LOGIN"เรื่องเมื่อคืนเป็นฝีมือคนของไอ้แอชตันจริงๆครับนาย"
น้ำเสียงเรียบสนิททว่าแฝงไปด้วยความตึงเครียดของทิมมือขวาคนสนิทดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องทำงานกว้างขวาง ร่างสูงของลูกน้องสวมสูทสีเข้มยืนประสานมืออยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่ทำจากไม้ชั้นดี รายงานผลการสืบสวนที่เพิ่งได้รับมาหมาดๆ อย่างตรงไปตรงมา "หึ" เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอหนา บรู๊คสายตาจากแฟ้มเอกสารบัญชีคาสิโนที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคมฉายแววเยือกเย็นและอันตรายออกมาอย่างไม่ปิดบัง การที่เขาเพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำมาเฟียแห่งแก๊งเบรคคิงเต็มตัวได้ไม่นาน ย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกหมาลอบกัดที่อยากจะลองดีเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่ไอ้แอชตัน คู่อริทางธุรกิจคาสิโนที่สู้เขาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว กล้าส่งคนมาลูบคมถึงถิ่นแบบนี้ มันชักจะเหิมเกริมเกินไปหน่อยแล้ว "นายจะให้ผมสั่งคนของเรา จัดการเก็บพวกมันเลยไหมครับ?" ทิมเอ่ยถามเสียงเข้ม แววตาเอาเรื่องพร้อมจะทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที บรู๊คเอนแผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้หนังสีดำสนิท ปลายนิ้วแกร่งเคาะลงบนที่พักแขนเป็นจังหวะเชื่องช้า ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ "ยัง กูมีเรื่องสำคัญกว่าให้มึงไปทำ" ชายหนุ่มดึงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่จดรายละเอียดบางอย่างเอาไว้ เลื่อนไปตรงหน้าลูกน้องคนสนิท ทิมก้าวเข้ามารับมันไปดูด้วยความแปลกใจ "พิกัดเมื่อคืน หอพักซอยหลังตลาด ห้อง 324 มึงสืบให้กูที ว่าเธอเป็นใคร ทำอะไร และตอนนี้อยู่ที่ไหน เอาข้อมูลให้ละเอียดที่สุด" บรู๊คสั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทิมขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อไล่สายตาอ่านข้อความบนกระดาษ เจ้านายของเขาเพิ่งรอดตายจากการถูกลอบยิงมาหมาดๆ แต่แทนที่จะสั่งล่าหัวคนทำ กลับให้ไปสืบประวัติผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้เนี่ยนะ "นายสนใจเธอเหรอครับ?" ทิมอดไม่ได้ที่จะถามออกมาตรงๆ เพราะร้อยวันพันปี บรู๊คไม่เคยให้ความสนใจผู้หญิงคนไหนเลย แม้จะมีดารานางแบบหรือลูกสาวนักธุรกิจระดับประเทศต่อคิวเสนอตัวให้ถึงที่ เขาก็แทบจะไม่ปรายตามอง บรู๊คชะงักไปชั่วครู่ นัยน์ตาคมเลื่อนลงมองผ้าพันแผลสีขาวที่พันรอบสีข้างของตัวเองใต้เสื้อเชิ้ตปลดกระดุม ร่องรอยความเจ็บปวดจางๆยังคงย้ำเตือนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน "จะว่าน่าสนใจไหม ก็อาจจะใช่ แต่ยังไม่ขนาดนั้น" ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเล็กน้อย "กูแค่อยากรู้ประวัติเธอเอาไว้หน่อย รีบไปจัดการซะ" "รับทราบครับนาย" ทิมพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน โค้งศีรษะให้เจ้านายหนึ่งครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบานประตูไม้บานใหญ่ปิดสนิทลง ทิ้งให้เหลือเพียงความเงียบสงบภายในห้อง บรู๊คก็ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้อีกครั้ง ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมเริ่มจู่โจม แต่สมองกลับเอาแต่นึกถึงภาพของเด็กสาวเจ้าของห้องรูหนูเมื่อคืน ‘ช่วยก็ดีเท่าไหร่แล้วลุง