่งใจที่ไม่มีใครได้ยิน“กล
คุณหนูตระกูลเสี้ยวทั้งสองคล้ายไม่เคยพานพบสตรีที่กล้าเปิดโปงผู้อื่นตรงๆ แถมยังกล้ากล่าวจากปากตัวเองว่าเป็นคนร้ายกาจไร้ยางอายอีก พวกนาง...แทบจะกระทึบเท้า “ไร้การอบรม!”“ต้องการร้องเรียนหรือไม่ ฝากจดหมายร้องเรียนไปถึงอาจารย์ของข้าได้นะ ข้ากำลังจะกลับหวงซานพอดี อาจารย์ของข้าเป็นคนใจกว้างยอมรับการร้องเรียนจากคนนอกเสมอ”สตรีทั้งสองนางชะงักตกใจจนหน้าซีด... มันผู้ใดกล้าร้องเรียนท่านปราชญ์แซ่สวี มันผู้นั้นมิเท่ากับเป็นศัตรูของบัณฑิตทั้งแคว้นหรือ!เรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงครั้งก่อน บัณฑิตมากมายต่างส่งจดหมายร้องเรียนซ่งจวินหนิง กล่าวว่านางเป็นสตรีไร้ยางอาย ไม่คู่ควรกับเว่ยจิ่นหยาง ท่านปราชญ์กลับประกาศออกมา‘ข้าเป็นอาจารย์ของซ่งจวินหนิง หากศิษย์ร้ายกาจไร้ยางอาย ข้าผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องรับผิดชอบ หากเห็นควรตามคำร้องเรียนศิษย์ข้า ตัวข้าจะลาออกจากการดูแลสั่งสอนบัณฑิตในสำนักศึกษาจิ้นสิง พาศิษย์รักของข้ากลับไปอยู่บ้านนอก ไม่กลับเข้ามาเมืองหลวง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของแคว้นฉินอีก!!!’หลังจากนั้นบัณฑิตที่เคยเขียนจดหมายร้องเรียน ทุกคนล้วนไปคุกเข่าขอร้องไม่ให้ท่านปราชญ์แซ่สวีทำอย่างที่ประกาศ จบลงตรงผ
หน้าจวนตระกูลอวี่มีรถม้าหรูหราสามคันพร้อมคนคุ้มกันนับยี่สิบคนเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง ปกติแล้วคนที่นี่หาได้มีใครใช้คนคุ้มกันมากมายถึงเพียงนี้ แม้จะเป็นการเดินทางข้ามเมืองหรือข้ามเขาก็ตามหวงซานเดิมทีก็ไม่ใช่เมืองใหญ่ อีกทั้งยังเคยเป็นหนึ่งในเขตของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่งให้ก่อต
“แล้วอย่างไรเล่า”“ปีหน้ากรมอาญาจะมีการเปิดรับผู้ที่ต้องการเข้าศึกษาและฝึกปรือฝีมือเพื่อคัดเลือกคนที่จะเป็นมือปราบ นั่นเป็นความฝันของเขาที่จะเดินตามรอยท่าน”“ข้ารู้ แต่เจ้าเป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทกับเขาที่สุด พวกเจ้าไม่เคยแยกจากกัน คิดหรือว่าเขาจะปล่อยให้เจ้าไปที่หวงซานตามลำพัง”นางอึ้งงันไปนานมาก “
“เอาละพวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด”“ท่านพ่อ”เขาแทบจะถอนหายใจออกมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงบุตรสาวคนที่สี่เรียก “เจ้าว่ามา”“ในเมื่อเกิดเรื่องแล้ว ชื่อเสียงของข้าก็นับว่าถูกกล่าวถึงไปทั่ว จะอย่างไรข้าก็คงรั้งอยู่ในเมืองหลวงไม่ได้ ในช่วงนี้ข้าอยากไปอยู่ที่จวนของท่านลุงสักพักเจ้าค่ะ”ซ่งเทียนเลิก
ซ่งจวินหนิงยอบกาย “ลูกทราบเจ้าค่ะว่าทำผิด...” นางเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “แต่ก็ไม่อาจไม่ยอมรับ...หากไม่ทำเช่นนี้ปัญหาก็ไม่ถูกแก้ไขอยู่ดี สมรสพระราชทานไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลซ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้”หากไม่ทำแบบนี้ตระกูลเสี้ยวก็จะไม่ยอมเปลี่ยนเจ้าสาว นางเองก็ไม่มีวันยอมถูกบีบบังคับให้แต่งกับสวะไร้ค่าผู้นั้







