Share

ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว
ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว
Penulis: ซีซีโหย่วอวี๋

บทที่ 1

Penulis: ซีซีโหย่วอวี๋
หลินซีอินรู้สึกแปลกใจว่าเมื่อคืนเผยมู่เหยี่ยเป็นบ้าอะไร ถึงได้ทรมานเธอบนเตียงขนาดนั้น

แต่เช้าวันนี้ เธอก็ได้รู้สาเหตุ

น้องชายสามีของเธอกำลังจะหมั้นหมาย

และคู่หมั้นก็คือรักแรกในดวงใจของเผยมู่เหยี่ยผู้เป็นสามีของเธอ

พูดง่าย ๆ ก็คือ หญิงในดวงใจที่เผยมู่เหยี่ยรักแต่ไม่อาจครอบครอง กำลังจะแต่งงานกับน้องชายแท้ ๆ ของเขานั่นเอง

ช่างน่าตื่นเต้นอะไรเช่นนี้

เมื่อนึกถึงตอนที่เผยมู่เหยี่ยบีบเอวเธอไว้แน่นเมื่อคืน นัยน์ตาแดงก่ำ กระแทกกระทั้นอย่างบ้าคลั่ง เธอก็พลันรู้สึกตลกร้ายสิ้นดี

หลินซีอินเดินลงมาข้างล่าง เผยมู่เหยี่ยก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะออกจากบ้าน

ส่วนสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ทำให้ชายหนุ่มมีกลิ่นอายความกดดันแผ่ออกมาโดยธรรมชาติ

การอยู่ในตำแหน่งสูงมานาน ทำให้ผู้คนมักจะมองข้ามหน้าตาของเขา แล้วไปจดจ่อกับออร่าอันทรงพลังบนตัวเขาเสียมากกว่า

แต่แท้จริงแล้ว เผยมู่เหยี่ยมีใบหน้าที่หล่อเหลา ต่อให้เขาจะดูเย็นชาและเคร่งขรึม ก็ไม่อาจปกปิดความจริงที่ว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปงามไปได้

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีช่วงไหล่กว้างและเอวสอบ รูปร่างสูงใหญ่สง่างาม เรียวขาทั้งสองข้างถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อผ้าชั้นดี ขับเน้นให้เห็นถึงพละกำลังและความแข็งแกร่ง

หลินซีอินรู้มาตั้งนานแล้วว่า คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเผยผู้นี้เป็นคนหนักแน่น เคร่งขรึม และสำรวมตนอยู่เสมอ

ราวกับว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีเรื่องใดที่จะสามารถสั่นคลอนอารมณ์ของเขาได้

ยกเว้นเพียงแค่ รักแรกคนนั้น…

หลินซีอินพยายามข่มความขมขื่นในใจลงไป ไม่มองหน้าเขา แล้วเดินตรงไปยังห้องอาหาร

นัยน์ตาสีดำขลับของเผยมู่เหยี่ยกวาดมองเรือนร่างของเธอรอบหนึ่ง จากนั้นก็หลุบตาลงจัดระเบียบกระดุมแขนเสื้อ แล้วหันหลังเดินออกจากบ้านไป

ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาเลย

เมื่อได้ยินเสียงปิดประตู หลินซีอินก็ยิ้มขมขื่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

เดิมทีเธอคิดว่าตัวเองจะสามารถยอมรับชีวิตคู่แบบ “เคารพซึ่งกันและกันแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง” นี้ได้

ทว่าเธอกลับควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้ และค่อย ๆ ถลำลึกตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ไปทีละน้อย

เธอทานอาหารเช้าอย่างไม่รู้รสชาติ แววตาเลื่อนลอย

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอรับสายแล้วลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

จนกระทั่งตกบ่าย หลินซีอินก็ยุ่งอยู่กับงานในสถาบันวิจัยจนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

เธอเข้าขากับหลี่อวิ๋นซีที่เป็นคู่หูคนก่อนได้เป็นอย่างดี ไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ เขาถึงถูกสั่งย้ายไป ส่วนอาจารย์อู๋ที่เพิ่งมาใหม่ก็ไม่ถนัดเรื่องข้อมูลพวกนี้เอาเสียเลย