ยังจะมีหน้ามาบ่นอีก’ เสียงหวานๆที่เอ่ยปากด่าเขาฉอดๆยังคงดังก้องอยู่ในหัว บรู๊คหลุดยิ้มออกมาบางๆอย่างไม่รู้ตัว ยัยเด็กบ้าที่กล้าเรียกมาเฟียอย่างเขาว่าลุง แถมยังกล้าขู่ว่าจะเอาสเปรย์พริกไทยฉีดใส่หน้าเขาอีกต่างหาก ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดและใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง แต่ถึงอย่างนั้นฝ่ามือเล็กๆที่พยายามทำแผลให้เขาอย่างเบามือที่สุด ก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูดื้อรั้นนั้น ครืด ครืด เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูที่สั่นครืดอยู่บนโต๊ะทำงานดึงสติของชายหนุ่มให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง บรู๊คปรายตามองหน้าจอที่ปรากฏชื่อวาโร่เพื่อนสนิทจอมกวนประสาทและเป็นเจ้าของบาร์ชื่อดัง ก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงลงไป "มีอะไร?" (ไอ้คุณบรู๊คครับ คืนนี้มึงแวะมาที่ร้านกูหน่อยไหมวะ สาวๆเด็ดๆเพียบเลยนะเว่ย วันนี้มีปาร์ตี้พิเศษด้วย มึงมาเปิดหูเปิดตาบ้างเถอะ) เสียงเจี๊ยวจ๊าวของวาโร่ดังทะลุลำโพงออกมา บ่งบอกถึงความคึกคักของเจ้าตัว "กูไม่ไป" บรู๊คตอบกลับสั้นๆอย่างไร้เยื่อใย (อะไรว๊า!) ปลายสายโวยวายทันที (ชวนมากี่ทีๆก็ไม่เคยจะมา เป็นเหี้ยอะไรวะ ทำตัวจำศีลเป็นพระสงฆ์ไปได้ นี่ถ้ากูไม่รู้จักมึงมาตั้งแต่เด็ก กูคงคิดว่ามึงตายด้านไปแล้วนะเนี่ย) คิ้วเข้มของบรู๊คกระตุกเข้าหากันทันที เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆอย่างหงุดหงิด "จำศีลเหี้ยไร กูมีเรื่องต้องทำ เมื่อคืนแม่ง กูเพิ่งถูกไล่ยิงเกือบตาย" ประโยคสั้นๆแต่ได้ใจความนั้น ทำให้เสียงเพลงและเสียงจอแจจากฝั่งของวาโร่เงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่น้ำเสียงทีเล่นทีจริงเมื่อครู่จะแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดและจริงจังในพริบตา (เหี้ย! จริงเหรอว่ะ!? แล้วตอนนี้มึงเป็นไงบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? อย่าบอกนะว่าฝีมือไอ้เหี้ยแอชตันอีกแล้ว?) วาโร่รัวคำถามใส่เป็นชุดด้วยความเป็นห่วง "เออ" บรู๊คตอบรับสั้นๆ (ไอ้เวรนี่! โดนกี่ทีก็ไม่เคยจำ สงสัยมันอยากจะไปทัวร์นรกเต็มแก่แล้ว) วาโร่สบถด่าทอคู่อริอย่างหัวเสีย (ละมึงจะเอาไงต่อ จะให้กูส่งคนไปช่วยกระทืบมันล้างบางเลยไหม หรือจะบุกไปเผาคาสิโนมันคืนนี้เลย!) "ใจเย็น ปล่อยให้มันตายใจไปก่อน" บรู๊คเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก "หึ กูเล่นมันคืนแน่ มึงไม่ต้องห่วง ตอนนี้กูมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าต้องจัดการ แค่นี้นะ กูจะทำงาน" ชายหนุ่มกดตัดสายไปดื้อๆ ไม่สนคำโวยวายที่กำลังจะหลุดตามมาของเพื่อนสนิท เขาโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนถึงศอกเดินตรงไปยังมุมหนึ่งของห้องทำงาน ซึ่งเป็นผนังบิลต์อินลายไม้เรียบหรู ปลายนิ้วแกร่งกดลงบนซอกหลืบที่ซ่อนตัวอยู่แนบเนียน ผนังไม้ส่วนหนึ่งเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นตู้เซฟนิรภัยล้ำสมัยที่ฝังตัวอยู่ด้านใน บรู๊คทาบนิ้วหัวแม่มือลงบนเครื่องสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับกดรหัสผ่านตัวเลขแปดหลักอย่างรวดเร็ว คลิก บานประตูเหล็กเปิดออก ภายในตู้เซฟอัดแน่นไปด้วยทรัพย์สินมีค่ามากมาย ทั้งทองคำแท่ง เงินสดปึกใหญ่ เอกสารสัญญามูลค่ามหาศาล และปืนพกสั้นรุ่นคัสตอมอีกสองกระบอก ทว่าสายตาของมาเฟียหนุ่มกลับไม่ได้มองผ่านสิ่งของเหล่านั้นเลย