Share

บทที่ 9

อาเหมยยืนรออยู่หน้าห้องของเฟิ่งมี่ด้วยสีหน้ากังวล เวลาผ่านไปนานกว่า 1 เค่อ (30 นาที) แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ดังออกมาจากในห้อง ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง จึงตัดสินใจเคาะประตูเบา ๆ

“คุณหนู...บ่าวขออนุญาตเข้าไปนะเจ้าคะ”

เสียงเล็กตอบกลับมาจากด้านใน

“เข้ามาเลยเจ้าค่ะ พี่อาเหมย”

อาเหมยยกยิ้ม รู้สึกอบอุ่นในใจ นางพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง

“มีคุณหนูตระกูลใดบ้างที่พูดกับบ่าวอย่างสุภาพเช่นนี้”

เมื่อเข้ามาในห้อง อาเหมยเห็นร่างเล็กของเฟิ่งมี่กำลังก้าวขึ้นจากอ่างน้ำไม้ใบเล็กที่ไป๋หยางจวิ้นสั่งทำพิเศษให้บุตรสาว

นางรีบเข้าไปอุ้มเฟิ่งมี่ขึ้นมาอย่างทะนุถนอม พร้อมใช้ผ้าขนหนูเช็ดตัวเด็กน้อย

เฟิ่งมี่ส่งยิ้มน่ารักให้อาเหมย

“พี่อาเหมย ข้าอยากปล่อยผมไปหาท่านพ่อกับท่านแม่ได้ไหมเจ้าคะ? ข้าเจ็บหัว”

แววตาออดอ้อนของเฟิ่งมี่ส่งตรงไปยังบ่าวคนสนิท อาเหมยมองคุณหนูตัวน้อยก่อนพยักหน้า

 “ได้เจ้าค่ะ คุณหนู”

นางรีบจัดแจงเช็ดตัว แต่งตัว และหวีผมให้เฟิ่งมี่ตามความต้องการ ก่อนจะอุ้มคุณหนูขึ้นแนบอก พาไปยังห้องอาหารที่ครอบครัวกำลังรออยู่

“มาแล้วหรือ แล้วทำไมไม่เดินเอง?”

 เสียงเข้มของไป๋หยางจวิ้นดังขึ้นทันทีที่เห็นบุตรสาว

เฟิ่งมี่ชะงักเล็กน้อย ดวงตากลมโตหันไปมองใบหน้าของพี่ชายที่กำลังกลั้นขำ นางจึงรู้ทันทีว่าพี่ชายต้องพูดอะไรบางอย่าง

“ท่านพ่อ...”

เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมกับแขนเล็กที่อ้าออกกว้าง

ไป๋หยางจวิ้นรีบพุ่งตัวเข้ามารับเฟิ่งมี่ทันที นางกอดคอบิดาแน่น ซบหน้าลงที่ไหล่กว้างอย่างออดอ้อน

 “มี่มี่คิดถึงท่านพ่อยิ่งนัก เหนื่อยไหมเจ้าคะ?”

ใบหน้าของไป๋หยางจวิ้นที่เคยเคร่งขรึมยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“แค่พ่อเห็นมี่เอ๋อร์ พ่อก็หายเหนื่อยแล้ว”

เฟิ่งมี่หอมแก้มบิดาเบา ๆ

“ข้าอยากไปร้านค้ากับท่านแม่ด้วยเจ้าค่ะ”

ไป๋หยางจวิ้นหัวเราะเบา ๆ

“ไว้เจ้าโตกว่านี้อีกสักหนึ่งปี พ่อจะให้เจ้าไปด้วย ดีหรือไม่?”

ดวงตาของเฟิ่งมี่เป็นประกาย

“ท่านพ่อสัญญานะเจ้าคะ?”

“พ่อย่อมตามใจเจ้ามี่เอ๋อร์”

“ข้ารักท่านที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”

เสียงของเจี้ยนหานดังแทรกขึ้นมาอย่างน้อยใจ

 “มี่มี่ ไหนบอกรักพี่ที่สุดไง!”

เฟิ่งมี่ยิ้มเจ้าเล่ห์

 “ตอนนี้รักท่านพ่อที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นจากทั้งสามคนในห้องอาหาร ดวงตากลมโตของเฟิ่งมี่เป็นประกายระยิบระยับ นางยิ้มอย่างมุ่งมั่นพลางคิดในใจอีกแค่หนึ่งปีเอง นางรอได้!