เธอต้องทำงานของสองคนด้วยตัวคนเดียว บวกกับมีเรื่องให้คิดในใจ ก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นไปอีก

พอยุ่งจนเสร็จแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ถึงได้เห็นว่าเผยมู่เหยี่ยส่งข้อความมา มีเพียงคำสั้น ๆ อย่างเย็นชาว่า : ตอนเย็นกลับบ้านต้นตระกูล

หลินซีอินเดาว่า คงจะประกาศเรื่องงานแต่งงานของเผยอวิ๋นชิงและหมิงชิงหว่านแล้ว

เผยอวิ๋นชิงเป็นน้องชายต่างมารดาของเผยมู่เหยี่ย

ส่วนหมิงชิงหว่าน ก็คือรักแรกที่เผยมู่เหยี่ยเฝ้าคะนึงหาไม่เคยลืมนั่นเอง

พี่น้องสองคนตกหลุมรักผู้หญิงคนเดียวกัน

งานเลี้ยงครอบครัวคืนนี้... คงจะครึกครื้นน่าดู

เมื่อหลินซีอินมาถึงบ้านใหญ่ตระกูลเผย พอกำลังจะเดินเข้าบ้าน ก็เหลือบไปเห็นเผยมู่เหยี่ยและหมิงชิงหว่านตรงหัวมุม

ระยะห่างค่อนข้างไกล จึงไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน

แต่เธอเห็นเผยมู่เหยี่ยยื่นถุงของขวัญใบหนึ่งส่งไปให้

รอยยิ้มบนใบหน้าของหมิงชิงหว่านนั้นช่างดูมีความสุขและหอมหวานเหลือเกิน

เธอเงยหน้าที่มีใบหน้าบอบบางและงดงามขึ้น บนใบหน้านั้นมีความน่าทะนุถนอมและอ่อนหวานชวนมองอย่างที่หลินซีอินมักจะเห็นเป็นประจำ

ส่วนเผยมู่เหยี่ย จากมุมนี้สามารถมองเห็นใบหน้าด้านข้างของเขา สันจมูกโด่งเป็นสัน กรามคมชัด มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

เป็นรอยยิ้มแบบที่ไม่มีวันปรากฏให้เห็นเลยเวลาที่เขาอยู่กับเธอ

หัวใจดวงนี้ราวกับถูกจับแช่ลงในน้ำกรดในชั่วพริบตา ทั้งขมขื่นและปวดร้าว

หลินซีอินจิกเล็บลงบนฝ่ามือของตัวเอง ดึงสายตากลับมา แล้วก้าวขาเดินขึ้นบันได

ส้นรองเท้ากระทบกับขั้นบันไดหินจนเกิดเสียงดังขึ้นแผ่วเบา

เผยมู่เหยี่ยมองตามเสียง รอยยิ้มที่มุมปากเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงแววตาที่เย็นชาและใบหน้าที่เคร่งขรึม

หลินซีอินมองตรงไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวแล ยกมือขึ้นเปิดประตู

เผยมู่เหยี่ยเบี่ยงตัวทำท่าจะเดินออกไป

หมิงชิงหว่านเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่มู่เหยี่ย พรุ่งนี้บ่ายพี่มีเวลาว่างไหมคะ? อวิ๋นชิงเขาต้องไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา พี่ช่วยไปโรงพยาบาลสัตว์เป็นเพื่อนฉันหน่อยได้ไหม?”

เผยมู่เหยี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “พรุ่งนี้บ่ายฉันมีประชุม... เดี๋ยวขอดูก่อนนะ เข้าบ้านไปก่อนเถอะ ข้างนอกมันหนาว”

หมิงชิงหว่านส่งยิ้มให้ “พี่มู่เหยี่ยเข้าไปก่อนเถอะค่ะ ฉันขอโทรหาอวิ๋นชิงหน่อย”

พอมองดูเผยมู่เหยี่ยเดินจากไป หมิงชิงหว่านก็ยกมุมปากขึ้น ในรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจและมุ่งมาดปรารถนาอย่างแรงกล้า

หลินซีอินเพิ่งจะเดินเข้ามาในห้อง ก็ได้ยินเสียงค่อนขอดดังขึ้น

“มากินข้าวที่บ้าน ยังต้องให้คนเชิญแล้วเชิญอีก จะวางมาดใหญ่โตไปถึงไหน? เธอเป็นสะใภ้ตระกูลเผยนะ ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่าเธอเป็นบรรพบุรุษตระกูลเผยเสียอีก! แต่งงานแล้วก็ไม่รู้จักอยู่บ้านปรนนิบัติสามีเลี้ยงลูก ซักผ้าทำกับข้าว ยังจะออกไปเสนอหน้าข้างนอกอีก ใช้ได้ที่ไหนกัน!”

