เข้าสู่ระบบหลินซีอินขมวดคิ้วฉับ เผยมู่เหยี่ยจะพูดแบบนี้ทำไมกัน? เธอแค่ต้องการให้เขามาปรากฏตัว เพื่อให้ทุกคนเชื่อสนิทใจว่าเธอแต่งงานแล้วจริง ๆ ก็เท่านั้น ไม่ได้อยากให้เขามาสุงสิงใกล้ชิดกับเพื่อน ๆ มากนัก พูดกันตามตรง เผยมู่เหยี่ยก็เป็นแค่เครื่องมือของเธอเท่านั้นเอง เพราะสำหรับหลินซีอินแล้ว สถานะแต่งงานแล้วถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยตัดปัญหาความวุ่นวายไปได้เยอะ แต่ถ้าปล่อยให้เผยมู่เหยี่ยคลุกคลีกับเพื่อนร่วมคลาสมากเกินไป เรื่องที่จะหย่ากันก็อาจจะปิดเอาไว้ไม่อยู่ แล้วถึงตอนนั้นเธอคงต้องมานั่งรับมือกับคำถามอีกสารพัด หลินซีอินดึงแขนเผยมู่เหยี่ยไปคุยกันที่สุดทางเดิน เธอขมวดคิ้วมองหน้าเขา: “คุณทำอะไรของคุณน่ะ ทำไมถึงบอกว่าจะเลี้ยงข้าวทุกคน” “พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมคลาสของคุณ ส่วนผมก็เป็นสามีคุณ การที่ผมจะเลี้ยงข้าวพวกเขา มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง” “ไม่ปกติค่ะ” หลินซีอินเถียง: “เรากำลังจะหย่ากันแล้วนะ” “แล้วคุณแนะนำผมให้พวกเขารู้จักทำไมล่ะ” เผยมู่เหยี่ยสวนกลับ: “หรือว่าตอนนั้นคุณลืมไปแล้วว่าเรากำลังจะหย่ากัน” หลินซีอินถึงกับไปไม่เป็น จะให้บอกออกไปตรง ๆ ได้ยังไงล่ะว่าคุณมันก
ฉือเทียนหลินยกยิ้มมุมปาก: “หร่วนหร่วน งั้นผมไปก่อนนะ รอถึงวันที่คุณหย่าเมื่อไหร่ ผมจะเหมาพลุมาจุดฉลองเลย” หลินซีอินโบกมือลาเขาอย่างอ่อนใจ: “ขับรถดี ๆ ล่ะ” คล้อยหลังฉือเทียนหลิน เธอถึงหันไปมองเผยมู่เหยี่ย: “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” “นี่คุณอยู่กับเขาทุกวันเลยงั้นสิ?” น้ำเสียงของเผยมู่เหยี่ยฟังดูไม่สบอารมณ์นัก หลินซีอินเอ่ยว่า: “คุณวางใจเถอะค่ะ ตอนนี้ฉันยังไม่ได้หย่า ฉันรู้สถานะของตัวเองดี และจะไม่เปิดโอกาสให้ใครมาครหาตระกูลเผยได้หรอก ฉันกับฉือเทียนหลิน เราก็เป็นแค่เพื่อนธรรมดากัน...” “คุณคบหมอนั่นเป็นเพื่อนเนี่ยนะ?” เผยมู่เหยี่ยจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นเยียบ: “คำพูดของผม คุณเอาหูทวนลมไปหมดแล้วใช่ไหม” “ประธานเผยคะ” หลินซีอินมองหน้าเขาด้วยท่าทีสงบนิ่ง: “ฉันคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องให้คุณมาสอนหรอกนะคะ ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ คุณพูดมาเถอะค่ะ ตกลงว่ามีธุระอะไรกันแน่” เผยมู่เหยี่ยเงียบไปอึดใจหนึ่ง ไม่ยอมปริปากพูดอะไร เอาแต่จ้องมองเธออยู่อย่างนั้น หลินซีอินขมวดคิ้ว: “ถ้าคุณไม่พูด ฉันขอตัวก่อนนะคะ ฉันยุ่งมาก” “คุณยุ่งเรื่องอะไรนักหนา” ในที่สุดเผยมู่เหย