แม้จะพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่มากเพียงใด แต่เฟิ่งมี่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า  ต่อให้มีความทรงจำของชาติก่อน แต่ด้วยร่างกายที่เป็นเด็ก สิ่งต่างต่างก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่นตอนนี้

นี่มันอะไรกันเนี่ย...เฟิ่งมี่บ่นกับตัวเองในใจ ขณะมองขนมถาดใหญ่ตรงหน้า ดวงตาของนางจับจ้องมันอย่างไม่อาจละสายตาไปได้ ท้องน้อย ๆ ของนางร้องจ๊อกเบา ๆ

นางรู้ว่าต้องกินข้าว เพราะร่างกายต้องการสารอาหารครบถ้วน แต่มือเล็ก ๆ นั่นกลับเอื้อมไปหยิบขนมหวานโดยไม่ฟังคำเตือนของสมองเลยสักนิด

ใจมันเรียกร้องนี่นา... นางแก้ตัวในใจอย่างไร้เรี่ยวแรงพลางกัดขนมหวานเข้าไปคำโต ใบหน้าน้อย ๆ เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

เฟิ่งมี่ถอนหายใจพลางคิด ข้าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่กันนะ?! แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ร่างเล็ก ๆ กลับยื่นมือไปคว้าขนมอีกชิ้นอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด

นางไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า แม้ในชาติที่แล้วจะต้องแบกรับภาระและความจริงจังของชีวิตมากเพียงใด แต่ชาติใหม่นี้...ความสุขเล็ก ๆ ที่ได้จากการกินขนมและเสียงหัวเราะของคนรอบตัวก็ทำให้นางรู้สึกว่า บางที...การได้เป็นเด็กอีกครั้ง ก็ไม่เลวนัก

ไป๋อวี้หลันมองลูกสาวตัวน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน ความสุขที่ล้นเอ่อในใจทำให้นางคิดกับตัวเอง มี่มี่ลูกของนางช่างมีความรู้ความเข้าใจตั้งแต่ยังเล็ก พูดจารู้เรื่องตั้งแต่อายุเพียงหนึ่งหนาว ทุกสิ่งราวกับลูกไม่ใช่เด็กทั่วไป แต่ในฐานะแม่ นางไม่ได้ใส่ใจกับความพิเศษนั้นมากนัก  เพราะไม่ว่าลูกข้า จะเป็นเทพ เซียน มาร หรือสิ่งใด ข้าย่อมรักลูกของข้าเสมอ

หากเฟิ่งมี่รับรู้ความคิดของมารดา นางคงจะหัวเราะออกมาพร้อมเอ่ยตอบไปว่า ข้าเป็นแม่มดเจ้าค่ะ ไม่ใช่แม่มดธรรมดาด้วย แต่เป็นแม่มดที่เก่งกาจที่สุดเจ้าค่ะ!

ทั้งสี่คนใช้เวลาอยู่ด้วยกันในห้องอาหาร บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ มี่มี่ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินขนมหวานชิ้นที่สามก็ต้องหยุดเมื่ออี้หลันเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“มี่เอ๋อร์ หยุดกินขนมก่อน เดี๋ยวเจ้าจะกินข้าวได้น้อยนะลูก”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้มารดาอย่างน่ารัก

 “เจ้าค่ะ ท่านแม่”

 แล้ววางขนมในมือลงทันที แม้ในใจจะยังคิดถึงรสหวานละมุนของขนมก็ตาม หยางจวิ้นที่นั่งอยู่หัวโต๊ะมองภาพครอบครัวของเขาด้วยสายตาอบอุ่น เขายิ้มบาง ๆ ขณะตักอาหารให้บุตรสาว

“นี่ มี่เอ๋อร์ เจ้าชอบไข่ต้มมิใช่หรือ? กินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านพ่อ!”

มี่มี่ตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนจะใช้ตะเกียบเล็ก ๆ ของนางคีบไข่ต้มเข้าปากอย่างตั้งใจ

เจี้ยนหานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ยอมแพ้ เขาคีบเนื้อชิ้นโตวางลงในจานของน้องสาว

 “อันนี้พี่ชายให้ ข้ารู้ว่าเจ้าแอบเล็งไว้เมื่อครู่นี้”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ พี่ใหญ่!”

