LOGINภายในจวนอ๋องเมืองซีอานซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของแคว้นเว่ย
องครักษ์เดินเข้ามาในห้องพักส่วนตัวแต่ยังมีฉากบังตากั้นไว้ เขากุมหมัดคารวะผู้ที่นั่งอยู่บนรถเข็น “ท่านอ๋อง”
“ได้เรื่องว่าอย่างไร” คำถามนั้นทั้งดุดันและน่าเกรงขาม
“อีกไม่เกินสิบวัน ขบวนบรรณาการจะมาถึงชายแดนขอรับ” เฉียนฟู่ตอบ
มุมปากคลี่ยิ้มหยัน “คงคิดว่าข้าทำอะไรไม่ได้ พวกเขาจึงกล้าทำเช่นนี้” กล้าที่จะพระราชทานสมรสให้แก่เขา อีกทั้งตอนนี้ทหารภายใต้การปกครองต่างไม่เชื่อมั่นในตัวเขา อำนาจทุกอย่างจึงตกอยู่ในมือของแม่ลูกคู่นั้น “ใครเป็นคนนำขบวน”
“เจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อขอรับ”
“เป็นมันอีกแล้วหรือ” เซียวเหิงขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ถ้วยชาในมือถูกเขากำจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะเขวี้ยงมันลงบนพื้นกระจัดกระจาย หยวนหงเจี๋ยผู้นี้คือแม่ทัพที่เขาต่อกรมาช้านาน มิหนำซ้ำยังเป็นคนที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพที่เดินไม่ได้เช่นนี้ ในใจของเซียวเหิงจึงรู้สึกอาฆาตแค้นเขาอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอยากแก้แค้นมากเพียงใด เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย
แม้เฉียนฟู่จะหวาดกลัวผู้เป็นนายมากแค่ไหน แต่ก็ยังฝืนกล่าวต่อ “ข้ายังสืบทราบมาว่า พระชายายังเคยมีใจให้กับซื่อจื่อผู้นั้นด้วยขอรับ”
เพล้ง! คราวนี้เป็นเสียงของกาน้ำชาที่วางอยู่บนตั่งข้างรถเข็น เซียวเหิงทุ่มมันลงบนพื้นสุดแรง เศษกาน้ำชาแตกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมทั้งตวาด “ไสหัวออกไป!”
เฉียนฟู่คารวะอีกครั้งก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว เซียวเหิงกัดฟันกรอด เอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมา “ที่แท้ก็ของเหลือเดน” ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งแค้นใจ
ขณะนั้นสาวใช้ที่ได้ยินเสียงดังจึงวิ่งกรูกันเข้ามาเพื่อเก็บกวาดภายในห้อง แต่ก็ถูกเขาไล่ตะเพิดออกไปเช่นกัน “ออกไปให้หมด”
“แต่ได้เวลาดื่มยาแล้วนะเจ้าคะท่านอ๋อง” สาวใช้ซูเจินเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตั้งแต่เขาป่วย อารมณ์ของเว่ยอ๋องก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ พวกนางต้องอยู่กันแบบหวาดระแวง
“ข้าบอกให้ออกไป ยาไร้คุณภาพพวกนั้นข้าไม่อยากกิน” เกือบครึ่งปีแล้วที่เขารักษาตัวอยู่เช่นนี้ แต่อาการป่วยของเขากลับไม่ดีขึ้นเลยสักนิด
