เข้าสู่ระบบ
"โอ๊ะ! ระวังค่ะ"
เสียงหวานอุทานขึ้นอย่างตกใจ เมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนพุ่งพรวดพราดออกมาจากเงามืดของซอกตึกแคบๆชนเข้ากับร่างบางของเธออย่างจัง แพรขวัญที่เพิ่งเดินหิ้วถุงพลาสติกบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและนมสดออกมาจากมินิมาร์ทหน้าปากซอยถึงกับผงะ สัญชาตญาณทำให้เธอรีบยื่นมือออกไปคว้าแขนและพยุงร่างหนานั้นไว้เพื่อไม่ให้ล้มกลิ้งไปกองกับพื้นทั้งคู่ ทว่าวินาทีที่ฝ่ามือเล็กสัมผัสเข้ากับช่วงเอวสอบหนา ความรู้สึกเหนอะหนะและกลิ่นคาวสนิมที่ลอยเตะจมูกก็ทำให้เด็กสาวเบิกตากว้าง แสงไฟสลัวจากเสาไฟริมทางสาดส่องให้เห็นของเหลวสีเข้มที่เปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีดำราคาแพงของเขาจนชุ่ม เลือด! "เฮ้ย!" แพรขวัญร้องเสียงหลง รีบดีดตัวถอยห่างออกมาทันที ถุงมินิมาร์ทในมือแทบจะร่วงหล่นลงพื้น ดวงตากลมมองสลับระหว่างฝ่ามือที่เปื้อนเลือดของตัวเองกับร่างสูงที่กำลังยืนโซเซเอามือกุมสีข้างอยู่ตรงหน้า "ช่วย... ช่วยฉันที" เสียงทุ้มพร่าเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก เขากัดฟันกรอด ข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลถูกเฉี่ยวด้วยกระสุนปืนที่สีข้างซ้าย ดวงตาคมช้อนขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้า เขาเพิ่งฝ่าวงล้อมการลอบสังหารจากพวกหมาลอบกัดมาได้ ลูกน้องคนสนิทถูกจับแยกไปอีกทาง ทำให้ผู้นำมาเฟียแห่งแก๊งเบรคคิงอย่างเขาต้องระเห็จหนีมาหลบซ่อนในย่านหอพักเก่าๆซอมซ่อแห่งนี้เพียงลำพัง "ชะ ช่วยอะไรคะ? คุณเป็นใครเนี่ย เลือดออกขนาดนี้ไปโรงพยาบาลสิคะ" แพรขวัญถอยหลังไปอีกสองก้าวอย่างระแวดระวัง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้ ผู้ชายตัวโตหน้าตาหล่อเหลาแต่มีแผลถูกยิงหรือถูกแทงมา สภาพดูอันตรายเกินกว่าที่นักศึกษาหญิงตัวเล็กๆอย่างเธอจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย "พาฉันไปซ่อนที่ไหนก็ได้ แถวนี้" บรู๊คพยายามสาวเท้าเข้าไปหา แต่เด็กสาวกลับถอยหนีรักษาระยะห่าง "ไม่เอาหรอกค่ะ ใครจะบ้าพาคนแปลกหน้าเข้าห้อง ตัวคุณมีแต่เลือด เดี๋ยวหนูก็ซวยไปด้วยหรอก คุณเป็นพวกมิจฉาชีพหรือเปล่าเนี่ย? หรือไปปล้นใครเขามา? ถอยไปเลยนะคะ ไม่งั้นหนูร้องให้คนช่วยจริงๆด้วย" เธอกำถุงพลาสติกแน่น เตรียมพร้อมจะวิ่งหนีทุกเมื่อ สังคมสมัยนี้ไว้ใจใครได้ที่ไหนกัน เกิดเป็นพวกโรคจิตสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เธอคงได้กลายเป็นศพหมกหอพักแน่ๆ บรู๊คสบถในใจอย่างหัวเสีย เขาคือบรวิชทร์ ภิรมย์ไพศาล เจ้าของคาสิโนระดับหมื่นล้าน มีแต่คนแทบจะคลานเข่าเข้ามาประเคนทุกอย่างให้ แต่นี่อะไร ยัยเด็กนี่กลับมองเขาเหมือนเป็นพวกโจรขี้ยาข้างถนนเสียนี่ ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมายาวๆพยายามตั้งสติ มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็กเนื้อดีอย่างทุลักทุเล ปกติเขาแทบจะไม่พกเงินสดติดตัวเลยด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างมีลูกน้องจัดการให้หมด หรือไม่ก็ใช้บัตรเครดิตแบล็คการ์ด