Se connecterขณะที่จางลีลี่กำลังเยื้องกรายกลับเข้าสู่เขตพระตำหนัก ร่างสูงโปร่งของไท่จือหมิงเฉิงก็เดินตรงเข้ามาหาพอดี สายตาคมกริบของเขากวาดมองสำรวจเรือนร่างและเสื้อผ้าของลีลี่ขึ้นลงอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความสงสัย
"เจ้าไปไหนมาหรือ ลีลี่...ข้าเดินหาเจ้าจนทั่ว"
ลีลี่สบตาสวามีแล้วเอ่ยตอบความจริงโดยไม่ปิดบัง
"หม่อมฉันเดินชมสวนเพลิดเพลินไปหน่อย จนล่วงเข้าเขตด้านหลังวังหลวง... และได้พบกับองค์ชายแปดเพคะ"
นัยน์ตาของหมิงเฉิงฉายแวววูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าเป็นความกังวลและอาทรอย่างรวดเร็ว
"พระสนมมารดาของเจ้าแปดป่วยเป็นโรคประหลาดร้ายแรง เสด็จพ่อจึงทรงให้อาศัยพักพิงอยู่ ณ ตำหนักเก่าท้ายวังแห่งนั้น..."
หมิงเฉิงขยับเข้ามาชิด ทอดสายตามองนางด้วยความห่วงใย
"คราวหลังเจ้าไม่ควรเดินไปที่นั่นอีกนะ"
ด้วยสัญชาตญาณความอยากรู้ ลีลี่จึงเผลอเอ่ยถามออกไปโดยไม่ทันตั้งตัว
"ลีลี่มิได้พบพูดคุยอะไรกับพระสนม คงไม่เป็นไร"
หมิงเฉิงยื่นมือหนาเข้ามาประคองและเชยคางมนของลีลี่ขึ้นช้าๆ บังคับให้สายตาของนางประสานกับนัยน์ตาของเขาที่ฉายแววอบอุ่น ลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
"ได้โปรดอย่าทำให้ข้าเป็นห่วงเจ้าอย่างไร..." น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่ม ละมุนละไม สายตาที่ส่งมาเต็มไปด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
"โรคประหลาดนั่นอาจติดต่อได้ และข้าก็ห่วงความปลอดภัยของเจ้าจริงๆ หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าคงไม่อาจยกโทษให้ตัวเองได้เลย"เซียวหลิงมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกว่าไท่จื่อช่างเป็นบุรุษที่เพียบพร้อมยิ่งนัก
หมิงเฉิงค่อยๆ ละมือจากคางมนมาจับกุมมือบางของลีลี่ไว้แน่น นัยน์ตาคมที่มองพลันมีน้ำตาคลอ รอยยิ้มเศร้าสร้อยระคนโศกสลดปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างน่าสงสาร
"ข้าเสียใจเหลือเกินลีลี่..." เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ความจริงโรคประหลาดนั่น... มันเคยพรากไท่จื่อเฟยคนเก่าของข้าไปอย่างไม่มีวันกลับ นางป่วยด้วยไข้ประหลาดชนิดเดียวกันนี้ ร่างกายค่อยๆ ซูบผอม ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดทรมานอยู่ทุกคืนวันหมอหลวงทั่วแคว้นก้ไม่อาจรักษาเยียวยา โดยที่ข้า... ทำได้เพียงนั่งมองนางสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาอย่างอับจนปัญญาข้าไม่อาจช่วยอะไรนางได้สักนิด"
คำพูดอันเปี่ยมด้วยความเจ็บปวดและหยดน้ำตาที่ร่วงพรูลงบนหลังมือ ทำให้ลีลี่หัวใจกระตุกวูบ ภาพความอาลัยอาวรณ์ของชายผู้เป็นสวามีตรงหน้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก ยื่นมืออีกข้างขึ้นไปช่วยเช็ดหยดน้ำตาบนแก้มของหมิงเฉิงอย่างอ่อนโยน
"ไท่จืออย่าทรงเสียพระทัยไปเลยเพคะ..."