ดังนั้น ตอนนี้พอเห็นท่าทางวัน ๆ ไม่ทำอะไรของฉือเทียนหลิน เธอจึงอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งที่เป็นประธานบริษัทเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมถึงได้ต่างกันขนาดนี้นะ “ผมจะบอกอะไรให้นะ เผยมู่เหยี่ยก็แค่ทำเป็นยุ่งไปงั้นแหละ ความจริงมันจะมีงานอะไรให้ทำเยอะแยะขนาดนั้น ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะแอบซุกอีหนูไว้ข้างนอกก็ได้…” เขาพูดพลางหันไปมองหลินซีอิน พอเห็นเธอยิ้มก็อดถามไม่ได้: “คุณขำอะไรน่ะ” หลินซีอินตอบ: “เขาจะเลี้ยงใครก็ไม่เกี่ยวกับฉันหรอกค่ะ ยังไงเราก็กำลังจะหย่ากันอยู่แล้ว” “ก็จริงแฮะ” ฉือเทียนหลินว่า: “พูดไปพูดมา กลายเป็นว่าผมเอาเขามานินทาลับหลังซะงั้น” แต่ไม่รอให้หลินซีอินเอ่ยอะไร เขาก็เสริมขึ้นมาอีก: “แต่ต่อให้อยู่ต่อหน้าเขา ฉันก็กล้าพูดแบบนี้แหละ!” หลินซีอินเงียบ ไม่ได้ตอบรับอะไร ฉือเทียนหลินเอียงคอ หลุบตามองหญิงสาว: “ตอนนั้นคุณตาบอดหรือไง ถึงได้ยอมแต่งงานกับหมอนั่น” คำถามแบบนี้ดูจะล้ำเส้นความสัมพันธ์ที่เพิ่งรู้จักกันไปสักหน่อย หลินซีอินไม่มีทางเอาเรื่องพวกนี้มาเล่าให้เขาฟังแน่ เมื่อเห็นเธอเงียบ ฉือเทียนหลินก็แค่นเสียงเหอะในลำคอ: “ยังดีที่ตาบอดไม่สนิท ยังรู้จักขอหย่า”ตลอดทางหลังจากนั้น
อันที่จริงตั้งแต่ก้าวพ้นประตูมหาวิทยาลัยเข้ามา หลินซีอินก็คิดอยากจะแยกทางกับฉือเทียนหลินแล้ว เธอเอ่ยถามขึ้น: “รถคุณจอดอยู่ไหนคะ ฉันคงไม่เดินไปส่งแล้ว ขอตัวนะคะ”“ผมยังไม่รีบกลับ ขอเดินไปส่งคุณที่ห้องเรียนก่อนแล้วกัน” “ไม่ต้องหรอกค่ะ…” ทว่าหลินซีอินยังพูดไม่ทันจบประโยค พอสบเข้ากับสายตาของฉือเทียนหลิน เธอก็รู้ได้ทันทีว่าต่อให้ตัวเองพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ ผู้ชายคนนี้... อะไรที่เขาตัดสินใจไปแล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนใจ หลินซีอินจึงเลือกที่จะเงียบ ทั้งสองเดินเคียงกันไปข้างหน้าโดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ฉือเทียนหลินก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ: “เรื่องหย่า... ตกลงว่าจัดการไปถึงไหนแล้ว” หลินซีอินทำได้เพียงตอบสั้น ๆ: “ใกล้เสร็จแล้วค่ะ” “ถ้าติดขัดหรือมีปัญหาอะไรก็บอกผมได้นะ” ฉือเทียนหลินกล่าว: “ยังไงซะพวกเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน” “ทราบแล้วค่ะ” หลินซีอินไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยแย้งเขา: “ขอบคุณนะคะ”หากเลือกได้ หลินซีอินไม่อยากจะเป็นเพื่อนกับเขาเลยสักนิด เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเผยมู่เหยี่ย หลินซีอินเพียงแค่ไม่อยากข้องแวะกับพวกคนใหญ่คนโตก็เท่านั้น เหมือนอย่างเรื่