สาวใช้ทั้งสามคนจึงรีบถอยกลับไปอย่างเร่งด่วน พวกนางยังได้ยินเสียงผู้เป็นนายขว้างปาข้าวของตามมาจากในห้องอีกหลายชิ้น ชิวหมัวมัวจึงเดินมาได้ยินพอดี
“คารวะชิวหมัวมัว” สาวใช้ทั้งสามทำความเคารพพร้อมกัน
ซูเจินกล่าวด้วยท่าทางลำบากใจ “ท่านอ๋องไม่ยอมกินยาอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“ซ้ำยังไม่ให้พวกเราทำความสะอาดห้องด้วยเจ้าค่ะ” ซูเซียวกล่าวเสริม
“นับวันท่านอ๋องยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกที” ซูเหวินเอ่ยขึ้นอย่างหวาดกลัว ก่อนหน้าเซียวเหิงก็เป็นคนดุและโมโหร้ายอยู่แล้ว พอพิการความโหดกลับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
“หากอยากมีปากไว้กินข้าวอยู่พวกเจ้าก็เงียบเสีย” ชิวเหลียนเอ่ยตำหนิพลางทำหน้าดุใส่สาวใช้ทั้งสาม “พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
“เจ้าค่ะ” ซูเจินยื่นถาดยาให้กับหมัวมัว ก่อนเดินตามสหายทั้งสองไป
ชิวหมัวมัวเดินเข้าไปในห้องพลางกล่าว “ท่านอ๋อง ได้เวลากินยาแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าบอกว่าไม่กินอย่างไรเล่า” ถึงเขาจะปฏิเสธแต่น้ำเสียงก็เบาลงมากแล้ว เพราะชิวหมัวมัวเป็นทั้งแม่นม และยังเปรียบเสมือนเป็นแม่แท้ ๆ ของเขา เซียวเหิงจึงต้องเกรงใจนางอยู่หลายส่วน
“ไม่กินยาแล้วเมื่อไรจะหาย”
“แล้วทุกวันนี้มีส่วนไหนที่มันดีขึ้นบ้าง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
“โธ่ ท่านอ๋องของบ่าว ดื่มยาต่ออีกสักนิดนะเจ้าคะ เผื่ออาการของท่านจะดีขึ้น” ชิวหมัวมัวมองเขาด้วยความทรมานหัวใจ นางเลี้ยงเขามาตั้งแต่แรกเกิด เพราะมารดาของเว่ยอ๋องจากไปตั้งแต่เขาอายุได้เพียงสิบวันเท่านั้น ชิวหมัวมัวจึงรักเขาเหมือนลูกในไส้ ตอนนี้หากนางเจ็บแทนได้นางคงทำไปแล้ว
เพื่อตัดความรำคาญเซียวเหิงจึงเอ่ยอย่างขอไปที “วางไว้บนโต๊ะนั่นละ เดี๋ยวข้าจะกินเอง ส่วนเจ้าก็ออกไปได้แล้ว ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“บ่าวขอทำความสะอาดห้องก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ” ชิวหมัวมัวกวาดสายตามองไปทั่วห้องด้วยความทดท้อใจ เมื่อคิดถึงว่าที่พระชายาที่กำลังเดินทางมาที่นี่ หากเซียวเหิงยังเป็นเช่นนี้ นางจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่คนพวกนั้นส่งนางมาตายหรอกหรือ
หลายอึดใจต่อมา เมื่อเขาไม่ตอบ ชิวหมัวมัวจึงเข้าใจว่านั่นคือคำอนุญาต
เกือบสองเค่อชิวหมัวมัวจึงทำความสะอาดห้องเสร็จ แต่เขาก็ยังไม่ยอมยกยาขึ้นดื่มสักที นางส่ายหน้าน้อย ๆ ด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยเตือนอีกครั้ง “ยานั้นหากเย็นมากแล้วจะขมมาก ท่านอ๋องรีบดื่มเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อเขาไม่สนใจ ชิวหมัวมัวจึงเดินออกจากห้องด้วยความจนใจ เขารักษาตัวมาเกือบครึ่งปีก็จริง แต่ในครึ่งปีนั้นเขาดื่มยาแทบจะนับครั้งได้ด้วยซ้ำ แล้วเมื่อไรเขาจะหายสักที
