Share

บทที่ 10

“ท่านพ่อดีที่สุดเจ้าค่ะ!”

 เฟิ่งมี่ตอบพลางโอบคอบิดาแน่น  อี้หลันมองสามีแล้วกล่าวเสียงแผ่ว

 “ท่านพี่ อย่าตามใจนางนักเจ้าค่ะ”

เฟิ่งมี่หันไปทางมารดาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ท่านแม่ ท่านต้องชมท่านพ่อสิ เจ้าค่ะ ข้านั้นโชคดีที่สุดที่มีบิดาที่หล่อเหลา แข็งแรง และเก่งกาจที่สุดในเมือง!”

หยางจวิ้นหัวเราะลั่น

 “ใช่แล้ว! บิดาเจ้าแข็งแรงขนาดที่อุ้มลูกหมูอย่างเจ้าไหว!”

เฟิ่งมี่หัวเราะคิกคักด้วยความขบขัน นางซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนบิดา ความสุขช่วงเวลานี้ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะนางรู้ดีว่าหากเติบใหญ่ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

หยางจวิ้นวางลูกสาวลงบนเตียงอย่างเบามือ เมื่อสายตาเขาเหลือบไปเห็นตำราที่วางอยู่ข้างเตียงของเฟิ่งมี่ เขาก็ขมวดคิ้ว

 “มี่มี่ เจ้าศึกษาตำราแล้วหรือ?”

เฟิ่งมี่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“แค่เอามาดู ๆ ผ่าน ๆ ตาเจ้าค่ะ ท่านแม่จะหาคนมาสอนข้าในปีหน้าเจ้าค่ะ”

หยางจวิ้นเอ่ยถามต่อ

 “เจ้าอยากเรียนหรือ?”

เฟิ่งมี่พยักหน้าทันที ดวงตากลมโตที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นทำให้บิดาถอนหายใจเบา ๆ

“มี่มี่ บอกพ่อได้หรือไม่ เหตุใดเจ้าจึงรู้ความขนาดนี้?”

คำถามนั้นทำให้เฟิ่งมี่ชะงักไป นางก้มหน้าหลุบตาต่ำอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองบิดามารดาด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ

“บอกพ่อมาเถอะ มี่เอ๋อร์”

สายตาอบอุ่นของทั้งสองที่มองมา ทำให้นางตัดสินใจเอ่ยออกไป

“ข้าไม่ได้ถูกลบความจำจากชาติที่แล้วเจ้าค่ะ...”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งหยางจวิ้นและอี้หลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่แทนที่จะแสดงความกลัวหรือหวาดระแวง พวกเขากลับส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้นาง  อี้หลันเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาวแน่น

“มี่เอ๋อร์ เจ้าบอกพวกเราได้ พวกเราคือครอบครัวของเจ้า ไม่ว่าสิ่งใด พวกเราย่อมเผชิญมันไปด้วยกัน”

น้ำตาของเฟิ่งมี่ไหลอาบแก้ม นางโผกอดมารดาด้วยความตื้นตัน ขณะที่หยางจวิ้นนั่งลงข้างเตียง ใช้มือใหญ่ลูบศีรษะของลูกสาวเบา ๆ

“มี่เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัว พ่อจะปกป้องเจ้าเอง”

เฟิ่งมี่สบตาทั้งสองอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงสะอื้น

“พวกท่านไม่กลัวข้าหรือเจ้าคะ?”

อี้หลันหัวเราะเบา ๆ

“พวกเราจะกลัวเจ้าด้วยเหตุใด ในเมื่อเจ้าคือบุตรสาวที่น่ารักของเรา”

เฟิ่งมี่ยิ้มทั้งน้ำตา

“ถ้าเช่นนั้น ข้าเล่าทั้งหมดได้ไหมเจ้าคะ? ข้าไม่อยากมีสิ่งใดปิดบังพวกท่านอีก”

หยางจวิ้นพยักหน้า

 “ได้ พ่อรับฟังเจ้าเสมอ”

เฟิ่งมี่สูดหายใจลึกก่อนเริ่มเล่า

“ชาติที่แล้วพวกเราเป็นนักเวทเจ้าค่ะ...พวกเราทุกคน ท่านคือบิดาของข้า ท่านคือมารดาของข้า แต่...”

นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

 “ท่านพี่ความจริงแล้วเป็นน้องชายของข้าเจ้าค่ะ”

เสียงจากหน้าประตูดังขึ้นทันที

“ห๊ะ! ทำไมข้าถึงเป็นน้องเจ้าไปได้เล่า!”

ไป๋เจี้ยนหานเปิดประตูเข้ามาอย่างลืมตัว แต่กลับหยุดนิ่งทันทีเมื่อได้ยินเสียงเข้มของบิดา

 “อาหาน...”

เจี้ยนหานค้อมตัวเงียบ ๆ แล้วนั่งลงกับพื้นข้างเตียง

เฟิ่งมี่เล่าต่อ

“พวกเรามีเวทระดับสูง พวกท่านสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า...ท่านสั่งให้ข้าปกป้องชาวเมือง และเมื่อข้าอายุ200ปี...ข้าได้ทำตามที่ท่านบอกสำเร็จแล้ว...”

นางช้อนตามองหยางจวิ้น

 “ข้าพบพวกท่านอีกครั้ง ข้าไม่เดียวดายอีกต่อไปแล้วเจ้าค่ะ”

หยางจวิ้นโอบกอดทั้งฮูหยินและบุตรสาวแน่น กรามเขากัดแน่นด้วยความเจ็บปวดและภูมิใจ เพราะที่นางเล่านั่นย่อมหมายความว่านางปกป้องทุกคนจนตาย   ตามคำสั่งของเขา

 “พ่อขอโทษ...เจ้าเก่งมาก ลูกพ่อ...”

เจี้ยนหาน คลานเข้าไปซบหน้าลงกับตักของมารดา ขณะที่น้ำตาไหลพราก

 “มี่มี่...พี่รักเจ้า ขอบคุณที่เจ้ากลับมา...”

เฟิ่งมี่ยิ้มบาง ๆ นางไม่ได้เอ่ยถึงความเป็นพ่อมดแม่มด เพราะนางรู้ดีว่าคำนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในโลกใบนี้ นางเปลี่ยนเรื่องทันที

“และ...ข้ามีพลังเวทเจ้าค่ะ”

หยางจวิ้นชะงักเล็กน้อย

“พลังของเจ้าตื่นแล้วหรือ?”

เฟิ่งมี่พยักหน้า

 “เจ้าค่ะ พลังเวทของข้ามีมาตั้งแต่กำเนิด...”

เจี้ยนหานเด้งตัวขึ้น ดวงตาเบิกกว้าง เด็กทุกคนต้องรอถึงห้าหนาว พลังถึงจะตื่น! น้องสาวของข้ามีพลังเวทตั้งแต่เกิด!

เฟิ่งมี่ลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ

“และ...เอ่อ...ข้ามีมิติส่วนตัวเจ้าค่ะ”

ทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่เฟิ่งมี่จะกล่าวต่อด้วยเสียงเบา ๆ

“ในนั้น...มีของเวทมากมาย...”

หยางจวิ้นพยายามสูดหายใจเข้าลึก เขาหันไปมองฮูหยินที่มองกลับมาด้วยสีหน้าตกตะลึง

“ฮูหยิน พี่ว่าเราคงต้องเพิ่มคนคุ้มกันมี่เอ๋อร์แล้ว”

อี้หลันพยักหน้าช้า ๆ

“เจ้าค่ะ ท่านพี่ ข้าเห็นด้วย...”

อี้หลันลูบศีรษะบุตรสาวพร้อมรอยยิ้ม

“มี่เอ๋อร์ ดึกแล้ว ลูกถึงเวลานอนแล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันต่อดีหรือไม่?”

