แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: ซีซีโหย่วอวี๋
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกเลี้ยงที่เย็นชาและทรงอำนาจคนนี้ โจวอวี้ซู่ไม่เคยได้เปรียบเลยสักครั้ง

เธอไม่กล้าชนกับเขาตรง ๆ ทำได้เพียงลอบเล่นตุกติกอยู่ลับหลัง เธอรู้ดีว่าที่เขาพุ่งเป้ามาที่เธอ เป็นเพราะเพิ่งได้ยินสิ่งที่เธอพูดถึงหลินซีอิน

ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นดีเด่มากมายอะไร แต่เป็นเพราะอำนาจของเผยมู่เหยี่ยนั้นไม่อนุญาตให้ใครมาสอดปากต่างหาก

ปีนั้นเผยมู่เหยี่ยจำใจแต่งงานกับหลินซีอินเพราะทนแรงกดดันจากนายท่านไม่ไหว ทั้งคู่ทำได้เพียงให้เกียรติกันตามมารยาทเท่านั้น ว่ากันว่าในใจของเผยมู่เหยี่ยมีคนอื่นอยู่แล้ว โจวอวี้ซู่จึงรอคอยที่จะดูเรื่องตลกนี้มาตั้งนานแล้ว

โจวอวี้ซู่ไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่ยิ้มเจื่อน “ฉันแค่ล้อซีอินเล่น ซีอินเป็นนักวิทยาศาสตร์ ฉันยังรอให้เธอสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ เชิดหน้าชูตาให้ตระกูลเผยอยู่เลย จะให้เธอเข้าครัวได้ยังไง”

คำพูดนี้ช่างฟังดูแฝงนัย แฝงความเจ็บแสบและประชดประชันอยู่ไม่น้อย

นักวิทยาศาสตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาจนถึงตอนนี้ จะมีสักกี่คนกันเชียว

เผยมู่เหยี่ยถอดเสื้อสูทออกแล้วโยนทิ้งไว้ข้าง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคุณสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติไปมากแค่ไหน แล้วช่วยเชิดหน้าชูตาให้บ้านหลังนี้ไปเท่าไหร่แล้ว?”

รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวอวี้ซู่แทบจะฝืนไว้ไม่อยู่

หมิงชิงหว่านเดินเข้ามาพอดี เธอส่งเสียงเรียกอย่างอ่อนหวานจากด้านหลังเขา “พี่มู่เหยี่ย เป็นอะไรไปคะ?”

ความหงุดหงิดและเกรี้ยวกราดบนใบหน้าของเผยมู่เหยี่ยจางหายไปไม่น้อย เขาหันกลับไปมองหมิงชิงหว่านแวบหนึ่งแล้วตอบกลับไปประโยคเดียว “ไม่มีอะไร”

พูดจบก็ปลดกระดุมแขนเสื้อพลางเดินเข้าไปด้านใน เมื่อเดินผ่านข้างกายหลินซีอินก็เอ่ยขึ้นว่า “ยังจะยืนอยู่อีก? กลับห้อง”

จากนั้นก็เดินนำขึ้นไปชั้นบน

หลินซีอินหันไปมองหมิงชิงหว่าน หมิงชิงหว่านเผยรอยยิ้มยั่วยุส่งมาให้เธอ

ที่เผยมู่เหยี่ยเพิ่งจะออกหน้าแก้สถานการณ์ให้เธอเมื่อครู่ หลินซีอินรู้ดีว่าเป็นเพราะเผยมู่เหยี่ยไม่ชอบแม่เลี้ยงคนนี้

เวลาที่เขาอารมณ์ขึ้น ไม่มีใครกล้าตอแยทั้งนั้น

แต่เสียงเรียก “พี่มู่เหยี่ย” เพียงคำเดียวของหมิงชิงหว่าน กลับทำให้ความเกรี้ยวกราดทั่วร่างของเขามลายหายไปจนสิ้น

หลินซีอินสบตากับหมิงชิงหว่านราวกับต้องการทำร้ายตัวเอง จากนั้นจึงดึงสายตากลับมาแล้วหันหลังเดินขึ้นไปชั้นบน