ลีลี่เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"เรื่องราวผ่านพ้นไปแล้ว ไท่จือเฟยคนเก่าของไท่จือคงรับรู้ได้ถึงความรักและความปวดร้าวของพระองค์อย่างแน่นอน"
หมิงเฉิงกุมมือที่เช็ดน้ำตาให้เขาไว้แน่น ดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดไว้หลวมๆ ซบใบหน้าลงกับไหล่ของนางด้วยท่าทางอ่อนแอและโหยหาความอบอุ่น
ทว่าภายใต้อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นและหยดน้ำตาที่ดูเปี่ยมด้วยความรักนั้น... ดวงตาของหมิงเฉิงที่ซบอยู่กับไหล่นางกลับฉายแววเย็นชา วาววับด้วยความสนุกสะใจเมื่อนึกถึงภาพชายาคนเก่าที่ร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตอยู่ใต้แส้ของตนจนกระทั่งสิ้นใจ
“ข้ากลัวเหลือเกินว่าเจ้าจะจากข้าไปเหมือนนางถึงเวลานั้นข้าคงทนไม่ได้เพราะข้ารักเจ้ามากกว่านางนับสิบนับร้อยเท่า”
ลีลี่ยิ้มบางๆ
คืนนั้น ลมพัดเอื่อยพาเอาความเย็นเยือกเข้าครอบคลุมทั่วตำหนักบูรพา ไท่จือหมิงเฉิงยืนส่งจางลีลี่หน้าประตูห้อง ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น มือหนากุมมือบางของนางไว้อย่างทะนุถนอม
"อยากอยู่กับเจ้าใจจะขาด กลัวเหลือเกินว่าเจ้าจะคิดว่าข้าละเลยเจ้า คืนนี้ข้าต้องไปถวายงานเสด็จพ่อที่ตำหนักทรงงาน มีราชการด่วนเรื่องการปราบกบฏที่น่าห่วงยิ่งกบฏ พวกนั้นเหิมเกริมแม้งานแต่งของข้ากับเจ้าพวกเขายังส่งคนมาก่อกวน คืนนี้ข้าคงไม่ได้กลับมา หรือหากกลับมาก็คงดึกมาก... เจ้าอยู่ที่นี่ นอนหลับพักผ่อนให้สบาย ไม่ต้องรอข้านะลีลี่ของข้า"
ลีลี่ยิ้มรับอย่างนอบน้อม นัยน์ตาฉายแววว่าง่าย ดีเสียอีกไม่อยากร่วมแท่นนอนรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ทั้งที่ทำใจไว้แล้วว่าจะต้องยอมร่วมเรียงเคียงหมอน
"เพคะรักษาสุขภาพด้วยพรุ่งนี้ข้าจะให้เซียวหลิงต้มซุปโสมจากอินซอนไว้ให้เพคะ"
เมื่อลีลี่กลับเข้าห้องและบานประตูปิดลง รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของหมิงเฉิงพลันหายวับไป นัยน์ตาทอดมองไปยังเซียวหลิงที่เอาแต่ก้มหน้า ยืนย่อกายถวายความเคารพอย่างที่สุดอยู่ข้างเคียง
"ตามข้าไปที่ห้องหนังสือ..." เขาเอ่ยเสียงเรียบต่ำ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไป
เซียวหลิงเงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ หันมองแผ่นหลังลีลี่แล้วเดินตามหมิงเฉิงไป
เมื่อเซียวหลิงก้าวเข้าไปในห้องหนังสืออันเงียบสงบ แสงเทียนสว่างไหว นางกวาดสายตามองรอบกายกลับไม่พบผู้ใด ยามที่กำลังจะหมุนตัวก้าวถอยออกจากห้อง ร่างสูงของหมิงเฉิงก็โผล่ออกมาจากเงามืดด้านหลัง
มือหนาตะปบรวบร่างบางของเซียวหลิงไว้แน่น กดร่างนางลงกับพื้นห้องอย่างแรง หมิงเฉิงระดมกอดจูบ บีบเคล้นเรือนร่างของนางด้วยความกักฬะและหิวโหยราวกับสัตว์ป่าอดอยาก เซียวหลิงตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างที่สุด พยายามดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด
"ไท่จือ... ปล่อยหม่อมฉันนะเจ้าคะ ได้โปรดอย่าทำแบบนี้"
ทว่าหมิงเฉิงกลับทาบทับเรือนกายลงมา ใช้อีกมืออุดปากนางไว้แน่น ดึงทึ้งเสื้อผ้าของนางจนขาดวิ่น เสียงเนื้อผ้าขาดจากแรงฉีกดังระงมจนเรือนร่างเกือบเปลือยเปล่า
“ปล่อยข้าปล่อยข้าไปท่านจำทำแบบนี้ไมไ่ด้นะ ปล่อยข้านะ ปล่อยยยยยย”
หมิงเฉิงลงมือข่มเหงทารุณอย่างไม่แยแสต่อหยาดน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ที่เล็ดลอดออกมา
“ปล่อยข้าข้าลกัวแล้วข้าเจ็บแล้วฮือออออออออ”
รอยิย้มเย็นที่เหมือนจะสาใจกับเสียนงร้องด้วยความเจ็บปวด ยามที่เขากำลังจะสุขสม เซียวหลิงก็รวบรวมแรงกายที่เหลืออยู่ เค้นเสียงเอ่ยออกมาจากลำคอ
"ข้า... ข้าจะฟ้องคุณหนู ว่าไท่จือข่มเหงข้า"
เพี๊ยะ เพี๊ยะๆๆๆๆๆๆ พลั๊ก
คำขู่ของเซียวหลิงกลับยิ่งกระตุ้นความวิปลาส ฝ่ามือใหญ่ฟาดลงบนใบหน้าของเซียวหลิงซ้ำๆ อย่างรุนแรงจนแก้มเนียนบวมช้ำ ปากแตกมีเลือดสด ไหลซึม
หมิงเฉิงหัวเราะในลำคอด้วยความชอบใจ ก่อนจะลากร่างที่แทบหมดสติของนางผ่านประตูที่ซ่อนอยู่ด้านหลังชั้นหนังสือ ลงสู่ห้องลับใต้ดินอันมืดมิดและอับชื้น
กลิ่นคราบเลือดและกลิ่นคาวสนิมปะทะเข้าที่จมูก เซียวหลิงปรือตามองเบื้องหน้าด้วยความสะพรึงกลัว ภาพที่ปรากฏคือเครื่องทารุณกรรมรูปแบบต่างๆ วางเรียงราย ทั้งแท่นเหล็กขนาดใหญ่ที่มีโซ่และพันธนาการตรึงไว้สำหรับพันธนาการสตรี แส้หนังที่มีหนามแหลม คีมหนีบ และของสำเร็จความใคร่ที่ใช้กับสตรีขนาดต่างๆ ทำจากหยกหินและไม้ ที่เคยผ่านการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วน บางชิ้นยังเปรอะเปื้อนรอยเลือด
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