เขายื่นมือเข้าไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มใบเล็กจิ๋วที่วางหลบมุมอยู่ด้านในสุดออกมาอย่างทะนุถนอม บรู๊คเปิดฝากล่องออกช้าๆ ภายในนั้นมีเข็มกลัดรูปผีเสื้อประดับเพชรเม็ดเล็กๆที่ดูไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรมากมายนัก หากเทียบกับทรัพย์สินอื่นๆในห้องนี้ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจมหาศาลที่สุดสำหรับเขา ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ไปตามปีกผีเสื้อแผ่วเบา นัยน์ตาที่เคยดุดันและแข็งกร้าวอ่อนแสงจนกลายเป็นความโศกเศร้าและโหยหา ภาพความทรงจำในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจค่อยๆฉายชัดขึ้นมาทีละฉาก เขาจมอยู่ในภวังค์แห่งความหลังอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปิดฝากล่องกำมะหยี่ลงแล้วเก็บมันกลับเข้าที่เดิม ชายหนุ่มปิดตู้เซฟแล้วเดินออกจากห้องทำงาน มุ่งหน้าไปยังโถงทางเดินชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ที่สุดปลายทางเดินนั้นมีประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา มันคือห้องต้องห้ามที่เขาออกกฎไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนก้าวล่วงเข้าไปโดยเด็ดขาด แม้แต่แม่บ้านที่ทำความสะอาดก็ไม่มีสิทธิ์ บรู๊คล้วงกุญแจดอกพิเศษที่พกติดตัวตลอดเวลาออกมาไขประตูเข้าไป ภายในห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงไฟสีที่สาดส่องลงมาจากเพดาน กลิ่นของสีน้ำมันและผืนผ้าใบเก่าๆลอยแตะจมูกทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป รอบห้องเต็มไปด้วยภาพวาดงานศิลปะมากมายที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทว่าจุดศูนย์กลางของห้อง กลับมีขาตั้งวาดรูปขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ พร้อมกับภาพวาดบานหนึ่งที่ถูกคลุมทับด้วยผ้าสีขาวสะอาดตา ปิดบังความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเอาไว้ ร่างสูงเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่หน้าผืนผ้าใบนั้น ฝ่ามือหนายกขึ้นช้าๆเตรียมจะจับชายผ้าเพื่อเปิดมันออกดู เหมือนอย่างที่เขามักจะทำเป็นประจำทุกวัน เพื่อตอกย้ำความทรงจำบางอย่าง "กรี๊ดดด! ไม่เอา! ไลล่าจะขึ้นไปหาอาบรู๊ค! หลบไปเดี๋ยวนี้นะพวกรับใช้หน้าโง่!" ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้สัมผัสกับผืนผ้า เสียงแหลมปรี๊ดที่แผดร้องโวยวายดังลั่นมาจากห้องโถงชั้นล่าง ก็ทำลายบรรยากาศเงียบสงบจนแตกกระเจิง บรู๊คชะงักมือค้าง คิ้วหนากระตุกเข้าหากันด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด เขาลดมือลง สบถในใจอย่างหัวเสีย ก่อนจะหมุนตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องต้องห้าม ล็อกประตูอย่างแน่นหนาเช่นเดิม พอเดินกลับมาถึงหัวบันได ร่างอวบของป้าอุ่น แม่นมที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็กและควบตำแหน่งหัวหน้าแม่บ้านของคฤหาสน์เดินหอบแฮกๆขึ้นมาพอดี สีหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยความลำบากใจและเกรงใจเจ้านายหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด "คุณบรู๊คคะ" ป้าอุ่นเอ่ยเรียกเสียงอ่อย "คุณหนูไลล่ามาค่ะ โวยวายอยู่ข้างล่าง จะขอขึ้นมาพบคุณบรู๊คถึงบนห้องให้ได้เลยค่ะ ป้าพยายามห้ามแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมฟัง" บรู๊คถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นๆที่กำลังประทุ เมื่อนึกถึงใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ชอบแต่งหน้าจัดจ้านเกินวัยของไลล่าลูกสาววัยยี่สิบเอ็ดปีของหนึ่งในคู่ค้าทางธุรกิจที่พ่อของเขาเคยรู้จักมักคุ้นด้วย ยัยเด็กนั่นชอบทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขา ตามตื้อ ตามเกาะแกะ น่ารำคาญยิ่งกว่าแมลงวัน ทั้งที่เขาแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจและไม่ชอบเด็กเสแสร้งที่ต่อหน้าผู้ใหญ่ทำตัวน่ารัก แต่พอลับหลังกลับวีนเหวี่ยงใส่คนใช้ราวกับตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยกับแม่นมด้วยน้ำเสียงสุภาพและนุ่มนวล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำกับป้าอุ่นเสมอมา "ไม่ต้องคิดมากครับป้าอุ่น ป้าลงไปบอกเธอ บอกไปว่าผมไม่อยู่ หรือไม่ก็บอกว่าผมพักผ่อนอยู่ ไม่สะดวกรับแขก ผมไม่อยากเจอใครทั้งนั้นตอนนี้ ถ้าเธอยังโวยวายไม่เลิก ก็ให้การ์ดหน้าประตูมาลากตัวออกไปได้เลย" "ค่ะคุณบรู๊ค เดี๋ยวป้าจะลงไปจัดการให้ค่ะ" ป้าอุ่นพยักหน้ารับคำด้วยความโล่งใจ ก่อนจะรีบเดินกลับลงไปชั้นล่าง บรู๊คมองตามแผ่นหลังของแม่นมไป ก่อนจะส่ายหัวไปมาอย่างเอือมระอา เสียงแหลมๆที่ยังคงดังแว่วมาให้รำคาญหู ทำให้เขาต้องบ่นพึมพำออกมาอย่างเหลืออด "เด็กบ้าอะไร ตื๊อชะมัด" ภาพของไลล่าที่กรี๊ดกร๊าดเอาแต่ใจ แวบเข้ามาเปรียบเทียบกับภาพของเด็กสาวในชุดนอนเสื้อยืดกางเกงขาสั้นย้วยๆที่ชี้หน้าขู่เขาฟ่อๆเมื่อคืนอย่างช่วยไม่ได้ บรู๊คแค่นหัวเราะในลำคอ ถ้าจะต้องรับมือกับเด็กเอาแต่ใจที่น่ารำคาญแบบนี้ สู้ให้เขากลับไปนั่งฟังยัยเด็กปากดีที่หอพักนั่นบ่นกระปอดกระแปดใส่ ยังจะบันเทิงกว่าเยอะเลยแสงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพหลายสิบตัวสว่างวาบขึ้นอย่างต่อเนื่องแข่งกับแสงไฟสปอตไลต์บนรันเวย์ เสียงดนตรีบีทหนักๆ เร้าอารมณ์ดังก้องไปทั่วทั้งฮอลล์จัดแสดงงานแฟชั่นโชว์คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำระดับประเทศท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องไปยังเวที มีเพียงสายตาคมกริบคู่เดียวที่ทอดมองร่างระหงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจบรู๊คในชุดสูทสั่งตัดพอดีตัว ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่บริเวณโซนวีไอพีด้านหน้าสุด แววตาทอประกายอ่อนโยนและหลงใหลอย่างปิดไม่มิด ขณะจดจ้องร่างของแพรขวัญที่กำลังเดินเฉิดฉายอยู่บนรันเวย์เด็กสาวในชุดเดรสยาวแหวกข้างสีแดงเพลิงขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะกดทุกสายตา ท่วงท่าการเดินที่มั่นใจ จังหวะการหมุนตัวที่ไร้ที่ติ และสายตาจิกกล้องที่ทรงพลังราวกับนางพญา ทำเอาผู้นำมาเฟียแห่งแก๊งเบรคคิงถึงกับเผลอยกยิ้มมุมปากออกมาอย่างลืมตัวผู้หญิงของเขา... เติบโตและเปล่งประกายได้อย่างงดงามเหลือเกินทว่ารอยยิ้มละมุนบนใบหน้าหล่อเหลากลับต้องสะดุดลง เมื่อหูที่ไวต่อประสาทสัมผัสของเขา บังเอิญไปได้ยินบทสนทนาของกลุ่มชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งดูจากป้ายห้อยคอแล