ขบวนบรรณาการมาถึงเขตชายแดนระหว่างเมืองเจิ้งโจวกับเมืองซีอานซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของทั้งสองแคว้น หยวนหงเจี๋ยจึงสั่งให้คนทั้งหลายหยุดขบวน เพราะหลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ของทหารเมืองซีอานแล้ว
หยวนหงเจี๋ยควบม้ามายืนข้างรถม้าของฉินมี่ “ข้าคงส่งท่านได้เพียงเท่านี้”
“ขอบคุณซื่อจื่อมาก” นางกล่าวเสียงราบเรียบคล้ายกลับไม่ใช่ฉินมี่คนเดิม คนที่มักจะอารมณ์ร้อนเสมอ
หยวนหงเจี๋ยไตร่ตรองมาหลายวันจึงตัดสินใจกล่าวออก “องค์หญิง เรื่องเมื่อสี่ปีก่อน…”
“อย่าได้พูดถึงมันอีกเลย คิดเสียว่าเรื่องวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้นก็พอ” เรื่องเมื่อสี่ปีก่อนถึงนางจะจำคำพูดของเขาได้ แต่นางจดจำใบหน้าเขาไม่ได้แล้ว อีกอย่างสตรีผู้นั้นก็ไม่ใช่นาง
หยวนหงเจี๋ยรู้สึกตระหนกกับคำพูดนั้นอยู่มาก ที่รู้ว่าคนที่เคยรักตนสุดหัวใจ ตอนนี้กลับต้องแต่งให้กับศัตรู ช่างเถิดตอนนี้นางคงแค่รู้สึกน้อยใจ หากเขายึดอำนาจมาได้ทั้งหมดเมื่อไร เขาจะรับนางมาเป็นสนมทันที
“ขอให้ท่านเดินทางโดยปลอดภัย”
“ขอให้ซื่อจื่อเดินทางโดยปลอดภัย”
เมื่อผู้นำทหารแคว้นเว่ยมาตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างถูกต้องตามรายการแล้วจึงเริ่มเคลื่อนขบวนออกไป หยวนหงเจี๋ยจึงควบม้านำหน้าลูกน้องกลับแคว้นฉินทันที
ช่วงนี้เซียวเหิงฮ่องเต้มีราชกิจรัดตัว เพราะต้องจัดการงานหลายอย่างที่ฮ่องเต้องค์ก่อนและอดีตไทเฮาได้ทำค้างไว้ อีกทั้งยังต้องแต่งตั้งขุนนางและอ๋องต่างสกุลที่ไว้ใจได้ไปทำงานตามเมืองต่าง ๆ ทั้งแคว้นฉิน และแคว้นเว่ย เพื่อแบ่งเบาภาระของเขาการทำงานของเซียวเหิงเป็นลำดับขั้นตอน อีกทั้งยังชัดเจนและเด็ดขาด เน้นการช่วยเหลือราษฎรที่อดอยากทั้งสองแคว้นเป็นหลัก และดำเนินการปราบขุนนางกังฉินอย่างจริงจัง เมื่อตรวจสอบแล้วใครผิดจริงก็ริบทรัพย์และตัดสินโทษประหารชีวิตทันทีไม่มีผ่อนปรนแม้แต่น้อยทำให้ในราชสำนักและตามหัวเมืองต่าง ๆ ต่างมีขุนนางต้องโทษประหารชีวิตไปหลายร้อยคนในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ท้องพระคลังที่เคยว่างเปล่า กลับมีทรัพย์สมบัติเพิ่มเข้ามาอย่างมากมายมหาศาล ทรัพย์สินส่วนนี้จึงถูกจัดสรรออกเป็นหลายส่วน เพื่อช่วยเหลือกรมกองต่าง ๆ อีกทั้งยังแบ่งไปช่วยเหลือราษฎรตามถิ่นทุรกันดาน ทั้งเรื่องปากท้อง อาชีพ และการศึกษาเมื่อเซียวเหิงฮ่องเต้ประกาศราชโองการอย่างชัดเจนว่าจะไม่รับสนมเข้าวังอีก ขุนนางทั้งหลายก็ไม่กล้ามีปากเสียง เพราะการทำงานของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนแล้วว่า ทั้งเที่ยงธรรมและให้ความช
หมอฉีที่ตามเสด็จมาด้วยจึงเข้ามาตรวจชีพจรให้นาง สีหน้าของเขาดูประหลาดใจเล็กน้อย “มีสิ่งใดผิดปกติหรือ” เซียวเหิงอดเป็นห่วงพระชายาไม่ได้ “พระชายาน่าจะตั้งครรภ์แฝดพ่ะย่ะค่ะ” “ครรภ์แฝดรึ” เซียวเหิงมีท่าทางไม่อยากเชื่อ เขาเก่งถึงเพียงนี้ ฉินมี่หันมองหมอฉีพลางกล่าวออกด้วยความตื่นเต้น “ท่านแน่ใจหรือ” “คราวก่อนไม่มั่นใจจึงไม่ได้กราบทูล แต่ตอนนี้มั่นใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” คราวก่อนชีพจรของนางยังไม่มั่นคงขนาดนี้ หมอฉีจึงไม่กล้าพูดออกไป เชียวเหิงจับมือนางมากุมไว้ มือของนางเย็นเฉียบ “เจ้าจงรักษาร่างกายให้ดี” “เพคะ” ทุกคนออกไปจากห้องหมดแล้วเซียวเหิงจึงขึ้นไปนอนเอนกายเคียงข้างนาง โอบกอดนางไว้แล้วถาม “เจ้าจะไม่บอกเราจริง ๆ หรือ ว่าเจ้ามาจากที่ใด” “ฝ่าบาทยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกหรือเพคะ” “เรื่องของเจ้าเราไม่เคยลืม” ฉินมี่จึงไม่คิดปิดบังเขาอีก “หม่อมฉันมาจากอนาคตเพคะ” “มาจากอนาคตอย่างนั้นหรือ” “เพคะ น่าจะห่างจากที่นี่ราว ๆ หนึ่งพันปี” เซียวเหิงไม่อยากเชื่อเลยส
ทางด้านของฉินมี่ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็นั่งเหม่อมองภูเขาอยู่เกือบสองชั่วยามแล้ว เจียวฝางเดินยกยาบำรุงมาให้พร้อมกล่าว “องค์หญิง ดื่มยาสักหน่อยนะเจ้าคะ” ฉินมี่ตื่นจากภวังค์หันมายกยาขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ช่วงนี้นางรู้สึกแพ้ท้องอย่างหนักจึงต้องดื่มยาแก้คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย เจียวฝางกล่าวต่อ “ได้ยินว่าท่านอ๋อง ไม่สิ ได้ยินว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่รวมสองแคว้นเข้าด้วยกันแล้วเจ้าค่ะ” แต่ฉินมี่ยังคงเงียบงัน เจียวฝางจึงพูดขึ้นอีก “องค์หญิงไม่ยินดีหรือเจ้าคะ” “เขากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ดีใจแล้ว” ตอนนี้เขาเป็นถึงฮ่องเต้ เรื่องระหว่างนางกับเขายิ่งลำบากขึ้นไปอีก “เช่นนี้ ฝ่าบาทจะทรงตามหาองค์หญิงหรือไม่เจ้าคะ” “ข้าก็ไม่รู้” เดิมทีนางคิดว่าการแอบซ่อนจดหมายไว้ใต้หมอนจะทำให้เขารู้ที่อยู่ของนาง แต่นี่ก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว เขาคงไม่คิดตามหานางแล้ว ทหารที่เซียวเหิงฮ่องเต้ส่งออกไปตามหาพระชายากลับมารายงานว่าไม่พบร่องรอยของฉินมี่สักคน เซียวเหิงรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก ห้าวันแล้วที่เขากลับมาพักที่จวนอ๋องแต่กลับไม่ได้นอนเลยสักคืน เอาแต่นั่
“เจ้าไปทำอันใด เขาถึงได้ตามฆ่าเจ้า” เรื่องที่ตู้ซือซงถูกสังหารเขาทราบแล้ว แต่ไม่คิดว่าตู้หนิงอวี่จะกล้ากลับมาอยู่ที่จวนของเขา “เพราะข้า เพราะข้ารู้ความลับของเขาเจ้าค่ะ” “ความลับอะไร” “เอ่อ… ความลับที่พวกเขาส่งทองคำให้แคว้นฉินเพื่อแลกกับสิบเมืองนั้นเจ้าค่ะ” ตู้หนิงอวี่คุกเข่าลงบนพื้นแล้วคลานไปกอดขาเขาไว้แน่น “ท่านอ๋องต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้วจริง ๆ ท่านอ๋องจะให้ข้าเป็นชายารองหรืออนุภรรยาก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่ให้อยู่รับใช้ท่านอ๋อง ข้ายอมทุกอย่าง” เซียวเหิงแค่นยิ้ม พลางสะบัดขาแรง มือของนางที่เกาะกุมอยู่จึงหลุดออก ร่างของนางฟุบลงกับพื้น แต่เซียวเหิงหาได้สนใจไม่ ตู้หนิงอวี่ตกใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก “ท่านอ๋อง” เขาไม่อ่อนโยนกับนางเหมือนที่เคยเป็นแล้ว “ตอนที่เจ้าหนีไปจากที่นี่เคยไปอยู่ที่ใดก็จงกลับไปอยู่ที่นั่น” “ไม่นะเจ้าคะท่านอ๋อง ข้าจะอยู่กับท่าน ข้าสัญญาว่าจะไม่หนีท่านไปอีกแล้ว” เว้นช่วงไปสองลมหายใจนางจึงกล่าวต่อ “ที่ผ่านมาข้าหนีไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อขอพรให้ท่านอ๋องหายเป็นปกติโดยเร็ว และท่านอ๋องก็หายจริง
สิบวันต่อมาเว่ยอ๋องกวาดต้อนข้าศึกกระทั่งเข้ายึดเมืองเจิ้งโจวได้สำเร็จ เติ้งคุณต่อสู้อยู่กับขงซีห่าวเพื่อแก้แค้นที่เขาบังอาจมาหลอกลวงเขาถึงค่ายทหาร แม้ตอนนี้เลือดหลั่งไหลท่วมกายแล้วยังเอ่ย “ข้าจะฆ่าเจ้า” ว่าจบก็ถือดาบวิ่งเข้าหาขงซีห่าวอีกครั้ง ทั้งสองฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายเติ้งคุณก็โดนขงซีห่าวฟันเอวจนร่างกายขาดเป็นสองท่อน หยวนหงเจี๋ยฮ่องเต้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับเว่ยอ๋องเห็นแม่ทัพเติ้งสิ้นใจไปแล้วถึงกับหน้าถอดสี อีกทั้งความแค้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น “หากวันนี้ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าฮ่องเต้” เซียวเหิงยิ้มหยัน “ข้าไม่เคยเรียกเจ้าว่าฮ่องเต้อยู่แล้ว” “หากเจ้าตายวันนี้ข้าจะเอามี่มี่ของข้ากลับแคว้นฉินไปด้วย” “หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าเสีย หากเจ้าอยากได้มี่มี่ก็ข้ามศพข้าไปก่อน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องแม้แต่เส้นผมของนางอีก” สิ้นคำเว่ยอ๋องก็ออกกระบวนท่าพร้อมกับดาบคู่ใจ หยวนหงเจี๋ยยังแปลกใจว่าเหตุใดแว่ยอ๋องถึงได้แสดงท่าทีว่าหึงหวงฉินมี่ออกมา ทั้งที่เขาให้นางเป็นเพียงสาวใช้ อีกทั้งยังทำให้เขาออกกระบวนท่าอย่างบ้าคลั่งเ