แต่โชคยังดีที่ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับธนบัตรไม่กี่ใบที่บังเอิญติดกระเป๋ามา เขาดึงมันออกมา มันคือแบงก์พันสองใบถ้วน "ฉันมีแค่นี้ สองพัน พาฉันไปทำแผลที่ห้องเธอ แล้วพรุ่งนี้เช้าฉันจะไป" บรู๊คยื่นเงินสดสองพันบาทไปตรงหน้าเด็กสาว นัยน์ตาคมเข้มฉายแววเว้าวอนแกมบังคับอยู่ในที แพรขวัญชะงัก สายตาที่เคยมองเขาอย่างหวาดระแวงเมื่อครู่ ค่อยๆเลื่อนลงมาโฟกัสที่ธนบัตรสีเทาสองใบในมือใหญ่ นัยน์ตากลมเป็นประกายรุกวาวขึ้นมาทันทีโดยไม่ได้ตั้งใจ สมองที่กำลังคิดหาทางหนีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยตัวเลขค่าใช้จ่ายที่กำลังรัดตัว 'สองพัน! ค่าปริ้นต์งานรูปเล่มรายงานวิชาเอกพรุ่งนี้ ค่าเข้าเล่ม ค่าอุปกรณ์ แถมยังเหลือเป็นค่าข้าวได้อีกตั้งหลายวัน' เด็กสาวเม้มริมฝีปาก ชั่งใจอย่างหนักระหว่างความปลอดภัยในชีวิตกับเงินสองพันบาทที่กำลังลอยอยู่ตรงหน้า พ่อของเธอก็เพิ่งโทรมาสูบเงินก้อนสุดท้ายในบัญชีไปจ่ายหนี้พนันเมื่อตอนเย็น ทำให้ตอนนี้เธอแทบจะกรอบเป็นข้าวเกรียบ ถ้าไม่ได้เงินก้อนนี้ พรุ่งนี้เธอคงไม่มีงานส่งอาจารย์แน่ๆ ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นมองสำรวจชายแปลกหน้าอีกครั้ง รูปร่างเขาสูงใหญ่กำยำก็จริง แต่ตอนนี้หน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผาก แถมยังยืนโอนเอน สภาพแบบนี้คงไม่มีแรงมาทำมิดีมิร้ายเธอหรอกมั้ง สุดท้ายความขัดสนก็เอาชนะความกลัว มือเล็กยื่นออกไปฉกแบงก์พันสองใบจากมือเขามาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ขาสั้นของตัวเองอย่างรวดเร็ว "ก็ได้ เห็นแก่คุณที่กำลังจะตายหรอกนะหนูถึงยอมช่วย" แพรขวัญเชิดหน้าขึ้น เอ่ยเสียงแข็งเพื่อข่มความกลัว "แต่หนูขอย้ำไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคุณคิดจะทำอะไรตุกติก คิดไม่ดี หรือเป็นพวกคนร้ายหนีคดีมา หนูจะแหกปากร้องให้ลั่นตึก แล้วก็จะโทรแจ้งตำรวจทันที เข้าใจไหม" "อืม... รีบพาไปที ก่อนที่ฉันจะเลือดหมดตัวตายตรงนี้" บรู๊คพยักหน้ารับส่งๆตอนนี้เขาแค่อยากได้ที่หลบภัยชั่วคราวเพื่อประเมินสถานการณ์เท่านั้น แพรขวัญถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปพยุงร่างหนาที่หนักอึ้งของเขาอย่างระมัดระวัง เธอพาเขาเดินลัดเลาะเข้าไปในซอยแคบๆที่ค่อนข้างมืดและเงียบสงบ มุ่งหน้าไปยังหอพักเก่าๆ ตัวตึกเป็นอาคารพาณิชย์ดัดแปลงสภาพทรุดโทรม ไม่มีรปภ มีเพียงกล้องวงจรปิดที่ดูเหมือนจะพังไปแล้ว โชคดีที่ห้องของเธออยู่แค่ชั้นสาม แพรขวัญจึงทุลักทุเลพยุงร่างใหญ่โตของบรู๊คขึ้นบันไดเหล็กแคบๆมาได้อย่างหวุดหวิด เธอไขกุญแจห้องแล้วผลักบานประตูไม้เก่าๆเข้าไป ก่อนจะพยุงเขาไปทิ้งตัวลงบนโซฟาผ้าสีซีดๆตัวเล็กที่ตั้งอยู่กลางห้อง บรู๊คทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดสภาพ เขากวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆห้องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าแมวดิ้นตาย เฟอร์นิเจอร์มีเพียงเตียงนอนขนาดสามฟุตครึ่ง ตู้เสื้อผ้าพลาสติก โต๊ะญี่ปุ่นสำหรับอ่านหนังสือ และโซฟาตัวเล็กที่เขากำลังนั่งอยู่ ทุกอย่างดูเก่าและผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน พื้นที่ทางเดินแคบเสียจนถ้าเดินสวนกันคงต้องเดินตะแคง "ห้องเธอแคบชะมัด อยู่ได้ยังไงเนี่ย รูหนูชัดๆ" ชายหนุ่มหลุดปากบ่นออกมาตามประสาคนคุ้นเคยกับเพนต์เฮาส์หรือคฤหาสน์หรูหรากว้างขวางระดับหลายร้อยตารางเมตร แพรขวัญที่กำลังรื้อหากล่องปฐมพยาบาลอยู่ในตู้ถึงกับชะงัก มือเล็กคว้ากล่องยาพลาสติกได้ก็เดินกระแทกส้นเท้ากลับมาหาเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มงองุ้มด้วยความไม่พอใจ "จิ๊! ช่วยก็ดีเท่าไหร่แล้วลุง ยังจะมีหน้ามาบ่นอีก" เธอจิ๊ปากใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะกระแทกกล่องยาลงบนโต๊ะญี่ปุ่นเสียงดัง ปลายนิ้วเล็กบิดเกลียวขวดแอลกอฮอล์ล้างแผลเปิดออก "ถ้าไม่พอใจห้องรูหนูของหนู ก็เชิญคุณเดินกลับลงไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มข้างถนนเลยไป๊" คิ้วเข้มของมาเฟียหนุ่มขมวดเข้าหากันแทบจะผูกเป็นโบ เขาเงยหน้ามองเด็กสาวปากดีตรงหน้าด้วยความอึ้งผสมความหงุดหงิด "นี่เธอเรียกใครว่าลุง ฉันดูแก่ขนาดนั้นเลยหรือไง ยัยเด็กบ้า" บรู๊คกัดฟันถาม อายุเขาก็เพิ่งจะสามสิบสาม ยังหนุ่ม ยังแน่น แถมยังหล่อเหลาระดับที่ดาราหน้ากล้องยังต้องชิดซ้าย แต่ยัยเด็กแต่งตัวซอมซ่อนี่กลับกล้าเรียกเขาว่าลุงอย่างเต็มปากเต็มคำ แพรขวัญยักไหล่ มือก็หยิบสำลีมาชุบแอลกอฮอล์จนชุ่ม "ก็คงงั้นมั้งคะ สภาพคุณตอนนี้ดูไม่จืดเลยล่ะ หน้าตาก็โทรม หนวดเคราก็ครึ้ม แถมยังบ่นกระปอดกระแปดเหมือนคนแก่ไม่มีผิด อ๊ะ! อยู่นิ่งๆสิคะ เดี๋ยวก็เจ็บหรอก" เธอเตือนเมื่อเขาพยายามจะขยับตัวหนี แพรขวัญไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอจัดการปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนเลือดของเขาออกอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความเขินอาย เผยให้เห็นแผงอกกว้างกำยำ ซิกซ์แพ็กเรียงตัวสวยงาม แต่เด็กสาวก็ไม่ได้สนใจมองมันมากไปกว่าบาดแผลที่สีข้าง "อึก... เบามือหน่อยสิยัยเด็กบ้า เธอจะฆ่าฉันหรือไง" บรู๊คครางในลำคอเมื่อสำลีชุ่มแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนปากแผลสดๆ ความแสบร้อนแล่นพล่านไปถึงเส้นประสาท "ก็บอกให้อยู่นิ่งๆไงเล่า แผลมันแค่เฉี่ยวไป โชคดีนะที่ไม่ลึกมาก ไม่งั้นแอลกอฮอล์ขวดเดียวคงเอาไม่อยู่" เธอบ่นอุบ มือก็จัดการเช็ดทำความสะอาดรอบๆแผลอย่างคล่องแคล่ว แม้ปากจะร้ายแต่สัมผัสของเธอกลับเบามือและระมัดระวังกว่าที่คิด บรู๊คลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเด็กสาวขณะที่เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการทำแผลให้เขา แสงไฟส่องให้เห็นผิวหน้าเนียนใสไร้เครื่องสำอาง จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อที่กำลังบ่นขมุบขมิบ ดูๆไปแล้วเธอก็หน้าตาจิ้มลิ้มใช้ได้ ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ติดจะดูซื่อๆและปากไวไปหน่อยก็เท่านั้น หลังจากจัดการทำแผลและพันผ้าก๊อซให้เสร็จเรียบร้อย แพรขวัญก็ลุกขึ้นไปล้างมือ ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับผ้าห่มผืนบางๆและหมอนใบเล็กที่ดูแบนแต๊ดแต๋ เธอโยนมันลงบนตักของชายหนุ่ม "เอ้า คืนนี้นอนตรงโซฟานี่แหละ ห้ามบ่นว่าปวดหลังด้วยนะคะ เพราะมันมีแค่นี้" เธอเท้าสะเอวสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะชี้ปลายนิ้วลงบนพื้นกระเบื้องยางตรงหน้าโซฟา ลากเป็นเส้นตรงในอากาศยาวไปถึงหน้าเตียงนอนของเธอ "แล้วก็จำเอาไว้ให้ดี ห้าม ล้ำ เส้น ตรงนี้เข้ามาในโซนเตียงนอนของหนูเด็ดขาด ถ้าคุณกล้าลุกขึ้นมาทำบ้าอะไรกลางดึก หนูเอาสเปรย์พริกไทยฉีดอัดหน้าคุณให้ตาบอดไปตลอดชีวิตแน่ เข้าใจไหม?" บรู๊คมองท่าทางขึงขังเอาเรื่องของเด็กสาวแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแอบกระตุกยิ้มมุมปากอย่างขบขัน ยัยเด็กนี่ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ถ้าเขาคิดจะทำอะไรเธอจริงๆ สเปรย์พริกไทยกระป๋องเล็กๆนั่น หรือเส้นแบ่งเขตบ้าบอนี่ คงหยุดเขาไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเป็นฝ่ายมาขออาศัย แถมเธอยังอุตส่าห์ทำแผลให้ เขาจะยอมเล่นตามน้ำไปก่อนก็แล้วกัน "รู้แล้วน่า ฉันไม่พิศวาสเด็กกะโปโลอย่างเธอหรอก รีบไปนอนซะไป ฉันก็จะพักผ่อนแล้วเหมือนกัน" เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักโซฟา จัดแจงเอาหมอนแบนๆมารองหัว แล้วดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมตัวอย่างยากลำบาก แพรขวัญทำปากยื่นใส่เขาอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะเดินกลับไปที่เตียงของตัวเอง เธอกางมุ้งครอบอันเล็กขึ้นมากางบนเตียงเพื่อป้องกันยุงและแมลง ก่อนจะล้มตัวลงนอน หันหลังให้เขาทันที เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงกลางดึก ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าๆที่ครางหึ่งๆสลับกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของเด็กสาวบนเตียง บรู๊คไม่ได้หลับ นัยน์ตาคมเบิกโพลงในความมืด ความเจ็บปวดจากบาดแผลทำให้เขาหลับไม่ลง ประกอบกับสัญชาตญาณความระแวดระวังตัวที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีในฐานะผู้นำมาเฟีย ทำให้เขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา มือหนาล้วงเอาโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่ปรับโหมดปิดเสียงไว้ขึ้นมา แสงสว่างวาบจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและดุดัน เขากดปลดล็อกหน้าจอแล้วส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันที่มีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด หาลูกน้องมือขวาคนสนิท [กูปลอดภัยดี ไม่ต้องห่วง] [พรุ่งนี้เช้า 8 โมงตรง มารับกูที่พิกัดนี้] ชายหนุ่มกดส่งโลเคชั่นที่ตั้งของหอพักแห่งนี้ไปให้ลูกน้อง ก่อนจะพิมพ์ข้อความสั่งการเพิ่มเติมด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม [ไปสืบมาให้แน่ใจว่าพวกที่มันกล้ามาลูบคมกูคืนนี้เป็นคนของไอ้แอชตันหรือเปล่า] จู่ๆ เสียงโหวกเหวกโวยวายและเสียงฝีเท้าหนักๆของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังแทรกเข้ามาจากทางหน้าต่างห้องพักที่อยู่ติดกับถนนซอย บรู๊คชะงัก นิ้วที่กำลังพิมพ์ข้อความหยุดนิ่ง เขาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเงียบกริบ แม้จะเจ็บแผลแต่การเคลื่อนไหวของเขากลับปราดเปรียวและไร้เสียง ร่างสูงใหญ่เดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง เขาค่อยๆใช้นิ้วแง้มผ้าม่านลายดอกไม้สีซีดออกเพียงรอยแยกเล็กๆเพื่อลอบมองลงไปยังเบื้องล่าง ภายใต้แสงไฟถนนสลัวๆ ชายฉกรรจ์ชุดดำประมาณห้าหกคนกำลังวิ่งกระหืดกระหอบผ่านหน้าหอพักไป ในมือของพวกมันมีอาวุธปืนพกสั้นครบมือ ท่าทางกำลังสอดส่องมองหาใครบางคนอย่างบ้าคลั่ง "แม่งเอ๊ย! มันหายหัวไปไหนวะ เลือดออกขนาดนั้นไม่น่าจะไปได้ไกล" หนึ่งในนั้นสบถเสียงดัง "ค้นดูให้ทั่วแถวนี้! นายสั่งมาว่าต้องเอาหัวมันกลับไปให้ได้ ไม่งั้นพวกเราตายแน่" บรู๊คมองตามแผ่นหลังของพวกมันที่ค่อยๆวิ่งลับหายไปในความมืดท้ายซอย มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะหยันอย่างเย็นชา พวกมันคงคิดไม่ถึงสินะ ว่าผู้นำมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่อย่าเขาจะลดตัวมาหลบซ่อนอยู่ในหอพักเก่าๆซอมซ่อๆห้องรูหนูแบบนี้ ชายหนุ่มหันกลับมามองร่างบางที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายใต้มุ้งครอบบนเตียง แสงไฟจากภายนอกสาดส่องให้เห็นใบหน้ายามหลับใหลที่ดูไร้เดียงสาและไม่มีพิษมีภัยของเธอ ยัยเด็กนี่... ช่วยชีวิตเขาไว้โดยไม่รู้ตัวสินะ ความคิดนั้นทำให้แววตาดุดันของมาเฟียหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย เขาเดินกลับมาทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวเดิม ดึงผ้าห่มผืนบางที่เธอให้มาคลุมโปง ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองจมเข้าสู่ห้วงนิทราไปพร้อมกับความเหนื่อยล้า แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา แพรขวัญขยับตัวบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า เธอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือที่แผดเสียงลั่นห้อง เด็กสาวเอื้อมมือไปกดปิดมัน ก่อนจะงัวเงียลุกขึ้นนั่งบนเตียง สายตาพร่ามัวจากการเพิ่งตื่นนอนค่อยๆปรับโฟกัสกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดชะงักที่โซฟาตัวเล็กกลางห้อง ว่างเปล่า... ไม่มีร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าคนนั้นแล้ว บนโซฟามีเพียงผ้าห่มผืนบางที่ถูกพับเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยวางคู่กับหมอนใบแบนๆ แพรขวัญกะพริบตาปริบๆ ลุกพรวดขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปสำรวจรอบห้อง ห้องน้ำว่างเปล่า ประตูห้องถูกล็อกจากด้านในอย่างดี แสดงว่าเขาคงแอบเปิดประตูออกไปตั้งแต่เช้ามืด แล้วปล่อยให้ตัวล็อกแบบสปริงทำงานเอง "ไปซะแล้วแฮะ" เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่แทนที่จะรู้สึกเป็นห่วงหรือกังวลใจว่าคนเจ็บจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เด็กสาวกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก "ก็ดีแล้วล่ะ" สำหรับแพรขวัญแล้ว เขาเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินชนกัน แล้วเธอก็ยื่นมือเข้าช่วยตามหลักมนุษยธรรมบวกกับเงินค่าจ้างนิดหน่อย เมื่อเขาจากไป