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตลอดหลายวันที่ผ่านมา อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความหวานเลี่ยนจนมดแทบจะขึ้นกำแพงนับตั้งแต่บรู๊คพาแพรขวัญกลับมาพักฟื้นที่บ้าน ผู้นำมาเฟียที่เคยดุดัน เยือกเย็น และเอาแต่นั่งหน้าเครียดอยู่กับกองเอกสาร ก็เปลี่ยนโหมดกลายเป็นคนคลั่งรักชนิดที่ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ เขาแทบจะไม่ยอมให้ปลายเท้าของเด็กสาวแตะพื้น หากเธอจะเดินไปไหน ชายหนุ่มเป็นต้องถลาเข้าไปช้อนอุ้ม แบกขึ้นหลัง หรือไม่ก็ประคองเดิน"คุณบรู๊คคะ หนูแค่จะเดินไปหยิบน้ำเปล่าตรงตู้เย็นเองนะคะ ไม่ได้จะไปปีนเขาเอเวอเรสต์ ปล่อยหนูเดินเองเถอะค่ะ" แพรขวัญโวยวายเสียงหลง ขณะถูกวงแขนแกร่งตวัดรวบเอวช้อนตัวลอยวืดขึ้นจากพื้นอีกครั้ง"แผลผ่าตัดเธอยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าดื้อสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานด้วยความห่วงใย"อยากได้อะไรก็บอกสิ จะเดินไปเดินมาให้เหนื่อยทำไม หรือถ้าอยากเดินจริงๆ เดี๋ยวฉันอุ้มไปส่งหน้าตู้เย็นเอง""โอ๊ย คุณบรู๊คมันเวอร์ไปแล้วนะคะ"ภาพของมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังทำตัวเป็นพ่อบ้านใจกล้าที่กล้าเฉพาะกับศัตรู แต่ยอมเมียทุกอย่าง ทำเอาบรรดาลูกน้องชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่ตามจุดต่างๆ
กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องของบรู๊คทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งประสานมืออยู่บนม้านั่งหน้าห้องผ่าตัดฉุกเฉิน เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉานที่เริ่มแห้งกรัง เลือดของคนที่เขารักเท่าชีวิตปลายนิ้วหยาบกร้านสั่นเทาขณะล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเข็มกลัดผีเสื้อคริสตัลที่เปื้อนคราบเลือดออกมาเกาะกุมไว้แน่น นัยน์ตาที่เคยมืดมิดและแข็งกร้าว บัดนี้แดงก่ำและสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพของแม่แพรขวัญที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ในอดีต ซ้อนทับกับภาพของเด็กสาวที่นอนจมกองเลือดอยู่ในอ้อมแขนของเขาวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่ให้คำสาบานไว้แล้วว่าจะปกป้องเธอด้วยทุกสิ่งที่มี แต่สุดท้าย เขากลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอต้องมาเจ็บตัวปางตายแบบนี้ น้ำตาลูกผู้ชายที่พยายามสะกดกลั้นรื้นขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว ความรู้สึกผิดกัดกินก้อนเนื้อในอกซ้ายจนแทบแหลกสลายติ๊ง!ไฟหน้าห้องผ่าตัดที่สว่างวาบมาหลายชั่วโมงดับลง พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักออก บรู๊คผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พุ่งตัวเข้าไปหาศัลยแพทย์วัยกลางคนด้วยความรวดเร็ว"เมียผมเป็
เวลาแห่งความสุขมักจะโบยบินผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอตลอดสามวันที่บ้านพักตากอากาศริมทะเล แพรขวัญได้ใช้เวลาพักผ่อนและตักตวงความสุขอย่างเต็มที่ โดยมีผู้ชายที่ชื่อว่าบรู๊คคอยดูแลเอาใจใส่ไม่ห่าง ทุกการกระทำและทุกคำพูดของเขาช่วยลบล้างฝันร้ายที่เธอต้องเผชิญให้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นที่สลักลึกอยู่ในหัวใจบ่ายวันนี้ รถคันหรูกำลังแล่นมุ่งหน้ากลับสู่เมือง แพรขวัญนั่งพิงซบอยู่กับลาดไหล่กว้างของมาเฟียหนุ่มบนเบาะหลังของรถ มือเล็กประสานเข้ากับฝ่ามือใหญ่ที่เกาะกุมเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย"สามวันนี่ผ่านไปเร็วจังเลยนะคะ" แพรขวัญพึมพำเบาๆ เงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคาย "หนูยังอยากกินอาหารทะเลฝีมือเชฟที่คุณบรู๊คจ้างมาอยู่เลย อร่อยมาก"บรู๊คก้มลงมองคนขี้อ้อน รอยยิ้มบางๆ ประดับบนมุมปากหยักลึก "ถ้าชอบ ไว้งานที่คาสิโนซาลงเมื่อไหร่ ฉันจะพามาอีก หรือไม่ก็ย้ายเชฟคนนั้นไปเป็นพ่อครัวประจำที่คฤหาสน์ซะเลยดีไหม?""แหม สายเปย์เกินไปแล้วค่ะ แค่นี้หนูก็จะกลายเป็นลูกหมูแล้วนะ" แพรขวัญหัวเราะคิกคัก ดึงแขนเสื้อเขาเล่นเบาๆชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ กำลังจะอ้าปากตอบโต้กลับไป ทว่า...ปัง!!!เสียงปืนดังขึ้นทะลุความเง