หลินซีอินเงยหน้ามองไป โจวอวี้ซู่ผู้เป็นแม่เลี้ยงของเผยมู่เหยี่ยนั่งอยู่ตรงนั้น ท่าทางดูสง่างามหรูหราและมีราศีไม่ธรรมดา

ทว่าคำพูดที่เอ่ยออกมากลับเย้ยหยันถากถาง โอหังและจองหองยิ่งนัก

ตระกูลเผยเป็นตระกูลใหญ่มีธุรกิจมากมาย หลังจากที่นายท่านจากไป ก็ได้เผยมู่เหยี่ยเป็นคนคอยแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้

โจวอวี้ซู่เป็นแม่เลี้ยง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเผยมู่เหยี่ยตึงเครียด แน่นอนว่าย่อมหวังให้สมบัติของตระกูลเผยตกเป็นของลูกชายตัวเองทั้งหมด

เธอไม่ชอบเผยมู่เหยี่ย และยิ่งไม่ชอบหลินซีอินมากขึ้นไปอีก

ปีนั้นนายท่านเป็นคนจัดการให้เผยมู่เหยี่ยแต่งงานกับหลินซีอิน ทุกคนต่างก็มองว่าตระกูลหลินไม่คู่ควรกับตระกูลเผยเลยสักนิด

มีเพียงโจวอวี้ซู่ที่รู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้ดีแล้ว

คนที่เผยมู่เหยี่ยแต่งงานด้วยยิ่งฐานะต่ำต้อยเท่าไหร่ วันข้างหน้าหากเผยอวิ๋นชิงหาภรรยาที่ฐานะทัดเทียมกัน โอกาสชนะก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับว่าที่คู่หมั้นของลูกชายคนปัจจุบันนี้ โจวอวี้ซู่รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก

ตระกูลหมิงมีลูกชายสองคน และมีลูกสาวเพียงคนเดียว จึงตามใจอย่างถึงที่สุด

พี่ชายทั้งสองคนของหมิงชิงหว่านก็ดีกับเธอมาก ซึ่งในอนาคตก็จะกลายเป็นกำลังเสริมให้กับเผยอวิ๋นชิงได้เช่นกัน

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันเช่นนี้ หลินซีอินก็ยิ่งไร้ค่าไร้ราคา เวลาที่ไม่มีใครอยู่ โจวอวี้ซู่จึงยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานกับเธออย่างไม่เกรงใจใคร

ทว่า เธอเพิ่งจะพูดจบ เผยมู่เหยี่ยก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของหลินซีอิน

เขายกมือขึ้น ฝ่ามือทาบลงบนแผ่นหลังระดับเอวของหลินซีอิน น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยว่า “มายืนทำอะไรตรงนี้? เข้าไปสิ”

หลินซีอินเบี่ยงตัวหลบมือของเขา เปลี่ยนรองเท้าแล้วเดินเข้าไปข้างใน

มือใหญ่ของเผยมู่เหยี่ยกำหมัดแน่น จนเห็นข้อต่อกระดูกชัดเจน

โจวอวี้ซู่ลุกขึ้นยืน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมาะสม “มู่เหยี่ยมาแล้วเหรอ รีบเข้ามาสิ ใกล้จะได้เวลาทานข้าวแล้ว”

เผยมู่เหยี่ยเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำไมคุณถึงมาอยู่ในห้องนั่งเล่นล่ะ? ไม่ใช่ว่าควรจะอยู่ในห้องครัวหรอกหรือ? ในเมื่อแต่งงานเข้ามาในตระกูลเผยของผมแล้ว ก็ต้องปรนนิบัติสามีเลี้ยงดูลูก ซักผ้าทำกับข้าวไม่ใช่หรือไง”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 270