เรื่องราวระหว่างเธอกับเขาก็ถือว่าจบสิ้นกันไป ไม่มีอะไรต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก สายตาของเด็กสาวเหลือบไปเห็นธนบัตรสีเทาสองใบที่วางอยู่บนโต๊ะญี่ปุ่น ซึ่งเธอเอาออกมาวางไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อเตือนใจตัวเองว่ารวยแล้ว รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มทันที แพรขวัญรีบคว้าแบงก์พันทั้งสองใบขึ้นมาแนบแก้มแล้วจูบมันฟอดใหญ่ "โอ๊ย! รอดตายแล้วเรา ค่าปริ้นต์งาน ค่าเข้าเล่ม ค่าชีตเรียน แถมยังเหลือเป็นค่าหมูกระทะเยียวยาจิตใจได้อีกมื้อด้วย" เด็กสาวหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี รีบพับเงินก้อนนั้นเก็บใส่กระเป๋าสตางค์อย่างทะนุถนอม ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวเดินฮัมเพลงเข้าห้องน้ำไปอย่างมีความสุข โดยที่ไม่รู้เลยว่า... การพบกันโดยบังเอิญในคืนที่ผ่านมา และเงินสองพันบาทที่แลกกับการช่วยชีวิตในครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวบางอย่าง....รถคันหรูเบรกดังเอี๊ยดจอดเทียบหน้าหอพัก บรู๊คก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าถมึงทึง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนคนรอบข้างไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ทว่าเมื่อเขาและลูกน้องบุกขึ้นไปถึงห้องพักของแพรขวัญ กลับพบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ หรือแม้แต่เงาของเด็กสาวที่เขาตั้งใจบินด่วนกลับมาหา"มาหาหนูแพรขวัญเหรอคะ" แม่บ้านวัยกลางคนที่กำลังทำความสะอาดทางเดินตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มชายชุดดำ "ป้าเห็นน้องเขาวิ่งหน้าตาตื่นออกไปตั้งแต่เมื่อวานเย็นแล้วค่ะ ดูร้อนรนมากเลย เห็นกำลังคุยโทรศัพท์กับพ่อ ร้องไห้ด้วย บอกว่าพ่อโดนทำร้าย แล้วก็รีบวิ่งออกไปเลยค่ะ"สิ้นคำบอกเล่าของแม่บ้าน บรู๊คถึงกับขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยโทสะ มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน"ไอ้คราม" เสียงทุ้มสบถลอดไรฟัน "ถ้ามึงทำอะไรแพรขวัญ กูไม่เอามึงไว้แน่!"ชายหนุ่มหันขวับไปหาทิมที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านหลัง"เช็กพิกัดโทรศัพท์มือถือของยัยเด็กนั่นเดี๋ยวนี้ แล้วสั่งคนของเราไปล้อมบ้านไอ้ครามเอาไว้ให้หมด อย่าให้มีมดสักตัวเล็ดลอดออกไปได้!"ในขณะเดียวกัณ ณ บ้านเช่าซอมซ่อในสลัมแออัดแพรขวัญถูกข
ห้องรับรองวีไอพีของสนามบินเงียบสงบและเป็นส่วนตัว บรู๊คในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดพอดีตัวนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังชั้นดี นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเอกสารสรุปผลกำไรของคาสิโนสาขามาเก๊าที่ทิมเพิ่งส่งให้เมื่อครู่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวเลขบางจุดที่ดูผิดปกติ ก่อนจะปิดแฟ้มลงแล้วโยนมันไว้บนโต๊ะกระจก"เตรียมเครื่องพร้อมหรือยัง" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามมือขวาคนสนิทที่ยืนประสานมืออยู่ไม่ไกล"เรียบร้อยแล้วครับนาย