เฟิ่งมี่พยักหน้าเชื่อฟัง ขณะที่ทั้งสามลุกขึ้นและเดินออกจากห้อง

เมื่อประตูปิดลง ความเงียบครอบคลุม แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปโดยไม่มีคำพูดใดเพิ่มเติม

หยางจวิ้นตรงไปที่ห้องหนังสือ เรียกพ่อบ้านมาอย่างเร่งด่วน ขณะที่อี้หลันทรุดตัวนั่งบนเตียงในห้องนอน มือสั่นเล็กน้อย ความสงสารลูกสาวทำให้นางตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเติมเต็มความสุขที่ขาดหายไป

ส่วนเจี้ยนหาน เขายืนนิ่งอยู่หน้าเรือนนอนของตนเอง ดวงตาจับจ้องไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นบนฟ้า สมองของเขาวนเวียนอยู่กับเรื่องราวที่เพิ่งได้รับรู้ ความคิดหลากหลายตีรวนกันไปมา

"ข้าต้องเป็นน้องชายของมี่มี่เหรอ? แต่ข้าตัวใหญ่กว่านางตั้งเยอะ! แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลเลย..."

เจี้ยนหานพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นเบาพอที่ลมจะพัดไปจนหาย แต่ในใจของเขารู้สึกเหมือนมีตัวอะไรกำลังวิ่งพล่าน เขาเกาหัวตัวเองจนยุ่งเหยิง

 “นางเกิดทีหลังข้านะ มี่มี่ต้องเป็นน้องสาวสิ!"

จินตนาการของเขาเริ่มทำงาน เจี้ยนหานเห็นภาพเฟิ่งมี่ในชุดคลุมยาว ยืนกอดอกพร้อมส่งสายตาดุ ๆ มาที่เขาพร้อมกล่าวว่า

อาหาน เจ้าช่างซุกซนยิ่งนัก! ไปคัดลอกตำรามา 100 แผ่นเดี๋ยวนี้!

"ข้าไม่ได้ซุกซน!"

เจี้ยนหานตะโกนสวนกลับภาพในจินตนาการ แต่กลับรู้ตัวว่าพูดออกมาเสียงดังเกินไปจนบ่าวที่เดินผ่านถึงกับชะงัก

“คุณชาย...ท่านพูดอะไรเจ้าคะ?”

 บ่าวถามด้วยความงุนงง  เจี้ยนหานรีบปัดมือ

"ไม่มีอะไร ข้าคุยกับดวงจันทร์น่ะ!"

เขาสูดลมหายใจลึก พยายามสงบสติอารมณ์ แต่ทันใดนั้น ภาพในหัวกลับเปลี่ยนไปอีก เฟิ่งมี่นั่งบนเก้าอี้ของเขา แกว่งขาไปมาในอากาศ พลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านพี่ อาหาน! ข้าอายุ203ปีแล้วเข้าใจไหม?”

"ไม่! ข้าไม่เข้าใจ! ข้าเป็นพี่เจ้านะ!"

 เขาตะโกนอีกครั้ง พร้อมทุบกำปั้นใส่อากาศ

ลมเย็นพัดผ่านทำให้เขาสะท้านเล็กน้อย เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ข้าคงบ้าไปแล้วจริง ๆ…”

เขาเงยหน้ามองจันทร์อีกครั้ง ดวงตายังคงฉายแววสับสน ก่อนจะพึมพำออกมาอย่างหนักแน่น

“หรือข้าควรเรียกมี่มี่ว่า...ท่านพี่ดี?”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทพิเศษ

    บนยอดเขาหลังตระกูลซู จวนเล็กๆ สร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดีตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม รอบด้านมีต้นไม้เขียวขจีรายล้อม ดอกไม้ป่าหลากสีบานสะพรั่งตามแนวทางเดิน เสียงน้ำไหลจากลำธารใกล้ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เสียงนกที่ร้องเพลงแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูราวกับสวรรค์บนดินในทุกๆ สามวัน หงเฟิ่งและเหอเฉิงเหยาจะลงจากจวนมาเยี่ยมเด็กทั้งสามคน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ปรมาจารย์เหอเฉิงเหยาผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมโอสถจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ และวิธีหลอมโอสถอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะที่หงเฟิ่ง มังกรสาวผู้สง่างาม จะสอนเด็กๆ เรื่องการทรงตัวบนหลังมังกร เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความกล้าหาญและความสง่างามวันนี้ เด็กทั้งสามคน อาหาว อาหมิง เยวี่ยเอ๋อร์ กำลังเลือกสมุนไพรตามรายการที่เหอเฉิงเหยามอบหมาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงสนทนาอย่างสดใสหงเฟิ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สายลมที่พัดเบาๆ ทำให้ผ้าคลุมสีแดงของนางพลิ้วไหว เหอเฉิงเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกมือโอบเอวนางอย่างแผ่วเบา“อยากมีสักคนหรือไม่?” เสียงทุ้มของเขาด

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 146

    อวิ๋นเทียนตอบด้วยความหนักแน่น ก่อนจะอุ้มร่างบางของมี่มี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม เขามุ่งหน้ากลับจวนตระกูลซูทันที ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลเมื่อมาถึงจวน เขาวางร่างของมี่มี่ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ร่างของเธอยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือหนาของอวิ๋นเทียนค่อยๆ สัมผัสที่หัวใจของเธอ ก่อนจะส่งพลังเวทเข้าไปในร่างกาย ความอุ่นจากพลังของเขาไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร แต่ร่างของเธอกลับไร้การตอบสนองเขาส่งพลังต่อเนื่องนานนับสองชั่วยาม เหงื่อหยดลงจากใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามี่มี่จะฟื้นขึ้นมา สายตาของอวิ๋นเทียนเต็มไปด้วยความกังวลที่กลืนกินหัวใจ เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูของเธอ“มี่เอ๋อร์… เจ้าสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เจ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปใช่หรือไม่...”แต่คำตอบกลับเป็นความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน ร่างของมี่มี่ยังคงสงบนิ่งราวกับหลับลึก อวิ๋นเทียนค่อยวางร่างของมี่มี่นอนลงบนเตียง เขาทรุดตัวลงข้างเตียง มือหนากำหมัดแน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความสิ้นหวังที่คืบคลานเข้ามาหนึ่งปีผ่านไป ทุกวันในช่วงเวลาที่มี่มี่หลับใหล อวิ๋นเทียนจะนั่งอยู่ข้า

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 145

    “มีแรงแค่นี้หรือ?” มี่มี่พูดเสียงเข้ม ก่อนสะบัดแส้อักขระเวทในมือนับสิบครั้ง แส้พุ่งเข้าใส่ราชาอสูรด้วยความเร็วเหนือสายตา เสียงฟาดกระแทกเข้ากับเกราะหนังหนาของมันดังก้อง แต่ราชาอสูรกลับไม่หยุด มันยกขาหน้าขนาดมหึมาขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงพื้น แรงกระแทกทำให้ดินแตกกระจาย เศษหินพุ่งกระเด็นราวกับกระสุนมี่มี่กระโดดหลบอีกครั้งก่อนจะใช้แส้ของเธอฟาดกลับเข้าไปที่จุดอ่อนใต้คางของราชาอสูร ร่างของมันสะดุ้งเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของมันดังจนหูอื้อในตอนนั้นเอง อวิ๋นเทียนพุ่งเข้าหาขาของราชาอสูร แทงดาบลงไปในจุดเชื่อมระหว่างหนัง เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น ราชาอสูรสะบัดขาเหวี่ยงอวิ๋นเทียนออกไปไกล แต่เขากลับใช้พลังเวทพุ่งกลับมาประจันหน้าอีกครั้งในเสี้ยววินาทีมังกรทั้งสิบตัวบินวนรอบราชาอสูร เสียงคำรามของพวกมันก้องไปทั่ว เปลวไฟหลายสีพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของมันจากทุกทิศทาง แม้ราชาอสูรจะพยายามสะบัดร่างป้องกันตัวเอง แต่พลังโจมตีที่ประสานกันนั้นทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านทันทีที่มีโอกาส มี่มี่ลุกขึ้นยืนด้วยความแน่วแน่ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะก่อนหน้านี้ แต่แววตาก

