Share

บทที่ 7

Author: ซีซีโหย่วอวี๋
หลินซีอินยืดหลังตรง มีเพียงปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย

ลำคอระหงของเธอ ทำให้ท่ายืนตอนนี้นิ่งสง่าดูหยิ่งทระนงไม่ต่างจากหงส์ขาว

เธอมองเผยมู่เหยี่ยที่เดินเข้ามา สายตาเย็นชา ดื้อรั้นไม่ยอมเอ่ยปาก

หมิงชิงหว่านสะอื้นไห้พลางเอ่ยขึ้น “ฉันไม่ดีเอง ขอโทษค่ะ...พี่มู่เหยี่ย พี่อย่าว่าพี่ซีอินเลยนะคะ”

หลินซีอินหลุบตาลงมองเธอร้องไห้ “หลีกหน่อย ขวางทาง”

ทั้งสองคนยืนขวางทางเดินจนมิด

เสียงสะอื้นของหมิงชิงหว่านดังขึ้นกว่าเดิม

หลินซีอินเบี่ยงตัวจะเดินเข้าไปด้านใน เผยมู่เหยี่ยก็คว้าข้อมือของเธอไว้โดยตรง

หลินซีอินมองเขาตรง ๆ ในแววตาที่เย็นชาแฝงไปด้วยความดื้อรั้นและไร้ซึ่งความหวาดกลัว

เพียงแต่ไม่มีความรักใคร่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

เผยมู่เหยี่ยสัมผัสได้ถึงสายตาที่เปลี่ยนไปของเธอ จึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมามากกว่าปกติ “ซีอิน คุณเป็นพี่สะใภ้ สมควรที่จะยอมให้น้องสะใภ้บ้าง”

รอยร้าวในใจของหลินซีอิน ตอนนี้ราวกับว่ามันได้แตกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว

ความรักและความรู้สึกเหล่านั้น ล้วนไหลไปตามเลือดลมทั่วสรรพางค์กายพร้อมกับเศษซากเหล่านี้

เจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง

เธอหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เธอต้องการหย่า ต่อไปก็ต้องไปจากบ้านหลังนี้ เวลานี้ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างปัญหาเพิ่ม

หากทำให้เผยมู่เหยี่ยโมโห ใครจะรู้ว่าเขาจะสร้างความลำบากให้เธอหรือไม่

เธอหันไปมองหมิงชิงหว่านแล้วเอ่ยปาก “ไปกวนสุนัขของเธอเข้าแล้ว หลีกไป”

ดวงตาของเธอเป็นประกาย คล้ายกับมีน้ำตาคลออยู่ข้างใน ทว่าเมื่อมองดูดี ๆ กลับไม่ใช่น้ำตา

แต่เหมือนเป็นสิ่งอื่น ที่เย็นชา หมางเมิน และเด็ดเดี่ยว

เผยมู่เหยี่ยชะงักไป ส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดในใจสั่นไหวเล็กน้อย

ยังไม่ทันได้จัดการกับความรู้สึกนี้ หลินซีอินก็สาวเท้าเดินผ่านไปแล้ว

กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวเธอ ลอยอวลอยู่ปลายจมูกของเผยมู่เหยี่ย

หลินซีอินเดินขึ้นไปชั้นบน พอถึงตรงหัวมุม หมิงชิงหว่านก็พูดขึ้น

เธอพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น “พี่ซีอิน ฉันไม่ดีเอง ฉันจะอบรมเล่อเล่อให้ดีค่ะ พี่มีอะไรก็มาลงที่ฉันเถอะ อย่าไปโกรธเล่อเล่อเลยนะคะ?”

หลินซีอินหัวเราะออกมาคำหนึ่ง โดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไป

เผยเย่าไห่รีบพูดขึ้น “โธ่ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง ชิงหว่าน เธออย่าร้องไห้เลย ซีอินก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้หรอก”

โจวอวี้ซู่กล่าว “เธอจะไม่ใส่ใจได้ยังไงกันคะ? คุณดูสีหน้าเธอสิ เหมือนมีใครไปติดหนี้เธออย่างนั้นแหละ!”

เผยมู่เหยี่ยผู้สง่างามและเย็นชา ทำหน้าถมึงทึงเดินตรงขึ้นชั้นบนไป

เขาเดินเข้าไปในห้องนอน หลินซีอินกำลังหยิบเสื้อผ้าเตรียมจะไปอาบน้ำพอดี

“หลินซีอิน เรามาคุยกันหน่อยเถอะ”

เผยมู่เหยี่ยเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน น้ำเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์

“มีอะไรให้คุยงั้นเหรอ?” หลินซีอินช้อนตาขึ้นมองเขา “ไม่ใช่ความผิดของฉันหรือไง?”