    “ไม่มีอะไรหรอก แค่จะโทรมาถามว่าอาการดีขึ้นหรือยัง พรุ่งนี้เช้าอยากกินอะไรไหม” “ดีขึ้นมากแล้ว” หลินซีอินตอบ: “พรุ่งนี้เช้ามีคนเอาข้าวมาส่งให้แล้ว คุณไม่ต้องยุ่งหรอก” “หร่วนหร่วน…”“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันวางสายนะ” หลินซีอินวางสายไป เซียวรั่วอีเงียบไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยถาม: “แล้วทางบ้านเธอเป็นยังไงบ้าง” “หลายวันมานี้ไม่ได้โทรคุยกันเลย” หลินซีอินบอก: “ฉันให้หลินจื่อหาวเขียนใบสัญญากู้เงินไว้แล้ว เขาคงแค่หลงผิดไปชั่ววูบ ถ้าวันหน้ากลับตัวกลับใจได้ ฉันก็เบาใจแล้วล่ะ” “เดี๋ยวฉันโทรไปถามให้” เซียวรั่วอีว่า: “เพื่อนคนที่เคยช่วยฉันสืบเรื่องนี้คราวก่อนน่ะ” พอเธอโทรไป เพื่อนคนนั้นถึงได้บอกว่าติดธุระอยู่ต่างจังหวัด ช่วงหลายวันมานี้เลยไม่ได้จับตาดูหลินจื่อหาว แต่ถ้าเซียวรั่วอีอยากรู้ เขาจะรีบสั่งให้ลูกน้องไปจัดการให้ทันที เซียวรั่วอีบอกให้เขาสืบได้เรื่องเมื่อไหร่ค่อยส่งข้อความมาหา จากนั้นก็วางสายไป “จะว่าไปแล้ว หลินจื่อหาวนี่ก็ใจกล้าไม่เบานะ สถานที่แบบนั้นยังกล้าไปเหยียบอีก”เซียวรั่วอีพูดขึ้น: “พ่อแม่เธอก็เหมือนกัน แยกแยะถูกผิดไม่ออก ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองไม่สนใจไยดี กลับไปรักหลานชายราวกั

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 269

    “ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง? ทำไม สงสารเขาเหรอ?” เซียวรั่วอีถาม ฮั่วเซียนหยางรีบตอบ: “ผมจะไปสงสารเขาทำไม” เอาเวลาไปสงสารตัวเองดีกว่าไหม เผยมู่เหยี่ยจะน่าสงสารแค่ไหน เขากับหลินซีอินก็แต่งงานกันมาตั้งหลายปี ถึงตอนนี้จะทะเลาะกันจนถึงขั้นจะหย่า แต่ยังไงก็เคยใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องมาตั้งหลายปี ไม่เหมือนเขาสักนิด ที่ตอนนี้ยังเป็นแค่คนนอกไร้สถานะ คราวก่อนตอนบังเอิญเจอเพื่อนที่รู้จักกันทั้งสองฝ่าย อีกฝ่ายเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันก็ยังนึกว่ากำลังคบกันอยู่ ผลปรากฏว่าเซียวรั่วอีกลับบอกเพื่อนไปว่า ฮั่วเซียนหยางเป็นลูกจ้างรายชั่วโมงที่มาซ่อมท่อน้ำที่บ้าน เขาเป็นถึงทนายความใหญ่ชื่อดัง เวลาไปพบลูกความค่าตัวคิดเป็นนาทีด้วยซ้ำ แต่เธอกลับบอกว่าเขาเป็นแค่ลูกจ้างรายชั่วโมง เพื่อนคนนั้นถึงกับทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ คงนึกว่าสำนักงานทนายความของฮั่วเซียนหยางล้มละลายไปแล้วกระมัง เพราะงั้น เขาจะไปสงสารเผยมู่เหยี่ยทำไมกัน? เขาต่างหากที่น่าสงสารกว่าเผยมู่เหยี่ยตั้งเยอะ “ใช่ คุณไม่ต้องไปสงสารเขาหรอก คนน่าสงสารก็ย่อมมีเรื่องให้น่ารังเกียจอยู่เสมอ” เซียวรั่วอีพูด: “ไม่เห็นจะน่าสงสารตร