เครื่องบินส่วนตัวพร้อมเทกออฟทุกเมื่อ" ทิมตอบรับอย่างแข็งขัน ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเหมือนมีเรื่องอยากจะถามแต่ก็ลังเล "เอ่อ นายครับ""มีอะไรก็พูดมา""เรื่องงานเดินแบบของคุณแพรขวัญ..." ทิมเว้นจังหวะ ลอบสังเกตสีหน้าเจ้านาย "นายจะกลับมาทันใช่ไหมครับ? งานอีเวนต์จะเริ่มในอีกสี่วันข้างหน้านี้แล้ว"บรู๊คยกแก้วกาแฟดำขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าเรียกความสดชื่นให้ร่างกายที่พักผ่อนน้อยมาหลายวัน ชายหนุ่มปรายตามองลูกน้องก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดขาด"กูต้องกลับมาให้ทัน" บรู๊ควางแก้วลง "เคลียร์คิวงานที่มาเก๊าทุกอย่างให้จบภายในสามวัน ไม่ว่าพวกบอร์ดบริหารฝั่งนู้นมันจะเล่นแง่อะไร มึงจัดการบีบให้พว
บรรยากาศภายในของคันหรูเงียบกริบจนน่าอึดอัด ไม่สิ ต้องบอกว่ามันอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออกเลยต่างหากนับตั้งแต่ที่บรู๊คดึงมือแพรขวัญเดินฝ่าฝูงชนออกมาจากวาโร่บาร์ กระทั่งก้าวขึ้นมานั่งอยู่บนรถ เขาก็ยังไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างพิงพนักเบาะด้วยท่วงท่าที่ดูสงบนิ่ง ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับเรียบตึงและเย็นชาจนน่าขนลุก นัยน์ตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ไม่แม้แต่จะหันมามองคนตัวเล็กที่นั่งตัวเกร็งอยู่ข้างๆแพรขวัญลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของมาเฟียหนุ่มด้วยความรู้สึกประหม่า กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูนชัดเจน บ่งบอกให้รู้ว่าอารมณ์กรุ่นโกรธที่ประทุขึ้นเมื่อครู่ยังไม่ได้ดับมอดลงไปเลยสักนิด แสงไฟจากท้องถนนที่สาดส่องเข้ามาเป็นระยะ ยิ่งขับเน้นให้รังสีอำมหิตรอบตัวเขาดูอันตรายและน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีกเด็กสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สองมือเล็กบีบเข้าหากันแน่นบนตัก ความเงียบที่ดำเนินมาหลายสิบนาทีทำให้เธอเริ่มทนไม่ไหว สัญชาตญาณความใจกล้าบ้าบิ่นที่มักจะทำงานผิดเวลาเสมอ สั่งให้เธอเป็นฝ่ายทำลายความอึดอัดนี้ลง"เอ่อ คุณบรู๊คคะ" แพรขวัญเปล่งเสียงเรียกออกไปแผ่วเบา ราวก
"ขอบคุณมากนะคะเจ๊เหมยที่ช่วยดูแลแพรวันนี้"แพรขวัญยกมือไหว้ผู้จัดการโมเดลลิ่งคนเก่งด้วยรอยยิ้มกว้าง หลังจากที่การพูดคุยรายละเอียดงานและการฟิตติ้งชุดจบลงอย่างราบรื่น แม้จะมีเรื่องวุ่นวายของลิเดียมาคั่นกลางไปบ้าง"โอ๊ย ไม่เป็นไรเลยลูก เจ๊เต็มใจสุดๆ" เจ๊เหมยรับไหว้แทบไม่ทัน ก่อนจะหันไปยิ้มประจบประแจงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆเด็กสาว "ขอบคุณคุณบรู๊คด้วยนะคะที่อุตส่าห์สละเวลามาดูน้องแพรถึงที่ งานนี้เจ๊รับรองเลยค่ะว่าน้องแพรจะต้องเฉิดฉายที่สุดบนรันเวย์แน่นอน เจ๊ขอตัวกลับไปจัดการคิวงานต่อก่อนนะคะ สวัสดีค่า"เจ๊เหมยโบกมือลาแล้วรีบเดินกึ่งวิ่งไปขึ้นรถตู้ของตัวเอง ทิ้งให้แพรขวัญยืนอยู่กับบรู๊คและทิมที่หน้าสตูดิโอ"เสร็จธุระแล้ว จะไปไหนต่อ?" บรู๊คเอ่ยถาม นัยน์ตาทอดมองดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ดูสดใสขึ้นมากหลังจากปัญหาเรื่องลิเดียถูกจัดการไป"อืม" แพรขวัญทำท่าครุ่นคิด "ก็คงกลับหอไปนอนพักมั้งคะ เมื่อคืนก็ทำงานดึก"Rrrrr Rrrrrยังไม่ทันพูดจบ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายก็แผดเสียงร้องขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน แพรขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อหยิบขึ้นมาดูแล้วพบว่าเป็นเบอร์ของอัคคีผู้จัดการวาโ