“คุณทำท่าทีให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ไหม?” น้ำเสียงของเผยมู่เหยี่ยเย็นชาขึ้น “เวลาคุณอยู่ข้างนอกกับคนอื่น คุณก็พูดจาประชดประชัน เหน็บแนมแบบนี้เหมือนกันเหรอ?”

เผยมู่เหยี่ยพูดต่อ “ผมแค่เตือนคุณสักประโยค ถ้าดูแลตัวเองไม่ดี เอาแต่กลับดึกดื่นทุกคืน เช่นนั้นก็ไม่ต้องออกไปทำงาน ซีอิน คุณต้องระวังสถานะของตัวเองด้วย”

ความรู้สึกที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานในที่สุดก็มาถึงจุดเดือด หลินซีอินเอ่ยปาก “เผยมู่เหยี่ย ตอนนี้คุณทำให้ฉันรู้สึก...ขยะแขยงเล็กน้อย”

เผยมู่เหยี่ยรู้สึกเพียงแค่ว่าในหัวดังอื้ออึงไปหมด

คำพูดสองคำนี้ของหลินซีอินราวกับมีเสียงกึกก้องกังวาน สั่นสะเทือนจนเขาปวดหูไปหมด “คุณพูดว่าอะไรนะ?”

แต่หลินซีอินไม่อยากพูดซ้ำอีกรอบ เธอไม่อยากให้ตัวเองต้องเจ็บปวดอีก

ทว่าสองคำนั้น เมื่อหลุดออกจากริมฝีปาก ก็ได้ซึมซาบเข้าไปในหัวใจแล้ว

ผู้ชายที่เธอเคยเทิดทูนไว้กลางใจ บัดนี้...ได้เปลี่ยนไปนานแล้ว

“หลินซีอิน คุณทำไม คุณกล้าดียังไง...”

เผยมู่เหยี่ยตาแดงก่ำดึงตัวคนเอาไว้ เขาขยับกายเข้าไปแนบชิด แล้วดันร่างของเธอไปกดแนบกับประตูห้องน้ำ

หลินซีอินไม่อยากให้เขาแตะต้องเลยสักนิด ดูจากท่าทางของเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องการทำอะไร

แต่ในเวลานี้ เธอไม่มีทางยอมตามใจเขาเป็นแน่

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน” ดวงตากลมโตสุกใสของเธอมองเขาอย่างเย็นชา

ทั้งสายตาและร่างกาย ล้วนต่อต้านเขาอย่างเห็นได้ชัด

จากนั้น เผยมู่เหยี่ยก็กดเธอลงใต้ร่างโดยไม่ถนอมบุปผาหยกเลยแม้แต่น้อย

“ฉันบอกแล้วไง ว่าอย่ามาแตะต้องตัวฉัน” หลินซีอินกดเสียงต่ำ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความโกรธ “เผยมู่เหยี่ย คุณรู้บ้างไหมว่าคำว่าให้เกียรติสะกดยังไง?”

“ไม่รู้ คงต้องรบกวนคุณนายเผยช่วยสอนผมหน่อยแล้ว” เผยมู่เหยี่ยพูดประโยคเช่นนี้ออกมา แต่น้ำเสียงยังคงเย็นชา

“ทุกครั้งคนที่เกี่ยวเอวผมไว้ไม่ยอมปล่อยด้วยท่าทีเร่าร้อนนั่น ไม่ใช่คุณหรอกเหรอ คุณนายเผยของผม?”

“เราหย่ากันเถอะ!”

น้ำเสียงนั้นแหบพร่า ราวกับถูกเค้นออกมาจากลำคอ

หลินซีอินจ้องมองเขา

“เผยมู่เหยี่ย...”

เสียงของหลินซีอิน ทั้งทุ้มต่ำ แหบพร่า และแฝงไปด้วยความเฉยชา

เผยมู่เหยี่ยยืนขึ้น แล้วหันหลังไป

หลินซีอินหลับตาลง หยาดน้ำตาสองสายไหลรินลงมาจากหางตา

“เรา...หย่ากันเถอะ”

อากาศคล้ายกับเบาบางและอึดอัดขึ้นมากะทันหัน ทั้งห้องเต็มไปด้วยความรู้สึกกดดัน แม้แต่ลมหายใจ...ก็ยังยากที่จะประคองไว้

“หย่า?” เผยมู่เหยี่ยยังคงหันหลังให้เธอ น้ำเสียงแหบพร่า ทว่าเย็นเยียบ “คุณพูดว่าหย่าเหรอ?”