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 268

    ฉือเทียนหลินรู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไรทำนองนั้นกับหลินซีอิน แต่เขาก็เข้าใจดีว่า แค่เขามาอยู่ใกล้ชิดกับเธอ ต่อให้ไม่ต้องทำอะไรเลย ก็มากพอที่จะทำให้เผยมู่เหยี่ยปวดใจได้แล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่เขาจงใจมาปรากฏตัวต่อหน้าหลินซีอินครั้งแล้วครั้งเล่า ขอแค่ได้กวนโมโหเผยมู่เหยี่ย จะให้ทำอะไรเขาก็ยอม ชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งหลายปี นาน ๆ ทีจะมีเรื่องที่ทำให้เผยมู่เหยี่ยหน้าแตกและเสียศูนย์ได้แบบนี้ มีหรือที่ฉือเทียนหลินจะไม่สนุกจนลืมเบื่อ แต่จะว่าไปแล้ว ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้หย่าขาดจากกันในแง่ของความถูกต้อง ฉือเทียนหลินก็ถือว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี ทว่าเมื่อครู่เซียวรั่วอียอมรับกล่องข้าวจากเขาไปแล้ว ถือว่าวันนี้เขาเป็นฝ่ายชนะไปอีกหนึ่งยก จึงไม่คิดจะเก็บเรื่องอื่นมาใส่ใจกับเผยมู่เหยี่ยอีก ชายหนุ่มหมุนตัวเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี เผยมู่เหยี่ยหลุบตาลงมองกล่องข้าวในมือ ความรู้สึกปวดหนึบแล่นพล่านขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก ขนาดตอนนี้ยังไม่ได้หย่ากัน หลินซีอินยังผลักไสและต่อต้านเขาถึงขนาดนี้ แล้วถ้าวันหน้าหย่ากันไป เธอจะยังยอมมาพบหน้าเขาอีกหรือ? ตอนที่ฮั่วเซียนหยางเดินเข้ามา เขาก็เห็นเผยม

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 267

    เซียวรั่วอีตอบรับ: “แน่นอนอยู่แล้ว!” “ดี” ฉือเทียนหลินยื่นของในมือส่งให้ทันที: “งั้นฝากบอกหร่วนหร่วนด้วยนะว่าฉันเป็นคนเอาข้าวมาส่งให้ อ้อ แล้วก็นี่...มือถือของคุณ” ฉือเทียนหลินอุตส่าห์กลับไปเอามาให้จากมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ เซียวรั่วอีรับของมา ยิ้มจนตาหยี: “คุณนี่มันรู้จักวางตัวดีจริง ๆ” แต่พอหันไปมองเผยมู่เหยี่ย รายนั้นหน้าดำทะมึนไปแล้ว เซียวรั่วอีพูดอย่างสะใจ: “เอาล่ะ พวกเรามีข้าวกินแล้ว ไม่ต้องไปแย่งกับคุณหรอก ประธานเผย ปล่อยมือค่ะ ฉันจะปิดประตู”เผยมู่เหยี่ยไม่ยอมปล่อยมือ: “หลินซีอินเป็นภรรยาของผม เธอป่วย ผมก็ต้องดูแลเธอ มันเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว” “ไม่ต้องมาอ้างเหตุผลแถวนี้เลย” เซียวรั่วอีไม่หลงกลมุกนี้หรอก: “พวกคุณกำลังจะหย่ากันอยู่รอมร่อ นับเป็นสามีภรรยาประสาอะไร หร่วนหร่วนเห็นหน้าคุณแล้วมีแต่จะหงุดหงิด พานจะทำให้หายป่วยช้าไปอีกหลายวันน่ะสิ”สีหน้าของเผยมู่เหยี่ยยิ่งดูไม่ได้หนักกว่าเดิม ฉือเทียนหลินยังไม่วายพูดจาเติมเชื้อไฟอยู่ด้านหลัง: “บางคนก็อย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย นึกว่าตัวเองเป็นที่ต้อนรับนักหนา ที่ไหนได้... แม้แต่ประตูยังเข้าไม่ได้เลย” เซียวรั่วอีอาศัยจั