"ปล่อยหนูลงเลยนะคะ ตัวคุณเปียกไปหมดแล้ว แถวเตียงก็เปียกด้วย เห็นไหมเนี่ย"แพรขวัญโวยวายเสียงหลงพลางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแกร่ง ทันทีที่แผ่นหลังบางสัมผัสกับฟูกนุ่มของเตียงคิงไซส์กลางห้องนอนใหญ่ หยดน้ำจากร่างกายของมาเฟียหนุ่มที่เพิ่งขึ้นจากสระว่ายน้ำหยดแหมะลงบนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดจนเป็นรอยด่างแต่บรู๊คกลับไม่สนใจคำท้วงติงนั้นเลยสักนิด ชายหนุ่มตามขึ้นมาทาบทับคร่อมร่างของเธอเอาไว้ กักขังยัยเด็กขี้โวยวายให้อยู่ใต้เงาร่างกำยำของเขา นัยน์ตาพราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์และเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดให้ลุกโชน"เปียกก็ช่างมันสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยชิดริมหู ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดจนคนใต้ร่างสะดุ้งน้อยๆ "เดี๋ยวค่อยให้แม่บ้านมาเปลี่ยนใหม่ก็สิ้นเรื่อง แต่ตอนนี้ ฉันมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องเคลียร์กับเธอ""เคลียร์อะไรคะ ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ทั้งนั้นแหละ คุณนั่นแหละขี้แกล้ง ปล่อยให้หนูหน้าแตกต่อหน้าคุณวาโร่กับคุณคิรันอยู่ตั้งนาน คนบ้า" แพรขวัญแหวเข้าให้ สองมือเล็กยกขึ้นดันแผงอกกว้างที่ยังคงชื้นไปด้วยหยดน้ำ"ฉันไปแกล้งอะไรเธอ หืม?" บรู๊คเลิกคิ้ว รอยยิ้มมุมปากยิ่งดูมีเสน่ห์ร้ายกาจ"ฉันอุตส
ความรู้สึกแรกที่แพรขวัญรับรู้ได้หลังจากสติสัมปชัญญะเริ่มกลับคืนมา คือแรงสั่นสะเทือนเบาๆอย่างสม่ำเสมอของยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนตัวเปลือกตาคู่สวยค่อยๆขยับเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพตรงหน้าที่พร่ามัวค่อยๆปรับโฟกัสจนเห็นแผงอกกว้างที่สวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีเข้มเด็กสาวขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังนอนหนุนตักและซบหน้าอยู่กับอกแกร่งของใครบางคน กลิ่นน้ำหอมยืนยันตัวตนของเจ้าของอ้อมกอดนี้ได้เป็นอย่างดี ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือสัมผัสของเนื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ชุดเดรสถูกถอดออกไปแล้ว แทนที่ด้วยเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์เนื้อนุ่มและกางเกงขาสั้นสวมสบาย"อืม คุณบรู๊ค" แพรขวัญงัวเงียเรียกชื่อเขา เสียงหวานแหบพร่าเล็กน้อยจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ "เรากำลังจะไปไหนกันคะ?"บรู๊คที่กำลังนั่งหลับตาพิงเบาะรถ ลืมตาขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงคนบนตัก ชายหนุ่มก้มลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังทำตาปรือ ฝ่ามือหนาแกร่งเลื่อนขึ้นมาลูบกลุ่มผมนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม"ตื่นแล้วเหรอ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างอ่อนโยน "ฉันกำลังจะพาเธอไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศน่ะ อยู่ที่คฤหาสน์เดี๋ยวก็มีคนมารบกวน ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ซะหน