หลินซีอินฝืนยันตัวลุกขึ้นนั่ง “เผยมู่เหยี่ย ชีวิตแต่งงานของเราเป็นแบบนี้ มันจะมีความหมายอะไรอีก? คุณปู่ไม่อยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเล่นละครให้ใครดูอีก!”

เผยมู่เหยี่ยหันขวับกลับมามองเธอ แฝงไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “คุณอยากหย่างั้นเหรอ? ผมไม่ตกลง หลินซีอิน อย่าเอาแต่ใจ”

พอพูดจบเขาก็เดินเข้าไปในห้องน้ำ ประตูห้องปิดดังสนั่นหวั่นไหว

รอจนกระทั่งเขาออกมาจากห้องน้ำ ภายในห้องก็ไม่มีเงาของหลินซีอินอยู่แล้ว

เขาเดินลงมาชั้นล่าง โจวอวี้ซู่ยังคงดูโทรทัศน์อยู่

“แกกับซีอินเป็นอะไรกัน? เธอไม่พูดไม่จาอะไรก็เดินออกไปเลย” โจวอวี้ซู่เอ่ยปากอย่างไม่พอใจ แล้วบ่นพึมพำเสียงเบา “ไม่มีมารยาทเอาซะเลย”

สีหน้าของเผยมู่เหยี่ยยิ่งดูไม่ได้หนักกว่าเดิม เขาไม่พูดอะไรเช่นกัน หมุนตัวเดินกลับขึ้นชั้นบนไป

โจวอวี้ซู่เห็นเขาขึ้นไป ก็พูดพึมพำกับตัวเอง “อย่าได้ทะเลาะกันเชียวนะ แล้วก็ห้ามหย่าด้วย พวกแกสองคนแค่ยื้อกันไว้ก็พอ”

ฐานะอย่างเผยมู่เหยี่ย หากหาภรรยาที่มีคนหนุนหลังได้อีก ลูกชายของเธอก็จะหมดโอกาสจริง ๆ แล้ว

หลินซีอินวิ่งหนีออกมาในยามดึกดื่น เธอไม่อยากกลับไปที่บ้านทะเลเมฆ นั่นมันบ้านของเผยมู่เหยี่ย

และก็ไม่อยากกลับบ้านเดิม เพราะกลัวว่าพวกเขาจะอดห่วงไม่ได้

สุดท้ายเธอจึงกลับไปที่สถาบันวิจัย ในห้องทำงานมีห้องพักผ่อน ซึ่งมีเตียงเล็ก ๆ อยู่เตียงหนึ่ง

เธอนอนลงบนเตียงเล็ก ๆ นั้น ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังคงดึงสติกลับมาไม่ได้

ร่างกายยังคงสั่นเทา หัวใจบีบรัดตัวแน่น รู้สึกเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ในหัวของเธอมีความคิดเรื่องหย่าร้างมาตลอด

เธออยากหาโอกาสเหมาะเพื่อคุยกับเผยมู่เหยี่ยให้ดี

แต่เธอกลับไม่คาดคิดเลยว่า ตัวเองจะหลุดคำว่าหย่าออกมาในสถานการณ์เผชิญหน้าที่เลวร้ายเช่นนั้น

ครั้งหนึ่ง เธอเคยคิดว่าเธอจะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับเผยมู่เหยี่ยไปได้ตลอดชีวิต

ต่อให้คนทั้งสองจะต้องอยู่กันแบบเคารพซึ่งกันและกันดั่งแขกก็ตาม

แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เธอทนอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริง ๆ

เผยมู่เหยี่ยไม่ให้เกียรติเธอ ไม่สนใจความรู้สึกของเธอ ไม่เห็นเธอเป็นคนเลยด้วยซ้ำ

ชีวิตแต่งงานแบบนี้ ไม่มีประโยชน์ที่จะประคับประคองต่อไปอีกแล้ว

แต่เผยมู่เหยี่ยไม่ยอมตกลง เขามีสิทธิ์อะไรมาไม่ตกลงกัน?