โจวอวี้ซู่ประดับรอยยิ้มที่พอเหมาะบนใบหน้า พลางก้าวไปรับหน้าสองก้าว “ชิงหว่าน รีบเข้ามาสิ ตรงประตูมันหนาว”

หมิงชิงหว่านเอ่ยปากอย่างว่านอนสอนง่าย “ขอบคุณค่ะคุณน้า”

“ยังจะเรียกคุณน้าอะไรอีก” โจวอวี้ซู่ลูบผมของเธอ “อีกไม่นานก็ต้องเปลี่ยนสรรพนามแล้ว”

เมื่อเดินเลี้ยวพ้นมุมจนไม่ได้ยินเสียงสนทนาด้างล่างแล้ว หลินซีอินก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องของเธอและเผยมู่เหยี่ย

มีเสียงน้ำไหลดังมาจากห้องน้ำ เผยมู่เหยี่ยกำลังอาบน้ำอยู่

หลินซีอินนั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง หลุบตามองดูแสงไฟจากบ้านเรือนหลายหมื่นหลังคาเรือน

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอรับสาย “อวิ๋นซี”

หลี่อวิ๋นซีตอบรับคำหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม “ข้อมูลพวกนั้นเมื่อตอนบ่าย เธอคำนวณเสร็จหรือยัง?”

หลินซีอินใช้นิ้วชี้คลึงขมับ “คำนวณเสร็จแล้ว”

“ข้อมูลอื่น ๆ ฉันส่งเข้าอีเมลเธอแล้ว พรุ่งนี้เธอจะได้สบายขึ้นหน่อย”

“นายทำเสร็จแล้วเหรอ?” หลินซีอินประหลาดใจ “ทางนั้นไม่ยุ่งหรือไง?”

หลี่อวิ๋นซีตอบ “ก็พอได้ ข้อมูลส่วนนี้เธอไม่ค่อยคุ้น แล้วก็ไม่ได้ถนัดด้วย คำนวณไปคงจะลำบากเปล่า ๆ ฉันเลยถือโอกาสทำให้แล้ว”

บางครั้งการรันข้อมูลตัวเดียว ก็ต้องใช้เวลาคำนวณถึงสองชั่วโมง

เมื่อนึกถึงคู่หูคนใหม่ที่ไม่ถนัดเรื่องข้อมูล ในใจของหลินซีอินก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบใจนะ ถ้านายมีธุระอะไรก็เรียกฉันได้ตลอดเลย”

“แค่นี้ก่อนนะ ไว้พบกัน”

เผยมู่เหยี่ยเดินออกมา และได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี

หลินซีอินได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงช้อนตามองไป

ชายหนุ่มใช้มือข้างเดียวเช็ดผม ไออุ่นของน้ำจากการอาบน้ำไม่ได้ช่วยทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนขึ้นเลย แม้แต่ขนตาที่เปียกชื้นเล็กน้อย ก็ยังเผยให้เห็นถึงความดุดัน

ผ้าเช็ดตัวถูกผูกไว้ที่เอวอย่างหลวม ๆ เส้นวีไลน์คมชัดสวยงาม กล้ามหน้าท้องเรียงตัวเป็นลอน ๆ อย่างน่าดึงดูดสายตา

เธอลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก ในจังหวะที่จะเดินสวนกับเผยมู่เหยี่ย ข้อมือก็ถูกคนคว้าเอาไว้

“ทำอะไร” หลินซีอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ได้เวลาลงไปกินข้าวแล้ว”

นับตั้งแต่เห็นหมิงชิงหว่าน อารมณ์และหัวใจของเธอก็ตึงเครียดมาโดยตลอด

พูดจบเธอก็คิดจะสลัดเขาให้หลุด แต่เผยมู่เหยี่ยกลับรั้งตัวเธอเข้าไปในอ้อมกอด แล้วก้มหัวลงทำท่าจะจูบเธอ

พอหลินซีอินนึกถึงรอยยิ้มที่เขามีให้หมิงชิงหว่าน แถมยังให้ของขวัญหมิงชิงหว่านด้วย ในกระเพาะก็เกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาทันที

สองมือของเธอยันหน้าอกของเขาเอาไว้ แล้วผลักเขาออกไปตรง ๆ

เผยมู่เหยี่ยขมวดคิ้ว เผยให้เห็นความรำคาญใจเล็กน้อย

ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ถามขึ้น “เป็นอะไรไป? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

หลินซีอินรู้ดีว่า ในเรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพวกเขา เผยมู่เหยี่ยมีอำนาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

ขอเพียงเขาเอ่ยปากว่าต้องการ หลินซีอินก็จะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

เมื่อคิดถึงจุดนี้ หลินซีอินก็ยิ่งปวดใจ

เผยมู่เหยี่ย...คงเห็นเธอเป็นแค่เครื่องระบายความใคร่สินะ?