 มี่มี่ยิ้มกว้างจนดวงตากลมโตหยีลง เธอรีบตักเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากด้วยความพอใจ

อี้หลันมองดูความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพี่น้องด้วยรอยยิ้มบาง นางตักอาหารให้สามี

 “ท่านพี่ กินเยอะ ๆ นะเจ้าคะ วันนี้ท่านทำงานหนัก”

หยางจวิ้นพยักหน้าอย่างอ่อนโยน

“ขอบคุณเจ้ามาก หลันเอ๋อร์”

เขาตักอาหารกินอย่างเรียบง่าย ขณะมองทุกคนในครอบครัวกินอาหารกันอย่างมีความสุข

เมื่อจบมื้ออาหาร อี้หลันลุกขึ้นเดินตามสามีที่อุ้มร่างเล็กของเฟิ่งมี่ไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม หยางจวิ้นเดินนำไปยังเรือนนอนของบุตรสาว เด็กน้อยที่อิ่มหนำสำราญเอนตัวซบอกบิดาด้วยดวงตาที่เริ่มปรือ

“มี่เอ๋อร์ ใยเจ้าจึงขี้เกียจเดินนัก?”

 ไป๋หยางจวิ้นถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตำหนิ แต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู

เฟิ่งมี่หันไปตอบมารดาที่มองมาอย่างสงสัยพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“เมื่อโตแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่อุ้มข้าแล้ว ดังนั้นช่วงเวลานี้ ข้าจะต้องกอบโกยให้มากที่สุดเจ้าค่ะ!”

คำพูดนั้นทำให้ไป๋หยางจวิ้นหัวเราะเสียงดังลั่น

“ฮ่า ๆ โตแล้วพ่อก็ยังจะอุ้มเจ้าดีหรือไม่?”

“ท่านพ่อดีที่สุดเจ้าค่ะ!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทพิเศษ

    บนยอดเขาหลังตระกูลซู จวนเล็กๆ สร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดีตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม รอบด้านมีต้นไม้เขียวขจีรายล้อม ดอกไม้ป่าหลากสีบานสะพรั่งตามแนวทางเดิน เสียงน้ำไหลจากลำธารใกล้ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เสียงนกที่ร้องเพลงแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูราวกับสวรรค์บนดินในทุกๆ สามวัน หงเฟิ่งและเหอเฉิงเหยาจะลงจากจวนมาเยี่ยมเด็กทั้งสามคน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ปรมาจารย์เหอเฉิงเหยาผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมโอสถจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ และวิธีหลอมโอสถอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะที่หงเฟิ่ง มังกรสาวผู้สง่างาม จะสอนเด็กๆ เรื่องการทรงตัวบนหลังมังกร เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความกล้าหาญและความสง่างามวันนี้ เด็กทั้งสามคน อาหาว อาหมิง เยวี่ยเอ๋อร์ กำลังเลือกสมุนไพรตามรายการที่เหอเฉิงเหยามอบหมาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงสนทนาอย่างสดใสหงเฟิ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สายลมที่พัดเบาๆ ทำให้ผ้าคลุมสีแดงของนางพลิ้วไหว เหอเฉิงเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกมือโอบเอวนางอย่างแผ่วเบา“อยากมีสักคนหรือไม่?” เสียงทุ้มของเขาด

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 146

    อวิ๋นเทียนตอบด้วยความหนักแน่น ก่อนจะอุ้มร่างบางของมี่มี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม เขามุ่งหน้ากลับจวนตระกูลซูทันที ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลเมื่อมาถึงจวน เขาวางร่างของมี่มี่ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ร่างของเธอยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือหนาของอวิ๋นเทียนค่อยๆ สัมผัสที่หัวใจของเธอ ก่อนจะส่งพลังเวทเข้าไปในร่างกาย ความอุ่นจากพลังของเขาไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร แต่ร่างของเธอกลับไร้การตอบสนองเขาส่งพลังต่อเนื่องนานนับสองชั่วยาม เหงื่อหยดลงจากใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามี่มี่จะฟื้นขึ้นมา สายตาของอวิ๋นเทียนเต็มไปด้วยความกังวลที่กลืนกินหัวใจ เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูของเธอ“มี่เอ๋อร์… เจ้าสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เจ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปใช่หรือไม่...”แต่คำตอบกลับเป็นความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน ร่างของมี่มี่ยังคงสงบนิ่งราวกับหลับลึก อวิ๋นเทียนค่อยวางร่างของมี่มี่นอนลงบนเตียง เขาทรุดตัวลงข้างเตียง มือหนากำหมัดแน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความสิ้นหวังที่คืบคลานเข้ามาหนึ่งปีผ่านไป ทุกวันในช่วงเวลาที่มี่มี่หลับใหล อวิ๋นเทียนจะนั่งอยู่ข้า