หลินซีอินจมดิ่งลงไปในความเจ็บปวดและสับสน

ดึกมากแล้ว หลินซีอินถึงได้เผลอหลับไป

เช้าตรู่ เผยมู่เหยี่ยก็เดินทางไปที่บริษัท เดี๋ยวเขามีประชุม แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา

เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดโทรออกไปเบอร์หนึ่ง

ปลายสายดังอยู่นานกว่าจะรับ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหงุดหงิด “นายควรจะมีเรื่องด่วนคอขาดบาดตายนะ! มารบกวนเวลานอนแต่เช้าตรู่ เผยมู่เหยี่ย นายมันไร้จิตสำนึกหรือไง?”

เผยมู่เหยี่ยกำโทรศัพท์แน่น ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น “นายยังไม่ตื่นอีกเหรอ?”

“นายดูสิว่าตอนนี้มันกี่โมง!” ลู่จั่วฝานสบถคำหยาบออกมาประโยคหนึ่ง “นายไม่มีชีวิตกลางคืน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นเขาจะต้องละกิเลสไร้ตัณหาเหมือนนายนะ! เมื่อคืนฉันเพิ่งจะทำศึกกับยอดขมองอิ่มของฉันไปตั้งสามร้อยยก...”

เผยมู่เหยี่ยไม่ได้สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของเขา จึงเอ่ยปากขัดขึ้นมา “ง้อผู้หญิงทำยังไง?”

ลู่จั่วฝานทำราวกับค้นพบทวีปใหม่ เขาพิงหัวเตียงแล้วจุดบุหรี่มวนหนึ่ง “ง้อผู้หญิง? ใครจะง้อ? นายเหรอ? ง้อใครกัน?”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 302

    “เป็นอะไรหรือเปล่า?” เผยมู่เหยี่ยปล่อยมือ แล้วขยับมายืนอยู่ข้างกายหลินซีอิน หลินซีอินดึงสายตากลับมาพลางส่ายหน้า: “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ”ลี่สิงจือเพิ่งได้สติ รีบเอ่ยขึ้นทันที: “พี่ครับ ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” เขามองเห็นรอยนิ้วมือของตัวเองประทับอยู่บนท่อนแขนของหลินซีอิน ผิวของเธอทั้งขาวและบอบบาง ประกอบกับเมื่อครู่เขาออกแรงบีบมากไป จึงทิ้งรอยช้ำเอาไว้ชัดเจน หลินซีอินไพล่แขนซ่อนไว้ด้านหลัง: “ฉันไปก่อนนะคะ” ผู้ชายสองคนนี้ เธอไม่อยากเจอหน้าเลยสักคน ลี่สิงจือทำท่าจะตามไป แต่เผยมู่เหยี่ยกลับก้าวมาขวางเอาไว้ ลี่สิงจือสะดุ้งตกใจกับสายตาเย็นชาดุดันของชายหนุ่มตรงหน้า เผยมู่เหยี่ยหันหลังเตรียมจะเดินจากไป ลี่สิงจือเคยเจอผู้ชายคนนี้เมื่อสามปีก่อนแค่ครั้งเดียว แต่พอมาเจออีกครั้งในวันนี้ เขาก็จำได้ทันที “ผมรู้ว่าพวกคุณหย่ากันแล้ว!” ฝีเท้าของเผยมู่เหยี่ยชะงักไป ลี่สิงจือพูดต่อ: “ในเมื่อหย่ากันแล้ว คุณก็ควรจะอยู่ให้ห่างจากเธอไว้!” เผยมู่เหยี่ยหันกลับมาปรายตามองเขา: “ไม่เห็นหรือไงว่าเมื่อกี้เธอผลักไสนายแค่ไหน? คนที่ควรอยู่ให้ห่างจากเธอน่ะ น่าจะเป็นนายมากกว่า” พูดจบ เผยม