หลินซีอินผลักมือของเขาออกอย่างเด็ดเดี่ยว “วันหลัง ถ้าฉันไม่อนุญาต คุณก็ห้ามแตะต้องตัวฉัน”

เธอรวบรวมความกล้าพูดจบก็เดินลงไปชั้นล่าง โดยไม่ได้มองปฏิกิริยาของเผยมู่เหยี่ยเลย

พอลงไปชั้นล่าง เธอก็เห็นเผยเย่าไห่

เผยเย่าไห่เป็นผู้ชาย...ที่โชคดีมากคนหนึ่ง

ตอนหนุ่ม ๆ ก็มีนายท่านคอยพยุงธุรกิจครอบครัวไว้ให้เขา

พอนายท่านจากไป ไม่สิ ต้องบอกว่าตอนที่นายท่านยังมีชีวิตอยู่ เผยมู่เหยี่ยก็ใช้วิธีการอันเด็ดขาดรุนแรงดั่งสายฟ้าฟาดปูรากฐานในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งเอาไว้แล้วต่างหาก

เผยเย่าไห่มีพ่อที่ดี มีลูกชายที่ดี เขาไม่ต้องเก่งอะไรเลย ก็ได้นั่งเสวยสุขกับทรัพย์สินนับล้านล้าน

ดังนั้นแม้เขาจะอายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่ยังดูเหมือนคนเพิ่งจะสี่สิบต้น ๆ มีความเป็นผู้ใหญ่ที่ดูสง่าผ่าเผย และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาปรานี

เขาเห็นหลินซีอิน จึงโบกมือให้เธอ “เสี่ยวอิน รีบลงมากินข้าวเร็ว มู่เหยี่ยล่ะ?”

การแต่งงานครั้งนี้เป็นสิ่งที่นายท่านกำหนดไว้ เผยเย่าไห่มีความกตัญญูมาโดยตลอด ดังนั้นต่อให้นายท่านจะไม่อยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับหลินซีอิน

หลินซีอินตอบ “เดี๋ยวเขาก็ลงมาแล้วค่ะ”

หมิงชิงหว่านเดินเข้าไปควงแขนเธออย่างสนิทสนม “พี่ซีอิน พี่นั่งตรงนี้นะคะ”

หลินซีอินส่ายหน้า แล้วดึงแขนตัวเองออก “บ้านนี้ ฉันน่าจะคุ้นเคยกว่าเธอ”

หมิงชิงหว่านทำท่าเหมือนจะร้องไห้ขึ้นมาทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและทำอะไรไม่ถูก “ฉะ ฉันไม่ได้มีความหมายอื่นเลยนะคะ...”

โจวอวี้ซู่ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “ชิงหว่านก็แค่หวังดี ทำไมเธอต้องมาทำท่าทางวางอำนาจด้วย คิดว่าตัวเองเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้จริง ๆ หรือไง แล้วเอาฉันไปไว้ที่ไหน ทำไมถึงได้ไม่มีมารยาทเลยสักนิด?”

พูดจบเธอก็หันไปมองเผยเย่าไห่ “ถ้าต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้ ต่อไปชิงหว่านจะไม่โดนเธอรังแกจนตายเลยเหรอคะ?”