หลินซีอินไม่พูดอะไรอีก เซียวรั่วอีจึงเอ่ยขึ้นว่า: “คุณไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็หัดเงียบปากซะบ้างเถอะ”“ทำไมผมต้องเงียบด้วย?” ฉือเทียนหลินเริ่มไม่สบอารมณ์: “ที่ผมพูดไม่ใช่ความจริงหรือไง? เรื่องหย่านี่พูดกันมาตั้งนานแค่ไหนแล้ว หลินซีอิน... หรือว่าคุณเปลี่ยนใจไม่อยากหย่าแล้ว?” หลินซีอินตอบเสียงแผ่ว: “ฉันจะหย่า” ฉือเทียนหลินมองหน้าเธอ: “คุณควรจะหัดสู้คนให้มากกว่านี้หน่อยรู้ไหม? เห็นท่าทางของคุณตอนนี้แล้ว ผมยังอดไม่ได้ที่จะอยากแกล้งคุณเลย…” เขายังพูดไม่ทันจบก็คงรู้สึกตัวว่าคำพูดฟังดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ จึงยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นมาจิบแก้เก้อ เซียวรั่วอีถลึงตาใส่เขา: “คุณกล้าแกล้งหร่วนหร่วนของเราก็ลองดูสิ!”ฉือเทียนหลินถลึงตาตอบ: “ก็คุณทำท่าทางเหมือนยอมให้คนอื่นเขารังแกเอง จะมาโทษผมได้ไง?” หลินซีอินรู้สึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก อันที่จริงเธอเป็นคนนิสัยค่อนข้างเย็นชามาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียน เพื่อนในห้องหลายคน โดยเฉพาะพวกผู้หญิงจึงไม่ค่อยสนิทกับเธอนัก แต่ก็มีบางคนที่พอได้มาคลุกคลีกันแล้วกลับชอบเธอมาก พวกเขาบอกว่าจริง ๆ แล้วเธอไม่ได้หยิ่งอย่างที่เห็นภายนอกเลยสักนิด หลินซีอินไม่เคยค
ฮั่วเซียนหยางพูดขึ้น: “นายก็พูดซะเว่อร์เกินไป คนที่บ้านไม่มีใครเขาสนใจหรอกว่านายจะชอบผู้ชายหรือผู้หญิง สรุปคือ ขอแค่มีใครสักคนยอมรับนายไปดูแลได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศไหน คนที่บ้านก็พร้อมจะบูชาเขาเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว!” “ไสหัวไปเลย!” ฉือเทียนหลินตวาดแหวด้วยความโกรธปนอับอาย: “ใครใช้ให้นายแส่ไม่ทราบ!” ฮั่วเซียนหยางเถียงกลับ: “นิสัยเสีย ๆ แบบนาย อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย คางคกสักตัวยังหาทำยาไม่ได้เลย!” “ฮั่วเซียนหยาง!” แต่ฮั่วเซียนหยางมีหรือจะยอมถูกข่มขู่ด้วยท่าทีแบบนั้นง่าย ๆ: “นายจะตะโกนเสียงดังทำไมฮะ ฉันพูดผิดตรงไหน วัน ๆ เอาแต่ผีเข้าผีออก ไม่เห็นหัวใคร หยิ่งยโสจองหอง แถมยังนิสัยเสียโคตร ๆ เหมือนกับกองขะ...” พูดยังไม่ทันขาดคำ เซียวรั่วอีก็หยิกหมับเข้าให้: “กินข้าวกันอยู่นะ เลิกพูดจาชวนอ้วกสักทีได้ไหม!” “ขอโทษครับ” ฮั่วเซียนหยางรีบขอโทษขอโพยทันที: “ผมผิดไปแล้ว” ฉือเทียนหลินแค่นเสียง: “ถ้ามีความรักแล้วต้องมานั่งยอมก้มหัว ง้อจนไม่เหลือศักดิ์ศรีแบบนาย ฉันยอมโสดดีกว่า!” หลินซีอินที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น เมื่อก่อนตอนอยู่ต่อหน้าเผยมู่เหยี่ย เธอเอง







![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)