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 266

    พอเธอถามประโยคนั้นออกไป ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าฮั่วเซียนหยางยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ เธอโบกมือไล่: “คุณกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ได้ใช้คุณแล้ว”ฮั่วเซียนหยาง : …… โคตรจะหงุดหงิด เวลาจะใช้งาน ก็เห็นเขาเป็นทั้งคนขับรถ คนรับใช้รายชั่วโมง แถมยังเป็นเครื่องนวดแบบมนุษย์อีก พอหมดประโยชน์ ก็โบกมือไล่ส่งให้เขาไสหัวไป เรียกปุ๊บมาปั๊บ ไล่ปุ๊บก็ต้องไป แต่ที่น่าเจ็บใจคือเขาก็ดันทำตัวเป็นของตายซะงั้น แค่เธอกระดิกนิ้วเรียก เขาก็วิ่งหน้าตั้งมาหาแล้ว ฮั่วเซียนหยางโมโหไม่เบาเลย แต่เขาทำได้แค่โมโหตัวเองเท่านั้นแหละ “งั้นเดี๋ยวผม... เอาข้าวเย็นมาส่งให้พวกคุณแล้วกัน” เขาทำได้เพียงลุกขึ้นแล้วถามเธอว่า: “อยากกินอะไรล่ะ?” “หร่วนหร่วนสภาพนี้จะไปกินอะไรได้?” เซียวรั่วอีปรายตามองเขา: “เอาของมีประโยชน์แล้วก็ย่อยง่าย ๆ มาส่งก็แล้วกัน” “โอเค เข้าใจแล้ว” คล้อยหลังฮั่วเซียนหยางเดินออกไป หลินซีอินก็หันไปมองเซียวรั่วอี: “ทำไมเธอไปทำท่าทางแบบนั้นใส่เขาล่ะ ไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ” เซียวรั่วอีไม่ใส่ใจ: “ท่าทางแบบนี้แล้วมันทำไม? เอาเถอะน่า เธอเจ็บคออยู่ก็พูดให้น้อย ๆ หน่อย”พอเซียวรั่วอีมา เผยมู่เหยี่ยกับฉือ

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 265

    เขาพูดขึ้นว่า: “เดี๋ยวผมแวะไปที่มหาลัย เอาโทรศัพท์มาให้คุณนะ” การไม่มีโทรศัพท์มือถือมันลำบากจริง ๆ หลินซีอินจึงรีบพยักหน้าตอบ: “ขอบคุณนะ” ฉือเทียนหลินปรายตามองเผยมู่เหยี่ยอย่างผู้ชนะแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป คล้อยหลังเขา เผยมู่เหยี่ยก็ทรุดตัวลงนั่งริมเตียงแล้วเอ่ยขึ้น: “หร่วนหร่วน ต่อให้มองข้ามเรื่องบาดหมางส่วนตัวระหว่างผมกับฉือเทียนหลินไป และต่อให้คุณจะไม่ได้เป็นภรรยาของผม ผมก็ไม่อยากให้คุณไปสนิทสนมกับเขามากเกินไปอยู่ดี” หลินซีอินเจ็บคอจนไม่อยากจะปริปากพูดอะไรออกมา หรือต่อให้ไม่เจ็บคอ เธอก็ไม่อยากจะเสวนากับเผยมู่เหยี่ยเลยสักนิด เขาใช้สถานะไหนมาพูดเรื่องพวกนี้กับเธอกัน? เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์เลือกคบเพื่อนด้วยตัวเอง ทั้งยังมีวิจารณญาณมากพอที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดี สำหรับฉือเทียนหลิน ถึงแม้เธอจะไม่ได้คลุกคลีกับเขามากนัก แต่เธอก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อีกอย่าง มาตรฐานของคำว่าคนเลวคืออะไรกันล่ะ? ต้องฆ่าคน วางเพลิง หรือปล้นชิงวิ่งราวอย่างนั้นเหรอ? เอาเป็นว่า การที่เธอคบหาเป็นเพื่อนกับฉือเทียนหลินแบบเรียบง่ายธรรมดามันก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ไม่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status