Masukกระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต
“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”
สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติ
สตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตา
ข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น
“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม... นับว่าเป็นผู้ซื่อตรง ไม่คิดอ้อมค้อม หากไร้กลยุทธ์…” ปลายเสียงเย้ยหยันนางซึ่งไม่มีเรี่ยวแรงตอบคำถาม ปีศาจเฒ่าในเรือนผมสีเงินส่งเสียงหัวเราะดังไปทั่ว “จะเทพ มาร ยมทูต ข้าไม่สน บังอาจมาลูบคมหลี่หวังหยาง พวกหมาลอบกัด ไยไม่ปรากฏตัวซึ่งหน้า เจ้ารู้อะไรมาบ้าง เจ้ามีเรื่องจะบอกข้าไหม? ถิงถิง”
นัยน์ตาสีอำพันเจือไอสังหาร หลี่หวังหยางบีบคอนางจนสำลัก กดดันนางต่อหน้าปีศาจตนอื่น ก่อนพานางไปขังไว้ในคุกใต้ดิน ตรึงโซ่ไว้เยี่ยงทาส
ข้อมือข้อเท้าของนางแดงช้ำเช่นเดียวกับบริเวณรอบคอ มีโซ่เหล็กผูกแน่นหนา เหล็กเย็นเฉียบอาบด้วยเวทหยางของเทพใช้สำหรับการกักขังนักโทษ เรียกสตินางให้ฟื้นคืน นางรู้สึกแสบร้อนที่คอ ข้อมือและข้อเท้า
“หลี่หวังหยาง เจ้าทำอะไร? นางเป็นภรรยาข้าแล้ว ปล่อยนาง!”
“ช้าก่อน ๆ ท่านน่ะใจร้อนเกินไป นางต้องรับโทษในตระกูลเหม่ยเตี๋ย ข้าจึงจะส่งตัวนางให้จิ้งจอกเงิน”
แสงสีนิลจากหางทั้งแปดของผู้นำฝั่งจิ้งจอกเงินยังคงสงบนิ่ง ฮู่โหมวพร้อมเข้าห้ำหั่นกับมารดาผีเสื้อและผู้อาวุโสเรือนใต้ ทว่าถูกห้ามปรามจากอาวุโสฝั่งตน เมื่อการส่งตัวเจ้าสาวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ผู้กุมอำนาจโดยเด็ดขาดยังเป็นหลี่หวังหยาง
ฮู่โหมวทำได้เพียงยืนมองร่างบอบบางบนกองหญ้าใต้พันธนาการ อุ้งมือปีศาจใต้กรงเล็บแหลมคมบีบกรามนาง มิใช่เพียงการข่มขู่
“ผู้อื่นอย่างไรก็คือผู้อื่น จะฆ่าเจ้าเมื่อไร หาได้รู้ถึงจิตใจพวกเขาไม่ แต่นี่... ข้าเป็นท่านปู่ของเจ้า บอกความจริงมาเถิดปีศาจน้อย เจ้าหายไปไหนมา?”
-----------
ในห้องมืดแคบไร้แสง ไม่มีแม้บานหน้าต่างให้มองเห็นดวงตะวัน ร่างบางในชุดขาดเก่านั่งสั่นกลัวบนกองหญ้าเปียกชื้น นางไม่กล้าสบนัยน์ตาสีอำพัน ไอปีศาจที่ห้อมล้อมรอบอาภรณ์สีนิลบอกถึงตบะอันกล้าแกร่ง
นานแล้วที่นางพบท่านปู่แล่เนื้อปีศาจตระกูลมัจฉาเพื่อทำการทดลอง มันดีดดิ้นกรีดร้องอย่างทรมานกระทั่งเหลือเพียงหัวใจและก้างโดยที่ยังมีชีวิต นางเก็บไปฝันร้ายอยู่นานจนเขานำของขวัญมาปลอบนาง แต่ท่านปู่พูดจาดีกับนางไม่กี่วัน กลับมาขอปีกนางไปใส่ไว้ในขวดโหล
นางแน่ใจว่ากรงเล็บปีศาจวาดในอากาศเพียงครั้ง นางอาจตายอย่างเจ็บปวดทรมาน สองสามวันมานี้ท่านปู่ต้องการความจริงจากนาง เมื่อครู่นี้มือหยาบกร้านสะบัดจากใบหน้าเกรอะคราบเลือด นางก้มศีรษะอย่างขลาดกลัว
“...ตอบข้ามา ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า อย่างไรข้าก็ต้องส่งตัวเจ้าให้จิ้งจอกเงินอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ การขยายดินผีเสื้อสำคัญที่สุด เจ้ารู้ดีปีศาจน้อย”
“พะ... พวกเขา... จับผิดตัว การเข้าออกเมืองมรณามีระยะเวลา ข้าสบโอกาสขโมยของสำคัญ ยื่นเงื่อนไขให้ข้ากลับบ้าน นั่นเป็นเรื่องยากยิ่งนัก ข้าไม่คิดว่าจะกลับมาได้ด้วยซ้ำ พวกเขาคงตามมาลบความทรงจำท่าน”
“ข้าจะใช้ไม้อ่อนกับเจ้า ตราบใดที่เจ้าพูดความจริง เจ้ารู้ไหม?”
“ข้าไม่กล้าโกหกท่านปู่เจ้าค่ะ ข้าถูกจับตัวไว้ ยมทูตไม่ฆ่าข้า เพราะ…” นางสั่นศีรษะ สำลักโลหิตออกมาระลอกหนึ่ง หลี่หวังหยางเลิกคิ้วขึ้นถาม
“เพราะ?”