หมิงชิงหว่านสะอึกสะอื้นสองครั้งอย่างถูกจังหวะ

เผยเย่าไห่ปวดหัวขึ้นมาตงิด ๆ “รังแกอะไรกันล่ะ? นั่งลง ๆ ชิงหว่าน เธออย่าร้องไห้สิ...โธ่ เสี่ยวอิน เธอรีบขอโทษเธอสิ อย่าปล่อยให้มู่เหยี่ยกับอวิ๋นชิงเข้าใจผิดกันไปใหญ่”

หลินซีอินหันไปมองหมิงชิงหว่าน

หมิงชิงหว่านหันข้าง คนอื่นจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ มีเพียงหลินซีอินเท่านั้นที่มองเห็น ว่าแววตาของเธอเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งหลังจากที่ทำสำเร็จ

มาบ้านตระกูลเผยวันแรก ก็ทำให้หลินซีอินถูกตำหนิได้ เธอรู้สึกพอใจมาก

น่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือเผยมู่เหยี่ยไม่ได้เห็นฉากนี้

หลินซีอินจะยอมขอโทษได้อย่างไร?

โจวอวี้ซู่ยังคงกัดไม่ปล่อย “พ่อของเธอให้เธอขอโทษ ไม่ได้ยินหรือไง?”

เสียงฝีเท้าดังขึ้น ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นไปมอง

เผยมู่เหยี่ยพับแขนเสื้อพลางเดินลงมา

ชุดอยู่บ้านสีเทาเข้มเมื่ออยู่บนตัวเขา ก็ยังคงเผยให้เห็นถึงความสูงส่งและเย็นชา

สายตาของเขา จับจ้องไปที่ร่างของหลินซีอินอย่างแม่นยำ มันทั้งเย็นชาและทรงอำนาจ

หลินซีอินมองเห็นความโกรธและความไม่พอใจในสายตาของเขา

นั่นสิ วันแรกแท้ ๆ เธอก็ทำให้รักแรกของเขาร้องไห้เสียแล้ว

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ตอนที่เขาคิดจะจูบเธอเมื่อครู่นี้ ในใจเขากำลังนึกถึงใครอยู่

พอคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของหลินซีอินก็คล้ายกับถูกคนบีบรัดเอาไว้ มันเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

แต่กลับรู้สึกขยะแขยงด้วยเช่นกัน

สายตาลึกล้ำของเผยมู่เหยี่ยนั้นราวกับบ่อน้ำลึกอันเก่าแก่ เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดแทนหลินซีอิน

เผยเย่าไห่เป็นคนไม่มีความคิดเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร และมักจะเชื่อฟังเผยมู่เหยี่ยผู้เป็นลูกชายมาตลอด

เดิมทีเขายังคิดจะทำตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่พอมองดูสีหน้าของเผยมู่เหยี่ยแล้ว ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

แม้ว่าโจวอวี้ซู่จะไม่ชอบเผยมู่เหยี่ย แต่เธอเกลียดหลินซีอินมากกว่า

ด้วยเหตุผลอะไร เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ ๆ กว่าเธอจะผ่านความยากลำบากแสนสาหัสจนได้แต่งงานกับเผยเย่าไห่และก้าวเข้ามาในประตูบ้านตระกูลเผยได้ กลับยังต้องคอยดูสีหน้าของเผยมู่เหยี่ยอีก

แต่หลินซีอิน ชาติตระกูลก็ธรรมดา กลับได้แต่งงานกับเผยมู่เหยี่ยอย่างง่ายดาย พอแต่งเข้ามาก็ได้เป็นสะใภ้น้อยเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างเผยมู่เหยี่ยกับหลินซีอินยิ่งแย่ลงเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งชอบใจมากเท่านั้น

กับสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด หลินซีอินไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นเลย

จะมีก็แต่สายตาเคลือบแคลงสงสัยของเผยมู่เหยี่ย ที่ทำให้หัวใจของเธอค่อย ๆ เย็นเยียบลง

ปลายนิ้วของเธอสั่นเทา ริมฝีปากยกยิ้มเย้ยหยันตัวเอง

รู้อยู่แก่ใจมาตั้งนานแล้วว่าเผยมู่เหยี่ยไม่ได้รักเธอ เธอควรจะชินได้แล้วสิ

แต่ว่า...ก็ยังคงปวดใจ ก็ยังคงรู้สึกเสียใจอยู่ดี…

ภายในใจเย็นเฉียบไปหมดแล้วแต่แรก ทั้งยังปวดหนึบขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ โดยไม่รู้ว่ามาจากส่วนไหน

เธอปรายตามองเผยเย่าไห่แวบหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยเย่าไห่ดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย

เผยเย่าไห่เอ่ยขึ้นมาถูกจังหวะ “เอาล่ะ ๆ คนครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น รีบนั่งลงกินข้าวเถอะ”

หลินซีอินยืดหลังตรงตลอดมื้ออาหาร โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีกเลยสักคำเดียว

ขอโทษเหรอ เธอไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วจะให้ขอโทษเรื่องอะไร?