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 144

    “เสี่ยวจื่อจังหวะนี้แหละ” หวงจื่ออ้าปากกว้างก่อนพ่นเปลวไฟมังกรสีแดงออกมา เปลวไฟนั้นลุกลามไปทั่วและเผาผลาญเหล่าปีศาจจนมอดไหม้ในพริบตาเหล่าทหารร้องเฮกันอย่าฮึกเหิม มังกรนับร้อยตัวไม่ได้บินวนอยู่แค่ในแคว้นฉิน แต่พวกมันกระจายตัวทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกตัวต่างพ่นไฟมังกรออกมาเพื่อทำลายเหล่าปีศาจอสูรในทุกแคว้น เสียงคำรามของมังกรที่ก้องกังวานไปทั่วทำให้ปีศาจเงามืดเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการต่อสู้ซูเหยา ที่กำลังต่อสู้อยู่บนพื้นหันหน้าเงยขึ้นมองมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า นางแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นจำนวนมังกรที่ปกคลุมท้องฟ้าราวกับพายุหมุน ในจังหวะหนึ่งที่นางเสียสมาธิ อสูรเงามืดร่างหนึ่งกระโดดพุ่งเข้าใส่ เล็บแหลมคมของมันหมายจะฉีกกระชากร่างของซูเหยา นางเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าตนหลบไม่ทันแน่แล้วแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ปราการเวทสีขาว พลันกางล้อมร่างของนางก่อนที่มันจะระเบิดพลัง ทำลายปีศาจในระยะกว้างอย่างราบคาบ แสงสว่างจากเวททำให้พื้นที่โดยรอบสว่างราวกลางวัน และสงบลงชั่วขณะซูเหยาเหลียวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที หัวใจของนางพองโต เมื่อเห็น มี่มี่ในชุดเกราะสีดำบนหลังมังกร นางส่งยิ้มให้จากเบื้องบน

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 143

    คืนหนึ่งที่เงียบสงัดเกินกว่าปกติ ดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆดำหนาทึบ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านค่ายพักชั่วคราวราวกับกำลังเตือนถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น มี่มี่ ยืนอยู่กลางลานกว้างในชุดเกราะสีเงินเรืองรอง ร่างเล็กของนางแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยสายตาครุ่นคิด ดาวคืนนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับพยายามบอกอะไรบางอย่างแก่เธอ เหมือนกับความทรงจำในชาติที่แล้วที่ผุดขึ้นมาในจิตใจเสียงฝีเท้าดังกึกก้องบนพื้นดิน บุรุษและสตรีนับร้อยปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาที พวกเขายืนเรียงรายข้างกายนาง เหล่ามังกรในร่างมนุษย์ต่างแผ่รัศมีแห่งความสง่างามและทรงพลังจนทุกคนที่เห็นต้องหลบสายตาด้วยความนอบน้อมมี่มี่หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น“ข้าต้องรบกวนพวกท่านให้ปกป้องทุกแคว้นแล้ว”หลงหยาง ราชามังกรผู้มีอายุนับพันปี ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ“อย่ากังวลไป มี่เอ๋อร์ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกนี้ต้องเผชิญความมืด”คำพูดนั้นทำให้มี่มี่ชะงัก นางหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ราชามังกรพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหนักแน่น “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน… พวกเรามังกรไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองบนโล

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 142

    มี่มี่เดินสำรวจรอบบริเวณ เศษซากของบ้านเรือนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางคุกเข่าลงหยิบดินขึ้นมาจับก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านมือ“มี่เอ๋อร์…”อวิ๋นเทียนเอ่ยเรียกนางเบาๆ ขณะจ้องมองไปยังบางสิ่งบนพื้นสายตาของมี่มี่หันตามไปยังจุดที่อวิ๋นเทียนจ้องมอง ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูปกติดี แต่ทั้งคู่รู้ทันทีว่าอะไรซ่อนอยู่ “พวกมันอยู่ใต้ดิน!” มี่มี่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเหตุผลที่ผีเสื้อเวทของนางค้นหามันไม่เจอ!“หากมันอยู่ใต้ดิน แสดงว่ามันอาจโผล่ทุกแคว้น!”ทันทีที่ประโยคดังกล่าวดังขึ้น ผู้คนนับสิบต่างสูดหายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า ภัยร้ายจะอยู่ใกล้ตาและพร้อมโจมตีได้จากใต้พื้นดินทุกหนแห่ง“ข้าว่าควรย้ายชาวเมืองไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อน” อวิ๋นเทียนเสนอขึ้น“หากมันโผล่มาทีละหลายแห่ง เราต้องกระจายกำลังคุ้มกันจุดต่าง ๆ มากเกินไป จนไม่มีทางปกป้องประชาชนได้ทั่วถึง!”“ข้าจะเร่งทำตาม…”ฮ่องเต้แห่งแคว้นเยี่ยนรับฟังแล้วเข้าใจสถานการณ์ ทรงสั่งทันทีให้คนออกประกาศเรียกระดมพลและหาพื้นที่อพยพชั่วคราวโดยเร่งด่วนกระนั้น มี่มี่ กลับพ

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 43

    เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องพักชั้นสามของร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ หลิวเคอและตงจินก็ยังคงแสดงความเป็นกังวล เมื่อเห็นรอยเลือดสีแดงสดที่เปื้อนฝ่ามือของท่านหญิง แต่ในชั่วพริบตา รอยเลือดนั้นก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง"ท่านหญิง!"หลิวเคออุทานด้วยความตกใจ ดวงตาคมมองมือเล็ก ๆ อย่างไม่อย

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 41

    หลังจากออกจากวังหลวง รถม้าหรูหราประจำตระกูลไป๋ แล่นมาจอดสนิทหน้าร้านสมุนไพรตระกูลไป๋ในยามใกล้เย็น ร่างเล็กในชุดงดงามของ มี่มี่ ก้าวลงมาพร้อมรอยยิ้มหวานสดใส แต่ยังไม่ทันที่เท้าน้อย ๆ จะสัมผัสพื้น นางก็อ้าแขนออกอย่างรู้หน้าที่“พี่หลิวเคอ อุ้มมี่ลงหน่อย ขามี่ไม่มีแรงเลยเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 36

    ในค่ำคืนนั้น เฉินตี้เสด็จตำหนักพระสนมลี่เฟยความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วตำหนักหรูหราที่ประดับประดาด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่า ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างพิถีพิถันเพื่อแสดงถึงความสูงศักดิ์ของผู้ครอบครอง ทว่าผู้ที่เดินผ่านประตูเข้าไปกลับมองสิ่งเหล่านั้นด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก เฉินตี้ ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ก้าวเด

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 9

    อาเหมยยืนรออยู่หน้าห้องของเฟิ่งมี่ด้วยสีหน้ากังวล เวลาผ่านไปนานกว่า 1 เค่อ (30 นาที) แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากในห้อง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง จึงตัดสินใจเคาะประตูเบา ๆ“คุณหนู...บ่าวขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ”เสียงเล็กตอบกลับมาจากด้านใน“เข้ามาเลยเจ้าค่ะ พี่อาเหมย”อาเหมยยกยิ้ม รู้สึกอบอ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status