“ข้า… ปลูกผักทำอาหารได้ ข้าพยายามทำตัวให้มีประโยชน์ การฆ่าข้านั้นแสนง่ายดาย ศัตรูชะล่าใจ เก็บข้าไว้ใช้งานในฐานะทาส พวกเขามีเมตตาและโง่เง่าเหมือนเทพ มองข้าเป็นภูตผีเสื้อจิตใจดี ข้าแสร้งอ่อนน้อมยอมตาม...”
“งั้นรึ? แล้วระหว่างนั้นเจ้าเสียเวลาทำอะไร ทำไมจึงไม่รีบขโมยของแล้วออกมา เจ้ารู้ไหมว่าสามปีมานี้ฮู่โหมวจะแต่งกับเจ้าผู้เดียว แม้ข้าจะส่งตัวพี่สาวเจ้าไปแทน…”
เล่าไปคงไม่จบในวันเดียว ฮู่โหมวปฏิเสธพี่สาวนาง ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนในสภาพบาดเจ็บ แถมนำไฟประหลาดจากภพภูมิอสรพิษมาเผาต้นไม้ใบหญ้าด้วยความโกรธแค้น เขาทำร้ายผีเสื้อและจิ้งจอกที่ขัดขวาง ตามหานางไปทั่วทุกภพภูมิ พร้อมยื่นข้อเสนอเรื่องการขยายดินแดนให้เป็นเช่นเดิม
หลี่หวังหยางไม่อยู่เฉยแม้สักวัน แม้ตระกูลเหมยเตี๋ยพยายามค้นหาตัวนางเท่าไรก็ไม่พบ พวกเขาดั้นด้นไปถามจากแม่เฒ่าอาวุโสถึงเทวโลก ได้ความมาว่านครมรณาแยกจากเทวโลกและภพภูมิปีศาจโดยสิ้นเชิง
“ทำไมข้าได้ยินจากพวกเทพว่ามีปีศาจ… พบเจ้าใต้ต้นไม้วิญญาณกับบุรุษเทพรูปงาม?”
“เป็นกลลวงของข้า! อ้างว่ากินอะไรไม่ได้นอกจากผลต้นไม้วิญญาณ ท่านปู่ได้โปรดเชื่อข้า ข้าพูดความจริง ถึงข้าจะเป็นจุดด่างพร้อยของตระกูลอย่างไร ข้าไม่ไปเข้าพรรคพวกยมทูต ใครเล่าจะอยากอยู่กับผู้กุมความตาย ข้าเป็นปีศาจขี้กลัว พี่รองพี่ใหญ่รู้ดีว่าข้ากลัวผี กลัววิญญาณ อีกอย่าง... ยมทูตผู้นั้นแข็งแกร่งเกินไป ข้าหนีข้าก็ตาย เขาไม่เคยละสายตาจากข้า เมื่อไรพาข้าออกจากนครมรณา เขาจะจับข้าใส่กรงขัง”
ปีศาจที่ไม่ได้โง่เง่าจนเกินไปคิดเรื่องคำแก้ตัวอยู่ทุกค่ำคืน นางจะตอบท่านปู่ยังไง หากนางได้กลับเรือนใต้ อย่างน้อยก็น่าจะผ่อนหนักเป็นเบา
จอมมารแห่งเหม๋ยเตี๋ยผู้นี้สังหารเครือญาติมือเปล่าโดยไม่ลังเลใจ หากพวกเขาไร้ประโยชน์แล้วละก็ นางหวาดกลัวจนริมฝีปากสั่นเทา น้ำตาไหลพราก อุ้งมือเยียบเย็นของท่านปู่กระชากโซ่หยาง ลำคอของนางปลิวไปตามแรง จากนั้นก็เริ่มข่มขู่นางด้วยการเผาโซ่ให้ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
ลมหายใจของนางแผ่วเบาลง ในความหวังริบหรี่ว่านีเทียนต้าเซินจะมาช่วยนาง ความเป็นจริงแล้วเขาผู้นั้นเพียงสลัดนางให้หลุดพ้นจากห้วงนิทรา ส่งนางกลับแท่นประหาร ทันทีที่นางไร้ประโยชน์
“เจ้ายังเป็นหลานคนดีของปู่ ถิงถิง งานวิวาห์จำต้องเลื่อนไป เพราะเจ้าต้องฝึกวิชาสำคัญก่อนออกเรือน เจ้าปีศาจทรยศ... อย่าให้มีครั้งที่สาม”
“ถิงถิงจะไม่ทำให้ท่านปู่ผิดหวัง! ท่านปู่เฉลียวฉลาด เป็นหนึ่งในใต้หล้า ท่านปู่ได้โปรดเชื่อใจข้า พ้นผิดเมื่อไร ข้าจะหาทางแก้แค้นพวกยมทูต”
“ดีมากปีศาจน้อย ข้ามีของวิเศษหลายอย่างให้เจ้าเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมา... เพียงแต่...” นัยน์ตาสีอำพันหลุบมองสตรีปีศาจในโซ่ตรวน เอามือแตะคางครุ่นคิดเรื่องชั่วร้ายแล้วหัวเราะ “การขยายดินแดนผีเสื้ออาจกินเวลาสองถึงสามปี อาจเป็นสิบปี ร้อยปี... ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจเจ้า แต่จะใช้งานเจ้าทั้งที ก็ต้องบังคับให้ทำ ข้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เจ้าน่ะพูดอย่างทำอย่าง[1] คำพูดเชื่อถือไม่ได้[2] ประจบสอพลอเก่ง ถิงถิง”
--------
[1] สำนวนจีน : 言行不一 ( yánxíng bùyī )
[2] สำนวนจีน : 言而无信 ( yán’ér wúxìn)
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