หมิงชิงหว่านใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารให้ทุกคนอย่างว่าง่าย ซึ่งรวมถึงหลินซีอินด้วย

คนสุดท้ายที่เธอคีบอาหารให้คือเผยมู่เหยี่ย เผยมู่เหยี่ยเอ่ยปากขึ้น “เธอกินของเธอไปเถอะ”

หมิงชิงหว่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “พี่มู่เหยี่ย ฉันจะกินเดี๋ยวนี้เลยค่ะ วางใจเถอะ ฉันจะกินเยอะ ๆ เลย”

เปลือกตาของหลินซีอินกระตุกเล็กน้อย

เผยอวิ๋นชิงทำไมยังไม่มาอีก?

หรืออยากให้สีหมวกเขียวบนหัวมันสว่างจ้ากว่านี้อีกสักหน่อยหรือไง?

จนกระทั่งมื้ออาหารดำเนินมาถึงช่วงท้าย เผยอวิ๋นชิงถึงได้เดินทอดน่องเข้ามา

เผยอวิ๋นชิงทำโปรเจกต์กับอาจารย์ที่ปรึกษา ช่วงหลายวันนี้จึงยุ่งมาก

หน้าตาของเขาได้โจวอวี้ซู่มา ส่วนสูงก็ไม่เท่าเผยมู่เหยี่ย ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความเจ้าชู้ออกมาเล็กน้อย ในแววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและการคิดคำนวณ

ตั้งแต่เขาเข้าเรียนชั้นประถม โจวอวี้ซู่ก็คอยกรอกหูพร่ำสอนเขามาตลอด ให้เขามองเผยมู่เหยี่ยเป็นคู่แข่ง และในอนาคตก็ต้องกำธุรกิจของตระกูลเผยเอาไว้ในกำมือให้ได้

เผยอวิ๋นชิงรู้ดีว่าปีกของตัวเองยังไม่กล้าแข็งพอ ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเผยมู่เหยี่ย เขาก็ยอมก้มหน้าเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ใหญ่เสมอ

เขานั่งลงข้าง ๆ หมิงชิงหว่าน วาดแขนพาดไปบนพนักเก้าอี้ของเธอ พลางพูดถึงผลกำไรและอนาคตของโปรเจกต์ในครั้งนี้อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

โจวอวี้ซู่ได้ฟังแล้วก็เบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง “ลูกชายของฉันเก่งจริง ๆ นี่ขนาดยังไม่เรียนจบมหาวิทยาลัย ก็สามารถคว้าเงินถังแรกมาได้แล้ว!”

หลินซีอินแค่นเสียงเยาะอยู่ในใจ

แบบนี้เรียกว่าเก่งแล้วเหรอ?

เธออายุเท่ากับเผยอวิ๋นชิง เรียนจบปริญญาโทจนทำงานแล้ว

แต่เผยอวิ๋นชิงปริญญาตรียังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ

โปรเจกต์ที่ว่านั่น ตระกูลเผยก็เป็นคนทุ่มเงินลงไปให้ทั้งนั้น ไม่ว่าใครทำก็ได้กำไรกันทั้งนั้น

ถ้าพูดถึงเงินถังแรก เผยมู่เหยี่ยต่างหากถึงจะเรียกว่าเก่งของจริง…

หลินซีอินเงยหน้าขึ้นมากะทันหัน แต่กลับบังเอิญสบเข้ากับดวงตาสีดำขลับของเผยมู่เหยี่ยพอดี

มื้ออาหารในวันนี้ เดิมทีก็คือการที่เผยอวิ๋นชิงพาหมิงชิงหว่านกลับมาที่บ้าน เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการหมั้นหมายอยู่แล้ว