บรรยากาศภายในห้องประชุมบรีฟงานของสตูดิโอเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แฝงอยู่ภายใต้ความวุ่นวายของการเตรียมงาน ทีมงานฝ่ายจัดอีเวนต์ของแบรนด์กำลังง่วนอยู่กับการแจกแจงรายละเอียดเสื้อผ้าและลำดับคิวการเดินบนรันเวย์ให้กับเหล่านางแบบที่นั่งเรียงรายกันอยู่รอบโต๊ะกระจกตัวยาวเจ๊เหมยผู้จัดการโมเดลลิ่งคนเก่งนั่งประกบติดแพรขวัญไม่ห่าง คอยอธิบายและชี้แจงรายละเอียดงานให้เด็กสาวในสังกัดฟังอย่างใจเย็นและประคบประหงมจนออกนอกหน้า ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความหมั่นไส้ให้กับนางแบบหลายคนในห้อง โดยเฉพาะดาราสาวตัวท็อปอย่างลิเดีย ที่นั่งกอดอกหน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้าม"เอาล่ะครับทุกคน ขอให้ทุกคนโฟกัสที่คิวของตัวเองให้ดีนะครับ" หัวหน้าฝ่ายจัดอีเวนต์ของแบรนด์เอ่ยขึ้นเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจ "สำหรับช่วงฟินาเล่ของโชว์คอลเลกชันนี้ ทางเจ้าของแบรนด์และสปอนเซอร์หลักได้ตกลงกันไว้ว่า เราจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบนิดหน่อยครับ"ทุกคนในห้องเงียบกริบ รอฟังอย่างตั้งใจ ลิเดียเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เตรียมพร้อมรับการประกาศชื่อของตัวเองในฐานะนางแบบเบอร์หนึ่งของงาน"ฟินาเล่ของงานนี้จะเป็นการเดินคู่ครับ" หัวหน้าฝ่ายอีเวนต์กวาดสายตามองทุกคน ก่
เพล้ง! โครม!"มึงโกงกู! ไอ้พวกหน้าเลือด! เอาเงินกูคืนมาเดี๋ยวนีh!"เสียงแก้วแตกกระจายดังกึกก้องไปทั่วโซนวีไอพีของคาสิโน ตามมาด้วยเสียงตะคอกด่าทออย่างบ้าคลั่งของผีพนันวัยกลางคนคนหนึ่งที่เพิ่งเสียเงินหมดหน้าตัก มันคว้าคอเสื้อของพนักงานแจกไพ่ประจำโต๊ะ ง้างหมัดเตรียมจะซัดเข้าที่หน้าพนักงานหนุ่มที่พยายามยกมือขึ้นป้องกันตัว ท่ามกลางความแตกตื่นของลูกค้าคนอื่นๆทว่ายังไม่ทันที่หมัดนั้นจะได้กระแทกเป้าหมาย...พลั่ก!!ฝ่าเท้าหนักๆของใครบางคนก็พุ่งเข้าถีบยอดอกของไอ้ผีพนันขี้เมาคนนั้นอย่างจัง แรงถีบมหาศาลส่งผลให้ร่างของมันลอยหวือกระเด็นไปกระแทกกับโต๊ะบาคาร่าด้านหลังจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่า เสียงโอดครวญดังขึ้นพร้อมกับร่างที่นอนจุกอยู่บนพื้นความวุ่นวายเมื่อครู่เงียบสงบลงในพริบตา เมื่อทุกคนในบริเวณนั้นเห็นชัดเจนว่าใครคือผู้ลงมือบรู๊คยืนตระหง่านอยู่กลางวงล้อม แววตาคมกริบกวาดมองร่างที่นอนโอดครวญอยู่บนพื้นอย่างเย็นชา มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก หยิบไฟแช็กซิปโป้สีเงินวาววับขึ้นมาจุดบุหรี่มวนโตที่คาบไว้ที่ริมฝีปากอย่างใจเย็นชายหนุ่มสูดอัดนิโคตินเข้าปอด ก่อนจะพ่นควันสีเทาหม่นออกมาเป็นสายยาว ลมหายใจ