ราวหนึ่งชั่วยามซูลี่จึงกลับมาพร้อมกับท่าทางเหนื่อยหอบเจือตกใจ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…” “พูดให้มันดี ๆ” “คือว่า คือว่ายานี้ ยานี้เป็นยาบำรุงครรภ์เจ้าค่ะ” นัยน์ตาของตู้หนิงอวี่ขยายใหญ่ขึ้น พูดออกเสียงแผ่ว “ยาบำรุงครรภ์อย่างนั้นหรือ” ทำท่าคล้ายคิดหนัก “ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบกำจัดนางเสีย” “บ่าวต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ” “เจ้าเต็มใจช่วยข้าหรือไม่” “เต็มใจเจ้าคะ ข้าเต็มใจทำเพื่อท่านทุกอย่าง” เพื่อในอนาคตนางจะได้ใกล้ชิดกับเว่ยอ๋อง ซูลี่ย่อมทำได้ทุกอย่าง “เช่นนั้นก็ดี เข้ามาใกล้ ๆ ข้า” ซูลี่ขยับกายเข้าไปใกล้ ตู้หนิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้หูพลางกระซิบ ดวงตาของซูลี่วาวโรจน์เมื่อได้ยินแผนการนั้น “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สามวันต่อมาตู้หนิงอวี่ออกมาเดินเล่นที่ริมสระน้ำข้างเรือนรับรอง จึงบอกซูลี่ว่าอยากดื่มชาดอกไม้ของเรือนดอกโบตั๋น ซึ่งฉินมี่เป็นคนทำเอง นางจึงเข้าไปบอกแก่เจ้าของเรือน และให้เจียวฝางยกออกไปให้ และยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เพียงแค่นี้คงไม่เป็นการรบกวนเจ้ามากเกินไ
เดินมาถึงประตูเรือนยั่งยืนเฉียนฟู่กับหวู่เอินสบตากับชิวหมัวมัวด้วยท่าทางลำบากใจ ชิวหมัวมัวมององครักษ์ทั้งสองด้วยความฉงน พลางกล่าวออก “ท่านอ๋อง แม่นางฉินมาแล้วเจ้าค่ะ” “ให้นางเข้ามา” เสียงนั้นเคร่งขรึมอีกทั้งยังทรงพลังชวนให้คนฟังขนลุกซู่ ชิวหมัวมัวพาฉินมี่เดินเข้า
“นี่มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคะ” เจียวฝางเดือดดาลแทนผู้เป็นนาย ฉินมี่ปรายตามองนาง เจียวฝางจึงก้มหน้าแล้วพูด “บ่าวพูดมากไปแล้วเจ้าค่ะ” แต่มันมากไปจริง ๆ นางไม่คิดว่าเว่ยอ๋องจะใจดำกับสตรีเช่นนี้ เขาคงเกลียดสตรีต่างแคว้นเข้าไส้จริง ๆ “เจ้ากลับไปบอกท่านอ๋องเถิดว่าข้าจะทำตามที่เขาสั่ง
คล้อยหลังซูลี่ เจียวฝางที่อดทนอดกลั้นมานานจึงเอ่ยถามพ่อครัวหู “ซูลี่ นางเป็นใครกันถึงได้กล้าพูดเช่นนี้กับองค์หญิง” พ่อครัวหูถอนหายใจออกเบา ๆ “เดิมทีนางเคยเป็นสาวใช้ของอดีตพระชายาที่ท่านอ๋องรักมาก ตอนนี้อดีตพระชายาไม่อยู่แล้ว ท่านอ๋องจึงย้ายนางมาเป็นผู้ช่วยพ่อบ้าน”
เห็นนางยืนจ้องอยู่นาน ฉินมี่จึงกล่าว “ชิวหมัวมัว” ชิวหมัวมัวได้สติจึงเรียกนาง “แม่นางฉิน” ฉินมี่ขมวดคิ้วกับคำเรียกขานของชิวหมัวมัวที่เปลี่ยนไป แต่เจียวฝางกลับพูดขึ้นก่อน “แม่นางฉินอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ไม่ใช่ว่า…” “แม่นางโปรดอภัยให้ข้าด้วยเจ้าค่ะ แต่ท่านอ๋องสั่งมาเ