ขณะที่เผยเย่าไห่กำลังพูดถึงเรื่องการให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาพบปะกัน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังปัง

เป็นเสียงเผยมู่เหยี่ยวางตะเกียบกระแทกกับโต๊ะ

หลินซีอินเห็นใบหน้าของเขาเรียบนิ่งดุจผิวน้ำ สายตามืดมิดดั่งน้ำหมึก ราวกับมีเมฆดำทะมึนลอยมาปกคลุม พายุฝนกำลังจะตั้งเค้า

รักแรกในใจกำลังจะหมั้นหมายกับน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง เผยมู่เหยี่ย...คงจะทนไม่ไหวแล้วสินะ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 242

    หลินซีอินขมวดคิ้วฉับ เผยมู่เหยี่ยจะพูดแบบนี้ทำไมกัน? เธอแค่ต้องการให้เขามาปรากฏตัว เพื่อให้ทุกคนเชื่อสนิทใจว่าเธอแต่งงานแล้วจริง ๆ ก็เท่านั้น ไม่ได้อยากให้เขามาสุงสิงใกล้ชิดกับเพื่อน ๆ มากนัก พูดกันตามตรง เผยมู่เหยี่ยก็เป็นแค่เครื่องมือของเธอเท่านั้นเอง เพราะสำหรับหลินซีอินแล้ว สถานะแต่งงานแล้วถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยตัดปัญหาความวุ่นวายไปได้เยอะ แต่ถ้าปล่อยให้เผยมู่เหยี่ยคลุกคลีกับเพื่อนร่วมคลาสมากเกินไป เรื่องที่จะหย่ากันก็อาจจะปิดเอาไว้ไม่อยู่ แล้วถึงตอนนั้นเธอคงต้องมานั่งรับมือกับคำถามอีกสารพัด หลินซีอินดึงแขนเผยมู่เหยี่ยไปคุยกันที่สุดทางเดิน เธอขมวดคิ้วมองหน้าเขา: “คุณทำอะไรของคุณน่ะ ทำไมถึงบอกว่าจะเลี้ยงข้าวทุกคน” “พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมคลาสของคุณ ส่วนผมก็เป็นสามีคุณ การที่ผมจะเลี้ยงข้าวพวกเขา มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง” “ไม่ปกติค่ะ” หลินซีอินเถียง: “เรากำลังจะหย่ากันแล้วนะ” “แล้วคุณแนะนำผมให้พวกเขารู้จักทำไมล่ะ” เผยมู่เหยี่ยสวนกลับ: “หรือว่าตอนนั้นคุณลืมไปแล้วว่าเรากำลังจะหย่ากัน” หลินซีอินถึงกับไปไม่เป็น จะให้บอกออกไปตรง ๆ ได้ยังไงล่ะว่าคุณมันก

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 241

    ฉือเทียนหลินยกยิ้มมุมปาก: “หร่วนหร่วน งั้นผมไปก่อนนะ รอถึงวันที่คุณหย่าเมื่อไหร่ ผมจะเหมาพลุมาจุดฉลองเลย” หลินซีอินโบกมือลาเขาอย่างอ่อนใจ: “ขับรถดี ๆ ล่ะ” คล้อยหลังฉือเทียนหลิน เธอถึงหันไปมองเผยมู่เหยี่ย: “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” “นี่คุณอยู่กับเขาทุกวันเลยงั้นสิ?” น้ำเสียงของเผยมู่เหยี่ยฟังดูไม่สบอารมณ์นัก หลินซีอินเอ่ยว่า: “คุณวางใจเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้หย่า ฉันรู้สถานะของตัวเองดี และจะไม่เปิดโอกาสให้ใครมาครหาตระกูลเผยได้หรอก ฉันกับฉือเทียนหลิน เราก็เป็นแค่เพื่อนธรรมดากัน...” “คุณคบหมอนั่นเป็นเพื่อนเนี่ยนะ?” เผยมู่เหยี่ยจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ: “คำพูดของผม คุณเอาหูทวนลมไปหมดแล้วใช่ไหม” “ประธานเผยคะ” หลินซีอินมองหน้าเขาด้วยท่าทีสงบนิ่ง: “ฉันคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องให้คุณมาสอนหรอกนะคะ ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ คุณพูดมาเถอะค่ะ ตกลงว่ามีธุระอะไรกันแน่” เผยมู่เหยี่ยเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไม่ยอมปริปากพูดอะไร เอาแต่จ้องมองเธออยู่อย่างนั้น หลินซีอินขมวดคิ้ว: “ถ้าคุณไม่พูด ฉันขอตัวก่อนนะคะ ฉันยุ่งมาก” “คุณยุ่งเรื่องอะไรนักหนา” ในที่สุดเผยมู่เหย