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 301

    หลังจากทำหน้าที่เจ้าภาพส่งแขกกลับไปจนหมด ลี่สิงจือก็หันมามองเธอ: “พี่ครับ ไปทานข้าวด้วยกันไหม” หลินซีอินปฏิเสธ: “วันนี้คงไม่ได้ ฉัน... ยังมีธุระน่ะ” เธอเกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่าจะไปโรงพยาบาล ตลอดสามปีที่ทำงานร่วมกัน ลี่สิงจือได้เติบโตจากเด็กหนุ่มวัยใส กลายเป็นผู้ชายเต็มตัวที่พึ่งพาได้นานแล้ว แน่นอนว่าเรื่องที่หลินซีอินหย่าร้างและมีลูก ย่อมไม่อาจปิดบังเขาได้เช่นกัน ทว่าเขาก็ยังคงเรียกเธอว่าพี่ราวกับว่าทุกอย่างไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ตอนที่ลูกของเธอคลอด เขาก็ยังส่งของขวัญมาให้ หลังจากนั้นเขาก็พยายามจะก้าวเข้ามาในชีวิตของหลินซีอิน ทว่าเธอไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาเลย ตอนอยู่ต่างประเทศ เขาเคยบังเอิญเจอเธออุ้มลูกอยู่แค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากบอกว่าเมื่อก่อนด้วยความที่อายุยังน้อย เขาเพียงแค่ชื่นชมในความสามารถของเธอ ทว่าสามปีที่ผ่านมานี้ ลี่สิงจือก็รู้ซึ้งแก่ใจดีแล้วว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับหลินซีอินกันแน่ ต่อให้เธอจะเคยผ่านการหย่าร้างหรือมีลูกติด ก็ไม่อาจหยุดยั้งความรู้สึกชอบที่เขามีต่อเธอได้ แต่เห็นได้ชัดว่าหลินซีอินไม่ยอมเปิดโอกาสนั้นให้เขาเลย... แม้กระทั่งโอกาสที่จ

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 300

    หากก่อนหน้านี้หลินซีอินยังเคยนึกสงสารฮั่วเซียนหยางอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้ หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ เธอรู้สึกปวดใจแทนเซียวรั่วอีเท่านั้น ส่วนฮั่วเซียนหยางน่ะเหรอ... เขาสมควรโดนแล้วล่ะ หลินซีอินหาเวลาปลีกตัวโทรกลับไปหาฮั่วเซียนหยางจนได้ เธอบอกว่า: “ขอโทษด้วยนะคะ ทนายฮั่ว ฉันคงช่วยคุณไม่ได้แล้ว” น้ำเสียงของฮั่วเซียนหยางไม่ได้ฟังดูผิดหวังอะไรนัก: “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมก็แค่อยากลองดิ้นรนดูเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่รู้ว่าไม่มีหวัง เดิมทีก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว” หลินซีอินไม่อยากพูดอะไรกับเขาให้มากความ แต่สุดท้ายก็อดรนทนไม่ไหว: “ทนายฮั่ว เรื่องนั้นที่คุณทำ...มันเกินไปจริง ๆ ค่ะ คุณอย่าโทษที่อีอีไม่ยอมให้อภัยคุณเลยนะคะ ความจริงแล้วเธอเป็นคนใจอ่อนมาก…” ฮั่วเซียนหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับมา: “คุณรู้แล้วเหรอ? อีอี...เล่าให้คุณฟังแล้วงั้นสิ?” อันที่จริงฮั่วเซียนหยางอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้หลินซีอินฟังตั้งหลายครั้งแล้ว เขาอยากสารภาพผิด อยากกอบกู้ความสัมพันธ์ให้กลับคืนมา หลินซีอินเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเซียวรั่วอี เขาจึงอยากให้เธอช่วยพูดให้ แต่เขาก็รู้

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 299

    ตอนที่คลอดลูก หลินซีอินไม่ได้ร้องไห้เลยสักนิด เธอรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ ตอนที่ตั้งครรภ์หลินโย่วสิง เจ้าหนูนี่ว่านอนสอนง่ายมาก เธอไม่มีอาการแพ้ท้องหรืออาการไม่สบายตัวใด ๆ เลย ก่อนหน้านี้เซียวรั่วอีเคยเป็นกังวลว่าเธอไปอยู่ต่างประเทศแล้วจะรู้สึกไม่สบายตัว อาการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะปวดหลัง ตัวบวม หรือตะคริวที่น่อง... เธอไม่เป็นเลยสักอย่าง เด็กคนนี้ราวกับเกิดมาเพื่อทดแทนบุญคุณ แม้แต่ตอนคลอดก็ยังผ่านไปได้อย่างราบรื่น ดังนั้น เธอจึงหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายน้ำ แค่เฉพาะวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูกหลังคลอดเท่านั้น หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นลำบากไหม? ต่อให้หลินซีอินจะไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่พูดกันตามตรง ชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นไม่ง่ายเลยจริง ๆ เธอต้องรับผิดชอบเรื่องการศึกษาของลูกเพียงลำพัง ต้องคอยกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กอยู่ตลอดเวลา แถมยังต้องคอยรับมือกับคำถามจากคนอื่นเวลาออกไปข้างนอก ว่าพ่อของเด็กไปไหน ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบคือการมีพ่อ มีแม่ และมีลูก แต่ครอบครัวของเธอนั้นเว้าแหว่ง โชคดีที่