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 145

    “มีแรงแค่นี้หรือ?” มี่มี่พูดเสียงเข้ม ก่อนสะบัดแส้อักขระเวทในมือนับสิบครั้ง แส้พุ่งเข้าใส่ราชาอสูรด้วยความเร็วเหนือสายตา เสียงฟาดกระแทกเข้ากับเกราะหนังหนาของมันดังก้อง แต่ราชาอสูรกลับไม่หยุด มันยกขาหน้าขนาดมหึมาขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงพื้น แรงกระแทกทำให้ดินแตกกระจาย เศษหินพุ่งกระเด็นราวกับกระสุนมี่มี่กระโดดหลบอีกครั้งก่อนจะใช้แส้ของเธอฟาดกลับเข้าไปที่จุดอ่อนใต้คางของราชาอสูร ร่างของมันสะดุ้งเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของมันดังจนหูอื้อในตอนนั้นเอง อวิ๋นเทียนพุ่งเข้าหาขาของราชาอสูร แทงดาบลงไปในจุดเชื่อมระหว่างหนัง เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น ราชาอสูรสะบัดขาเหวี่ยงอวิ๋นเทียนออกไปไกล แต่เขากลับใช้พลังเวทพุ่งกลับมาประจันหน้าอีกครั้งในเสี้ยววินาทีมังกรทั้งสิบตัวบินวนรอบราชาอสูร เสียงคำรามของพวกมันก้องไปทั่ว เปลวไฟหลายสีพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของมันจากทุกทิศทาง แม้ราชาอสูรจะพยายามสะบัดร่างป้องกันตัวเอง แต่พลังโจมตีที่ประสานกันนั้นทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านทันทีที่มีโอกาส มี่มี่ลุกขึ้นยืนด้วยความแน่วแน่ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะก่อนหน้านี้ แต่แววตาก

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 144

    “เสี่ยวจื่อจังหวะนี้แหละ” หวงจื่ออ้าปากกว้างก่อนพ่นเปลวไฟมังกรสีแดงออกมา เปลวไฟนั้นลุกลามไปทั่วและเผาผลาญเหล่าปีศาจจนมอดไหม้ในพริบตาเหล่าทหารร้องเฮกันอย่าฮึกเหิม มังกรนับร้อยตัวไม่ได้บินวนอยู่แค่ในแคว้นฉิน แต่พวกมันกระจายตัวทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกตัวต่างพ่นไฟมังกรออกมาเพื่อทำลายเหล่าปีศาจอสูรในทุกแคว้น เสียงคำรามของมังกรที่ก้องกังวานไปทั่วทำให้ปีศาจเงามืดเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการต่อสู้ซูเหยา ที่กำลังต่อสู้อยู่บนพื้นหันหน้าเงยขึ้นมองมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า นางแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นจำนวนมังกรที่ปกคลุมท้องฟ้าราวกับพายุหมุน ในจังหวะหนึ่งที่นางเสียสมาธิ อสูรเงามืดร่างหนึ่งกระโดดพุ่งเข้าใส่ เล็บแหลมคมของมันหมายจะฉีกกระชากร่างของซูเหยา นางเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าตนหลบไม่ทันแน่แล้วแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ปราการเวทสีขาว พลันกางล้อมร่างของนางก่อนที่มันจะระเบิดพลัง ทำลายปีศาจในระยะกว้างอย่างราบคาบ แสงสว่างจากเวททำให้พื้นที่โดยรอบสว่างราวกลางวัน และสงบลงชั่วขณะซูเหยาเหลียวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที หัวใจของนางพองโต เมื่อเห็น มี่มี่ในชุดเกราะสีดำบนหลังมังกร นางส่งยิ้มให้จากเบื้องบน

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 143

    คืนหนึ่งที่เงียบสงัดเกินกว่าปกติ ดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆดำหนาทึบ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านค่ายพักชั่วคราวราวกับกำลังเตือนถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น มี่มี่ ยืนอยู่กลางลานกว้างในชุดเกราะสีเงินเรืองรอง ร่างเล็กของนางแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยสายตาครุ่นคิด ดาวคืนนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับพยายามบอกอะไรบางอย่างแก่เธอ เหมือนกับความทรงจำในชาติที่แล้วที่ผุดขึ้นมาในจิตใจเสียงฝีเท้าดังกึกก้องบนพื้นดิน บุรุษและสตรีนับร้อยปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาที พวกเขายืนเรียงรายข้างกายนาง เหล่ามังกรในร่างมนุษย์ต่างแผ่รัศมีแห่งความสง่างามและทรงพลังจนทุกคนที่เห็นต้องหลบสายตาด้วยความนอบน้อมมี่มี่หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น“ข้าต้องรบกวนพวกท่านให้ปกป้องทุกแคว้นแล้ว”หลงหยาง ราชามังกรผู้มีอายุนับพันปี ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ“อย่ากังวลไป มี่เอ๋อร์ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกนี้ต้องเผชิญความมืด”คำพูดนั้นทำให้มี่มี่ชะงัก นางหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ราชามังกรพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหนักแน่น “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน… พวกเรามังกรไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองบนโล

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 142

    มี่มี่เดินสำรวจรอบบริเวณ เศษซากของบ้านเรือนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางคุกเข่าลงหยิบดินขึ้นมาจับก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านมือ“มี่เอ๋อร์…”อวิ๋นเทียนเอ่ยเรียกนางเบาๆ ขณะจ้องมองไปยังบางสิ่งบนพื้นสายตาของมี่มี่หันตามไปยังจุดที่อวิ๋นเทียนจ้องมอง ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูปกติดี แต่ทั้งคู่รู้ทันทีว่าอะไรซ่อนอยู่ “พวกมันอยู่ใต้ดิน!” มี่มี่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเหตุผลที่ผีเสื้อเวทของนางค้นหามันไม่เจอ!“หากมันอยู่ใต้ดิน แสดงว่ามันอาจโผล่ทุกแคว้น!”ทันทีที่ประโยคดังกล่าวดังขึ้น ผู้คนนับสิบต่างสูดหายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า ภัยร้ายจะอยู่ใกล้ตาและพร้อมโจมตีได้จากใต้พื้นดินทุกหนแห่ง“ข้าว่าควรย้ายชาวเมืองไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อน” อวิ๋นเทียนเสนอขึ้น“หากมันโผล่มาทีละหลายแห่ง เราต้องกระจายกำลังคุ้มกันจุดต่าง ๆ มากเกินไป จนไม่มีทางปกป้องประชาชนได้ทั่วถึง!”“ข้าจะเร่งทำตาม…”ฮ่องเต้แห่งแคว้นเยี่ยนรับฟังแล้วเข้าใจสถานการณ์ ทรงสั่งทันทีให้คนออกประกาศเรียกระดมพลและหาพื้นที่อพยพชั่วคราวโดยเร่งด่วนกระนั้น มี่มี่ กลับพ

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 141

    “รีบหนีเร็วเข้า!”แต่เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงคำรามจากเงามืดที่พุ่งเข้าใส่ร่างของหญิงสาวจนล้มลงกับพื้นและถูกกลืนหายไปในความมืดชาวบ้านดิ้นรนอย่างไร้ผล กรงเล็บและเขี้ยวคมกริบของเงาเหล่านั้นฉีกกระชากเนื้อของพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม เสียงฉีกขาดของเนื้อและเสียงครวญครางแห่งความเจ็บปวดก้องกังวานในอากาศบรรย

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 115

    แต่ก่อนที่นางจะได้ลงมือ มือหนึ่งกลับคว้าข้อมือของเธอไว้ นางหันไปมอง เห็นว่าเป็นเสี่ยวจื่อ"เจ้าไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง"เสี่ยวจื่อพูดเสียงเรียบ ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แต่...จำไว้ ทุกคนทำเพื่อเจ้า"มี่มี่ร้องไห้ออกมา นางคุยกับเสี่ยวจื่อทางจิต "อย่าทำร้ายพวกเขาได้หรือไม่?" เสี่ยวจื่อพยักห

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 87

    “ปกป้องฝ่าบาท! ปกป้องฮองเฮา!”เหล่าองครักษ์ชักอาวุธพุ่งเข้าไปล้อมเฉินตี้และฮองเฮาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้คนในงานต่างอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ฝ่าบาท ทรงประสงค์จะยกเลิกการจัดงานหรือไม่พะย่ะค่ะ?”เสียงทหารองครักษ์เอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตึงเครียด ขณะที่สายตาของผู้คนในงานต

  • ไป๋เฟิ่งมี่ข้าแค่บังเอิญหลอมโอสถได้นิดหน่อย   บทที่ 58

    “เสี่ยวเฟิง เสี่ยวจื่อ ไปพักเถอะ มี่มีเรื่องที่ต้องจัดการ” เสียงเล็กของมี่มี่ดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่ส่งไปให้ทั้งสอง เสี่ยวเฟิงและเสี่ยวจื่อมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วถอยออกไปอย่างว่าง่ายมี่มี่ตรงเข้าสู่จวนในมิติของตัวเองทันที มือเล็กเรียกคำสั่งซื้อทั้งหมดออกมาจากอากาศ ร่างน้อยกวาดตามอง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status