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 240

    ดังนั้น ตอนนี้พอเห็นท่าทางวัน ๆ ไม่ทำอะไรของฉือเทียนหลิน เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งที่เป็นประธานบริษัทเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงได้ต่างกันขนาดนี้นะ “ผมจะบอกอะไรให้นะ เผยมู่เหยี่ยก็แค่ทำเป็นยุ่งไปงั้นแหละ ความจริงมันจะมีงานอะไรให้ทำเยอะแยะขนาดนั้น ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะแอบซุกอีหนูไว้ข้างนอกก็ได้…” เขาพูดพลางหันไปมองหลินซีอิน พอเห็นเธอยิ้มก็อดถามไม่ได้: “คุณขำอะไรน่ะ” หลินซีอินตอบ: “เขาจะเลี้ยงใครก็ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกค่ะ ยังไงเราก็กำลังจะหย่ากันอยู่แล้ว” “ก็จริงแฮะ” ฉือเทียนหลินว่า: “พูดไปพูดมา กลายเป็นว่าผมเอาเขามานินทาลับหลังซะงั้น” แต่ไม่รอให้หลินซีอินเอ่ยอะไร เขาก็เสริมขึ้นมาอีก: “แต่ต่อให้อยู่ต่อหน้าเขา ฉันก็กล้าพูดแบบนี้แหละ!” หลินซีอินเงียบ ไม่ได้ตอบรับอะไร ฉือเทียนหลินเอียงคอ หลุบตามองหญิงสาว: “ตอนนั้นคุณตาบอดหรือไง ถึงได้ยอมแต่งงานกับหมอนั่น” คำถามแบบนี้ดูจะล้ำเส้นความสัมพันธ์ที่เพิ่งรู้จักกันไปสักหน่อย หลินซีอินไม่มีทางเอาเรื่องพวกนี้มาเล่าให้เขาฟังแน่ เมื่อเห็นเธอเงียบ ฉือเทียนหลินก็แค่นเสียงเหอะในลำคอ: “ยังดีที่ตาบอดไม่สนิท ยังรู้จักขอหย่า”ตลอดทางหลังจากนั้น

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 239

    อันที่จริงตั้งแต่ก้าวพ้นประตูมหาวิทยาลัยเข้ามา หลินซีอินก็คิดอยากจะแยกทางกับฉือเทียนหลินแล้ว เธอเอ่ยถามขึ้น: “รถคุณจอดอยู่ไหนคะ ฉันคงไม่เดินไปส่งแล้ว ขอตัวนะคะ”“ผมยังไม่รีบกลับ ขอเดินไปส่งคุณที่ห้องเรียนก่อนแล้วกัน” “ไม่ต้องหรอกค่ะ…” ทว่าหลินซีอินยังพูดไม่ทันจบประโยค พอสบเข้ากับสายตาของฉือเทียนหลิน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าต่อให้ตัวเองพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ ผู้ชายคนนี้... อะไรที่เขาตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจ หลินซีอินจึงเลือกที่จะเงียบ ทั้งสองเดินเคียงกันไปข้างหน้าโดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ฉือเทียนหลินก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ: “เรื่องหย่า... ตกลงว่าจัดการไปถึงไหนแล้ว” หลินซีอินทำได้เพียงตอบสั้น ๆ: “ใกล้เสร็จแล้วค่ะ” “ถ้าติดขัดหรือมีปัญหาอะไรก็บอกผมได้นะ” ฉือเทียนหลินกล่าว: “ยังไงซะพวกเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน” “ทราบแล้วค่ะ” หลินซีอินไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยแย้งเขา: “ขอบคุณนะคะ”หากเลือกได้ หลินซีอินไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับเขาเลยสักนิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเผยมู่เหยี่ย หลินซีอินเพียงแค่ไม่อยากข้องแวะกับพวกคนใหญ่คนโตก็เท่านั้น เหมือนอย่างเรื่