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 298

    “เธอก็พูดถูกนะ” เซียวรั่วอีเอ่ย: “ฉันเคยบอกเขาแล้วว่าถ้าเขาไม่เต็มใจ จะจบความสัมพันธ์นี้ลงเมื่อไหร่ก็ได้” เซียวรั่วอีพูดต่อ: “ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมมีความต้องการเป็นธรรมดา แค่บังเอิญว่าเขาตอบสนองเรื่องนี้ได้พอดี ต่อให้ไม่ใช่เขา ก็ต้องเป็นคนอื่นอยู่ดี” หลินซีอินไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเซียวรั่วอีนัก แต่เธอก็เคารพการตัดสินใจของเพื่อน ทว่าเธอก็อดถามไม่ได้: “ตกลงว่าฮั่วเซียนหยางไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรนักหนา เธอถึงต้องทำกับเขาแบบนี้? หรือว่าเมื่อก่อนตอนที่คบกับเธอ เขานอกใจงั้นเหรอ?” เซียวรั่วอีหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปาก: “บอกตามตรงนะ ความจริงมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอก” มันเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างจะน้ำเน่าอยู่สักหน่อย สมัยมัธยม เซียวรั่วอีไม่ได้ดูโดดเด่นสะดุดตาเหมือนตอนนี้เลย ตอนนั้นเธอชอบออกไปเล่นซนจนตัวดำเมี่ยม ตัดผมสั้นกุดเหมือนทอมบอย รูปร่างก็ผอมแห้ง ส่วนฮั่วเซียนหยางเรียนอยู่โรงเรียนมัธยมข้าง ๆ เซียวรั่วอีไปมีเรื่องกับเด็กผู้หญิงโรงเรียนนั้นจนเกือบจะลงไม้ลงมือกัน แต่ก็จับพลัดจับผลูทำให้ได้รู้จักกับฮั่วเซียนหยาง จากนั้น... ฮั่วเซียนหยางก็เริ่มตามจีบเซียวรั่วอี ตอนนั้น

  • ใต้เงาของรักแรก ฉันขอเป็นดวงดาว   บทที่ 297

    เพราะฮั่วเซียนหยางเป็นคนดีมากจริง ๆ ไม่ว่าจะในฐานะแฟนหรือว่าที่สามีในอนาคต แต่เซียวรั่วอีก็ไม่ยอมให้สถานะที่ชัดเจนกับเขาสักที หลินซีอินถอนหายใจ: “เรื่องนี้อีอีดื้อดึงมาก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอถามเธอก็ไม่ยอมบอก” “ความผิดของผมเองครับ” ฮั่วเซียนหยางเอ่ย: “ตอนนั้นผมเป็นคนทำผิดต่อเธอ” หลินซีอินรีบพูดขึ้น: “เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าอดีตก็คืออดีต ถึงตอนนั้นคุณจะทำผิดพลาดไป แต่ตอนนี้คุณก็รู้ตัวแล้ว แถมหลายปีมานี้ก็พยายามชดเชยมาตลอด อีอีควรจะให้โอกาสคุณสักครั้งสิคะ” ทว่าฮั่วเซียนหยางกลับออกรับแทนเซียวรั่วอี: “ตอนนั้นผมทำเกินไปจริง ๆ ครับ” หลินซีอินยังอยากจะซักไซ้ต่อ แต่ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกเปิดออกกะทันหัน เซียวรั่วอียึดลูกบิดประตูไว้พลางหรี่ตามองทั้งสองคน: “พวกคุณคุยอะไรกันอยู่ ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ แอบนินทาฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย” หลินซีอินเดินเข้าไปทุบไหล่เพื่อนเบา ๆ หนึ่งที: “ใช่สิ นินทาว่าเธอมันเอาแต่ใจ ดื้อรั้นแถมยังไร้เหตุผล ฉันเลยยุให้ทนายฮั่วเทเธอซะเลย” ฮั่วเซียนหยางรีบแทรก: “คุณซีอินอย่าทำผมซวยสิครับ” หลินซีอินหัวเราะ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status