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 238

    หลินซีอินไม่พูดอะไรอีก เซียวรั่วอีจึงเอ่ยขึ้นว่า: “คุณไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็หัดเงียบปากซะบ้างเถอะ”“ทำไมผมต้องเงียบด้วย?” ฉือเทียนหลินเริ่มไม่สบอารมณ์: “ที่ผมพูดไม่ใช่ความจริงหรือไง? เรื่องหย่านี่พูดกันมาตั้งนานแค่ไหนแล้ว หลินซีอิน... หรือว่าคุณเปลี่ยนใจไม่อยากหย่าแล้ว?” หลินซีอินตอบเสียงแผ่ว: “ฉันจะหย่า” ฉือเทียนหลินมองหน้าเธอ: “คุณควรจะหัดสู้คนให้มากกว่านี้หน่อยรู้ไหม? เห็นท่าทางของคุณตอนนี้แล้ว ผมยังอดไม่ได้ที่จะอยากแกล้งคุณเลย…” เขายังพูดไม่ทันจบก็คงรู้สึกตัวว่าคำพูดฟังดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ จึงยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมาจิบแก้เก้อ เซียวรั่วอีถลึงตาใส่เขา: “คุณกล้าแกล้งหร่วนหร่วนของเราก็ลองดูสิ!”ฉือเทียนหลินถลึงตาตอบ: “ก็คุณทำท่าทางเหมือนยอมให้คนอื่นเขารังแกเอง จะมาโทษผมได้ไง?” หลินซีอินรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงเธอเป็นคนนิสัยค่อนข้างเย็นชามาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียน เพื่อนในห้องหลายคน โดยเฉพาะพวกผู้หญิงจึงไม่ค่อยสนิทกับเธอนัก แต่ก็มีบางคนที่พอได้มาคลุกคลีกันแล้วกลับชอบเธอมาก พวกเขาบอกว่าจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้หยิ่งอย่างที่เห็นภายนอกเลยสักนิด หลินซีอินไม่เคยค

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 237

    ฮั่วเซียนหยางพูดขึ้น: “นายก็พูดซะเว่อร์เกินไป คนที่บ้านไม่มีใครเขาสนใจหรอกว่านายจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิง สรุปคือ ขอแค่มีใครสักคนยอมรับนายไปดูแลได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศไหน คนที่บ้านก็พร้อมจะบูชาเขาเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว!” “ไสหัวไปเลย!” ฉือเทียนหลินตวาดแหวด้วยความโกรธปนอับอาย: “ใครใช้ให้นายแส่ไม่ทราบ!” ฮั่วเซียนหยางเถียงกลับ: “นิสัยเสีย ๆ แบบนาย อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย คางคกสักตัวยังหาทำยาไม่ได้เลย!” “ฮั่วเซียนหยาง!” แต่ฮั่วเซียนหยางมีหรือจะยอมถูกข่มขู่ด้วยท่าทีแบบนั้นง่าย ๆ: “นายจะตะโกนเสียงดังทำไมฮะ ฉันพูดผิดตรงไหน วัน ๆ เอาแต่ผีเข้าผีออก ไม่เห็นหัวใคร หยิ่งยโสจองหอง แถมยังนิสัยเสียโคตร ๆ เหมือนกับกองขะ...” พูดยังไม่ทันขาดคำ เซียวรั่วอีก็หยิกหมับเข้าให้: “กินข้าวกันอยู่นะ เลิกพูดจาชวนอ้วกสักทีได้ไหม!” “ขอโทษครับ” ฮั่วเซียนหยางรีบขอโทษขอโพยทันที: “ผมผิดไปแล้ว” ฉือเทียนหลินแค่นเสียง: “ถ้ามีความรักแล้วต้องมานั่งยอมก้มหัว ง้อจนไม่เหลือศักดิ์ศรีแบบนาย ฉันยอมโสดดีกว่า!” หลินซีอินที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น เมื่อก่อนตอนอยู่ต่อหน้าเผยมู่เหยี่ย เธอเอง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status